หกพู…หรือเขานันใหญ่ 1410 เมตร
ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขานัน อ.ท่าศาลา และกิ่งอ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช
เป็นลักษณะภูเขาหินปูน รูปร่างเป็นหยักฟันเลื่อยทอดตัวจากบ้านเขาเหล็ก ไปทางอ.ท่าศาลา
หกพู.. มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ คือ เขานันใหญ่ มีความสูง 1410 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
หกพู..เป็น 1 ใน 3 ยอดของกลุ่มภูเขาสูงฝั่งอุทยานแห่งชาติเขานัน คือ
….เขาใหญ่ สูง 1438 เมตร อยู่ใน อ.สิชล
….เขานันใหญ่ หรือหกพู สูง 1410 เมตร อยู่ใน อ.ท่าศาลา และ กิ่ง อ.นบพิตำ
….เขานันเมีย สูง 1330 เมตร ตั้งอยู่ใน กิ่ง อ.นบพิตำ
หกพู..เป็นชื่อเรียกที่ใช้สำหรับเส้นทางท่องเที่ยว เป็นชื่อที่พ้องกับชื่อของหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่เชิงเขา
เส้นทางเดินป่าเพื่อท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยอดหกพู เพิ่งถูกค้นพบ และถูกใช้อย่างไม่เป็นทางการ
เมื่อเดือนมกราคม 2549 ด้วยเป็นเส้นทางที่เดินง่าย มีความงดงามของจุดชมวิวเกือบ 10 จุด
ซึ่งสามารถชมวิวได้ถึง 360 องศา หกพูจึงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในหมู่นักเดินป่า และนักนิยมธรรมชาติ
หกพู ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าเส้นทางกล้วยไม้ป่าเลยทีเดียว เพราะทุกตารางเมตรตั้งแต่ความสูงที่ 800
ขึ้นไปจะเต็มไปด้วยกล้วยไม้ป่าหลากพันธ์ที่เมื่อถึงฤดูกาล จะแข่งกับชูช่ออวดสายตานักท่องเที่ยว
และยังเป็นที่ๆพบกล้วยไม้พันธ์ไหม่ ซึ่งยังไม่รายงานเป็นทางการที่หกพูเช่นกัน
คือ สิงโตช่อม่วงBulbophyllum salaccense Reichb. f.
หกพูใช้เวลาในการเดินวันแรกจนถึงที่พักเพียง 4 ชั่วโมง และวันที่สอง เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ที่พักแต่ละแห่งเป็นจุดชมวิวที่งดงามทั้งสิ้น ซึ่งสามารถให้บรรยากาศการเดินป่าพักแรมไม่ด้อยไปกว่า
ที่เดินป่าแหล่งอื่นๆ ในป่าฝนเขตร้อนของเมืองไทย
เหมืองแร่แบไรท์ และหมู่บ้าน 7 หลัง
เป็น
หมู่บ้าน 7 หลัง บ้านหกพู เป็นหมู่บ้านที่ถูกตัดขาดจากไฟฟ้าสาธารณูปโภดทั้งมวล
เพราะตั้งอยู่ในกลางป่าซึ่งชาวบ้านที่นี่ดูจะไม่อาทรร้อนใจกับสิ่งเหล่านั้น
เพราะความสมบูรณอื่นๆที่มีเพียบพร้อมทั้งน้ำ ป่าไม้พืชพรรณธัญาหารซึ่งหาได้ไม่ยาก
อาชีพทำสวยยางพารา และผลไม้ กับหาของป่าเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนเหล่านี้
ซึ่งมีบ้านเพียง 7 หลังเท่านั้น
เส้นทางเลยจากเหมืองมาค่อนข้างร่มรื่น ผ่านหมู่บ้าน และสวนผลไม้ไปแล้วจะเป็น
ประตูผืนป่าใหญ่ที่ร่มรื่นซึ่งเส้นทางจะต้องเดินผ่านลำธารน้ำถึง 8 แห่งด้วยกัน
จึงไม่เป็นปัญหาในการต้องแบกน้ำให้หนักแต่อย่างใดลำธารที่4 จะเป็นที่พักทาน
อาหารเที่ยงทุกครั้งของนักเดินป่า
เส้นทางน้ำตกหกพู
เป็นเส้นทาง 1 ใน 2 เส้นทางที่เดินขึ้นสู่ เขาเต่า ที่พักคืนแรกของเส้นทาง
ทางเดินเส้นทางน้ำตก จะเดินลัดเลาะตามน้ำขึ้นไปเรื่อย จนถึงน้ำตกหกพูซึ้งเป็นหน้าผาขาด
เส้รทางเดินเป็นโขดหินทั้งเล็กใหญ่ ค่อนข้างเดินง่าย เพราะสองฝั่งน้ำกว้าง และไม่รก บรรยากาศร่มรื่น
ทัศนียภาพสวยงามไปด้วยโขดหิน กลุ่มเฟิร์น กล้วยไม้คาคบ และนกนานับชนิดที่พบเห็นได้ง่ายมาก
น้ำตกหกพู เป็นน้ำตกที่สูงประมณ 30 เมตร มีเพียงชั้น3 ชั้น แต่ชั้นที่สวยที่สุด คือชั้นที่สอง
ซึ่งเป็นทางสุดท้ายที่นักเดินป่าต้องเดินแยกไปสู่เขาเต่า
สันบัวแฉก เส้นทางสู่หกพู
เส้นทางอีกเส้นทางที่ใช้เดินสู่หกพู คือสันบัวแฉก ซึ่งเป็นเส้นทางที่คู่ขนานไปทางเดียวกับเส้นทางน้ำตกหกพู
สำหรับนักเดินป่าที่ไม่ชอบเดินลุยน้ำ และไม่ถนัดเดินบนหิน เหมาะสำหรับนักเดินป่ามือไหม่ เส้นทางค่อนค้างชัน
และต้องปีนโหนบางช่วง จากระดับ ที่ 300เมตร สู่ 1050 เมตร เส้นทางผ่านลำธาร และป่าใหญ่หกพูซึ่งร่มรื่น
และอถดมสมบูรณ์มาก
สันบัวแฉก จะอยู่ที่ระดับ 900 เมตรเป็นดงบัวแฉกดงแรกที่พบเห็นซึ่งบัวแฉกหกพูจะมีลักษณะใบ และลำต้น
แตกต่างจากที่อื่นมาก โดยเฉพาะความสูง ซึ่งแต่ละต้นร่วม 2 เมตร จาจากสันบัวแฉกประมาณ1 ชั่วโมงกว่าก้อจะเป็นเส้นทางเดินราบบนสันเขา และเริ่มพบเห็นบันดากล้วยไม้ประเภท
เอื้องผาหมอก และสิงโตอาจารย์เต็ม เอื้องใบมะขาม สิงโตม่วง กล้วยไม้กินซาก และเฟิร์นประเภท กูดอ้อม ริบบิ้น
สามร้อยยอด โชน ฯลฯ
เนินปลักควาย และเขาเต่า
เนินปลักควาย เป็นชื่อเรียกสันเขาทางแยกระหว่างที่พักคืนที่ 1 และคืนที่ 2
ชื่อเนินปลักควายมากจาก กลุ่มนักเดินป่าชุดสำรวจชุดแรกที่มีกัน 9 คน เดินค้นหายอดสูงสุดของยอดหกพู
ด้วยความที่ฝนตกหนัก และหมอกหนาจัด ทำให้ไปไหนไม่ได้ไกล ต้องพักแรมที่เนินแห่งนี้ซึ่งเป็นมีลักษณะ
เป็นแอ่งดินเหนียวชุ่มน้ำเมื่อยามฝนตก เมื่อเดินไปมากันมากๆกลายเป็นบ่อโคลนเละๆ ดูเหมือน
ปลักควายนอนซึ่งกล่าวกันในหมู่คนเดินป่าชุดนั่นเมื่อเอ่ยถึงปลักควายจะรู้ทันทีว่าหมายถึงที่ไหน
เนินปลักควาย ได้ชื่อว่าเป็นดงของสิงโตใบพัดเหลือง Cirrhopetalum skeateanum ( Ridl.) Garay
ขนตาสิงโต กล้วยไม้กินซาก
โดยเฉพาะสิงโตใบพัดเหลืองซึ่งออกดอกช่วงเดือนมีนาคม เห็นได้ง่ายแทบทุกต้นไม้ในบริเวณนี้
จากเนินปลักควาย จะลงสู่ลำธารเล็กๆสองสายซึ่งสวยงามมาก และเป็นดงของรองเท้านารีคางกบใต้
ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม และลำธารที่ผ่านเป็นแหล่งที่นักเดินป่าสามารถอาบดื่มกิน
และนำไปใช้สำหรับที่พักคืนแรกที่เขาเต่า
เขาเต่า พูแรกของหกพู
เขาเต่า เป็นจุดที่พักคืนแรก ซึ่งเดินแยกออกไปจากเส้นทางเดินสู่ยอด 1410 มีลักษณะรูปร่างเหมือนกับเต่า
ตามชื่อ เป็นจุดที่พัก แลจุดชมวิวที่สวยทั้งตอนเช้า และตอนเย็น สามารถชมทะเลหมอกเขาเหล็ก และแอ่ง
กรุงชิงได้อย่างงดงาม ชมพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเทือกสันเย็น และเขาหนองได้อย่างสวยงาม
หน้าผาเขาเต่าเป็นทีนั่งพักผ่อนชมวิว และทะเลดาวยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี เพระเป็นลักษณะทุ่งหญ้าภูเขา
เขาเต่า เป็นแหล่งที่นักถ่ายรูป และนักดูกล้วยไม้สามารถชมกล้วยไม้ได้มากมาย โดยเฉพาะรองเท้านารี
และสิงโตใบพัดเหลือง สิงโตม่วง เอื้องดินน้อยปากกาง ขนตาสิงโต และอีกมากมาย
สูงสุดหกพู จุดชมวิว
ยอดสูงสุดหกพู เป็นยอดที 5 นับจากเขาเต่า ซึ่งใช้เวลาเดินทางในวันที่สองจากเขาเต่าแค่ 1 ชั่วโมง
เศษๆซึ่งมีความสูงประมาณ 1410 เมตร และสูงที่สุดในกลุ่มหกยอกของหกพู เส้นทางที่เดินสู่ยอดหกพู
เป็นเส้นทางที่อุดมสมบูณ์ไปด้วยกล้วยไม้นานับชนิด และกล้วยไม่สกุลไหม่ของเมืองไทย สิงโตช่อม่วง
กล้วยไม้ที่หายากและพบเห็นไม่บ่อย เช่น เอื้องน้ำต้นปากเหลือง รองเท้านารี และเอื้องเทียนหนู
ยอดหกพูเป็นจุดชมวิวท้องทะเลอ่าวไทย และขุนเขาบื้องล่างได้อย่างงดงามอีกที่หนึ่ง
สันห่มหมอก หรือสันมอส หกพู
เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเส้นทาง ซึ่งนับเป็นยอดที่หก หรือยอดสุดท้ายของหกพู มีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น
สลับกับดงมอสเป็นผืนยาวร่วม 100 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมวิวทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกใน
ที่เดียวกัน สามารถชมวิวในมุม 360 องศา
สันมอส จะเป็นที่พักคืนที่สองของเส้นทาง ซึ่งที่พักกับจุดชมวิวห่างกันประมาณ 50 เมตร
และสามารถชมสภาพป่าโบราณ และดงกล้วยไม้ได้ทั่วบริเวณที่พัก

ยอดฝามี หรือเขาฝามี ( FAH MI SUMIT)
เป็นภูเขาที่นับได้สูงอันดับสองของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง และของป่าฝนภาคใต้
ซึ่งสูงประมาณ 1600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
ตั้งอยู่ในบริเวณ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
“เขาฝามี” เป็นชื่อที่เรียกใช้ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึง ฝาหม้อหุงข้าวในภาษาถิ่น ลักษณะรูปทรงกรวยคว่ำ
เส้นทางเดินขึ้นยอดฝามี ค่อนข้างลำบาก ถึงลำบากมากสำหรับนักเดินป่ามือไหม่ เพราะต้องผ่านเส้นทาง
ที่ลาดชัน และรกทึบ และด้วยความที่เป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ในป่าฝนเขตร้อนชื่น จึงมีฝนตกชุกตลอดปี
เส้นทางสู่เขาฝามี มีความสลับซับซ้อน และใช้ระยะเวลาในการเดินใต่ระดับจากที่ความสูงแทบจะเป็น
ศูนย์ สู่ที่ระดับสูงสุด 1600 เมตร ไม่น้อยกว่า 8ชั่วโมง ในการเดินทางสู่จุดหมายวันแรก และ 3 ชั่วโมง
ในการเดินสู่ยอดสูงสุดวันที่สอง เส้นทางเป็นลักษณะสันเขาลาดชันขึ้น และใช้ด่านสัตว์ป่าเป็นเส้นทาง
หลัก ในการเดินตลอดระยะเส้นทาง
ในทางกลับกัน ในความยากลำบาก และดูมีอัตราเสี่ยงต่อการเดินป่าของนักนิยมป่า ผจญไพรทั้งหลาย
ยอดฝามีกลับซุกซ่อนความงดงามของธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะพรรณไม้
เฉพาะถิ่น จุดชมวิวที่งดงาม อุทยานกล้วยไม้ป่าอันหลากหลาย ป่าเฟิร์นโบราณ หุบผาน้ำตกที่ซ่อนตัว
อยู่กลางป่าลึก ที่นักท่องเที่ยวธรรมดาไม่สามารถพบเห็นได้ตามอุทยานทั่วไป
ด้วยที่เส้นทางเดินเป็นลักษณะวงแหวน เขาฝามีจึงมีภาพลักษณะชวนตื่นตาตื่นใจตลอดเส้นทาง
ยอดฝามีจึงเป็นเส้นทางที่นักเดินป่ากล่าวขานกันถึง ความหฤโหดของเส้นทาง และความงดงามของ
ผืนป่าฝนภาคใต้ที่อุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นตลอดปี และต่างมุ่งหวังที่จะพิชิตเพื่อเก็บไว้ในความทรงจำ
และเป็นปูมบันทึกของการเดินป่านิยมไพรทั้งหลาย

สำหรับเวลาในการเดินป่ายอกฝามี ที่เหมาะสม คือช่วง มกราคม - พฤษภาคม ของทุกปี
ระยะเวลาของทริปที่เหมาะสมคือ 3 วัน 2 คืน และ 4 วัน 3 คืน
กล่าวกันว่า 1 ใน 5 เส้นทางเดินป่าทั่วประเทศ เขาฝามี 1600 เมตร เป็นหนึ่งในนั้น
รูปภาพประกอบนำมาจากทุกทริปที่ผ่านด่านเส้นทางเขาฝามี(ขออนุญาตินะครับ)

ประตูบานแรก…บ้านลุงทัน)…………..
เป็นจุดเริ่มต้นที่ เรียกเหงื่อให้กับนักเดินทางทุกคนได้เป็นอย่างดีด้วยเส้นทางที่ลาดชัน ผ่านสวนสมรม
ของชาวบ้านห้วยเตง ซึ่งกระท่อมน้อยหลังสุดท้ายที่เป็นจุดพักแรก คือบ้านลุงทัน ชายแก่กับเมียผู้ชรา
ที่รักสันโดด มาทำสวนปลูกผักหญ้าแบบพอเพียง และใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมจริงๆ
ซึ่งทุกๆครั้ง สองคนจะต้อนรับขับสู้นักเดินป่าด้วยภาษาถิ่นประโยคเดิมๆที่เคยฟังทุกครั้ง
….ซนกันจริงๆ…และ
….นอนนี่ซักคืนค่อยไป…และอีกมากมาย
พร้อมกับ น้ำขันโตๆ และฝาตุ่มน้ำที่มิเคยพร่อง เปิดรอให้นักท่องเที่ยวเติมน้ำใส่ขวดอยู่เสมอ
อีกทั้งส้มสูกลูกไม้ประจำฤดูกาล ที่ตั้งรอเหมือนจะเชิญชวนทุกคนทุกชีวิตที่ผ่านไปมา

เนินรับแขก…ประตูบานที่สอง
จากบ้านลุงทันป่าฝนก้อเปิดประตูรับ และทดสอบความอึดของสองขานักท่องเที่ยวที่มาเยื่อน
เนินรับแขกผ่านเส้นทางค่อนข้างลาดชัน สู่ผืนป่าใหญ่ของเทือกเขาหลวงซึ่งรกครึ้มจนแทบมองไม่เห็น
แสงตะวัน แต่มันก้อเป็นสิ่งที่ดีให้นักเดินเท้ากีบไม่ต้องเสียเหงื่อให้กับความร้อนแผดเผามากมายนัก
เส้นทางแรกเริ่มของเนินรับแขก ยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้ลืมความเหน็ดเหรื่อยไปได้กับ คงมหาสดำ หรือ
เฟิร์นต้น ซึ่งมีขึ้นอยู่ดาษดื่นทั่วไป และเป็นพืชดัชนีที่วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเขาหลวงได้เป็น
อย่างดี ฝูกนกประจำถิ่นบินไปมาให้เห็นไม่ขาดตอน ผีเสื้อ และแมลงประจำป่าสร้างสีสรร และนำมาซึ่ง
ความสนใจให้เหล่านักถ่ายภาพธรรมชาติได้มากมาย
ช่องเขาขาด ….เป็นจุดแรกที่สองข้างทางเปิดให้เห็นทัศนียภาพความอลังการแห่งขุนเขา และพืชพรรณ
ปรพจำเขาหลวง ทั้งดงบัวแฉก เฟิร์นยุคไดโนเสาร์ที่ยังคงรูปร่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และ ดงเต่าร้างยักษ์
พืชตระกูลปาล์มซึ้งพบเห็นได้ยากมากในป่าทั่วไป บางต้นมีความสูงถึง 40 เมตร ลำต้น 2 คนโอบที่สามารถ
พบเห็นในช่วงเนินรับแขก ปราการป่าล่างก่อนเดินเข้าสู่…เนินปราบเซียน
เนินรับแขก..เป็นจุดสุดท้ายที่นักเดินป่าต้องคำณวนปริมาณน้ำที่ตัวเองต้องใช้ และพกพาไปไหวในเส้นทาง
ข้างหน้า เพราะเป็นแหล่งน้ำสุดท้ายที่สามารถเติมให้เต็มได้ก่อนถึงที่พักแรมคืนแรก

เนินปราบเซียน……………ที่ 3
ชื่อ…คงพอที่จะบอกได้ถึงความสำคัญของเส้นทางช่วงนี้เป็นประตู่สู่ที่พักคืนแรกที่ ผาเหยียบเมฆ
ด้วยเส้นทางที่ลาดชัน และต้องใช้ ทั้งมือ และเท้าเป็นตัวช่วยในการโหน ใต่ และคลานไปข้างหน้า
ทั้งนี้อาจรวมถึงต้องยืมมือและเท้าเพื่อนร่วมทางด้วย อาจต้องใช้ระยะเวลา ถึง 3 ชั่วโมงในการที่
จะฝ่าด่านเนินรับแขกไปถึง ผาเหยียบเมฆอันเป็นที่พักคืนแรก
บนเส้นทางเนินปราบเซียน ซึ่งการเดินทางจะหยุดพักเป็นระยะ ซึ่งความงดงาม และสีสันของป่า
ระดับบนความสูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไปของอุทยานแห่งชาติเขาหลวงจะเริ่มปรากฎให้เห็นตลอด
สองข้างทางเดิน
สิงโตอาจารย์เต็ม เป็นกล้วยไม้ที่พบได้เฉพาะถิ่นเท่านั้น กล้วยไม้ดินตระกูลใบสวย อะเนคโตคิลัส
ซึ่งพบเห็นได้ในเส้นทางเดิน เห็ดป่าสีสวย ที่ฉาบด้วยพิษสงร้ายกาจ บิโกเนีย ดอกไม้บนภูสูง
ที่นักเดินป่าอดไม่ได้ที่ต้องหยุดถ่ายรูปเก็บกลับไป ดงบัวแฉกเล็ก ที่พบเห็นได้ที่เดียวตลอด
เส้นทางเดินเขาฝามี พืชตระกูลเฟิร์น ที่หลายหลากชนิดที่ขึ้นดาษดื่นทั้งสองข้างทาง
เนินปราบเซียน เป็นเส้นทางที่นักเดินป่าต่างขยาดมาแล้วทั่วหน้า เป็นด่านที่ทำให้เส้น
ทางเขาฝามีได้รับการขนานนามว่าหฤโหด และยากลำบาก และเป็นเส้นทางที่ทำให้นักเดินป่า
มือไหม่แจ้งเกิดมามากมาย และทำให้นักเดินป่าครั้งแรกเข็ดขยาดเลิกเดินป่าไปเลยก้อมาก

จุดที่พักแรมคืนแรก….ผาเหยียบเมฆ
ผาเหยียบเมฆ เป็นจุดที่เรียกว่า ไฮไลท์ ของเส้นทางด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าสภาพภูมิประเทศ
ที่พักสำหรับตั้งแค้มป์ จุดชมวิว ที่สามารถชมวิวได้ถึง 270 องศา ท่านสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและ
ตกได้ที่นี่ ในยามที่ฟ้าเป็นใจ อากาศเป็นตัวแปร แผ่นทะเลเมฆก่อตัวเป็นรูปร่างจนท่านแทบจะย่ำเท้า
เหยียบย่างเท้าเดินเล่นได้ ในยามค่ำคืน มาลานหินเล็กเล็กให้นอนนับดาวเล่น และชมทัศนียภาพตัว
เมืองนครในยามค่ำคืน
ผาเหยียบเมฆ อยู่ในความสูง 1350 เมตร ลักษณะ เป็นหน้าผาแคบๆกว่างประมาณ 3 เมตร และยาว
ประมาณ 20 เมตร และเป็นที่พักแรมที่บรรจุนักนอนป่าชนิดนอนเรียงตัวได้ไม่เกิน 20 คนเท่านั้น
นี่คืออีกเหตุผลว่าทำไม่ทริปเดินป่ายอดฝามีจึงจำกัดนักท่องเที่ยวในแต่ละทริป ไม่เกิน 15 คน
ด้านหน้าของผาเหยียบเมฆเป็นเหวลึกเทลาดลงไปประมาณ 150 เมตร และเป็นแหล่วน้ำแหล่งเดียว
ของที่พัก ที่การลงไปเอาน้ำเป็นเรื่องที่หนักสาหัสพอๆกับเดินขึ้นมาจากเนินปราบเซียน
ดังนั้นกฎของการใช้น้ำจึงมีอยู่บ้าง เป็นที่พักของนักเดินทางแห่งนี้

สันกล้วยไม้….อทยานกล้วยไม้ป่า และผืนป่าโบราณ
จากผาเหยียบเมฆ เส้นทางสู่ยอดสูงสุดก้อทักทายทุกท่านด้วยทางที่ลาดชัน ลัดเลาะไปตามสันเขา
และป่าแคระโบราณ ในช่วงหน้าฤดูกล้วยไม้ป่า ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม เส้นทางนี้จะเจิดจ้า
ไปด้วยสีสรรแห่งป่ากล้วยไม้ป่า และดอกไม้บนภูสูง ซึ่งแข่งขันผลิดอกออกใบอวดสายตานักเดินป่า
และนักสำรวจกล้วยไม้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเส้นทางที่นักดูกล้วยไม้ป่าชื่นชอบเป็นพิเศษ
สันกล้วยไม้…เป็นชื่อที่เรียกตามสภาพเส้นทาง แต่ยังมีอีกชื่อที่นักเดินป่าขนานามให้เส้นทางนี้คือ
สันร้อยเลห์..อาจเป็นเพราะเส้นทางที่เดินผ่านภูเขายอดเล็กๆที่ตั้งสลับซับซ้อนกัน จนทำให้คาดคะเน
ไม่ถูกว่าไกล้ถึงยอดสูงสุดเมื่อไหร่ เพราะเมื่อเดินไปถึงยอดที่เห็นก้อต้องมีอีกยอกซ้อนหลังอยู่ทุกครั้งไป
สันกล้วยไม้…เป็นเส้นทางด่านสัตว์จำพวกเลียงผา และสมเสร็จที่ใช้เป็นเส้นทางหากินพืชประเภท
กล้วยไม้ และยอดไม้อ่อน และเป็นเส้นทางที่สัตว์กินเนื้ออย่างเจ้าแมวยักษ์ใช้หากินเช่นกัน
ซึ่งสามารถพบร่องรอยที่พัก และมูลที่ถ่ายไว้ไม่ยากนัก

ยอดเขาฝามี….สูงสุดอันดับ 2
และแล้วเราก้อยืนเหยียบบนยอดสูงสุดเขาฝามี ซึ่งสูงประมาณ 1600 เมตร ที่ใช้คำว่าประมาณ เพราะว่า
บางข้อมูลแจ้งว่า 1639 บางข้อมูล ก้อ 1600 ซึ่งมาตรฐานจริงๆคงยังไม่ยืนยันตรงนี้ แต่จะเรียกกันโดย
ทั่วไปว่า ยอกพันหก ลักษณะเป็นลานเล็กๆ สลับกับป่าแคระ และใผ่ภูเขา กว้างประมาณ 30 ตารางเมตร
เป็นจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นยอด 1835 ยอด พรหมโลก และส่วนอื่นของเทือกเขาหลวงได้เป็นอย่างดี
จากจุดบนสุดจะมีเส้นทางแยกย่อยไปสำหรับนักเดินป่าที่มีเวลาแตกต่างกัน คือ ถ้าเป็น 3 วัน 2 คืน
ทริปจะเดินลงจากยอดม่งสู่หุบผาน้ำตก ซึ่งเป็นที่พักคืนที่สอง แต่ถ้าเป็ย 4 วัน 3 คืน จะเดินแยกลงทางขวา
มุ่งสู่ลานหินสองเกลอ และห้วยน้ำเย็น ซึ่งเป็น ไฮไลท์ ของเส้นทางทั้งสองที่

แวะลงด้านขวามุ่งสู่หินสองเกลอกันกันนะครับ
หินสองเกลอ…เป็นลานกว้างที่มีลักษณะเด่นคือมีหินสองก้อนที่ตั้งอยู่คู่กันซึ่งสร้างความกังขาให
นักเดินป่าพากันสงสัยว่ามันมาอยู่ได้ยังไง เพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมาไม่มีวี่แววให้เห็นว่าจะมีหิน
หรือภูเขาหินในละแวกนี้
หินสองเกลอ เป็นจุดชมวิว ที่เด่นมาก เพราะเป็นหุบเขาโล่งที่สามรถมองเห็นเทือกเขาหน้อยใหญ่
เบื้องหน้าได้ชัดเจน และเป็นจุดพักที่นิยมถ่ายรูปกันมากที่สุด
หินสองเกลอเป็นจุดที่ทุดคนที่เดิน 4 วัน 3 คืน ต้องผ่านลงไปสู่ห้วยน้ำเย็นซึ่งเป็นที่พักคืนที่สอง

ห้วยน้ำเย็น ผืนป่าต้นน้ำแห่งเขาหลวง
ห้วยน้ำเย็น เป็นที่ใฝ่ฝันของบรรดานักเดินป่าที่ชอบถ่ายรูปเป็นอย่างมาก ด้วยทัศนียภาพของป่าต้นน้ำ
แบบป่าโบราณ และอุดมไปด้วยเหล่าเฟิร์น มอส ไลเคน และดอกไม้แปลกตา ซึ่งขึ้นปกคลุมไปทั่ว
ห้วยน้ำเย็น เป็นต้นน้ำของน้ำตกสองรัก หรือคลองวังลุงที่ไหลลงสู่อ่าวไทยตอนกลาง และเป็นที่พั
คืนที่สองของนักเดินป่า ด้วยที่เป็นป่าต้นน้ำ ที่พักคืนนี้จึงต้องมีกฎให้ระมัดระวังเรื่องการใช้น้ำ และเคมี

สันแบ่ง …หรือสันสไลด์เดอร์ เส้นทางลงอภิมหามันส์
เป็นเส้นทางที่ทุกคนต้องผ่านไม่ว่าจะเดินทางกี่วัน เพราะเป็นเส้นทางสู่หุบน้ำตก ลักษณะเส้นทาง
เป็นทางลาดลงประมาณ 60 - 70 องศา ปกคลุมไปด้วยไผ่ภูเนา แข้งไก่ และไม่แคระพุ่มต่ำอื่นๆ
ดังนั้นทางลงจึงพิเศษ และพิศดารนิดหน่อย เพราะเป็นทางที่ต้องลื่นไถลลงโดยวิธีนั่ง หรือค่อยๆ
เดินถอยหลังลงดูจะเหมาะสมที่สุด เพราะเส้นทางที่ลอดเลาะเลี้ยวไปในพุ่มไม้แคระ ซึ่งฟังดูเหมือน
จะเป็นเส้นทางลงที่ลำบากเอาการ แต่ในความจริงเป็นทางลงที่ทุกคนจะชอบมากเป็นพิเศษ
เพราะได้รสชาติเหมือนเล่นสไลด์เดอร์
ส่วนที่เรียกว่าสันแบ่งอีกชื่อหนึ่ง อาจเป็นเพราะสันเขาช่วงนี้ เหล่าบรรดาพืชพรรณไม่จะมีลักษณะที่
แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของขนาดลำต้น และรูปใบ ทั้งที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่เพียงงอก
ในพื่นที่ๆมีเส้นแบ่งเขตเป็นสันเขาแค่นั้น กล่าวคือด้านฝั่งซ้านมือต้นไม้ทุกต้นจะสูงใหญ่ และมีลักษณะ
ที่สมบูรณ์ทุกต้ได้สัดส่วนของต้นไม้ แต่ในฝั่งซ้ายมือที่ระยะห่างกันเพียงก้าวไม่จำพวกเดียวกันกลับมีลำต้น
และความสูงไม่เกินหน้าอกนักเดินทางอย่างเราๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของมรสุมทะเลอัดามันที่พัด
มาทางด้านตะวันตกซึ่งเป็นด้านที่พืชเหล่านี้ต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ จึงต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพ
ธรรมชาติ ซึ่งเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ชใววต่างๆได้งดงาม และสามารถถ่ายรูปมุมกว้างให้เห็นยอดฝามีได้
อย่างสวยงาม และเป็นที่นั่งพักให้หายเหนื่อยได้เป็นอย่างดี

ป่าแคระ และดงบิโกเนียสีเลือด
ป่าแคระ…เป็นป่าเตี้ยระดับความสูงประมาณ 1 เมตร เป็นพืชตระกูลแข้งไก่ และอื่นๆขึ้นสลับกับดงหญ้า
คมบาง ซึ่งเป็นจุดที่มีภูมิประเทศสวยงาม
ดงบิโกเนียสีเลือด บิโกเนีย ส้มกุ้ง หรือส้มมติ เป็นพืชที่มีลักษณะรูปใบ และดอกเป็นเอกษณะเฉพาะ
ซึ่งด้านใต้ใบมักจะมีขนปกคลุมเป็นลักษณะกำมะหยี่ และมีสีแดงจัด ขึ้นอยู่ตามลักษระความสูง
ดอกจะมีหลายสีแล้วแต่ลักษณะพันธ์ ที่พบมากจะมี ส้ม ชมพู ขาว และเหลือง ก้านกิโกเนีย หรือส้มกุ้ง
สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช้น ต้มยำ แกงส้ม หรือ ยำ ให้รสเปรี้ยวถึงเปรี้ยวจัด
ในเส้นทางนี้ สีของบิโกเนียจะมีลักษณะเด่นคือแดงจัดจัดมองดูเหมือนสีเลือดสะดุดตากว่าที่อื่นๆ

หนานระฟ้า หุบผาน้ำตก
จากป่าแคระ มุ่งหน้าสู่หุบผาน้ำตก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผ่านป่าโบราณ และลำธารต้นน้ำหลายสาย เดินสู่หุบลึก
เบื้องล่าง จากที่ความสูง 1400 สู่ ความสูง 800 ในระยะเวลา 3 ชั่วโมง เส้นทางค่อนข้างลาดชันแบบ
เดินลงบันได ผ่านป่าทึบซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้ใหญ่นานาพรรณ สู่หุบผาน้ำตก ซึ่งเป็นชั้นน้ำตกชั้นที่ 99
จากจำนวน 105 ชั้น ของน้ำตกอ้ายเขียว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า หนานระฟ้า (หนาน หมายถึงชั้น) แท่หนานระฟ้า
เป็นที่พักแรมคืนที่สอง ที่แสนจะชุ่มฉ่ำของบรรดาเท้ากีบสาวที่ไม่ได้พบน้ำมาสองวันเต็ม
หนานระฟ้า เป็นชั้นน้ำตกสูงร่วม 200 เมตร ประกอบด้วยน้ำตกสายหลักสามสาย ซึ่งไหลลดหลั่นมาจาก
สองฟากหุบเขาซ้ายขวา ตกสู่แอ่งขนาดใหญ่ที่รองรับ ซึ่งสามารถลงไปว่ายเล่นได้อย่างสบาย

น้ำตกอ้ายเขียว อุทยานแห่งชาติเขาหลวง
หลังจากพักแรมที่ชั้น 99 หนานระฟ้า ก้อได้เวลาอำลาอุทยานขุนน้ำเขาหลวงเดินทางกลับสู่เบื้องล่างอัน
เป็นที่พำนักของเหล่าเท้ากีบทุกท่าน เส้นทางจากหนานระฟ้าสู่เมืองจะยึดเส้นทางน้ำตกเป็นหลัก สลับกับ
เดินตัดสันเขาเล็กๆเป็นช่วงๆ เส้นทางในช่วงนี้ค่อนข้างเดินสบาย และทัศนียภาพสองฝั่งน้ำก้อแปลกตา
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล่าสีสรรของดอกไม้ กล้วยไม้ ผีเสื้อ แมลง จนถึงสัตว์หากินเรือนยอด ประเภท นก
กระรอกป่า พญากระรอกดำ ลิง และอื่นๆ
ประมาณบ่ายแก่ก้อถึงที่ทำการอุทยานน้ำตกอ้ายเขียว ซึ่งเป็นชั้นน้ำตกชั้นแรก และเป็นที่ทำการของอุทยาน
ซึ่งทุกท่านสามารถอาบน้ำ พักผ่อนรอยานพาหนะมารับถึงที่ เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา…
อวาสานด้วยประการฉะนี้…ใครอยากมาเที่ยวมั่ง
Southernroof เรื่อง
ขอบคุณเจ้าของรูปที่โดนขโมยมาตัดต่อแปะประกอบเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น พี่หมอ,คุณพิ้งกี้ ,
3 ซ่าส์ ,ฮูกน้อย, ทราย,คนสร้างภาพ, น้องวี เป้เปล่า, 9gems,คุณฟ้า,นู๋ก๊ฟ ,ก๊อฟ..
และอีกมากมายที่ไม่ได้ขอ
ขอบคุณคร้าบบบบบบบบบบบบบบ
ค่อยมาต่อนะครับ………….

เพื่อนเดินป่า..หลังคาแดนใต้..
เขียนมาสามสี่เรื่องแล้ว..
ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยอ่ะเนี่ย…
………………………………..
เป็น.คนท่องเที่ยวเดินป่า…อาจไม่ใช่นักเดินป่ามืออาชีพ..
แต่มีอาชีพทำเกี่ยวกับเดินป่า…เอ๊ะ..ยังไง..
……………………………….
ทีสิงสถิต ณ ตอนนี้
มุมหนึ่งของเชิงเขาหลวงนครศรีธรรมราช
ใครสนใจแวะเยี่ยมเยียน..หรือเบื่อความจำเจของเมือง…
ปรึกษาได้ครับ…ไปทุกที่ทีเพื่อนอยากไป…
เดินป่าทุกเวลาที่เพื่อนอยากเดิน…
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”
สำหรับใครที่อยากเดินป่าใต้ เขาหลวง
แบบอยากไปอย่างที่ใจคิด
ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย..
เชิญครับ..ปรึกษาได้..
wa_trekkers@hotmail.com
คงจะใช่…กับการที่หลากหลายคนหาความสุขด้วยการท่องเที่ยว..
เป็นเติมเต็ม ความพึงใจ ประสบการณ์ ให้กับตัวเองไม่ว่าในรูปแบบใด…
แต่บางครั้งสิ่งที่เราพบเห็นใช่ว่าจะได้ดังอารมณ์เสมอไป..
มุมบางมุมที่หลบซ่อน..ที่หลีกเร้น..ยังมีอีกมากมาย
มันอาจแปลกแยกไป…มันอาจดูโหดร้าย…มันอาจดูอยุติธรรม…
แต่เราก้อไม่คิดว่ามันจะเจอกับตัวเราเอง…แบบจังๆ
แต่..มันก้อคือความเป็นจริงที่เป็นไป….
…………………………………………………
เหรียญที่หงายอยู่..ง่ายแก่การมองเห็น..และรับรู้รูปแบบ
แล้วด้านที่คว่ำหล่ะ….มีซักครั้งที่หยิบมันหงายขึ้น เพื่อรับรู้บ้างมั้ย
——————————————————
สันเย็น…ป่าโบราณ..ที่ครั้งนึงที่เหยียบย่างเข้าไปเห็นถึงความงดงาม….
สันเย็น…ในครั้งนั้นเช่นกัน…ที่บางมุม…บางด้าน มันสะท้อนอะไรมากมาย
และ…สันเย็น..หลากหลายครั้ง..อาจจะเป็นอยู่อย่างนั้น..
ในด้านที่คว่ำอยู่ ที่คนภายนอกไม่อาจพบเห็น หรือรับรู้ความเป็นไป
การบังเอิญไปรับรู้ แล้วนำมาเล่าขานเพียง..เพียงสะท้อนถึงเหรียญอีกด้าน..
บางทีมันอาจให้อะไรได้มากมาย…หรือบางทีมันอาจไม่เกิดอะไรเลย
31ธันวา 48
เรา 9 คน….
เดินสู่สันเย็น…มันไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยว…แต่มันมีมากกว่า….
ป่าโบราณผืนใหญ่….เต็มไปด้วยไม้หลากพรรณ กล้วยไม้ป่ามากมาย…
หมอกขาวที่คลุมชั่วนาตาปี….และฝนพรำอย่างนั้นเช่นกัน
………………………………………………
เส้นทางยากลำบาก..แต่ก้อไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนอยากรู้อยากเห็น
ฝนถล่มหนักตลอดทาง…
ฝูงทากนับร้อยที่กระสากลิ่น..และสัมผัสความเคลื่อนไหวชูตัวร่า..
รอคอยเกาะเกี่ยวสูบเลือดจากทุกสัตว์ที่เดินผ่าน
และนั่นหมายถึงเราๆด้วยเช่นกัน…
…………………………………………………….
ร่องรอยสัตว์ป่ามีให้เห็นตลอดเส้นทาง….
เรากำลัง..บุกรุกด้วยถืออำนาจว่าเป็นมนุษย์..หรือปล่าว..
..คงงั้น..
เราเริ่มพบกับสิ่งที่ทำให้เรายากที่จะทำใจ…
มันดูเหมือนเป็นตะกอน..เป็นเสี้ยน..มันเป็นอะไรที่เราคิดว่ามันแย่มากๆ
เป็นอะไรที่ดูน่ารำคาญ..มากกว่าฝูงทากเป็นร้อยๆเท่า
ในเส้นทางที่เราผ่านกันไป….
……………………………………………..

กับดัก…เหล่านี้..มิได้มีไว้เพื่อเรา..
แต่มันก้อสร้างความรำคาญให้เรามากมาย
มันโก่งตัวรอคอย…ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ
และ..คงจะมีผู้เคราะห์ร้าย..ผมคิดอย่างนั้น…
ป่าสั่นไหวเบื้องหน้า…
พร้อมกับเสียงดิ้นไปมาเหมือนกับ..มีอะไรกำลังต่อสู้กัน..
ผมกับ..เพื่อนเดินป่า..หยุดทันที..
เพราะ..ป่าที่นี่..สัตว์ร้ายยังชุกชุม..และยังอันตรายอยู่..
…………………………………………………

แต่ภาพที่เห็น…
ชีวิตหนึ่งกำลังดิ้นรน..อย่างสุดกำลังอันน้อยนิดของตัวเอง…
เพื่อหลุดพ้นพันธนาการ..ที่มันไม่เข้าใจว่าทำไม..
มันถึงต้องโดนสิ่งนั้น…ยื้อยุด..ฉุดรั้ง..และกอดรัดแน่นไว้..
และไม่มีทีท่าว่าจะปลดปล่อยให้มันเป็นอิสระ
มันคงไม่เข้าใจว่า…มันเดินผิดพลาดไปตรงไหน..ทั้งที่เส้นทางเดิมๆ
ที่ใช้หากิน เดินเล่น เป็นประจำทุกๆวัน
เราหันมามองหน้ากัน…
มันไม่ง่ายที่เราจะยุ่งเกี่ยวด้วยการเดินไปปลดมันออกมา…
เพราะ…สัตว์ติดแร้ว…มันไม่เข้าใจหรอกว่า..เราประสงค์สิ่งได..
มันพร้อมที่จะทำร้ายทุกอย่าง..เพียงเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง..ให้ยืนยาว..
ถึงแม้จะแค่อีกชั่วอึดใจก่อนมันจะดิ้นจนตัวตายไป
หรือก่อนที่คนวางกับดักจะมาเจอ และสังหารมัน
…………………………………………………..
แต่..เราๆ..สิ่งที่อยู่ในใจมันอัดแน่น..มันจุกเหมือนกับใครมาปิดจมูก..ปิดปาก
ทำอย่างไรดี..นั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจทุกคน..คงคิดอย่างนั้นผมเดาเอา..
……………………………………………………
เราต้องปลดมัน…ปล่อยมัน…
………………………………………………….
การปล่อยสัตว์ติดแร้ว..ดูเหมือนเป็นความคิดที่โง่สิ้นดี…
และไม่มีใครทำกัน…แม้แต่พรานผู้ล่าก้อต้องทำให้มันตายซะก่อน
แม้มันจะเป็นหมูตัวเล็กๆ…
แต่พิษสงมันทำเอา..พรานขาเหวอะมาหลายต่อหลายคน
………………………………………………….
เราพยายามหาวิธีที่จะช่วยเจ้าตัวเคราะห์ร้าย…
ซึ่งกำลังดิ้น..จนน่ากลัวว่าขามันจะหักซะก่อน…
…………………………………………………..
ผู้ชายสี่คน..เชือกสามเส้น..ไม้ยาวสองท่อน…
ท่ามกลางฝนที่กระหน่ำตลอด…
……………………………………………….
เราจะช่วยมัน..
และแล้วเราก้อสามารถสยบมันให้นอนแน่นิ่งได้…
มันดูเหนื่อยอ่อน..หวาดกลัว..และหมดหวัง..
มันไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร…
แต่มันหมดทางดิ้นรน และต่อสู้..ด้วยพันธนาการครั้งหลังนี่
………………………………………………
เรารู้ว่าเรากำลังทำผิด…ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีชิวิตชนพื้นบ้าน..
เราผิดที่ไปถือสิทธ์ถึงความชอบธรรมในการดำรงชิวิตของสัตว์ที่นี่…
ทั้งที่บางทีเหตุผลจริงๆมันมีมากกว่านั้น
ทั้งที่บางทีสิ่งที่เราทำมันผิดมากมาย
แต่..การกระทำของเราๆแค่…การไม่อยากเห็นเรื่องแบบนี้แค่นั้นเอง..

……………………………………………………..
อย่างระมัดระวัง..เราปล่อยมันจนสำเร็จ…
และเราก้อทำลายความหวังของเจ้าของกับดักพังลงไปเช่นกัน
มันเป็นการเห็นแก่ตัวสิ้นดี…สำหรับการกระทำของเราๆ
แต่..มันก้อต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งเราเองก้อไม่รู้ว่าทำไมเราต้องเลือก และเลือกถูกหรือไม่
…………………………………………………….
แลเราก้อภาวนาว่า..มันจะเป็นตัวสุดท้าย..ที่เราพบเห็น
เราเดินทางต่อด้วยใจที่ห่อเหี่ยว..ทุกคนต่างเงียบงัน..
แต่ผมรู้ว่า..ในใจแต่ละคนมันคุกรุ่น และมากมายมายด้วยสิ่งที่คิด
…………………………………………………..
ฝนยังกระหน่ำอย่างหนัก…
…………………………………………………..

ฟ้าไม่เป็นใจให้เรา…
และสิ่งที่เราภาวนา…ก้อไม่เป็นผล..กับภาพที่ปรากฎเบื้องหน้า
มันคงดิ้นจนตัวตาย..กับดักกำชัยชนะได้อีกครั้ง..
และซากคงโดนสัตว์กินเนื้อบางชนิดมากัดแทะ….
……………………………………………..
เก้งหม้อขนาดกำลังโตเต็มที่…
มันไม่มีโอกาส..อย่างหมู่ป่าตัวนั้น…
……………………………………………..
เราทุกคนมองหน้ากัน….ทุกคนไม่มีใครพูด…
ผมกับคนนำทาง..ผล่ะเดินก้าวไปอย่างเงียบๆ
……………………………………………………
ทุกคนเดินตามมาติดๆ..ทุกคนไม่มีใครถามอะไรมากมาย
………………………………………………..
คนนำทาง..พาเราออกนอกเส้นทางดักสัตว์..
เราเปลี่ยนทางเดิน…และภาวนาอีกครั้ง