…………..พญายอ…………..

07/03/2009 22:07
Posted by sailomloy in Blog

 

เธอ… 

 

รู้จักต้นพญายอไหม?

 

บางคนอาจเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย บางคนบางถิ่นอาจเรียก ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องดำ พญาปล้องทอง ฯลฯ

ตามบ้านเรือนทั้งในเมืองและชนบทมักปลูกกันไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน นอกเหนือจาก รางจืด ไพล ฟ้าทะลายโจร ทองพันชั่ง ว่านสาระพัน ฯลฯ แล้ว พญายอคือสมุนไพรอีกชนิดที่มีติดสวน

 

 

บาดแผลที่เกิดการใช้ชีวิตประจำวันพวก แมลงมีพิษกัดต่อย แค่เอาใบสดมาตำพอกก็หายเร็ว

 

 

ด้วยบ้านสวนของฉัน มียาน้ำมันสารพัดประโยชน์อยู่ขนานหนึ่ง สูตรของแม่…ฉันเอามาประยุกต์โดยใส่ใบพญายอลงในส่วนผสมนี้ด้วย มีน้ำมันมะพร้าวเป็นหลัก รวมไปถึงส่วนผสมอื่นอีกมากมาย ยาของแม่ขนานนี้ เรามีติดบ้านไว้มากเกินความจำเป็นเฉพาะตนเองเสมอ เพราะมักมีคนอื่นๆ ทั่งเพื่อนบ้านและคนไกลแวะเวียนมาขอแบ่งใช้เสมอ เสมือนยาสามัญประจำบ้าน

 

 

 

ฉันปลูกพญายอไว้หลายต้นโดยการปักชำกิ่งแก่ลงดิน ด้วยว่าปลูกง่าย…ไม่นานก็แตกกอจนรกเรื้อ พิเศษตรงที่งอกริมโคนต้นสุพรรณนิการ์เลื้อยขึ้นเกี่ยวพันกิ่งต้นจนสูงลิ่ว ถูกทิ้งให้เลื้อยงอกงามยาวเฟื้อย กระทั่งมีบางอย่างเกิดขึ้น…

วันนี้…ฉันพาดพะองไม้ไผ่ปีนต้นสุพรรณิการ์เพื่อถ่ายภาพ ยามสายแดดแรงแสงสวย กวาดสายตาสะดุดกับสีสดของดอกไม้ดอกน้อยบนเรียวก้าน

 

ฉันเพิ่งรู้วันนี้เองว่า…คนโบราณใช้สมมติฐานไหนมาบ่งชี้ว่าพืชชนิดนี้แก้พิษได้ นอกเหนือจากการเดาสุ่มซึ่งเสี่ยงด้วยชีวิตหากพืชนั้นมีพิษ

 

 

เมื่อได้เห็นดอกของพญายอหรือเสลดพังพอนตัวเมีย จึงแจ่มชัด….ว่าบางที รูปแบบของดอกอาจเป็นแรงดลใจแรกในการค้นคว้าทดลอง

 

 

ในกลุ่มของกิ่งก้านขัดกันไปมาดอกสองดอกที่เคียงกันปากดอกอ้าเผยให้เห็นเกสรสองอันลักษณะเหมือนเขี้ยวงูซึ่งกำลังอ้าปาก โดยมีกลีบดอกสีแดงส้มห่อหุ้ม

 

 

…อืมห์…สวยแปลก

 

 

ฉันถ่ายภาพเจ้าดอกพญายอในมุมมองต่างๆ เท่าที่สามารถเล่นมุมบนที่สูงได้ จนกระทั่งแบตฯ กล้องหมด จากนั้นปีนพะองกลับมายืนขาสั่นอยู่เบื้องล่าง   

 

 

ตำราเขาว่าพญายอออกดอกเป็นช่อ อาจสามดอกถึงหกดอก หากพร้อมใจกันบานพร้อมกันฉันว่าคงเหมือนกับรูปลักษณ์ของพญานาคทีเดียวเชียว ผิดที่ขนาดของเธอเล็กสั้นเพียงสองสามเซ็นติเมตรแค่นั้น

 

 

สองสามวันมานี้หลังจากเสร็จงานนา ฉันบ่ายหน้าเข้าหาบ้านและสวน เริ่มพินิจต้นไม้ท่ามกลางอากาศแห้ง ดินแล้ง ลมร้อน ในสวนขี้คร้านที่แล้งและรกมีอะไรแอบซ่อนอยุ่อีก ทั้งที่ปลูกไว้ด้วยมือของฉันเอง ทั้งที่งอกด้วยธรรมชาติประจง

 

ไม่นานหรอก…อาจมีต้นไม้ต้นไหนที่ดอกสวย ใบงาม หรือมีความพิเศษไหนเก็บงำอยู่อีก หากมี…ฉันจะเก็บมาเล่าสู่เธออีก ดีไหม?

ด้วยรัก
๑๙ กุมภ์ ๒๕๕๒
สวนขี้คร้าน

……….สุขในหนึ่งสายตา……..

12/02/2009 23:30
Posted by sailomloy in Blog

 

เหมือนความหลังย้อนกลับ…

ผมกำเคียวและลากอุปกรณ์ช่วยในการเก็บเกี่ยวข้าวสังข์หยดเมื่อปี ๒๕๕๐ ดุ่มๆ บ่ายหน้าสู่แปลงนาคนเดียว ขณะที่ข้าวบางส่วนเริ่มสุกเกินการ เกินระยะพลับพลึงที่พอดี เพียงเพราะอารมณ์เกรงใจคนในนารุ่นเก่าซึ่งอบรมสั่งสอนวิชาให้

เกรงใจจนหลุดพ้นจากความเกรงใจ ลุยเองคนเดียว…..

มือขวากำด้าวเคียววงกว้างที่เพื่อนชาวนาพิจิตรให้มา ค่อยๆ สอดโค้งคมมือซ้ายรวบกำดึงคมเกี่ยวควับ เสียงกรวบกรวมเหมือนเสียงเคี้ยวเอื้องของวัวควาย

เกี่ยวข้าวไม่ใช่เรื่องยาก….แต่ไม่ง่าย เพราะเมื่อไรที่สติหลุด อารมณ์แปร ตอนนั้นเองที่คมสากๆ แว้งมาที่นิ้วก้อย เผลอๆ อาจลุกลามมาที่นิ้วนาง….ยางออก เจ็บปวด เสียเวลา เสียการ เปล่าปลี้

ไม่ต้องถึงขนาดทำสมาธิ เพียงรู้สติว่า นี่ข้าฯ กำลังเกี่ยวข้าวหนอ เคียวคมหนอ ดึงหนอ รวบหนอ….สางหนอ… วางหนอ…

เฮ้อ….หนอ


ย่างกลางกุมภา ๒๕๕๒ ผมกำเคียวด้ามเดิม แต่ความคมลดลง เคียววงกว้าง
ไม่สามารถเกาะบ่าได้เหมือนอย่างที่เคยเป็น คนในนาไม่ได้เพิ่มมากขึ้นในแง่ของจำนวน มีเพียงคู่หูอดีตนักเลงถอดคม แขวนปืนทิ้งลวดลายก้าวร้าวมากำเคียวและฟ่อนข้าว ทำนาด้วยกันกับผม

เจอหน้ากันทุกวัน บางวันพูดคุยกันไม่เกินสิบคำ แต่ได้งานมากกว่าทำงานร่วมกับคนเกินห้าคน บางวันที่ผมติดธุระ พี่แกก็ลุยเดี่ยว

บางวันสลับกลับ…..  

งานในนาช่วงเดือนยี่ต่อเดือนสาม ไม่มากไปกว่าการเกี่ยว ฟาด ออกแรงให้มาก ใช้สมองให้น้อย จุดสำเร็จของการงานก็คือมีข้าวกินเอง…ข้าวที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานแห่งตน มอบให้คนรัก ให้เพื่อน ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ทำบุญหรือแม้แต่เอาไว้เป็นเสบียงกรังแห่งตนแสนเกษมฯ

เพราะรู้ทุกหล่มตม ทุกลุ่มดอนที่ย่ำเท้านับแต่ตัดหญ้า,เดินตามรอยล้อของ
ควายเหล็กรุ่นบุโรทั่งเพื่อไถคราด,ยกคันนา

เพราะรู้ที่มาแห่งข้าวทุกเมล็ดที่หว่านหลุดออกจากฟายมือตกพรูลงบนเปียกโคลนในแปลงกระทั่งงอกงามเป็นต้นข้าวเขียว เขียว เหมือนพรมนุ่มนิ่มพริ้ว พริ้ว ยามต้องลมอ่อน อ่อน

ต้นข้าวต้นน้อย ผ่านฤดูกาล ผ่านการกัดกินของหนู ผ่านแล้ง ผ่านน้ำท่วม มา
จนกระทั่งโค้มรวงเปลี่ยนเป็นสีทอง

ใครไหนบ้างไม่ภาคภูมิ ?


แม้การงานจะหนักเหนื่อยแลดูไม่คุ้มค่ากับแรงกาย ทุนรอนที่ลงไป แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าเมล็ดข้าวที่เพิ่มจำนวนจากกระสอบเดียวเป็นสามกระสอบ หรือเพิ่มมากเป็นทวีคูณ

บางคนอาจเรียกมันว่าบทเรียน บางคนเรียกภูมิคุ้มกัน บางคนเรียกประสบการณ์ ฯลฯ

น่าแปลกที่คนทำนาหลายคนไม่ได้คิดถึงความคุ้มค่าที่ว่าด้วยอารมณ์สนาน อาจด้วยปากท้องและความคาดหวังอันเกินความสามารถที่ผู้ให้จักสามารถบันดาลให้ได้ จึงบ่น จึงทุกข์

ครับ…ใน(จำนวน)นั้น มีผมอยู่ด้วย!!

แต่….ผมค่อนข้างโชคดีที่แม้มีสายตาที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว หากเป็นข้างเดียวที่มองเห็นแง่งามในความเหน็ดหน่ายได้เสมอ เหมือนได้ยาดี เหมือนมีสรรพสิ่งที่คอยบำบัดความก่นทุกข์ได้ หากไม่ล้า,โรยอ่อน จนเกินทน

แปลงนาบางแปลงซึ่งผ่านทั้งมรสุม น้ำท่วม ฝนแล้ง รกหญ้า โรคลง แมลงรุม เมื่อย่างเช้าฤดูการเก็บเกี่ยวจึงมีภาพแปลกๆ ให้คนตาเดียวได้ตื่นตะลึง

ภาพของแมลงตระกูลเต่าทองขณะที่พร้อมใจกันบินพรูออกจากต้นใบและรวงข้าว เหลืองส้มแต้มตรงนั้น ตรงนี้ บ้างขยับปีก บ้างเตรียมบิน บ้างพรูไปแล้วเหนือใบข้าว

แม้แมลงพวกนี้จะสร้างความเสียหายให้กับเมล็ดและใบข้าว แต่ผมเห็นสวย เห็นสวยจึงเป็นสุข

ขณะเกี่ยวข้าว ก้มมองดูดิน ที่แต้มสีแทรกมวลหญ้าอยู่นั้น คือเจ้าดอกไม้เล็กๆ
เล็กเกินกว่าที่คนในนาจะยอมเสียเวลาเพ่งพินิจ ยิ่งต้องขุดกล้องออกมาจากกระเป๋ามาจัดแจงนอนราบกับพื้นด้วยแล้ว – เสียเวลาทำมาหากิน,ว่างั้น

 

แค่ดอกหญ้าจะไปอะไรนักหนา

เพราะเป็นดอกหญ้าซึ่งมีเวลาบานให้ชื่นรื่นได้เพียงเช้า บ่ายก็หรุบกลีบหลบเร้นเสียสิ้น ใครไหนมองหาไม่เห็นหน แม้จะพลีเวลาเพื่อปากท้องโดยส่วนใหญ่ของวัน แต่เวลาเพื่อเติมจิตวิญญาณให้แย้มยิ้มมีให้บ้างไหม?

ถามตัวเองพอให้สติกลับมาจดจ่อกับสิ่งเล็กๆ ตรงหน้า

สิ่งเล็กๆ ที่มีชีวิต และงดงามเกินกว่าภาพถ่ายบันทึก เกินถ้อยคำจักแจกแจง ใครเล่าสามารถเมินหนี?

ดังนั้น….ทุกขจริตเรื่องได้ผลผลิตข้าวน้อยจึงเล็กกระจิริด

ทุกวันที่ทำงานหนักอยู่กับสำเนียงของคมเคียว นกทุ่ง วัวหิวน้ำ แม้แต่เสียงลมกระทบใบข้าวเสียดสีแสกสาก ยังสามารถปลีกหัวใจให้รื่นได้

ใครไหนบ้างไม่ริษยา


…..หืมม์
?
 
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

………บางวันที่ตาวันเป็นสูรย์………

30/01/2009 13:10
Posted by sailomloy in Blog

๑. วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันคิดถึงอดีต (24 ต.ค.  2538 09.20 -12.39) เส้นทางป่าเหนือน้ำตกคลองลานขึ้นไปจนจรดเส้นทางสายคลองลาน – อุ้มผาง) เราหลายคน ทั้งพวกเรากันเองและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน เดินป่าในเส้นทางโบราณที่เต็มไปด้วยหลุมลึกในพื้นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราวสองศอกยาวเกือบสามเมตร ลึกจนมืดสนิท เดินไปสยองไปสามวันสองคืนจนทะลุเส้นทางหมายเลข 1117  ถนนลาดยางสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าบนไหล่ภู 

นิตยสารบางเล่มเคยเขียนถึงเส้นทางนี้ว่า เป็นเส้นทางเดินทัพเก่าจากกำแพงเพชรไปยังประเทศพม่า หลุมเรียงรายที่เห็นระหว่างเส้นทางเกิดจากการขุดหาของเก่าของชนเผ่า เพื่อนำออกมาขายนักท่องเที่ยวและนักสะสม คงไม่ต้องบอกว่าหลุมเหล่านั้นเคยใช้ประโยชน์อะไรมาก่อน

เราปักหลักค้างแรมที่หน่วยย่อยพิทักษ์อุทยานฯ 1 คืน ก่อนที่จะเตรียมตัวรับตะวันดับยามสายของอีกวัน

นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็น สุริยุปราคาเต็มดวงจนเกิดปรากฏการณ์วงแหวน ทั้งยังได้ถ่ายภาพด้วยตัวเอง โดยการใช้กล้องแมนน่วลโฟกัส กลไกล้วน บวกกับเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ต่อกับท่อเพิ่มทางยาวโฟกัสขนาด 2x  

null

หลังอาหารมื้อเช้า เรานั่งริมถนน เซ็ทกล้องแหงนเลนส์ไปยังองศาที่จะเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า รอเวลา…

เก้าโมงเช้ายี่สิบนาทีโดยประมาณ สัมผัสแรกจากด้านบนของดวงอาทิตย์เมื่อมองผ่านเลนส์ขณะที่เงาของดวงจันทร์เริ่มปรากฏที่โค้งแรกของดวงอาทิตย์ ผ่านฟิลเตอร์กรองแสงสองชั้น ดูเหมือนพระจันทร์ในคืนจันทรุปราคา เพียงแต่ไม่มีหุบมืดของพื้นผิวให้เห็นแค่นั้นเองยี่สิบกว่านาทีก่อนสิบเอ็ดโมง….ก่อนที่ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนหมดดวง เกิดเป็นวงแหวนเพชรขนาดมหึมาฉายโชน ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มีผู้คนนับแสนนับล้านเฝ้ามองจากแต่ละจุดบนโลก ขณะที่เราเพียงไม่กี่คนบนเส้นทางเถื่อนท่ามกลางป่าเขาอากาศพิสุทธิ์

ไม่ถึงสองนาทีหลังจากนั้น..เต็มดวง..บังมิดสนิท อาทิตย์กลายเป็นสีดำ หัวแหวนเพชรหายไปกลายเป็นสนามแม่เหล็กสีขาวฟุ้ง ปรากฏอยู่โดยรอบ
 

ทันใดนั้นเอง……..เหมือนเสียงของความเงียบปกคลุมเหนือหุบผาแห่งนั้น บนไหล่ภูที่สายลมยามสายโชย รอบตัวมืดแบบแปลกๆ จะว่ามืดก็ไม่เชิง  คล้ายแสงในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง 

บอกไม่ถูก บรรยายยาก ทันทีที่อาทิตย์ดับ เราเงียบ…ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง จากนั้นเสียงชัตเตอร์รัว มีบางคนเพิ่งผ่านทางมาแวะชม ยิงปืนขึ้นฟ้า บางคนตบกระเป๋าเงินตัวเองแล้วขอพร อาการแต่ละคนแตกต่าง ผมกดชัตเตอร์ไปหลายภาพก่อนที่จะเรียกเพื่อนร่วมทางให้เข้ามาดูผ่านวิวไฟเดอร์

 

เราสามารถมองอาทิตย์ด้บด้วยสายตาเปล่าได้ในยามที่อาทิตย์ดับสนิท แต่ทันทีที่เกิดปรากฏการณ์วงแหวนเพชรช่วงนี้เราต้องมองผ่านแผ่นฟิล์มทึบแสง น่าแปลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่มีใครจ้องมองจนสายตาพร่ามัวหรือตกหล่นขั้นตอนใดๆ ทั้งที่เป็นครั้งแรกของทุกคน

เที่ยงวันกว่าๆ ฉันถ่ายภาพตามขั้นตอนสำคัญจนสไลด์หมดไปหลายม้วน (จนบัดนี้ยังหาสไลด์ที่เป็นภาพวงแหวนและคราสเต็มดวงไม่เจอ พบเพียงภาพตอนเดินป่าและสัมผัสแรกของการเกิดคราส)จึงขอนำภาพจากการบันทึกของ Fred Espenak of NASA Goddard Space Flight Center จาก http://umbra.nascom.nasa.gov/eclipse/images/eclipse_images.html มาประกอบเรื่องแทน จนกว่าฉันจะหาสไลด์ชุดนั้นเจอ

๒. งานเก็บเกี่ยวในทุ่งนายังคงซ้ำซากมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ หลังปีใหม่เพียงสองวัน กระทั่งถึงวันนี้(๒๖ มกราคม ๒๕๕๒) แม้กระทั่งวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน เราไม่เกินสามคนยังขลุกอยู่กับคมเคียว ฟ่อนข้าว และลำพวนที่แสนคายคัน

null

ข้าวในทุ่งปีนี้แม้จะมีคนทำหลายกลุ่ม หลายคน ทั้งมือใหม่และมือเก่า รวมไปถึงมือเก่ามาเล่ากันใหม่ช่วยกันรื้อฟื้นไถทำที่นารกร้างโดยการขอเช่า(แบ่งข้าวแทนค่าเช่า)จากเจ้าของนา แต่อุปสรรคของนาข้าวในยุคที่พื้นที่ทำนาเหลือเพียงกระจุกเดียวรวมๆ แล้วไม่ถึงยี่สิบไร่จากพื้นที่นาดั้งเดิมกว่าพันไร่นั้นยากกว่าในยุคโน้นมากมาย หลังจากฝนแรกในเดือนหก จากนั้นก็ทิ้งช่วงเรื่อยมาเกือบสามเดือน เราเริ่มไถทำกันล่าช้ากว่าปกติ ทั้งพันธุ์ข้าวและช่วงเวลาอันไม่เหมาะสมจึงผิดพลาดต่อเนื่องกันมา เจอทั้งฝนหนักน้ำท่วมขณะที่เราเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในตมเลน

ไม่ทันข้าวจะแตกกอนาของเราเจอมรสุมหนัก น้ำท่วมจนติดโรคราสนิมกันแทบทุกแปลง จากนั้นฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกครั้ง กระทั่งถึงวันที่ข้าวตั้งท้อง และสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีทองเกือบทั้งทุ่ง

ผลผลิตไม่ดี ข้าวพันธุ์แนะนำจากกรมการข้าวจึงต้นเตี้ยเพียงครึ่งของต้นที่สมบูรณ์ที่สุด บางต้นสูงเพียงคืบเดียวยังอุตส่าห์ออกรวงให้คนในนามองด้วยสายตาสงสาร

โถ…ยังอุตส่าห์ออกรวง

ช่วงไหนน้ำในนาเริ่มแห้ง ช่วงนั้นหนูเริ่มระบาดหนัก กัดกินต้นอ่อนเป็นลาน เป็นหย่อม ที่สุกก็สุกไป ที่แตกกอออกใหม่จึงยังเขียว บางกอเพิ่งตั้งท้อง วุ่นวายคนเก็บเกี่ยว เพราะความไม่สม่ำเสมอของรวงข้าว

จากการก้มเกี่ยวจึงกลายเป็นคนนั่งเกี่ยวข้าวแทน สบายไป…ไม่ต้องปวดหลัง(แต่มาปวดเข่าแทน)

เมื่อฟ่อนข้าวสั้น การมัดฟ่อนเพื่อการฟาดนวดจึงยาก ทุกกระบวนการจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค

แม้จะเป็นกระบวนการแทบจะสุดท้ายของการปลูกข้าวเพื่อกินเอง ก็ไม่วายจนบ่น…เบื่อ!!!

กลับจากนาทุกวันตอนเย็น จึงเอนหลังพักผ่อน แทบไม่อยากทำอะไรอีก นั่นสำหรับคนที่พร้อมทั้งคนในบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

แต่สำหรับฉัน,ยังมีงานบ้านซึ่งต้องทำเองอีกร้อยแปดอย่าง แทบไม่มีเวลาหยุดพัก เลยหลงลืมเวลาสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งกำลังจะผ่านเลยไปหากไม่มีโทรศัพท์จากน้องชายซึ่งกำลังเดินทางมาบอกว่า “วันนี้มีสุริยุปราคาใช่ไหม?” 

ใช่..ฉันลืมไปแล้ว เหลือบตาดูเวลา ยังทัน เพิ่งสี่โมงเย็นนิดๆ แสงข้างนอกยังแรง รีบค้นกล่องเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพหาฟิลเตอร์ ND คู่เก่าที่เคยใช้เมื่อปี 2538 เตรียมกล้องดิจิตอลซึ่งอยู่ในสภาพพังแหล่มิพังแหล่ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้องวางกางที่นอกชาน

 

หยิบฟิล์มเอ็กเรย์เก่าออกมาส่องดู

ภาพตรงหน้าเหมือนความหลังวิ่งเข้าชน….

ฉันตื่นเต้นอีกแล้ว แม้จะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งนานๆจะเกิดซักครั้ง แต่เมื่อมาเกิดในยุคที่ตัวเองได้เคยสัมผัสมาก่อนจึงแอบดีใจเล็กๆ ว่าแม้เวลาล่วงเลยผ่านพ้น แต่การกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยาน ท่องภู เที่ยวถ้ำ ปีนหน้าผา ดำน้ำลึก เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ชีวิตแบบนี้อาจหาโอกาสมองดวงอาทิตย์ดับได้ยากยิ่ง

แม้จะดับเพียงครึ่ง แต่เป็นครึ่งหนึ่งที่เพียงก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านแห่งวัยเยาว์ ภาพในคลองจักษุก็เปลี่ยนแล้ว

ในหมู่บ้านเริ่มมีเสียงพลุ เสียงปืน เสียงประทัดตอกย้ำความเชื่อเก่าๆ เรื่องเป็นสูรย์ เป็นจันทร์ ว่าจะต้องปลุกต้นหมากรากไม้มาช่วยโดยการส่งเสียงดัง เสียงเคาะ ฯลฯ

ฉันเดินท่อมๆ อยู่กลางถนนลูกรังซึ่งตัดผ่านสวนขี้คร้านออกไปยังถนนอีกสายเพื่อหาคนอื่นๆ มาร่วมดู ตั้งแต่ชาวบ้าน เด็กน้อย และเพื่อนสนิท พูดคุยโขมงโฉงเฉงริมถนนสลับกับการบันทึกภาพ จนกระทั่งการ์ดบันทึกความจำของกล้องเต็ม

ประจวบกับเป็นช่วงที่สุดท้ายที่พระจันทร์จรออกไปทางด้านบนของพระอาทิตย์

น่าแปลก…สัมผัสแรกของปรากฏการณ์ในครั้งโน้นและสัมผัสสุดท้ายของปรากฏการณ์ในครั้งนี้เป็นด้านบนของพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน

อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ ปุ่มกดเลือกเมนูระบบแมนนวลของกล้องดิจิตอลตัวจ้อยซึ่งใช้งานไม่ได้อยู่หลายเดือน วันนี้กลับใช้งานได้ปรกติดี

สุดท้าย..ขอบคุณ  Fred Espenak (ซึ่งผมไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเลย)of  NASA Goddard Space Flight Center สำหรับภาพประกอบ 2 ภาพ

………..ถวิลวัน…………

20/01/2009 19:50
Posted by sailomloy in Blog

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ให้ความหลังกลืนกลบ
ให้ดอกไม้ร่วงโรยริมทาง,ธรรมชาติ
ให้หยาดน้ำตาเหือดแห้ง
ให้เกือกม้าคู่สุดท้ายกลายสภาพเป็นเครื่องประดับฝาผนัง
ให้สาบกลิ่นขื่นคาวคือความหอมหวานอันจางหาย
ค่อย ค่อย จางหาย

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
การเยียวยาซึ่งไร้ค่า
บาดแผลไม่เคยสมาน
กลับขีดกรีดให้เลือดกลืนกลบรอยเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ดอกไม้ในสัญญ์ยังตรา
รอยจูบครั้งสุดท้ายข้ามฝั่งโพ้นมหาสมุทร,ไกล
ความทรงจำหมาดหม้าง – คาวขม
ใครเลยจักเอื้อนวจีแห่งการจากพรากได้สนิท
ใกล้คือห่าง
ไกลคือไกลยิ่งขึ้น

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
โลกอันแห้งแล้งในเงาสลัว
สีเดียวทาบทา
อิจฉาแม้เวลาซึ่งผันไปอย่างสุขเขษมของบางใคร
ไม่ยินแม้ภาพในหางตา
ไม่ยลแม้สำเนียงกรอกโสต – แผ่วโหย
ใช่,ไม่เคยปฏิเสธ…หางตานั้นประดับแก้วแห่งหยาด
สะท้อนแสงโศก
ลด,ตรึง,นอบ,ปีติ,อ่อนไหว ฯลฯ
เพราะจริงยิ่งกว่าจริงพล่านอยู่ในมโน

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
วิญญ์ตนไม่เคยไปไหน
วนเวียนอยู่ใกล้หลุมศพอาชาตัวสุดท้าย
ที่เขารักยิ่งกว่าปืนเกรอะสนิมในซองหนังอาบหม่นราเปียกชื้น
ยิ่งกว่าชุดจอมปลอมที่เขาสวมใส่
ยิ่งกว่าจิตวิญญาณลอกเลียน

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
เปล่าเปลืองถ้อยเพ้อเจ้อสาไถย
ความจริงที่ซ่อนอยู่ในลึก
ปลายทางเท่านั้นที่รู้
ว่าความสมบูรณ์แบบไม่เคยมี
เขารู้,แม้กระทั่งตัวตนที่เคยยึดถือ
ว่าแท้แล้วไม่เคยมี
………ไม่เคยมี

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ความไม่มีคือไม่มี
ตลอดกาลฯ

 

 

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

 

 

เขียนให้ตัวเองในวันคล้ายวัน คืนคล้ายคืน

กลางทุ่งรวงทองในฤดูเก็บเกี่ยว

กลางมกราคม ๒๕๕๒  

…….เพกาในเดือนธันวาคม……..

09/01/2009 13:11
Posted by sailomloy in Blog

ลมหนาวเดือนธันวา พัดพาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาเยือนสวนขี้คร้าน ยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกขาวเรี่ยยอดไม้ ยอดหญ้า บนผิวน้ำ อ้อยอิ่ง เชื่องช้า

ใบไม้ใบหญ้าในสวนอาบอวลด้วยหยดน้ำค้าง เมื่อแดดเช้าสาดพรม แต่ละหยดก็วาววาม

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ฝนตกหนักและน้ำท่วม ยามนี้กลับแห้งแล้งจนไม้พื้นบ้านอย่างเงาะบ้าน ทุเรียน ลางสาด สะตอ กระท้อน ปลิดขั้วใบหล่นคลุมโคนต้น กรอบเกรียม แห้งแล้งเกินจินตนา

ขณะเดียวกับที่ทางใต้ฝนตก น้ำท่วม โลกกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคสมัยที่ตำราดูลมดูฟ้าอาจต้องเขียนขึ้นใหม่ โดยผนวกตัวแปรที่หลากหลายเข้าไป นี่คือความผิดเพี้ยนหรือปรกติโลก? 

เดือนสามอาจไม่มีน้ำท่วม ลมว่าวอาจไม่มาตามจังหวะที่ควรเป็น การเพาะปลูกของชนชั้นกสิกรรมอาจต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น นั่นหมายถึงหากหลงอยู่ในวงแห่งการซื้อขาย ชีวิตอาจต้องแขวนจำนำไว้ในร้านขายอุปกรณ์ช่วย(ปุ๋ย,ยา ฯลฯ)

ทันทีที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนในเดือนสุดท้ายของสมมติปี ๒๕๕๑ ข้ามปียังแห้งแล้ง ฝักเพกาในสวนเริ่มแก่ ลำต้นอวบอ้วนด้วยเปลือกหนาสีเปลือกไข่สะสมพลังงานไว้รอแล้ง ใบที่เคยร่มครึ้มก็ทิ้งกิ่งทิ้งก้านร่วงเกลื่อนโคนต้น

วันหนึ่ง ฝักยาวรูปรีซึ่งประกอบด้วยสองฝาประกอบกันเป็นโค้ง ด้านในของฝาคือผลเล็กๆ บางๆ สีขาวเงินเบียดกันแน่นอย่างเป็นระเบียบ ถึงเวลาปริแตก ปล่อยผลมีปีกให้โบยบินไปตามสายลมกรูเกรียว 

ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง คุณเคยเห็นผลเพกาบินไหม ความจริงน่าจะเรียกร่อน เพราะแลดูงดงามและตรงกับกิริยาอาการของพวกเด็กๆ ใส่เสื้อสีขาวเหล่านั้นมากกว่า

ใช่..ผมมองเห็นเป็นกลุ่มของเด็กๆ ที่กรูกันออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นที่ไหนสักแห่งริมหน้าผาอันสูงชัน แผ่นดินสีเขียวปูพรมรองรับไว้แล้วเบื้องล่าง พวกเขาพากันมายืนออที่ริมหน้าผา จากนั้นเมื่อสายลมพริ้ว ทั้งหมดจึงโบยบิน,เดินทาง

ร่อนถลาเป็นวง วง ก่อนจะสัมผัสพื้น เด็กมีปีกเปลี่ยนจากร่อนเป็นโฉบซ้ายขวา เหมือนไกวเปลด้านข้าง เหมือนคลื่นเล็กๆ ทะเลสงบลม ซ้ายขวา ถี่ขึ้น ก่อนจะแปะลงบนใบไม้แห้งเบื้องล่าง

 

ผลเพการ่วงเมื่อลมแรง ธรรมชาติจัดให้อย่างเหมาะเจาะดีแล้ว 

จากต้นสูงสู่แผ่นดินใหม่เพื่อเติบโต หยั่งราก กลายร่างจากเด็กน้อยมีปีกเป็นต้นไม้สูงใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อสร้างเด็กน้อยมีปีกรุ่นถัดไป และถัดไป

ไปไหม?….เดินเข้าไปในสวน ลุยใบไม้แห้งที่ส่งเสียงกราวๆ ด้วยกัน สอดส่ายสายตาไปยังความแห้งแล้ง ซึ่งทับถมด้วยใบไม้สีน้ำตาล สีแดงแก่ สีเทา สีปูน แทบจะไม่มีสีเขียวให้สายตารื่น  เด็กน้อยมีปีกสีขาวเงิน นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น สว่างโพลน เงียบเชียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว

ค่อยๆ หยิบขึ้นมาเพ่งมองใกล้ย้อนแสง เห็นเส้นใยที่สานกันประดุจงานศิลป์ชั้นสูง ห่อหุ้มเมล็ดรูปหัวใจอ้วนๆ ไว้ตรงกลาง เหมือนหัวใจติดปีก

งดงามไหมเล่า?

ใช่ใครจะสามารถปีนต้นเพกาเนื้ออ่อนสูงลิบลิ่วเพื่อสอยฝักอ่อนมาเป็นสินค้าได้โดยง่าย เพกาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นค่อนข้างสูง กิ่งก้านน้อย เปลือกให้สรรพคุณทางยา ฝักอ่อนรสขมเป็นอาหารสมุนไพรอย่างดี สดหรือเผา ลวก จิ้มน้ำพริก ราคาในท้องตลาดฝักละไม่ต่ำกว่าสิบบาท ยิ่งออกฝักผิดฤดูกาล ยิ่งเป็นที่ต้องการยิ่งราคาแพง

ลักษณะฝักซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนลิ้นยาวๆ มีร่องตรงกลางฝัก บางถิ่นจึงเรียกลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า ฯลฯ

หากจะเพิ่มปริมาณต้นและลดความสูง เพียงตัดต้นแก่ออกเป็นท่อนๆ นำด้านโคนฝังลงในดิน ลึกแค่ศอกในยามฝนเยือน

ดูแลรดน้ำเมื่อแล้ง ชั่วฤดูกาลก็ผลิยอดอ่อน ได้เพกาอีกหลายต้นซึ่งเตี้ย ทั้งยังสามารถทำเป็นเสารั้วกันสัตว์เลี้ยงได้อย่างประหยัดยาวนานเป็นรั้วที่มีชีวิต หากอยากให้ต้นแข็งแรงโตเร็ว มีรากแก้ว เพียงขุดต้นเล็ก ๆ ในสวน ย้ายไปปลูกในแปลงที่ต้องการ ยังทำเสาค้างให้พริกไทยเกาะเลื้อยได้อีก ประหยัดสองต่อ

วันไหนเมื่อแล้งมาเยือน ผมอาจชวนคุณๆ มานั่งดูฝักเพกาแตก ปูเสื่อนอนฟังเสียงลมจูบใบไม้ จ้องมองเด็กๆ มีปีกสีขาวเงินห่อหุ้มหัวใจอ้วนร่อนลมด้วยกัน

ดีไหม?

 

สำหรับแล้งนี้,ไม่ทันแล้วละสหายเอ๋ย 

                         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

………….ในสายลมความสุข……………

05/01/2009 20:00
Posted by sailomloy in Blog

ณ ห้วงยามนี้

เด็กน้อยจูงมือพ่อ มุ่งหน้าสู่ถนนสีฝุ่น

ซึ่งตัดผ่านทุ่งนาขณะใบข้าวเขียวระบัดลมหนาว พริ้ว พริ้ว

ใบหน้าเด็กน้อยแต้มรอยยิ้ม

พ่อยิ้มมองว่าวในมือ

ไม่ได้สวยงามเหมือนลุงเจิมช่างฝีมือในหมู่บ้าน

แต่สิ้นบุญช่าง พ่อยังทำเองได้

ขอเพียงลูกความสุข พ่อยิ่งมีความสุข

……………….

ลมพริ้ว

เด็กน้อยหัวเราะกระโดดโลดเต้น ผมเปียกวัดแกว่งไปมา

ว่าวโฟมสีขาวปีกหักหมุนติ้ว ติ้ว

พ่อหน้านิ่วคิ้วผูก,เด็กน้อยหัวร่อร่า

เด็กสุข

สีหน้าของพ่อเหมือนคนท้องผูก

………………………………….

บนถนนสีฝุ่น

ข้าวระบัดใบ

ฉันนั่งจมอยู่ในทุ่งข้าว

กำซาบความสุขซึ่งปลิวมาตามสายลมหนาว












ทันใดนั้น,ฉันยิ้ม

…………………………………………

……..ด้วงงวงมะพร้าวโปรตีนริมสวน…….

16/12/2008 21:31
Posted by sailomloy in Blog

 

การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง นับเนื่องแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน    

ยุคนี้เป็นยุคของความเปลี่ยนแปลง เรือกสวนไร่นาแบบดั้งเดิมหดหายไป กลายเป็นสวนเชิงเดี่ยว ท้องนากลายเป็นสวนท้องร่อง

ก่อนหน้านี้ประมาณ ๑๐ ปี สวนท้องร่องคือกลุ่มของคนปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลและทำน้ำตาลปี๊บ สวนท้องร่องที่เคยเต็มไปด้วยมะพร้าวเพิ่งมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้งกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง 

ชาวสวนจ้างตัดมะพร้าวออก อาจะขายต้นหรือยอดอ่อนกลายเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของมนุษย์

กองเศษต้นและยอดอ่อนที่ยังเหลือถูกทิ้งกองไว้อย่างเดิมโดยไม่มีอะไรรบกวนไม่นานหากกลับไปที่กองเศษพวกนั้น จะได้ยินเสียงสวบสาบภายในยอดอ่อนที่กำลังจะเน่าเปื่อย แมลงบางชนิดกำลังกัดกินอยู่ข้างใน

มนุษย์รู้จักการเอาตัวรอดในยุคแรกของการก่อนกำเนิด อาจเพราะการรู้จักสังเกตรอบตัว จดจำและบอกต่อ กลายเป็นตำรับตำราให้คนรุ่นต่อมาได้ถือเป็นวิถี

ในยอดอ่อนของต้นมะพร้าวซึ่งเริ่มผุ ใช้ขวานหรือมีดพร้าตัดฉีกออกเป็นริ้วพบตัวอ่อนของด้วงชนิดหนึ่ง ขนาดกำลังอ้วนพีเพราะอาหารที่เจาะกินได้รอบตัว ปากแข็งสีน้ำตาลดำจะกัดกินเจาะชอนไชไปเรื่อยๆ พร้อมกับทิ้งเศษอาหารที่ย่อยแล้วไว้ข้างหลังเป็นการปิดทางป้องกันศัตรูไปในตัว
 

 

ด้วงงวงมะพร้าวหรือด้วงมะพร้าวจัดเป็นแมลงศัตรูพืชตระกูลปาล์มต้นมะพร้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งหากตัวอ่อนพวกนี้เจริญเติบโตกลายเป็นด้วงตัวเต็มวัย สามารถระบาดเข้าไปทำลายยอดอ่อนของมะพร้าวที่ยังยืนต้นให้ตายได้โดยการกัดกินยอดอ่อน

ธรรมชาติในยุคที่นักล่ากับเหยื่อมีความสมดุลกัน นกบางชนิดกินแมลงปีกแข็งพวกนี้เป็นอาหาร พืชที่มนุษย์ปลูกไว้เพื่อดำรงชีพคือพืชอาหารของสัตว์ในธรรมชาติเช่นกัน ความเชื่อมร้อยโยงใยเป็นเครือข่ายอาหารซึ่งมองไม่เห็นนี้ เป็นไปอย่างช้าๆ ในอดีต กระทั่งวงจรบางอย่างขาดสะบั้นรวดเร็วปัจจุบัน
 

แมลงศัตรูพืชระบาดลุกลามไปในแต่ละท้องถิ่นล้วนมีที่มาที่ไปที่สามารถสืบเสาะได้ไม่ยาก ทว่ากลับกลายเป็นภาระของหน่วยงานทางราชการที่เข้ามาจัดการเรื่องราวแนวๆ นี้ แทนที่จะเป็นไปอย่างสอดคล้องสมดุลด้วยวิธีวิถีอย่างโบราณกาล

ครับ..วิถีโบราณหลากหลายวิธีแม้จะไม่เหมาะกับยุคนี้ หากแต่บางวิธียังคงใช้ได้ตลอดกาล..

สมัยละอ่อน, ผมเดินตามพ่อต้อยๆ เข้าสวน ตรงไปยังต้นมะพร้าวเตี้ยซึ่งโดนดัดยอดไปแล้ว เหลือกาบทางปิดปลายเอาไว้กันน้ำฝน พ่อเปิดกาบทางออกแล้วก้มลงเอาหูไปฟังเสียงจากในนั้น,ผมทำตาม ได้ยินเสียงสวบสาบดังลั่นภายในต้น จากนั้นพ่อใช้ขวานค่อยเฉาะเปลือก แกะออก แล้วความสนุกสนานก็บังเกิด

 

หนอนน้อยตัวอ่อนสีเหลืองอ่อนอ้วนพีขนาดหัวแม่โป้ง เดินกระดุ๊บกระดิ๊บไปตามช่องที่ตัวเองกัดกิน

นี่คืออาหารโปรตีนชั้นยอดของคนบ้านสวนซึ่งมีทรัพยากรที่เอื้อให้เกิดหนอนพวกนี้ได้เท่าที่สามารถตัดต้นมะพร้าวหรือพืชตระกูลเดียวกันให้พวกนี้ได้มาวางไข่ สร้างตัวอ่อนและเติบโต

ทางใต้แถบสุราษฎร์ธานีตอนล่างไปจนจรดจังหวัดสตูล มีต้นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่งอกงามริมคลองน้ำจืด ให้แป้งและให้ประโยชน์อื่นๆ หลากหลาย แต่ที่สำคัญ ลำต้นสามารถนำมาเลี้ยงหนอนด้วงพวกนี้ขายเป็นล่ำเป็นสัน เพราะราคาของหนอนด้วงในยุคนี้ ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 200 บาท

แพงจนคนหัวใสบางคนคิดค้นวิธีเลี้ยงโดยให้อาหารบดจากต้นพืชชนิดอื่น เพียงนำตัวเต็มวัยมาปล่อยในโรงเรือนที่ปิดมิดชิด ให้มันวางไข่ในภาชนะที่บรรจุอาหารไว้จนเต็มจากนั้นรอคอย วิธีนี้สามารถทำรายได้ให้ผู้เลี้ยงโดยไม่ต้องโค่นต้นมะพร้าวหรือต้นสาคูอีก
 

วิธีการเปลี่ยนจากหนอนตัวอ้วนซึ่งบางคนกินสด หากจะปรุงสุกให้เป็นอาหารหรือกับแกล้ม สามารถปรุงได้ง่ายๆ โดยชุบน้ำเกลือหรือเนย เหยาะพริกไทยดำกลั้วๆ ทอดในกระทะน้ำมันร้อน รอให้ผิวนอกเหลืองเข้ม กรอบนอกนุ่มใน

แค่นั้น,อร่อยล้ำแล้ว     
 

แม้จะมีการจับตัวอ่อนของหนอนด้วงมาบริโภค แต่ดูเหมือนไม่ได้ลดปริมาณลงไปเลย เพราะยังมีแหล่งอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากมะพร้าวและสาคู ซึ่งหนอนด้วงพวกนี้สามารถเติบโตแพร่เผ่าพันธุ์ได้อีก

ไม่แปลก หากจะพบว่าในแวดวงเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมันปลูกใหม่บางแปลงในบางท้องถิ่น จะถูกกัดเจาะยอดอ่อนโดยด้วงชนิดนี้จนต้องมีการประกาศเป็นเขตระบาด



ต้นตอของการระบาดก็รู้ๆ กันอยู่ ใช่ไหม?

ครับ,การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง ตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหนอนตัวอ้วน ที่คลานกระดื๊บกระดื๊บอยู่ในยอดมะพร้าวซึ่งสามารถเชื่อมร้อยไปถึงสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต

       ………………………………………………….

……….อาคันตุกะและความวางใจ………..

10/12/2008 13:01
Posted by sailomloy in Blog

ลมหนาว ในปี ๒๕๕๑ เพิ่งเข้ามาเยือนสวนขี้คร้านเมื่อปลายตุลาคม จรดต้นพฤศจิกายน เหยี่ยวอพยพบนท้องฟ้ายังคงเดินทาง บางวันหนาตาจนนับได้มากกว่าสองร้อยตัวต่อฝูง

อากาศช่วงนี้กำลังดี  ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆขาวเกาะตัวกันเป็นกลุ่มลอยเอื่อย จากตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ สายลมทิศนี้อาจเป็นช่วงสุดท้ายก่อนมรสุมจะมาอีกครั้ง

กระแสลมที่พัดผิดทิศทางในช่วงฤดูที่ควรจะเป็น กลายเป็นอุปสรรคของนักเดินทาง ผู้ซึ่งใช้ลมเป็นเครื่องนำทางและผ่อนแรง เหยี่ยวกลุ่มนั้นจึงบนวนซ้ำไปมาอยู่กับที่เหมือนรออีกกลุ่มซึ่งบินวนแบบเดียวกันเข้ามาสมทบอย่างช้า ช้า

ผมยืนดูฉากนั้นนานสองนาน กระทั่งเหยี่ยวกลุ่มใหญ่กระพรือปีกบินลับขอบฟ้าไปทางทิศใต้

วันนั้นเป็นวันที่ผมกำลังขนไม้เสม็ดจากสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งห่างออกมาจากสวนขี้คร้านประมาณสองกิโลเมตร ต้นเสม็ดเหล่านี้ปลูกขึ้นมาจากโครงการปลูกต้นไม้ในที่นาร้างซึ่งถูกปรับสภาพเป็นสวนท้องร่อง รุ่นต่อรุ่นไม้เหล่านี้ถูกตัดใช้งานและขายไป

จนกระทั่งมีการปลูกปาล์มน้ำมันขึ้น ต้นเสม็ดในปีนี้จึงถูกโค่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ในท่องร่องที่ตื้นเขิน มีกองต้นเสม็ดสุมรวมกันระเกะระกะ บางต้นขนาดเพียงข้อแขน แต่บางต้นโตเกือบเท่าต้นมะพร้าว

ขณะที่การหารายได้เข้าบ้านเพื่อเลี้ยงชีพของผมกำลังเข้าตาจน จากอาชีพรับจ้างทั่วไปทั้งงานศิลปะและงานออกแรง ออกเหงื่อ กลายเป็นอาชีพเผาถ่านขาย เศษไม้เพียงเล็กน้อยที่ถูกทิ้งขว้างคือค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า และ ฯลฯ

หมู่บ้านเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยคนเคยชิน กระทั่งในยุคนี้..กลายเป็นยุคที่ขาดพร่อง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยหาได้ง่ายดายด้วยเรี่ยวแรงและมิตรจิต กลับต้องอาศัยเงินซื้อหาเพื่อใช้งานและดำรงชีพแทบทุกอย่าง

ช่องทางในการดำรงชีพตามสัญชาตญาณในยุคดิจิตอลแม้จะค่อนข้างยากลำบาก แต่หากมองเห็นคุณค่าของสิ่งทิ้งขว้าง เพื่อนำมาปรับใช้กับวิชาชีพที่เคยมี หรือแม้แต่การฝึกปรือขึ้นภายหลัง ทำให้มุมมองที่คิดว่ายากกลับง่ายดายเกินคาดเพราะเพียงแค่รายได้ต่อวัน วันละร้อยสองร้อยบาท ผมสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างสบาย

…เชื่อไหม?  

ผมเอ่ยปากขอต้นเสม็ดจากเจ้าของสวน เพื่อนำไม้เหล่านี้มาสร้างอาคารเตาเผาถ่าน โรงเรือนเลี้ยงม้า เก็บปุ๋ยคอก และศาลาพักผ่อนในสวนเท่าที่มีเรี่ยวแรงขนได้ ที่เหลือจากนั้นกลายเป็นฟืนเผาถ่าน แปลงเศษไม้ที่รอวันผุเปื่อยเป็นเงินเลี้ยงชีวิต
ลมหนาวทำให้คนในสวนกระฉับกระเฉงทำโน่นทำนี่อย่างไม่รู้เหน็ดหน่าย ผละจากงานประจำในนา ก็มาวนเวียนอยู่กับข้าวไร่ ต้นไม้ในสวน ทั้งที่ปลูกเพิ่มและตัดมาใช้งาน

คนๆ เดียวสามารถทำโน่นทำนี่ได้อย่างสนุกสนานในขณะที่เวลาหมุนไปแต่ละวัน อย่างรวดเร็วจนลืมวันลืมคืน กลางวันงานหนัก กลางคืนร่ำเรียนเสาะหาความรู้จากเครือข่ายที่เชื่อมโยงได้ทั่วโลก ตกกลางวันอีกวันจึงนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ นี่นับเป็นความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในยุคนี้ที่น้อยคนจะมีโอกาส

ยามเช้าของวันหนึ่ง เป็นวันแดดอุ่นฉายโชนอาบคาคบของต้นสะตอสูงลิบ เสียงของนกขมิ้นร้องผสานกับนกโพระดกและนกแซงแซวกลายเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้คนในผ้านวมอุ่นสลัดความง่วงงุนอุ่นสบาย มารับลมหนาวและแดดอุ่นอย่างกระฉับกระเฉง

เปิดบานหน้าต่างทางทิศตะวันออกแล้วแหงนหน้ามองไปทางนั้น  ภาพที่เห็นจากระยะไกลเป็นนกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่นกขมิ้นหรือโพระดกต้นเสียง เพราะหงอนเล็กๆ สีดำบนหัว ลายขาวพาดหน้าอก ปีกแซมลวดลายขาวดำสลับซ้อน

ใช่….
 
เหยี่ยวกิ้งก่าดำซึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนสวนขี้คร้านทุกปีติดต่อกันมาเกินสิบปีที่ผมจดจารบันทึกไว้ เสมือนสวนรกแห่งนี้คือบ้าน นี่นับได้ว่าเป็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกปีที่รู้ว่าสวนที่รกเรื้อแห่งนี้ถูกวางใจให้เป็นบ้านหลังที่สองของนักเดินทางแต่ละรุ่น

นานมาแล้ว…สมัยที่ผมยังเป็นละอ่อน พิศมัยการเดินทางมากกว่าการเข้าไปนั่งฟังเพลงในผับหรูกลางกรุง

เราหลายคนพบตัวเองอยู่กลางหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะยาวใหญ่ พังงา เพื่อนต่างวัยของเราบนเกาะให้การต้อนรับเหมือนลูกหลาน ถึงกับหยุดกิจกรรมทำมาหากินตามปกติมาพาพวกเราเยี่ยมเกาะนั้นเกาะนี้ทั้งวัน

บนเกาะในยุคนั้น หากแหงนมองขึ้นไปยังคาคบต้นไม้สูงลิบมีนกขุนทองเกาะตามกิ่งก้านต้นไม้นั่นพราวไปทั่ว ชุกชุมจนอดแปลกใจไม่ได้ว่า นี่คือป่าดงดิบหรือหมู่บ้านซึ่งผู้คนพลุกพล่าน?

คนบนเกาะไม่ได้ยากไร้จนต้องเสาะแสวงหานกมาเลี้ยงบำเรอท้องหรือขายไปเพื่อเลี้ยงครอบครัว นกป่าจึงอยู่ร่วมกันกับผู้คนบนเกาะอย่างสงบสุข

ตกกลางคืนพาเพื่อนบางคนซึ่งกล้าหาญหน่อยออกไปตกหมึกตกปลา และกู้ลอบกู้อวนเพื่อนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำ ทั้งยังห่อพกใส่เป้นำกลับไปด้วยเมื่อถึงวันที่ต้องจากลา  

นี่นับเป็นความภาคภูมิและแสดงถึงน้ำใจของเจ้าถิ่นเมื่อมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมเยือน

ด้วยความเข้าใจในความเป็นเจ้าบ้าน เจ้าถิ่น  จึงพอรู้ว่าความไว้วางใจอันเกิดแต่สิ่งมีชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เมื่อมีมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งแล้ว วูบแรกแค่มองเห็นก็เข้าใจได้โดยง่าย

ครับ………ทั้งเขาและเรา

รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะผม,นก,และมิตรบนเกาะ

                     00000000000000000000000000000000

………..คลาย………….

21/10/2008 22:57
Posted by sailomloy in Blog

http://i53.photobucket.com/albums/g72/sailomloy/Blog2008/vergin.jpg

มีอะไรที่รบกวนใจเธออยู่หรือ?
ดูเธอลุกลี้ลุกลนไร้ซึ่งสมาธิในการสดับ
ภวโลกหรือรักที่เปล่าดายทิ้งร้าง?
หากหลากล้วนเหล่านั้นคือปลีกเปลือก
และเธอเลือกที่จะก่นกด

สักครู่

ขอเวลาเพียงสักครู่
นั่งนิ่งนิ่ง
เอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่
เขียนบทกวีให้กับตัวเองสักบท
.

.
.
แล้วอ่านออกเสียง

……………………………………….
๑๕ ตุลย์ ๒๕๕๑ - สวนขี้คร้าน - สวี - ชุมพร

………..เครื่องตัดหญ้า ๑ แรงม้า,คุ้ม……….

12/10/2008 19:29
Posted by sailomloy in Blog

ก่อนลาออกจากงานประจำประมาณหนึ่งปี ผมเก็บเงินบางส่วนไว้สำหรับซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องทุ่นแรงหลายอย่างเพื่อเก็บไว้ใช้ในสวนในนาทั้งของมือสองและของใหม่

หนึ่งในนั้นคือเครื่องตัดหญ้าชนิดสะพาย ใช้งานหนักได้หลายปีติดต่อกันโดยไม่ต้องซ่อมอะไรมากนัก เปลี่ยนเฉพาะใบมีดและเติมน้ำมัน ใช้งานจนป่ารกเกิดใหม่โล่งเตียนกลายเป็นลานหญ้าแทรกตัวระหว่างโคนต้นมะพร้าวและไม้ผล

ผมใช้งานเครื่องตัดหญ้าทั้งงานสวนและในนา โดยไม่เข้าใจการใช้งานอย่างถูกต้อง จนกระทั่งออกจากงานมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา บางเดือนสิ้นไร้ชนิดหลังชนฝาต้องดิ้นรนหางานหาเงินเพื่อเลี้ยงตนเองและคนใกล้ตัว เครื่องมือที่มีจึงได้มาใช้งานรับจ้างตัดหญ้าในสวนปาล์ม สวนยางพาราอยู่หลายครั้งหลายหน – คุ้มครับ…คุ้ม

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว(๒๕๕๐) ผมรับงานในสวนยางพาราใกล้บ้าน ทำงานไปด้วยความเพลิดเพลินจนสติหลุดลอย เหวี่ยงคมมีดซึ่งหมุนเร็วด้วยแรงจากเครื่องยนต์เบนซิน กดฉับเข้าที่ก้อนหินซึ่งโผล่พ้นดินเพียงสององคุลี เสียงเคร้งหวือ!!!รู้สึกเหมือนลมผ่านใบหูวืดตามด้วยเสียงวิ้งๆ หายไปทางทิศตะวันตก

ผมใจหายแว๊บ ดับเครื่องยนต์นั่งแหมะหมดเรี่ยวแรง

หินก้อนนั้นไม่กระดิกเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีก็เพียงรอยเล็กๆ อันเกิดจากของมีคมกระแทกจนเห็นรอยแหว่งกดลึกลงไปจากผิวด้านนอก

…แต่ชิ้นส่วนของใบมีดด้านหนึ่งหักครึ่งปลิวไปตกไกลจากจุดที่ผมยืนตัดหญ้าประมาณสองร้อยเมตร ซักพักมีเสียงโวยวายดังมาจากบ้านกลางสวนซึ่งชิ้นส่วนนั้นปลิวไปตก ห่างจากคนทำงานบ้านนั้นไม่กี่เมตร ตัดกิ่งเงาะขนาดปลายนิ้วไปอีกกิ่งหนึ่ง ก่อนที่จะปักจมนิ่งอยู่บนพื้นดิน

เจ้าบ้านส่งเสียงโหวกเหวก..เดินถือชิ้นส่วนนั้นมายังผมซึ่งนั่งหน้าซีดเหงื่อโทรม

ผมยกมือไหว้ขอโทษขอโพยในความประมาทของตัวเอง โชคดีที่ไม่มีคนบาดเจ็บ ทั้งผมและคนอื่นๆ เสร็จงานในแปลงนั้นผมไม่คิดรับงานรับจ้างตัดหญ้าอีกเลย  - ไม่คุ้มครับ…..ไม่คุ้ม

ในสวนขี้คร้านจำเป็นต้องใช้เครื่องตัดหญ้าเพื่อควบคุมในส่วนที่ต้องการความโล่งเตียนและลดทอนการแย่งปุ๋ยจากไม้หลักที่ปลูกไว้เก็บผลผลิต

สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่จึงเป็นทางเลือกของผม หลายคนมองว่าสวนขี้คร้านเหมาะที่จะเลี้ยงแพะ เลี้ยงวัว เลี้ยงกวาง และสัตว์ป่าขนาดต่างๆ กัน ผมรู้ว่าสำเนียงเหล่านั้นพูดออกมาด้วยการประชด ด้วยมองเห็นว่าสวนมันรกนั่นเอง แต่ผมกลับมองไปอีกอย่างหนึ่ง วัว แพะ เป็นสัตว์ที่เลี้ยงมาขายไป โดยปลายทางสิ้นสุดอยู่ที่โรงฆ่า ส่วนกวางบางชนิดราคาตั้งต้นแพงเกินกำลังจึงตัดไป

ผมไม่อยากสร้างกรรมเพิ่มจากที่มีสะสมพอตัวอยู่แล้ว โจทย์เรื่องการนำแพะหรือวัวมาเลี้ยงจึงตกไปเช่นกัน

ก่อนหน้าที่ผมจะกลับมาใช้ชีวิตแบบบรรพชนเช่นทุกวันนี้ เคยคิดว่าหากจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งไว้เป็นเพื่อนหรือใช้งานจริง คงเลือกเลี้ยงควายเพราะหุ่นกลมเกลี้ยงดำปิ๊ดปี๋บวกกับสายตาที่เว้าวอน อีกทั้งรอยปลักอันกลมเกลี้ยงเก็บน้ำให้เด็กวัยซนได้เพาะเลี้ยงปลากัด

ใช่ครับ…ความหลัง หลายคนดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยความหลังและความหวัง….ผมเองก็เช่นกัน

กิจกรรมทำนาเลี้ยงควายเป็นเรื่องปกติของชีวิตชนบทในยุคก่อนไฟฟ้าจะเข้าหมู่บ้าน ชีวิตวัยเด็กที่แสนสนานคือบ่อเกิดของความเป็นตัวตนในปัจจุบัน

 

แม้ที่บ้านจะเลี้ยงควายไว้ใช้งานในนา แต่ตอนเด็กผมเคยขี่ควายครั้งเดียวโดยการชักชวนของรุ่นพี่หมู่บ้าน เมื่อตะกายขี้นหลังได้ก็โดนแกล้งทันที รุ่นตีใช้ไม้เรียวอันเล็กการตีลงไปบนหลังของควายหนุ่มอย่างแรงทำให้มันตกใจ กระโจนพรวด..สะบัดผมตกแอ๊กลงมากระแทกส้นตัวเองเข้ากับเม็ดอัณฑะ จุกเจ็บตัวงอพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่เป็นนานสองนานจนเข็ดขยาด

จากนั้นดินตามหลังคันไถในยุคสมัยที่หางยามยังเพียงกระโดงคาง เสียงผาลกินดินอ่อนแล้วพลิกวูบ เสียงบังคับซ้ายขวา รื่นหูชะมัด,ความทรงจำนั่นชัดเสียจนได้กลิ่นฝนใหม่แทรกมาในอากาศ  

ยุคนี้ดูพื้นที่แถบถิ่นหมู่บ้านแม้จะยังคงมีร่องรอยของปลักควายเก่าแก่ทิ้งร้างเป็นหลุมแห่งอดีต แต่หากจะเลี้ยงควายเป็นเรื่องเป็นราวคงยาก เพราะพื้นที่หากินไม่เหมือนอย่างเคย เราไม่สามารถจะเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งเหมือนสมัยยี่สิบสามสิบปีที่แล้วได้อีก ทุ่งโล่งกลายสภาพเป็นสวนที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือไม่ก็ปลูกพืชพรรณจนเต็มพื้นที่ อีกทั้งพื้นที่เหล่านั้นก็ไม่อนุญาตให้ใครนำสัตว์เลี้ยงมาปล่อยให้กินหญ้าได้ เช่นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะมีความเชื่อว่า สัตว์เลี้ยงจะทำให้รากผิวดินของปาล์มขาด  ทำให้ได้ผลผลิตไม่ได้เต็มที่

ยิ่งสวนยางพารายิ่งแล้วใหญ่ เพราะสัตว์เลี้ยงจะไปสีตัวเองกับต้นจนเกิดความเสียหายเป็นคดีความให้เสียเงินเสียทองเสียความเป็นญาติกันก็เยอะ

สัตว์ใหญ่ใช้พื้นที่หากินและสร้างอาณาเขตส่วนตัวมากกว่าสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอย่างเป็ดไก่ ยิ่งทำให้มีข้อจำกัดมากมายในการเลี้ยงดู พื้นที่บางส่วนในหมู่บ้านมักมีที่สาธารณะที่ได้จัดไว้ให้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ บางส่วนบางท้องที่ถูกบุกรุกกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นการคาดหวังถึงพื้นที่ส่วนกลางนั้นยากนัก

ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ใหญ่มีอยู่หลายอย่าง เช่น การกำจัดวัชพืชในสวน เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน เลี้ยงไว้เป็นการค้า  เลี้ยงไว้เพื่อผลิตปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งผ่านกระบวนการหมักย่อยแล้ว เลี้ยงไว้เพื่อสนองความต้องการในวัยเด็ก กระทั่งเลี้ยงไว้เพื่ออาศัยแรงงานโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ หากโลกถึงกาลล่มสลาย(มากกว่านี้) 

รูปแบบและแนวคิดของคนใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าแบบผม จะมุ่งหน้าตีเข็มทิศเข้าสู่ระบบการจัดการฟาร์มอย่างสวยหรูหรือแสวงหากำไรงามก็ใช่ที่ แค่พึ่งพาตัวเองเท่าที่สามารถทำได้ก็นับว่าคุ้มแล้วที่เกิดเป็นคนท่ามกลางยุคสมัยที่ทรัพยากรร่อยหรออย่างทุกวัน

การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ทำให้เกิดภูมิรู้หลายอย่างเชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องของอาหาร อาการเจ็บป่วย และการดูแลรักษาเบื้องต้น การใช้ยาสมัยใหม่และสมุนไพรเพื่อขับถ่ายพยาธิ วัคซีนป้องกันโรค การทำโรงเรือน การรักษาความสะอาด สุขอนามัย การดูแลให้ความรักและเอาใจใส่อย่างเพื่อนไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง กระทั่งการฝึกฝนเพื่อนำไปสู่การใช้แรงงาน

ยิ่งหากเป็นสัตว์ที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งต้องมีความรู้เพื่อรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้

 

แค่ผมอยากจะเลี้ยงม้าไว้ซักตัว เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้สวยสดงดงาม อย่างที่ตัวเองคาดหวังไว้ แค่อยากจะสนองความเป็นเด็กในตัวของตัวเองตั้งแต่สมัยนั่งรถม้าเข้าสวนในยุคที่ถนนสายย่อยยังเป็นสีแดงจากฝุ่นกรวด ทางเข้าบ้านสวนคือร่องทางที่ชุ่มชื้นซึ่งปูลาดด้วยโคลนสีดำตลอดแนวสวน

 

เพียงโจทย์เล็กๆ ไม่กี่ข้อ..ทำให้ผมต้องศึกษาหาความรู้ทั้งจากผู้รู้ในหมู่บ้าน ผู้รู้ในระบบการเลี้ยงม้าอย่างเป็นวิชาการ นำมาสู่มิตรภาพไร้พรหมแดนที่ก่อเกิดจากการเสาะหาม้ามาเลี้ยง

เสาะหาม้า ทว่าได้เพื่อนว่ากันอย่างนั้นเห็นจะได้ 

 

 

ครับ..ม้าของผม….เป็นม้าสายพันธุ์พื้นบ้าน มีความทรหดอดทนสูง เป็นเครื่องเปนเครื่องตัดหญ้าที่มีกำลังแรง สมรรถภาพในการตัดฟันหญ้าหลายชนิด(ไม่ทุกชนิด) ออฟชั่นพิเศษซึ่งแถมติดมากับกับเครื่องตัดหญ้าเป็นเครื่องผลิตปุ๋ยน้ำและปุ๋ยคอกเกรดดี ทั้งยังสามารถผลิตปุ๋ยเป็นอาหารดินและพืชได้ปีละประมาณ ๑ ตัน มูลของมันยังสามารถแปรเป็นพลังงานความร้อน,แสงสว่าง,อาหารของเห็ดกินได้บางชนิดได้อีก

ของแถมหลังจากนั้นหากโลกมีอันต้องย้อนกลับสู่วิถีเดิม…ผมยังมีพลังงานจากม้าเพื่อการลากจูงขนถ่ายวัสดุและผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

อ้อ..อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า นั่งดูม้ากินหญ้ายังเรียกอารมณ์แห่งความสุขได้

คุ้มไหมเล่า ท่านที่รัก

                     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

« Previous PageNext Page »