………… ทิชชู รึ นี่คือขี้ขม? …………

30/03/2009 12:26
Posted by sailomloy in Blog

 

เธอเอ๋ย…..

ฉันมีหน่วยคำ(คีย์เวิร์ด)อยู่หน่วยหนึ่ง กับกลุ่มคำอีกกลุ่มหนึ่ง ประสมกันเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งฝังใจมาตั้งแต่วัยเด็ก

ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เหมือนคนรำลึกชาติ เห็นไอ้โน่นก็วูบ ได้กลิ่นนี่ก็วาบ

 

สมัยที่เด็กยุคนั้นยังไม่รู้จักกางเกงลิง ในสวนยังเตียนโล่งทว่าร่มด้วยพรรณไม้ผล นาหน้าแล้งซังแห้งกรอบ เด็กน้อยโรงเรียนปิดเทอมใหญ่แล้ว ผลไม้หน้าแล้งเริ่มออกดอกออกผล ดอกกาแฟบาน เด็กวิ่งเล่นในสวนหากินลูกไม้เล่น

ปวดหนักก็วิ่งแจ้นเข้าสวนในมุมอับ ที่นั่น เม็ดไม้จากการกลืนกินเริ่มต้นเพาะตัว เพื่อเติบโตให้ดอกให้ผลในเวลาต่อมา

ทะลึ่งสงสัยว่าเด็กน้อยเอาอะไรมาทำความสะอาด(ตูด)?

 

ใบไม้ใกล้ตัวอย่างสาบเสือและขี้ขมน่าจะเป็นใบไม้ตัวเลือกชนิดแรกๆ ด้วยใบที่อ่อนนุ่ม หาได้ง่าย และไม่มีพิษระคายเคืองต่อผิวอันอ่อนบาง


ในหมู่บ้านยุคนั้น…แม้บ้านที่มีฐานะดียังไม่เคยรู้จักส้วมซึม อย่างดีแค่เว็จปิดล้อมบังตา หากใครผ่านเส้นทางที่มีการนั่งทุ่งอยู่เพียงเห็นหัวผลุบโผล่ก็รู้โดยทันทีว่าโลกส่วนตัวห้ามยุ่งเกี่ยว และกรุณาจำเส้นทางนั้นไว้ด้วย หากผ่านไปอีกครั้งอาจได้พบกับระเบิดแดดเดียว แข็งนอกนุ่มในเล็ดง่ามตริงได้อย่างมีอิสระพร้อมกลิ่นอันแสนรัญจวน

 

 


เจอเข้ากับใครเป็นได้จำไปเล่าอีกหลายเดือน – หากไม่อับอายเสียเอง

 

เรื่องเล่าอันสืบเนื่องจากการนี้มีอีกนับไม่ถ้วนทั้งขันและขื่นในเวลาเดียวกัน ไว้โอกาสต่อมาจะสรรหามาสู่กัน

 

หน่วยคำหน่วยแรกไว้ คือต้นขี้ขมและกลุ่มคำที่ว่าคือเรื่องเล่าข้างบนนั่นเอง

 

ฉันหลงลืมไปนานแล้ว ว่าขี้ขมมีความน่าสนใจตรงไหน นอกจากใบไว้ใช้เช็ดตูดคนในยุค 30 ปีลงไปในชนบทหมู่บ้านถิ่นใต้ตอนบน


กระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ดอกขี้ขมบานสะพรั่งไปทั้งสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนข้างเคียงหรือไกลออกไปที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไร้สารฯ ไม่มีการตัดฟันด้วยว่าเห็นเป็นพืชเบียดเบียนมายา(ปุ๋ย)ของต้นไม้หลักในสวน


เห็นดอกตูมเป็นตุ้มโผล่ออกมาจากฐานรองดอกแปลกดีแฮะ..โดยรวมกลุ่มดอกเป็นช่อตรงยอดคล้ายนางแย้มทว่าไม่หนาแน่นเท่า กลีบดอกสีขาวคล้ายมะลิซ้อน เมื่อบานกลีบสีขาวจะชัดเจนมองเห็นแต่ไกล แต่ด้านในตรงโคนเกสรมีสีส้มแดง ชมพู ม่วงอ่อนไล่เฉดกัน


ก้านเกสรสี่อันสีขาวบริสุทธิ์ปลายก้านเกสรทั้งสี่คือเกสรสีม่วงแก่รูปหัวใจดวงน้อยๆ สี่ดวงติดแหมะอยู่ตรงนั้น อีกอันเป็นก้านเกสรหรืออะไรไม่รู้ แต่ปลายก้านซึ่งยื่นยาวกว่าสี่ก้านแรกมีแฉกเล็กๆ สีเขียวอ่อน ดูแปลกตา เหมือนหนวด เหมือนลิ้นงู เหมือนอะไรไม่รู้?

บ้าจริง…“อย่าสวยให้มากได้ไหม ฉันหัวใจจะวาย”  

 

น่าเชื่อไหมเล่าว่านี่คือดอกไม้ที่ฉันเคยเด็ดใบมาเช็ดตูดเมื่อวัยเด็ก? 

 

มองเจ้าต้นขี้ขมแบบกวาดสายตาผ่าน โดยรวมชอบงอกงามในนิเวศร่มรางๆ เย็นชื้นใต้ร่มไม้อื่น พื้นดินไร้สารเคมี  ลำต้นขนาดกลาง สูงไล่เลี่ยกับนางแย้มอย่างมากเมตรครึ่งไม่เกินนี้ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ออกใบเป็นคู่ เส้นใบชัดเจน หนา นุ่ม เมื่อเทียบกับใบไม้ชนิดอื่น 

 

ตำรายาบอกว่าโบราณใช้รากต้มแก้ไข้ ฉันแต่ไม่ยักรู้ว่าใบอ่อน ยอดอ่อนกินสดเป็นผักจิ้มได้

 

ค้นไปค้นมาพบว่าชื่อที่อาจรู้โดยทั่วกันเรียกนางแย้มป่า และชื่ออื่นๆ เช่น พินพี ปิ้งขาว ปิ้งหลวง โพพิง สืบค้นต่อไปอีกในเรื่องต้นไม้อัปมงคล ต้นไม้ต้องห้าม เขาว่านางแย้มป่าคนไทยเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่หากนำไปปลูกไว้ภายในบ้านวันดีคืนดีนางแย้มป่าสำแดงอิทธิฤทธิ์ทำร้ายรังแกผู้คนในบ้าน หวาดผวาเสียขวัญหรือป่วยไข้ได้

 

 

โอ…นอกจากจะมีความสวยแบบหัวใจจะวายแล้วยังออกแนวหลอนอีกด้วย ฉันแอบคิดถึงวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง ภูตผีเหล่านั้นคงเคืองที่ฉันเด็ดใบมาชำระอาจม คงเผ่นหนีไปสิงสู่อยู่ถิ่นอื่นแล้ว เพราะในยุคนั้นทุกบ้านก็ใช้บริการแทนทิชชูทั้งสิ้น

 

 

 

นั่นก็หมายฟายว่า….ขี้ขมหรือนางแย้มป่าบ้านฉัน ไร้ภูตผีสิงสู่อยู่อาศัย

ดังนั้นหากใครยินยอมจะหัวใจวายโดยไม่หลอน กรุณาลงชื่อเข้าแถวโดยพลัน

 

ฉันแจก..

 

 

         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

 

ข้อมูลบางส่วนจาก พจนานุกรมสมุนไพรไทย  ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2531.

 

อีกนิดนึง สรรพคุณของรากที่ใช้แก้ไข้ได้ อย่าได้ใช้จนกว่าจะมีผู้รู้จริงบอกกล่าวเพราะอาจกลายเป็นภูติประจำต้นขี้ขมเสียเอง จะหาว่าฉันไม่เตือน

……….ปลากัดทุ่งแท้ หาย?………..

18/03/2009 10:06
Posted by sailomloy in Blog

 

ปลายเดือนห้า ต่อ เดือนหก 

 

ภาคใต้,ในหมู่บ้านของเด็กน้อยในยุคที่ท้องทุ่งทางทิศตะวันตก ยังมีการทำนากันเป็นปรกติแทบทุกครัวเรือนที่มีที่นาเป็นของตนเอง ยุคนั้นกิจกรรมของเด็กหนีเที่ยว ไม่พ้นหัวคันนา ต้นหว้า หลังควาย ปลากัด หนังสะติ๊ก คันเบ็ด และสัตว์เลี้ยงประจำตัว  

 

ยุคนั้นไฟฟ้ายังไม่เข้ามาในหมู่บ้าน ไม่มีทีวี สิ่งบันเทิงเดียวที่ทันสมัยที่สุดคือวิทยุทรานซิสเตอร์    

สิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลายเดือนสาม ฟ้าแล้ง ดินในนาแห้งแตกระแหงพร้อมกับการหายไปของปลาทุกชนิด พวกผู้ใหญ่เล่าว่าปลามันลงลึกหรือไม่ก็จมโคลนฝังตัวอยู่ใต้ดินที่มีซุ้มเฉพาะของมัน  

 

เมื่อฝนพรัด(ฝนตะวันตก)ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ดินที่แห้งขังน้ำ กระทั่งอิ่มตัว ปลาจากไหนต่อไหนบ้าน้ำใหม่

ครับ…ปลากัดทุ่งก็เช่นกัน เด็กน้อยเดินลุยในนาอย่างสบายใจเฉิบเพราะดินยังแข็งไม่มีตมโคลนให้เดินยาก น้ำใสจนมองเห็นพื้นดิน หญ้าน้ำต้นเล็ก ๆ เริ่มผลิยอดออกจากรอยแตกระแหง ที่ธรรมชาติสร้างไว้ตั้งแต่หน้าแล้ง 

 

ช่วงนี้…ฝนตกทั้งวันทั้งคืน

ตกค่ำ…ท้องทุ่งที่เคยเงียบเหงา จะเต็มไปด้วยเสียงมโหรี น่าแปลกที่มีแสงวอมแวมแต้มตรงนั้นตรงนี้ สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ

 

 

ในคืนที่ฝนตกหนัก คือคืนที่คนออกหาอาหารมื้อสำคัญ - กบนา

 

 

รุ่งเช้าฝนหยุดแล้ว ท้องทุ่งเต็มไปคนอีกพวก ต่างคนต่างเดินก้มหน้าสอดส่ายสายตาไปยังตอซังที่โผล่พ้นน้ำ ที่นั่น จะมีไข่ฟองเล็กๆ เบียดกันแน่น

 

 

 

ไข่แมงดานานั่นเอง….ใต้ซุ้มหญ้าในน้ำ แมงดานาตัวผู้กลิ่นฉุนจะเฝ้าฟองไข่เล็กๆ พวกนี้ หากไม่รีบหนีจะถูกมนุษย์จับทำตำน้ำพริกพร้อมกับเด็ดไข่พวกนี้ไปปิ้งไฟให้เด็กกิน 

 

หลังจากนั้นอีกหลายวัน เด็กๆ เริ่มทะยอยลงไปในท้องทุ่ง คราวนี้กระจายกันเดินบนคันนาเงียบเชียบ  

 

 

สายตาจ้องมองหาฟองสีขาวริมคันนา มันอาจจะเกาะนิ่งลอยน้ำอยู่กับกอหญ้าที่ไหนซักแห่ง เราเรียกว่า “หวอด” ในนั้นมีไข่เม็ดเล็กๆ อยู่ข้างใน เป็นจุดสีขาวขุ่นเต็มทุกฟอง

ค่อยๆ ย่องเข้าไป ขวดเปล่าเหน็บไว้ยังไม่เติมน้ำถือโชคลางที่ว่า ยังไม่ได้ปลา อย่าเพิ่งเตรียมให้พร้อมจนเกินไปอาจจะอด จากนั้นค่อยๆ คุกเข่า แหวกกอหญ้าเบาๆ ยื่นมือขวาออกไปตั้งพุ่มอุ้งมือดักทางขวา มือซ้ายค่อยๆ ดักอ้อมทางด้านซ้าย กวาดต้อนอุ้งมือเข้าหากัน โกยเข้าหาหวอด ซึ่งมักติดอยู่กับคันนา

 

 

ด้วยสองมือเปล่าเราคัดเลือกปลาตัวผู้อย่างผู้ชำนาญการ สวยก็เอาใส่ขวด ไม่สวยก็ปล่อยให้เฝ้ารังต่อไป โดยไม่ยกขึ้นมาจากน้ำด้วยซ้ำ

ปลาตัวผู้คือปลาที่เฝ้ารัง เฝ้าไข่จนกว่าจะมีลูกปลาออกมาจากไข่ออกหากินได้ หน้าที่อันแปลกประหลาดนี้เกิดจากพฤติกรรมของตัวเมียหลังจากที่วางไข่แล้ว มักจะกินไข่ของตัวเองเป็นอาหาร ธรรมชาติจึงมอบหมายหน้าที่อันสูงส่งนี้ให้ตัวผู้ทำหน้าที่แทน

ยุคสมัยที่ปลากัดทุ่งเฟื่องฟู ตอนนั้นปลากัดลูกหม้อเพิ่งเป็นที่รู้จักของเด็กๆ ไม่กี่คน แต่มีผู้เฒ่าในหมู่บ้านบางคนเสาะหามาไว้เล่นและเพาะพันธุ์กันแล้ว  การพนันเริ่มขึ้นในบ้านหลังหนึ่งซึ่งทึบทึมเมื่อมองจากภายนอก แต่สว่างโพลนเมื่อเข้าไปข้างใน แสงแดดทะลุงผ่านหลังคาจากซึ่งเว้นบางจุดไว้สำหรับใส่กระจกโปร่งแสงแทนหลังคา แดดจึงตกกระทบไปยังโหลปลาซึ่งวางเรียงเป็นตับ สวยขลังมลังเมลือง

ปลาแพ้บางตัวถูกปล่อยลงนา จากนาสู่นา เกิดผสมกับปลากัดป่า หรือปลากัดทุ่งดั้งเดิมกลายเป็นปลาพานทางหรือพันธุ์ทาง ลูกผสมระหว่างปลากัดลูกหม้อซึ่งส่วนใหญ่มีสีเขียวมรกต ครามบางตัวสีแดงเข้ม

ยุคนั้น ปลากัดทุ่งกัดเร็ว ผลแพ้ชนะเร็ว แต่ปลากัดหม้อเป็นเวลาของความเอื่อยเฉื่อยนานหลายชั่วโมง เด็กๆ แม้ชอบความสวยและขนาดของปลากัดหม้อ แต่ด้วยความเชื่องช้าไม่ทันใจจึงไม่เสาะหามาเลี้ยง

 

 

 

ยุคปลากัดเฟื่องฟู เด็กตลาดซึ่งไม่ค่อยสนใจกิจกรรมพวกนี้ กลับข้ามถิ่นมาพร้อมกับชะนางเครื่องมือจับปลาขนาดเล็ก ไล่ไสไถดะตลอดงแต่ท้ายคลองยันริมคันนา เอาสิ้นแม้ปลากริม ไม่สวยเหมือนปลากัดเลยต้องเอาไปเป็นลูกไล่

 

เราดูแคลนเด็กตลาดแบบเจ้าถิ่นหวงก้างหยามหยันพฤติกรรมอันไม่ใช้สองมือเปล่าแบบเด็กบ้านทุ่งเยี่ยงเรา ไม่เป็นลูกผู้ชาย…ไม่ให้โอกาสปลา

โธ่เอ๋ย..เด็กน้อย วิธีไหนก็บาปเดียวกันแหละหนอ

 

 

ปลากัดแท้หายไปจากเด็กวัยนั้นและวัยถัดมา เพียงเพราะชาวบ้านเริ่มไม่ทำนาหันมาซื้อข้าวกิน เด็กๆ ไม่ลงเที่ยวเล่นในนา กิจกรรมที่เชื่อร้อยถัดมาจึงขาดไปโดยปริยาย

 

ปลากัดทุ่งแท้ๆ อาจกำลังสืบสายพันธุ์อยู่อย่างเงียบๆ กระทั่งวันนี้ คนที่เล่นปลากัดยังเป็นวัยผู้ใหญ่ ปลากัดหม้อและลูกผสมพันธุ์ทางยังเป็นที่นิยม ปลากัดทุ่งแท้ขนาดเล็กกลายเป็นปลาที่ถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง – ลูกไล่

 

 

ศักดิ์ศรีของปลากัดทุ่งหายไปจากห้วงคำนึงของเด็กน้อยในยุคโน้นเสียแล้ว แม้เด็กยุคนี้ยังเล่นปลากัดเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวคนเดียว

 

 

ยุคนี้ในหมู่บ้านมีทั้งไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ทความเร็ว(ค่อนข้าง)สูง เด็กๆ วัยรุ่นหมกอยู่กับเกมส์ตู้ ยาเสพติดสูตรพิสดาร ขณะที่ผู้ใหญ่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบเด็กๆ พวกนั้น กลับใช้เวลานอกเหนือจาการงานเลี้ยงชีพไปสุมรุมอยู่กับไก่ชน ปลากัด นกกรงหัวจุก

 

 

ข้อดีคือ ปลากัดทุ่งแท้ๆ ยังอยู่ และจะยังอยู่ตลอดไปตราบที่สิ่งแวดล้อมที่พวกมันสามารถอาศัยสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ ยังไม่เปลี่ยนไปจนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

 

 

ส่วนข้อเสีย…ช่างมัน

……ยามสายในสวนข้าฯ หอมดอกกาแฟลอยมารื่นฯ…..

08/03/2009 20:52
Posted by sailomloy in Blog

 


    

กลางกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้งเหลือเกิน…

คนในสวนสงสารต้นไม้อ่อนหลายต้นที่เพิ่งปลูกไว้ในปีที่แล้ว เริ่มเหี่ยวเฉาและตายไปอย่างน้อยสามสี่ต้น

 

 

คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้ในแผ่นดินแม่ ซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นต่อมา ได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

…………อย่างน้อยเพื่อละทิ้งในที่สุด

 

 

อย่าง…เช้านี้อากาศเย็นสบาย หมอกหนา น้ำค้างพรู เย็นอากาศเช้าสดชื่น สบายใจ ใบหน้ายิ้มแย้ม แม้นอนดึกและตื่นเช้า เช้ามืด..ได้สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ อีกหลายชั่วโมงต่อมาจะพบว่าร่างกาย,จิตใจ….โปร่งเบา

ช่วงนี้ดอกไม้หลากชนิดบานสลอน ทั้งริมสวน ในสวน ริมทาง ดอกหญ้าสาระพัน เวลาที่เหลือว่างจากการงานเลี้ยงชีพจึงออกเดินตามดู  

 

สายแล้ว…ขณะเดินไปขนไม้ฟืนมาเผาถ่าน จมูกได้กลิ่นหอมเย็นลอยมา กลิ่นของดอกไม้ที่คุ้นชินมาแต่เด็ก - กลิ่นดอกกาแฟ 
 

 

ในสวนของอาข้างบ้านมีต้นกาแฟกำลังออกดอกสีขาว – หอม  เดินกลับมาดูในสวนขี้คร้านก็มีดอกขาวเบ่งบานเหมือนกัน

หอมไกล หอมยวนใจ ขณะทำงานหนักชวนให้รื่นมากกว่าตั้งใจสูดดม

ดอกกาแฟเหมือนดอกไม้กลิ่นแรงทั่วไป เข้าใกล้เกินไปพาลจะขาดใจตายตรงนั้นเพราะกลิ่นแรงเหลือร้าย แต่ถ้ากลิ่นหอมนั่นลอยไกล ตามสายลมอ่อน  ยามสาย แตะจมูกใครก็ชื่น ก็รื่น

 

 

กลิ่นทำให้ฉันรำลึกความหลัง(อีกแล้ว)  

กลิ่นดอกกาแฟในสวนขี้คร้านในยุคโน้น ยุคที่จังหวัดชุมพรแทบไม่มีต้นกาแฟในสวน มีเพียงคนเดินทางไกลเพื่อค้าขายด้วยเรือกลไฟจากบางกอกล่องมาทางทะเลอ่าวไทยไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักและน้ำต้นพันธุ์ต้นแรกมาเผยแพร่  

 

 

คนแก่ที่บ้านเคยเล่าให้ผมฟังถึงต้นกาแฟต้นแรกที่ได้นำมาปลูกในสวน ปลูกจนได้เก็บเมล็ดตากแห้ง ตำ ร่อนเลือกเอาเฉพาะ “สาร” ตากแห้งดีแล้วส่งรวบรวมใส่กระสอบฝากขายด้วยเรือกลไฟส่งขึ้นบางกอก

 

 

หลายเดือนต่อมาก็ได้รับเงินค่าเมล็ดกาแฟ – ยาวนานจนลืมเลือนกันเลยเชียว

 

 

ต้นกาแฟยุคแรก เป็นต้นพันธุ์พื้นเมืองที่ชอบอากาศร้อนแบบปักษ์ใต้(คาดเดาเอาโดยคร้านจะสืบค้นข้อมูลเชิงวิชาการให้เมื่อยต่อมว่า..น่าจะเป็นสายพันธุ์โรบัสต้ารุ่นเก่าแท้และดั้งเดิม) ต้นสูง ร่มครึ้ม แตกกิ่งก้านจนเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่ เด็กๆ มักชอบที่หาที่ทำของเล่นกันใต้ต้นกาแฟนั่นเอง หนักเข้าก็หาโครงไม้ไผ่มาขึ้นรูปทรงเป็นบ้านบ้านหลังน้อยๆ มุงด้วยใบมะพร้าว

 

 

วันหยุดขลุกกันอยู่ในขนำน้อยใต้ต้นกาแฟนั่นเอง

 

 

อย่างที่ฉันบอก กาแฟดอกหอม – หอมในช่วงที่ย่างเข้าฤดูกาลแล้ง เข้าช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กๆ พอดี ความทรงจำของคนที่จัดระเบียบความจำอันแสนห่วยอย่างฉัน จึงอาศัยกลิ่นดอกกาแฟเป็นตัวเชื่อมโยง

 

 

ยุคนี้ กาแฟเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดชุมพร บางคนอาจคุ้นเคยกับกาแฟเขาทะลุ - สวี ชุมพร ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ซึ่งผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ระยะเวลาหลังจากการปลูกเพียงสามปีก็ออกดอกให้ผล กาแฟพื้นเมืองรุ่นเก่าแทบหายไปจากสวนของชาวบ้านแล้ว คงเหลือแต่ในสวนโบราณไม่กี่แห่ง

 

 

ครับ..ในสวนขี้คร้านยังมี

 

 

บอกตามตรง….ฉันไม่เคยได้พิศดอกกาแฟอย่างจริงจังแบบใกล้จนเห็นละอองเกสรแบบนี้ เห็นผึ้งมุดดอกโน้นดอกนั้นแล้วอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้

เออ..นี่เหวย ของสวยงามใกล้ตัวเยอะแยะให้ยลยอ สูเจ้าจักทดท้อไปทำไม…….นิ?


กลุ่มดอกสีขาวรวมกันเป็นกระจุกในแต่ละจุดบนกิ่งแบบนอนกิ่ง แทรกในจุดเดียวกันทั้งสองด้านของก้านใบ ถัดไปอีกกลุ่ม อีกกลุ่ม

สวยไหมนั่น….มองไกลเหมือนผมจุกสีขาว ขาวเป็นจุก ขาวเป็นจุด

 

 

เพื่อให้ชัดขึ้นฉันเก็บภาพดอกตูม มด ดอกบานเดี่ยวๆ เพื่อให้ได้ชื่นชมกันแจ้งแจ้ง รวมไปถึงก้านช่อดอกที่ทำให้มองเหมือนไม้เสียบดอกไม้สีขาว เอาไว้เป็นกลุ่มๆ พาดไปพาดมาท่ามกลางสีเขียวของใบ 

 

พูดถึงใบ…มีคนเคยบอกฉันเรื่องสรรพคุณบางอย่างของกาแฟ.. 

 

ว่าด้วยใบอ่อน – ตำส้ม ส้มตำไทย แทนที่ใบผักบุ้งด้วยใบกึ่งอ่อนกึ่งแก่(เพสลาด – อ่านว่า เพ - สะ  - หลาด)ของกาแฟห่อส้มตำ พอดีคำ ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ อร่อยแท้…

 

ฉันไม่ได้อำเล่นนะเธอ…ลองดู อร่อยแท้

 

อีกเรื่องของใบกาแฟ ใบแก่ ล้างสะอาดแล้ว ตากแดดแห้ง ใส่กาน้ำร้อนรสเข้มตาสว่างเฉกเดียวกับ(ผล)กาแฟบดปรุงรสเทียว อันนี้ฉันไม่เคยลอง – ฟังเขาเล่ามา 

 

 

กลับมาที่ดอก

…ดอกกาแฟบานไม่เกินสามวันร่วง เหลือกลีบดอกสีตุ่นซบก้านใบ แต่ก้านดอกยังเขียวสดต่อไปอีกหน่อย กลุ่มผลเล็กๆ เริ่มปรากฏชัด

 

สุกแดงก็สวยไปอีกแบบ ช่วงนี้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ตากแห้ง ส่งโรงสีกาแฟส่งขายเปลี่ยนเป็นเงิน  

 

แล้งแล้ว……เป็นเวลาของดอกไม้หลากชนิดบาน คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้(ปัจจุบันขณะ) ในแผ่นดินซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นฉันได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงเวลาหนึ่ง

 

อย่างน้อย……………ก็เพื่อละทิ้งในที่สุด

 










 

ปล.เพื่อสืบสายพันธุ์ของกาแฟโบราณ(อันมีชีวิต)ฉันขุดต้นเล็กๆ ใส่ถุงดำอนุบาลไว้รอเธอในสวนขี้คร้าน ฝนไหนถ้าเธอว่างก็มาหิ้วไปนะ  ปลูกไว้ริมชายคาเพื่อเชยกลิ่นดอกหอม ….หอมรื่น รื่น ด้วยกัน

…………..พญายอ…………..

07/03/2009 22:07
Posted by sailomloy in Blog

 

เธอ… 

 

รู้จักต้นพญายอไหม?

 

บางคนอาจเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย บางคนบางถิ่นอาจเรียก ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องดำ พญาปล้องทอง ฯลฯ

ตามบ้านเรือนทั้งในเมืองและชนบทมักปลูกกันไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน นอกเหนือจาก รางจืด ไพล ฟ้าทะลายโจร ทองพันชั่ง ว่านสาระพัน ฯลฯ แล้ว พญายอคือสมุนไพรอีกชนิดที่มีติดสวน

 

 

บาดแผลที่เกิดการใช้ชีวิตประจำวันพวก แมลงมีพิษกัดต่อย แค่เอาใบสดมาตำพอกก็หายเร็ว

 

 

ด้วยบ้านสวนของฉัน มียาน้ำมันสารพัดประโยชน์อยู่ขนานหนึ่ง สูตรของแม่…ฉันเอามาประยุกต์โดยใส่ใบพญายอลงในส่วนผสมนี้ด้วย มีน้ำมันมะพร้าวเป็นหลัก รวมไปถึงส่วนผสมอื่นอีกมากมาย ยาของแม่ขนานนี้ เรามีติดบ้านไว้มากเกินความจำเป็นเฉพาะตนเองเสมอ เพราะมักมีคนอื่นๆ ทั่งเพื่อนบ้านและคนไกลแวะเวียนมาขอแบ่งใช้เสมอ เสมือนยาสามัญประจำบ้าน

 

 

 

ฉันปลูกพญายอไว้หลายต้นโดยการปักชำกิ่งแก่ลงดิน ด้วยว่าปลูกง่าย…ไม่นานก็แตกกอจนรกเรื้อ พิเศษตรงที่งอกริมโคนต้นสุพรรณนิการ์เลื้อยขึ้นเกี่ยวพันกิ่งต้นจนสูงลิ่ว ถูกทิ้งให้เลื้อยงอกงามยาวเฟื้อย กระทั่งมีบางอย่างเกิดขึ้น…

วันนี้…ฉันพาดพะองไม้ไผ่ปีนต้นสุพรรณิการ์เพื่อถ่ายภาพ ยามสายแดดแรงแสงสวย กวาดสายตาสะดุดกับสีสดของดอกไม้ดอกน้อยบนเรียวก้าน

 

ฉันเพิ่งรู้วันนี้เองว่า…คนโบราณใช้สมมติฐานไหนมาบ่งชี้ว่าพืชชนิดนี้แก้พิษได้ นอกเหนือจากการเดาสุ่มซึ่งเสี่ยงด้วยชีวิตหากพืชนั้นมีพิษ

 

 

เมื่อได้เห็นดอกของพญายอหรือเสลดพังพอนตัวเมีย จึงแจ่มชัด….ว่าบางที รูปแบบของดอกอาจเป็นแรงดลใจแรกในการค้นคว้าทดลอง

 

 

ในกลุ่มของกิ่งก้านขัดกันไปมาดอกสองดอกที่เคียงกันปากดอกอ้าเผยให้เห็นเกสรสองอันลักษณะเหมือนเขี้ยวงูซึ่งกำลังอ้าปาก โดยมีกลีบดอกสีแดงส้มห่อหุ้ม

 

 

…อืมห์…สวยแปลก

 

 

ฉันถ่ายภาพเจ้าดอกพญายอในมุมมองต่างๆ เท่าที่สามารถเล่นมุมบนที่สูงได้ จนกระทั่งแบตฯ กล้องหมด จากนั้นปีนพะองกลับมายืนขาสั่นอยู่เบื้องล่าง   

 

 

ตำราเขาว่าพญายอออกดอกเป็นช่อ อาจสามดอกถึงหกดอก หากพร้อมใจกันบานพร้อมกันฉันว่าคงเหมือนกับรูปลักษณ์ของพญานาคทีเดียวเชียว ผิดที่ขนาดของเธอเล็กสั้นเพียงสองสามเซ็นติเมตรแค่นั้น

 

 

สองสามวันมานี้หลังจากเสร็จงานนา ฉันบ่ายหน้าเข้าหาบ้านและสวน เริ่มพินิจต้นไม้ท่ามกลางอากาศแห้ง ดินแล้ง ลมร้อน ในสวนขี้คร้านที่แล้งและรกมีอะไรแอบซ่อนอยุ่อีก ทั้งที่ปลูกไว้ด้วยมือของฉันเอง ทั้งที่งอกด้วยธรรมชาติประจง

 

ไม่นานหรอก…อาจมีต้นไม้ต้นไหนที่ดอกสวย ใบงาม หรือมีความพิเศษไหนเก็บงำอยู่อีก หากมี…ฉันจะเก็บมาเล่าสู่เธออีก ดีไหม?

ด้วยรัก
๑๙ กุมภ์ ๒๕๕๒
สวนขี้คร้าน