<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress/PlugBLOG" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>See the little world with right eye.</title>
	<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy</link>
	<description>All stories come from not-thing in my gaden. Lazy Garden.</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Feb 2010 12:37:28 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;.ฯในแสงสนธยา&#8230;&#8230;&#8230;</title>
		<description>

๑. แดดยามเย็นสีแดงคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง

แสงสนธยากำลังมา

ดาวบางดวงเริ่มส่องสว่างเป็นจุดเล็กๆ ในจักรวาล
ต้นทุ้งฟ้ายืนนิ่งในสายลมเหงา

ดอกหญ้าเอนตามน้ำหนักดอก

สูงขึ้นไป....นกบางตัวยังบินโฉบแมลงเป็นอาหารมื้อค่ำ 
ลมเย็นพัดยอดหญ้าไหว 


๒. ผมปลีกออกจากการงานในเตาเผาถ่านและเตาเผาเหล็ก ถือกล้องตัวเล็กตกรุ่น ขี่รถเครื่องออกมาหามุมบำบัดตัวเอง อาการเฉียดภาวะซึมเศร้าไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่หากเกิดขึ้นจะคงที่อยู่นาน

สำหรับผม...ภาวะดังกล่าวมีทั้งความน่ากลัวและน่ายึดติด

ที่ ว่าน่ากลัวเพราะมันกัดกร่อนตัวเอง ทำลายความน่าเชื่อถือ บั่นทอนพลังชีวิต เนือย เฉื่อยและจ่อมจม มองตัวเองอย่างไร้ค่า(ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป)

ส่วน เหตุผลที่ว่าน่ายึดติดนั้น เพราะผมสามารถเอาภาวะดังกล่าวมาครุ่นคิดเข้าใจคนที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกันจะ เนื่องด้วยเหตุผลใดก็ตาม เข้าใจกระทั่งว่าทำไมบางคนคิดสั้นปลิดชีวิตตนเอง

เมื่อคิดแล้วก็ถึงเวลาที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ อาจจะเขียน ถ่ายภาพ หรืองานอื่นใดที่กลั่นออกมาในช่วงนั้นๆ

ซึ่งมักได้ชิ้นงานออกมาอย่างบริสุทธิ์ และลื่นไหล

๓. ณ ช่วงเวลานี้ ผมเกิดภาวะเฉียดซึมเศร้า จะด้วยเหตุผลกะไรก็ช่างที่สำคัญคือผมกำลังหาหนทางในการบำบัด

สิ่ง ที่ทำได้สำหรับคนที่พูดกับตัวเองมากไป คิดเสียงดัง และอยู่กับตัวเองทุกวันทุกคืนแบบผมคือการบันทึกเรื่องราวในสมุดบันทึก ถ่ายเทภาพที่อยู่ในหัวออกมาเป็นรูปธรรมในแง่ของการบันทึกภาพด้วยกล้อง

เย็นนี้.....ผมระเห็จออกนอกเส้นทางปรกติ เฉออกไปหามุมสงบที่สามารถมองเห็นแสงสุดท้ายฉาบฟ้า

นั่งนิ่งกลางพงหญ้าริมถนนซึ่งเปิดโล่งและยกเป็นเนินสูงขึ้นมาจากระดับพื้นปรกติ เห็นฟ้าที่ไม่มีขยะมาบดบังทัศนียภาพ

ปรับปุ่มต่างๆ บนกล้องตัวเล็กๆ เล็งไปยังภาพตรงหน้า เอียงองศาหามุมตามที่ชอบใจ แล้วกดปุ่มบันทึกภาพ

เสียงคุ้นหูดังมาจากกล้องยุคใหม่แต่เป็นรุ่นเก่าตกสมัย ปล่อยหัวใจไปตามจินตนาการ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เห็น ณ ตอนนั้น

คิดล่วงหน้าไปถึงภาพที่ได้หลังจากลดโน่นเพิ่มนี่ในกล้องถ่ายภาพ

อย่างน้อย...เวลานี้ ผมลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า

๔. เคยมีคนบอกว่าหากบทสนทนาในตัวเองดังเกินไป มากเกินไป หมกมุ่นเกินไป  แสดงว่าใกล้เข้าขั้นวิกลจริตจิตฟุ้งหรือไม่ก็เป็นหนทางหนึ่งซึ่งพาไปสู่อาการนั้น 

วันทั้งวันในหลายวันที่ผ่านมา ผมขลุกอยู่กับตัวเอง ถ้อยคำและความคิดร้อยแปดวิ่งวนอยู่ในมโน

น่าดีใจที่ตอนนี้ ผมลืมไปแล้ว

......น่าดีใจยิ่ง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2010/02/21/diving-16/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;.ยามเช้า - ก่อนที่ &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</title>
		<description>

ยามเช้า

ก่อนน้ำร้อนในกาต้มจักเดือดพล่าน

ชีวิตเคลื่อนไหวไปในแนวทางของตน

ยุคสมัยคือช่วงจังหวะของเวลาที่ผินผัน

เหมือนยกเอาทุกอย่างมาวางบนเส้นเวลา

บ้างทับซ้อนพร้อมเพรียง บ้างเถิดถับ มีลำดับก่อนหลัง

ชีวิตสนุกอยู่กับการใช้เวลา ฤ เพียงการเป็นอยู่โดยสัญชาตญาณ

ถี่ ห่าง ใกล้ ไกล ปลดปล่อย หรือจดจับ?



ท้ายที่สุด...เหมือนเส้นด้ายเล็กเส้นเล็กอันเปราะบางเปื่อยยุ่ย

หลุดสลาย จากพราก

ชีวิตอื่นชายตามองเป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมี

แค่มองเห็น ไม่ได้แปลความ

โอ....หูสองข้างที่น่าสงสาร เฝ้ากอดพวงสมองไว้เพื่อการหลั่งสารสุข

สรรพสำเนียงที่ยิน แสงในสายตายล – เพิก



ยามเช้า

ก่อนการเดือดพล่านของน้ำร้อนในกา

นกเอี้ยงตัวหนึ่ง โดนรถชนตายฯ

โลกนี้ไม่สะทกฯ

ฤ ?

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2010/02/01/camping-18/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;.สำหรับบางใคร - แค่เธอมีอยู่&#8230;&#8230;&#8230;.</title>
		<description> 

โอ้เธอ
ฟื้นไข้หายป่วยแล้วดอกหรือ
หรือยังก่นโศกเศร้าสร้อย
เสียเรี่ยวแรงไปกับเชื้อโรคร้าย
เจตนาอันพิสุทธิ์มีจริงในเธอ แต่ยากแท้ในโลกโลกย์ 

เด็ดดอกน้ำตาหยาดสุดท้ายทิ้งอย่างหมดจด
แล้วมองไปยังทิศทางที่เธอชอบ

โอ้เธอ
ฉันพลันนึกถึงดอกบุกในสวนยามฝนเดือนหก
ผลิดอกมาแต่ดิน ขรุขระแปลกปลอม ดูไปคล้ายเศียรพระพุทธ
ใครไม่เคยพบเห็นถึงกับจุดธูป ปิดทองบูชา
ไม่กี่นานต่อมา ส่งกลิ่นหมาเน่าตรลบ
ไหนสำคัญ ไหนดี ไหนมีคุณ
เพียงความงามความดีที่มีให้อาจไม่พอ
ฤ โลกย์ต้องการสิ่งแปลกปลอมมากกว่านั้น?

โอ้เธอ
อย่าเสียน้ำลายขากเสลดถ่มถุย
เพียงนิดหนึ่งของเสียจากเธอ
ไม่ควรค่าแก่การสาดส่งไปสู่หุบเหวอบายซึ่งลวงลม
บ้วนรดไม้ไร่ขาดน้ำยังจะคุ้มค่ากว่า

โอ้เธอ
....ทุกปรารถนาดีที่เธอมอบ มีคนอ้าแขนโอบรับ
ทุกอณูแห่งเมืองใหญ่มีแง่งามให้แอบอิง
มีมิตรแท้ให้ผูกพัน
ทุกถ้อยคำของเธอมีคนฟัง
เพียงรอยยิ้มเล็กน้อย เสียงหัวร่ออันเบิกบาน
....รู้ใช่ไหม?
เพียงเธอฟื้นไข้หายป่วย แข็งแรงทั้งใจและกาย
อย่างน้อยก็เพื่อคนไข้อีกคนหนึ่ง....ในอีกซีกโลก 
อย่างน้อยความมีอยู่อย่างสดใสของเธอคือเรี่ยวแรงและกำลังของอีกคน
และหรือหลายคน

รู้ใช่ไหม
แค่มีอยู่....

.......แค่เธอมีอยู่ฯ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/11/09/trekking-19/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;..แด่แม่,แม้จะ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</title>
		<description>

๑. ช่วงปลายปี ๒๕๔๕ ผมเริ่มกำหนดตัวเองออกจากงานประจำที่ทำมาเกือบครบ ๕ ปี แม้เป็นงานประจำในต่างจังหวัด ในท้องถิ่นภาคใต้ด้วยกัน แต่การเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรจากบ้านโดยอาศัยเพียงรถประจำทาง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพนักงานระดับล่างเงินเดือนน้อย

ผมทิ้งคนแก่อายุ ๙๐ ขวบที่ผมเรียกว่าแม่ไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว

จะว่าไป..กำหนดที่ต้องออกจากงานประจำไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัดซึ่งไม่ใช่ท้องถิ่นตนถูกร่างไว้ในใจตั้งแต่อายุของแม่เริ่มย่างออกจากเลข ๗๐ ขวบปีเล็กน้อย คนแก่ซึ่งหาอยู่หากินตามประสาคนแก่บ้านนอกทั่วไป ผิดก็แต่ แม่มีวิชาปรุงยาติดตัวมาหลายขนาน ทั้งเพื่อช่วยคนอื่นและรักษาตัวเองในวันที่เจ็บป่วยจนหายขาด แข็งแรงและปลอดโรคจนถึงทุกวันนี้

มีวัดข้างบ้านเป็นที่พึ่งทางใจ มีผักหญ้าริมทุ่งนา ในสวน ไว้เก็บขายเลี้ยงชีพ และเหลือไว้ทำบุญสุญทาน

ขณะเดียวกันที่คนหนุ่มอย่างผม ยังมองเห็นความสนุกสนานของการเดินทางเป็นดังอาหารเลี้ยงจิตวิญญาณ ถึงกับพูดกับตัวเองว่า หยุดเดินทางเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น

เมื่อใกล้ถึงปีที่จะต้องกลับบ้าน ผมรีบเร่งสะสมข้าวของบางอย่างไว้เพื่อการดำรงชีพในความเป็นธรรมดาอย่างชาวบ้านทั่วไป ช่วงเวลานี้เองที่ได้พบกับของเก่าชิ้นหนึ่งซึ่งสะดุดตาน่าสนใจ แม้ไม่ใช่ของสำคัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อชะตาเราต้องกัน

ชิ้นแรกเป็นท่อนไม้กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบศอก ทำจากไม้นุ่น เบาหวิว ข้างในกลมกลวงมีเหล็กขนาด ๑๐ มม. โผล่ออกมาเสมือนเป็นด้ามจับ

“ท่อสูบลมที่เขาใช้เป่าไฟตีเหล็ก” เพื่อนมุสลิมซึ่งเกิดและเติบโตในจังหวัดนครศรีธรรมราชบอกเล่าให้ฟังว่า เจ้าของข้าวของแปลกตาตรงหน้าผมแกเคยประกอบอาชีพตีเหล็ก ตอนนี้อายุมากแล้ว ไม่สามารถแม้แต่จะยกเหล็กชิ้นเล็กๆ ขึ้นทั่งได้อีกแล้ว

“ถามซื้อแกขายนะ จะเอาทั่งด้วยไหม เหล็กเสียบอยู่บนไม้ฝังดินอยู่ หนักมาก ต้องหาม” ผมพยักหน้าแบบงงๆ ว่าถ้าเอาแล้ว เอาไปทำอะไรนอกจากขยะหนักมากชิ้นหนึ่ง ให้เอาไปขายก็ไม่มีในความคิดขณะนั้น

ของสองอย่าง ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/08/18/hiking-19/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;ลอกอสร้อย&#8230;&#8230;&#8230;</title>
		<description>     



ขาวอมเหลืองเป็นพวงร้อย     นี่คือสร้อยต้นลอกอ
เติบตั้ง กระทั่งก่อ                 เป็นปฐม(มะ)ภูมิ มา 

 

อดหิวหยิบกินได้                  เจ็บป่วยไข้ช่วยรักษา
ประทังชีวิตมา                     ค่าเพียงไหน ชายไฟ,ครัว? 




เพื่อนเอ๋ย....ฉันจะเล่าให้ฟัง

บ้านฉันเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วมีต้นลอกอ เป็นสายพันธุ์พื้นบ้านงอกเรียงรายอยู่โดยรอบ   

ลอกอ(ลอ – กอ)ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึง มะละกอ พืชมากประโยชน์ที่เป็นได้ทั้งผักและผลไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งแสนจะธรรมดา หากทว่าแฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดามากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเพื่อการกินอย่างผัก อย่างอาหาร อย่างผลไม้ อย่างขนม น้ำคั้นผลสุก หรือใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิด

คำว่า “ลอกอ” แสลงถิ่นใต้(สะ –แลง)หมายถึง ไม่ได้ ไม่จ่าย ชิ่ง (ค่ารถ ค่าโดยสาร ตั๋วหนัง) โดยการหนีหรือหลบหลีกเพื่อใช้บริการใดๆ ที่ปรกติต้องจ่ายค่าบริการแต่ดันใช้ฟรีเราเรียกลอกอทั้งสิ้น

ในยุคเก่า...มะละกอเป็นพืชประจำครัวเรือน เจ้าบ้านมักไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักอาจเพราะด้วยอายุของต้น และความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหารอื่นๆ จนหลงลืมมะละกอในสวน ซึ่งแม้จะมีเพียงต้นเดียว ก็สามารถกินใช้และแจกจ่ายกันได้นาน

 

 

มีคำเปรียบเปรยบางคำที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับมะละกอในท้องถิ่นใต้ โบราณว่าไว้ ว่า

“ แก่พร้าว เฒ่าลอกอ” ความหมาย ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/07/10/camping-17/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;..ลิงติง&#8230;&#8230;&#8230;..</title>
		<description>
 

เปล่าดอกผมไม่ได้ประกวดตั้งชื่อแพนด้าน้อยในกระแสข่าวตอนนี้(มิถุนายน๒๕๕๒) หากแต่เป็นนามแปลกของไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งซึ่งเปรี้ยวได้ใจพระเดชพระคุณมาแต่โบราณจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ด้วยว่าไม้ชนิดนี้สามารถเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ ออกดอกออกผลได้ทั้งปี ดกดื่นรอบเปลือกตั้งแต่โคนจนถึงยอด  ดังนั้นแค่ในหมู่บ้านๆ หนึ่ง มีต้นไม้ชนิดนี้เพียงต้นเดียวก็กินกันไม่หมดไม่สิ้น

..ต้นไม้ชนิดนี้จึงมีคนปลูกกันน้อย สุ่มเสียงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง

คนต่างจังหวัดคงเคยรู้สึก ที่ว่าอยู่ๆ พบว่าต้นไม้หลายต้นที่คุ้นเคย หายไปจากความทรงจำชนิดที่เรียกคืนกลับมาไม่ได้เลย หากไม่ได้เห็นบางอย่างที่คุ้นตา คุ้นลิ้นหากได้ชิม และคุ้นกลิ่นเมื่อได้สูดอีกครั้ง

และอาจเป็นครั้งที่สายเกินไปแล้วก็ได้

บ้านผมเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ว่า ลิงติง ทางใต้เรียก ลี้งตี้ง ลี้งปลี้ง หลี้งปลี้ง แล้วแต่สำเนียง แต่มีบางชุมชนเรียก มุงมัง (นครศรีฯตอนบน)น่ารักดีเหมือนกัน

ลักษณะต้นโดยรวมคล้ายมะยม แต่กลับเป็นญาติสนิทกับมะเฟือง เสน่ห์งามอีตรงดอกสีเลือดเข้ม ห้ากลีบ ก้านเกสรสีขาว โผล่ออกมาจากกลางดอก ปลายก้านมีเกสรสีเหลืองอ่อนแต้มแต่น้อย ยามออกดอกในกลุ่มก้านช่อดอกเดียวกัน จึงกระจุกแน่นดูแปลกตา

นอกเหนือจากน้ำคั้นจากผลผสมกับน้ำผึ้งแล้ว ตำรับยาโบราณใช้ดอกทำน้ำชาดื่มแก้ไอได้เหมือนกัน

ดอกผลกลมมนยาวราวนิ้วมือ สีเขียวเป็นกระจุกแน่น แทบจะไม่มีดอกไหนที่ฝ่อ เพราะติดผลแน่นขนัด ผลอ่อนใช้เป็นอาหารได้สารพัน ทั้งน้ำพริก แกงส้ม แกงเผ็ด เทโพ ยำ ต้มกระทิ หรือจะกินเล่นแบบผลไม้จิ้มพริกเกลือ

 

ทำน้ำหวานใส่น้ำแข็งเกล็ด ก็ต้มกรองหรือปั่นด้วยเครื่องปั่น ปรุงรสทำน้ำตะลิงปลิงเสริมวิตามินซีให้ประโยชน์แก่ร่างกาย   

เมนูอาหารพื้นบ้านหลายถิ่นใช้ต้มส้มกับปลาทู เมื่อเบื่อรสคุ้นล้นที่ปรุงด้วยน้ำส้มที่หมักจากน้ำตาลโตนดสด บางเมนูใช้แกงเผ็ดแกงปลาแทนผักรสเปรี้ยว เทียบเคียงกับพวกสับปะรดในแกงคั่วส้มหรือเทโพคงคล้ายกัน แต่รสชาติแตกต่าง

รักความจัดจ้านแบบส้มตะลิงปลิง ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/06/18/trekking-18/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ลูกปัดของเพื่อน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</title>
		<description>รอยลูกปัด : BEYOND BEADS กำลังอยู่ในกระแสนิยม ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นเจ้านายเก่าของผมในสายงานประจำยุคโน้น ทั้งยังเคยเป็นผู้ที่ให้ที่พักพิง แหล่งมั่วสุมทางปัญญา ห้องสมุด ที่ซุกตัว เพิ่มหยักสมองในยุคที่ผมเริ่มแปลกแยกและตั้งคำถามต่อสังคมแล้วหัดขีดเขียนในเวลาต่อมา

ครับ,คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เจ้าของลูกปัดสุริยะเทพอันโด่งดัง ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปในยุคที่ผมเริ่มห้อยลูกปัดเส้นเล็กๆ ที่คนในบ้านผมขุดหามาร้อยให้ผมสวมใส่ในยุคหนึ่ง

สามสิบกว่าปีก่อน ยุคสมัยที่กรุเขาสามแก้วแตกใหม่ๆ 

รู้จักเขาสามแก้วไหม?

“เขาสามแก้ว เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่รับอารยธรรมจากอินเดีย จากการสำรวจและขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2524 -2525  พบหลักฐานสำคัญ เช่น กลองมโหระทึกสำริด  ประติมากรรมจำลองสำริด (รูปคน,สัตว์) เครื่องมือเหล็กรูปใบหอก แท่นหินบดมีลายตัดทอนส่วนของสถูปและธรรมจักร ลูกปัด (แก้ว, หิน) กำไล (แก้ว,หิน) แหวนและแผ่นทอง รวมทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนแกะสลักอักษรโบราณ

จากผลการขุดค้นทางโบราณคดี สามารถสันนิษฐานได้ว่า บริเวณเขาสามแก้วเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคน ๒ สมัย คือ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่พบจากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนเนินและพื้นที่ราบ โดยยังคงสืบทอดวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์  รวมทั้งมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอินเดีย  (สมัยอินโด – โรมัน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ ) และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง  เช่น วัฒนธรรมดองซอน  เป็นต้น และจากการพบเศษแก้วหลอม  หินวัตถุดิบที่มีรอยขัดแต่ง รวมทั้งลูกปัดและเครื่องประดับจำนวนมากที่แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว  อาจสันนิษฐานได้ว่า  แหล่งโบราณคดีนี้น่าจะเป็นแหล่งผลิตลูกปัดและเครื่องประดับ  เพื่อตอบสนองคนในชุมชนและชุมชนอื่นๆ รวมทั้งน่าจะเป็นเมืองท่ารุ่นแรกๆ  ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/04/09/camping-16/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230; ทิชชู รึ นี่คือขี้ขม? &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</title>
		<description> 








เธอเอ๋ย.....

ฉันมีหน่วยคำ(คีย์เวิร์ด)อยู่หน่วยหนึ่ง กับกลุ่มคำอีกกลุ่มหนึ่ง ประสมกันเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งฝังใจมาตั้งแต่วัยเด็ก

ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เหมือนคนรำลึกชาติ เห็นไอ้โน่นก็วูบ ได้กลิ่นนี่ก็วาบ

 

สมัยที่เด็กยุคนั้นยังไม่รู้จักกางเกงลิง ในสวนยังเตียนโล่งทว่าร่มด้วยพรรณไม้ผล นาหน้าแล้งซังแห้งกรอบ เด็กน้อยโรงเรียนปิดเทอมใหญ่แล้ว ผลไม้หน้าแล้งเริ่มออกดอกออกผล ดอกกาแฟบาน เด็กวิ่งเล่นในสวนหากินลูกไม้เล่น

ปวดหนักก็วิ่งแจ้นเข้าสวนในมุมอับ ที่นั่น เม็ดไม้จากการกลืนกินเริ่มต้นเพาะตัว เพื่อเติบโตให้ดอกให้ผลในเวลาต่อมา

ทะลึ่งสงสัยว่าเด็กน้อยเอาอะไรมาทำความสะอาด(ตูด)?

 

ใบไม้ใกล้ตัวอย่างสาบเสือและขี้ขมน่าจะเป็นใบไม้ตัวเลือกชนิดแรกๆ ด้วยใบที่อ่อนนุ่ม หาได้ง่าย และไม่มีพิษระคายเคืองต่อผิวอันอ่อนบาง








ในหมู่บ้านยุคนั้น...แม้บ้านที่มีฐานะดียังไม่เคยรู้จักส้วมซึม อย่างดีแค่เว็จปิดล้อมบังตา หากใครผ่านเส้นทางที่มีการนั่งทุ่งอยู่เพียงเห็นหัวผลุบโผล่ก็รู้โดยทันทีว่าโลกส่วนตัวห้ามยุ่งเกี่ยว และกรุณาจำเส้นทางนั้นไว้ด้วย หากผ่านไปอีกครั้งอาจได้พบกับระเบิดแดดเดียว แข็งนอกนุ่มในเล็ดง่ามตริงได้อย่างมีอิสระพร้อมกลิ่นอันแสนรัญจวน

 

 


เจอเข้ากับใครเป็นได้จำไปเล่าอีกหลายเดือน – หากไม่อับอายเสียเอง 

 

เรื่องเล่าอันสืบเนื่องจากการนี้มีอีกนับไม่ถ้วนทั้งขันและขื่นในเวลาเดียวกัน ไว้โอกาสต่อมาจะสรรหามาสู่กัน


 

หน่วยคำหน่วยแรกไว้ คือต้นขี้ขมและกลุ่มคำที่ว่าคือเรื่องเล่าข้างบนนั่นเอง

 

ฉันหลงลืมไปนานแล้ว ว่าขี้ขมมีความน่าสนใจตรงไหน นอกจากใบไว้ใช้เช็ดตูดคนในยุค 30 ปีลงไปในชนบทหมู่บ้านถิ่นใต้ตอนบน




กระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ดอกขี้ขมบานสะพรั่งไปทั้งสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนข้างเคียงหรือไกลออกไปที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไร้สารฯ ไม่มีการตัดฟันด้วยว่าเห็นเป็นพืชเบียดเบียนมายา(ปุ๋ย)ของต้นไม้หลักในสวน


เห็นดอกตูมเป็นตุ้มโผล่ออกมาจากฐานรองดอกแปลกดีแฮะ..โดยรวมกลุ่มดอกเป็นช่อตรงยอดคล้ายนางแย้มทว่าไม่หนาแน่นเท่า กลีบดอกสีขาวคล้ายมะลิซ้อน เมื่อบานกลีบสีขาวจะชัดเจนมองเห็นแต่ไกล แต่ด้านในตรงโคนเกสรมีสีส้มแดง ชมพู ม่วงอ่อนไล่เฉดกัน 


ก้านเกสรสี่อันสีขาวบริสุทธิ์ปลายก้านเกสรทั้งสี่คือเกสรสีม่วงแก่รูปหัวใจดวงน้อยๆ สี่ดวงติดแหมะอยู่ตรงนั้น อีกอันเป็นก้านเกสรหรืออะไรไม่รู้ แต่ปลายก้านซึ่งยื่นยาวกว่าสี่ก้านแรกมีแฉกเล็กๆ สีเขียวอ่อน ดูแปลกตา เหมือนหนวด ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/03/30/%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8a%e0%b8%b9-%e0%b8%a3%e0%b8%b6-%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%a1/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;&#8230;.ปลากัดทุ่งแท้ หาย?&#8230;&#8230;&#8230;..</title>
		<description>

 

 



ปลายเดือนห้า ต่อ เดือนหก 

 

ภาคใต้,ในหมู่บ้านของเด็กน้อยในยุคที่ท้องทุ่งทางทิศตะวันตก ยังมีการทำนากันเป็นปรกติแทบทุกครัวเรือนที่มีที่นาเป็นของตนเอง ยุคนั้นกิจกรรมของเด็กหนีเที่ยว ไม่พ้นหัวคันนา ต้นหว้า หลังควาย ปลากัด หนังสะติ๊ก คันเบ็ด และสัตว์เลี้ยงประจำตัว  

 

ยุคนั้นไฟฟ้ายังไม่เข้ามาในหมู่บ้าน ไม่มีทีวี สิ่งบันเทิงเดียวที่ทันสมัยที่สุดคือวิทยุทรานซิสเตอร์    

สิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลายเดือนสาม ฟ้าแล้ง ดินในนาแห้งแตกระแหงพร้อมกับการหายไปของปลาทุกชนิด พวกผู้ใหญ่เล่าว่าปลามันลงลึกหรือไม่ก็จมโคลนฝังตัวอยู่ใต้ดินที่มีซุ้มเฉพาะของมัน  

 

เมื่อฝนพรัด(ฝนตะวันตก)ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ดินที่แห้งขังน้ำ กระทั่งอิ่มตัว ปลาจากไหนต่อไหนบ้าน้ำใหม่

ครับ...ปลากัดทุ่งก็เช่นกัน เด็กน้อยเดินลุยในนาอย่างสบายใจเฉิบเพราะดินยังแข็งไม่มีตมโคลนให้เดินยาก น้ำใสจนมองเห็นพื้นดิน หญ้าน้ำต้นเล็ก ๆ เริ่มผลิยอดออกจากรอยแตกระแหง ที่ธรรมชาติสร้างไว้ตั้งแต่หน้าแล้ง 

 

ช่วงนี้...ฝนตกทั้งวันทั้งคืน

ตกค่ำ...ท้องทุ่งที่เคยเงียบเหงา จะเต็มไปด้วยเสียงมโหรี น่าแปลกที่มีแสงวอมแวมแต้มตรงนั้นตรงนี้ สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ 

 

 

ในคืนที่ฝนตกหนัก คือคืนที่คนออกหาอาหารมื้อสำคัญ - กบนา

 

 

รุ่งเช้าฝนหยุดแล้ว ท้องทุ่งเต็มไปคนอีกพวก ต่างคนต่างเดินก้มหน้าสอดส่ายสายตาไปยังตอซังที่โผล่พ้นน้ำ ที่นั่น จะมีไข่ฟองเล็กๆ เบียดกันแน่น



 

 



 

ไข่แมงดานานั่นเอง....ใต้ซุ้มหญ้าในน้ำ แมงดานาตัวผู้กลิ่นฉุนจะเฝ้าฟองไข่เล็กๆ พวกนี้ หากไม่รีบหนีจะถูกมนุษย์จับทำตำน้ำพริกพร้อมกับเด็ดไข่พวกนี้ไปปิ้งไฟให้เด็กกิน 

 

หลังจากนั้นอีกหลายวัน เด็กๆ เริ่มทะยอยลงไปในท้องทุ่ง คราวนี้กระจายกันเดินบนคันนาเงียบเชียบ   

 

 

สายตาจ้องมองหาฟองสีขาวริมคันนา มันอาจจะเกาะนิ่งลอยน้ำอยู่กับกอหญ้าที่ไหนซักแห่ง เราเรียกว่า “หวอด” ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/03/18/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8230;&#8230;ยามสายในสวนข้าฯ หอมดอกกาแฟลอยมารื่นฯ&#8230;..</title>
		<description> 



    

กลางกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้งเหลือเกิน...

คนในสวนสงสารต้นไม้อ่อนหลายต้นที่เพิ่งปลูกไว้ในปีที่แล้ว เริ่มเหี่ยวเฉาและตายไปอย่างน้อยสามสี่ต้น 

 

 

คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้ในแผ่นดินแม่ ซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นต่อมา ได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

............อย่างน้อยเพื่อละทิ้งในที่สุด

 

 

อย่าง...เช้านี้อากาศเย็นสบาย หมอกหนา น้ำค้างพรู เย็นอากาศเช้าสดชื่น สบายใจ ใบหน้ายิ้มแย้ม แม้นอนดึกและตื่นเช้า เช้ามืด..ได้สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ อีกหลายชั่วโมงต่อมาจะพบว่าร่างกาย,จิตใจ....โปร่งเบา

ช่วงนี้ดอกไม้หลากชนิดบานสลอน ทั้งริมสวน ในสวน ริมทาง ดอกหญ้าสาระพัน เวลาที่เหลือว่างจากการงานเลี้ยงชีพจึงออกเดินตามดู  

 

สายแล้ว...ขณะเดินไปขนไม้ฟืนมาเผาถ่าน จมูกได้กลิ่นหอมเย็นลอยมา กลิ่นของดอกไม้ที่คุ้นชินมาแต่เด็ก - กลิ่นดอกกาแฟ 
 





 

ในสวนของอาข้างบ้านมีต้นกาแฟกำลังออกดอกสีขาว – หอม  เดินกลับมาดูในสวนขี้คร้านก็มีดอกขาวเบ่งบานเหมือนกัน

หอมไกล หอมยวนใจ ขณะทำงานหนักชวนให้รื่นมากกว่าตั้งใจสูดดม

ดอกกาแฟเหมือนดอกไม้กลิ่นแรงทั่วไป เข้าใกล้เกินไปพาลจะขาดใจตายตรงนั้นเพราะกลิ่นแรงเหลือร้าย แต่ถ้ากลิ่นหอมนั่นลอยไกล ตามสายลมอ่อน  ยามสาย แตะจมูกใครก็ชื่น ก็รื่น 

 

 

กลิ่นทำให้ฉันรำลึกความหลัง(อีกแล้ว)  

กลิ่นดอกกาแฟในสวนขี้คร้านในยุคโน้น ยุคที่จังหวัดชุมพรแทบไม่มีต้นกาแฟในสวน มีเพียงคนเดินทางไกลเพื่อค้าขายด้วยเรือกลไฟจากบางกอกล่องมาทางทะเลอ่าวไทยไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักและน้ำต้นพันธุ์ต้นแรกมาเผยแพร่  

 

 

คนแก่ที่บ้านเคยเล่าให้ผมฟังถึงต้นกาแฟต้นแรกที่ได้นำมาปลูกในสวน ปลูกจนได้เก็บเมล็ดตากแห้ง ตำ ร่อนเลือกเอาเฉพาะ “สาร” ตากแห้งดีแล้วส่งรวบรวมใส่กระสอบฝากขายด้วยเรือกลไฟส่งขึ้นบางกอก

 

 

หลายเดือนต่อมาก็ได้รับเงินค่าเมล็ดกาแฟ – ...</description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/sailomloy/2009/03/08/trekking-17/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
