รอยลูกปัด : BEYOND BEADS กำลังอยู่ในกระแสนิยม ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นเจ้านายเก่าของผมในสายงานประจำยุคโน้น ทั้งยังเคยเป็นผู้ที่ให้ที่พักพิง แหล่งมั่วสุมทางปัญญา ห้องสมุด ที่ซุกตัว เพิ่มหยักสมองในยุคที่ผมเริ่มแปลกแยกและตั้งคำถามต่อสังคมแล้วหัดขีดเขียนในเวลาต่อมา
ครับ,คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เจ้าของลูกปัดสุริยะเทพอันโด่งดัง ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปในยุคที่ผมเริ่มห้อยลูกปัดเส้นเล็กๆ ที่คนในบ้านผมขุดหามาร้อยให้ผมสวมใส่ในยุคหนึ่ง
สามสิบกว่าปีก่อน ยุคสมัยที่กรุเขาสามแก้วแตกใหม่ๆ
รู้จักเขาสามแก้วไหม?
“เขาสามแก้ว เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่รับอารยธรรมจากอินเดีย จากการสำรวจและขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2524 -2525 พบหลักฐานสำคัญ เช่น กลองมโหระทึกสำริด ประติมากรรมจำลองสำริด (รูปคน,สัตว์) เครื่องมือเหล็กรูปใบหอก แท่นหินบดมีลายตัดทอนส่วนของสถูปและธรรมจักร ลูกปัด (แก้ว, หิน) กำไล (แก้ว,หิน) แหวนและแผ่นทอง รวมทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนแกะสลักอักษรโบราณ
จากผลการขุดค้นทางโบราณคดี สามารถสันนิษฐานได้ว่า บริเวณเขาสามแก้วเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคน ๒ สมัย คือ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่พบจากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนเนินและพื้นที่ราบ โดยยังคงสืบทอดวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอินเดีย (สมัยอินโด – โรมัน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ ) และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง เช่น วัฒนธรรมดองซอน เป็นต้น และจากการพบเศษแก้วหลอม หินวัตถุดิบที่มีรอยขัดแต่ง รวมทั้งลูกปัดและเครื่องประดับจำนวนมากที่แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว อาจสันนิษฐานได้ว่า แหล่งโบราณคดีนี้น่าจะเป็นแหล่งผลิตลูกปัดและเครื่องประดับ เพื่อตอบสนองคนในชุมชนและชุมชนอื่นๆ รวมทั้งน่าจะเป็นเมืองท่ารุ่นแรกๆ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยที่รับวัฒนธรรมอินเดีย” ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร (ข้อมูลโดย สุขกมล วงศ์สวรรค์)
ยุคนั้น,แม่และคนในหมู่บ้านได้ข่าวของเก่าที่ถูกค้นพบ คงเกิดกระแสตื่นของ เหมือนตื่นทอง(มีคนเคยพบทองเก่า เงินเก่า สมบัติต่างๆ) จึงรวมกลุ่มกันไป เตรียมข้าวกลางวัน พลั่วเสียม และนั่งรถไฟหวานเย็นหายไปวันหนึ่งเต็มๆ ก่อนจะกลับมาตอนหัวค่ำพร้อมกับสมบัติเต็มหอบ…
สมบัตินั่นบางส่วนผมยังเก็บไว้จนถึงก่อนทำบ้านหลังนี้ (จำไม่ได้แล้วว่าตอนนี้เก็บไว้ตรง
ไหนของบ้าน ทั้งที่มันไม่ได้มีราคาค่างวดแค่เพียงเศษหม้อดินเผาแตกๆ ที่ไม่มีลวดลายอะไรเลย )
แต่สมบัติอีกส่วนหนึ่งหล่นหายไปนานแล้วครับ ตั้งแต่ผมยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือ หรือ อาจจะเข้าเรียนป.1 ป.2 ไม่แน่ใจ ความจำช่วงนั้น..ลางเลือนเหลือเกิน
ลูกปัดครับ…ลูกปัดแก้วสีฟ้าหรือสำน้ำเงินเข้ม เม็ดขนาดนิ้วก้อยเด็ก แม่ประจงร้อยเป็นสร้อยใส่คอผมไว้ แต่ด้วยความซุกซนประสาเด็กกระโลดเต้นวิ่งเล่นซนในสวน สร้อยลูกปัดฝีมือแม่จึงขาด ลูกปัดตกหล่นสูญหายไปไหนไม่ทราบ รอบๆ บ้าน ในสวนเพื่อนบ้าน ในทุ่งนา หรือที่อื่น
คิดแล้วยังอดเสียดายอยู่เนืองๆ

ผมจึงฝังใจกับลูกปัดแก้วสีฟ้าอย่างมาก พบเห็นที่ไหนเป็นอันต้องปรี่เข้าไปนั่งดู ลูบคลำอย่างมีความสุข แต่ไม่มีปัญญาจับจ่ายซื้อหามาเป็นสมบัติประจำตัว จนทำงานประจำได้เงินเดือนแล้วนั่นแหละ
วันหนึ่ง..ไปนั่งดูแถวๆ ท่าพระจันทร์ในยุค 2534 -2535 ได้ลูกปัดอ่างทองมาประจำตัวไว้เส้นหนึ่ง,อย่างเท่ห์
สวมใส่อยู่หลายปี,ท้ายที่สุดผมก็ให้เพื่อนสนิทครอบครองไป..
ประมาณปี 2541 เพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนปวช.มาด้วยกัน ติดต่อถึงกันกันตลอด บ้านเกิดของเพื่อนไม่ไกลจากวัดสามแก้วมากนัก
เพื่อนได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ มีการขุดหาลูกปัดกัน ยังมีลูกปัดให้ค้นขุดอยู่เรื่อยๆ จริงบ้างสวมรอยบ้างว่ากันไป
เพื่อนเล่าถึงชั้นหินและแนวของของเส้นทางลูกปัดใต้ดินที่มีการค้นพบ เพื่อนว่ามันไม่เหมือนการขุดหลุมศพเพื่อค้นหาสมบัติคนตายมาครอบครองหรือขายไป แต่มันคือแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่มีลูกปัดตกหล่นอยู่แทบทุกที่ ไม่ใช่มีลักษณะเป็นหลุมๆ เหมือนที่อื่น
ยุคหลังที่เราติดต่อกัน เพื่อนว่าเจ้าของที่ใช้วิธีการให้สัมปทานกันคนละกระสอบ คิดราคากันไป ขุดๆ ดินใส่กระสอบจ่ายเงิน แล้วแบกไปร่อนได้มากน้อยแล้วแต่ดวง เพื่อนเล่าเสียเห็นภาพ จนต้องขอติดสอยห้อยตามเพื่อถ่ายภาพข้อมูล พร้อมทั้งบอกให้เพื่อนหาลูกปัดแก้วสีฟ้าไว้ให้ผมเส้นหนึ่งด้วย
เพื่อนรับปาก…
เพื่อนว่า หากผมจะไปเก็บภาพเก็บเรื่องวันไหน เดี๋ยวจะพาไป ให้เตรียมตัวไว้
ผมรับปาก…
ปี 2551 คนแก่ที่บ้านไม่สบายหนักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง ผมโทรเข้าหาเพื่อน ก่อนคนแก่จะออกจากโรงพยาบาล 1 วัน เพื่อนหิ้วของฝากมาเยอะแยะเพื่อเยี่ยมคนแก่และผมที่โรงพยาบาล พร้อมกับล้วงสร้อยลูกปัดมายัดใส่มือผม
พร้อมกับสำทับว่า “มึงเอาเส้นนี้ไปก่อนนะ เส้นก่อนลูกมันใหญ่กว่านี้ กูเก็บไว้ให้มึงนานแล้วมึงไม่ไปเอาซักที กูเลยขายไปแล้ว ร้อนเงินหมุนไม่ทัน ไว้วันหลังกูจะหาให้ใหม่ให้ลูกใหญ่กว่านี้”
ผมจับมือเพื่อนแล้วบอกขอบอกขอบใจ
เดือนหนึ่งหลังจากนั้น……เพื่อนตาย

ทุกวันนี้เมื่อได้ยินข่าวเรื่องลูกปัดที่โน่นที่นี่ยังสะทกถึงลูกปัดสีฟ้าที่หายไป และพวงลูกปัดขนาดเล็กที่เพื่อนผมมอบให้ก่อนละสังขาร
วันไหนหยิบลูกปัดพวงนั้นมาสวมใส่ห้อยคอ ผมคิดถึงคำบางคำที่มิตรคนหนึ่งเคยสนทนากับผม
“ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็โดดเดี่ยวด้วยกันทั้งสิ้น”
อีกหลายปีข้างหน้า..ลูกปัดในมือผมพวงนี้ตกอยู่กับใครไม่รู้
มาจากดินคงกลับไปสู่ดินดังเดิม จะคงอยู่หรือเสื่อมไป ช้าหรือเร็ว กาลเวลาเท่านั้นที่บอกเล่าเรื่องให้กับคนรุ่นต่อไปได้
มีคุณค่าสำหรับคนรุ่นนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องล่วงรู้
ใช่ไหม?
………………………………………………………
April 10th, 2009 @ 8:11 am
อ่านจนจบแล้ว
ก็อยากจะบอกว่า ไม่โดดเดี่ยวหรอกค่ะ ถึงแม้จะหายหน้าหายตาไปบ้าง ตามแต่ธุระของแต่ละคน แต่ก็จะวนเวียนกลับมาอ่านเสมอ
ช่วงเวลาของชีวิตเรา kiks ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวน้ะ แต่กลับรู้สึกอยากขอเวลาส่วนตัวบ้าง เลยชอบหนีเที่ยวคนเดียวบ่อยๆ
สงสัยพี่น้องแยะเกินไป
ไม่มีไรค่ะ แค่แวะมาเยี่ยมเยียน อากาศเปลี่ยนบ่อยๆ รักษาสุขภาพนะคะ
แล้วก็ไม่อยากให้รู้สึกโดดเดี่ยวเลย เอาเป็นว่าขอเป็นช่วงเวลาที่ให้กับตัวเองแล้วกัน ว่าไปโน่น
June 1st, 2009 @ 3:14 pm
อ่านผลไม้หน้าแล้งแล้ว นึกอยากได้มาปลูกไว้บ้าง
ก็พอดี, เม็ดไม้เดินทางมาถึง
ขอบคุณครับ
ถ้ายังไม่เบื่อ เม็ดผักหวานจะตามลงไปในไม่ช้า เผื่อไว้แจก
และขอบคุณอีกครั้งสำหรับแสตมป์ท่านพุทธทาสที่แปะมากับซอง
กะลังอยากได้อยู่พอดี
June 2nd, 2009 @ 2:56 pm
ยินดี กอล์ฟ ยินดี
kiks - ขอบคุณครับ
September 6th, 2009 @ 2:14 pm
คุณคือใครผมนึกเท่าไหร่ก็ไม่ออก
บอกหน่อยได้ไหมครับ
บัญชา
September 6th, 2009 @ 6:05 pm
คุณหมอ…จำนามปากกา คนชุมพร ที่เคยเขียนจุลสารโกมลคีมทองภาคทักษิณได้ไหมครับ
หลังจากนั้นผมก็เดินตามหลังคุณหมอต้อยๆ อยู่หลายปีเพื่อทำงาน
ส่วนนามนี้ คนที่พี่หมอสามารถถามได้ว่าผมคือใคร มีรายนามต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑. หมอรังสิต ทองสมัคร
๒. ไกรสร สายวารี(บังหมาน)
๓. กฤษณา เสตพงศ์
๔. คุณศรัญญา ทองอยู่(นก)
แค่นี้คงทราบแล้วมั้งครับ คุณหมอ
ด้วยความนับถือ