……….สุขในหนึ่งสายตา……..

12/02/2009 23:30
Posted by sailomloy in Blog

 

เหมือนความหลังย้อนกลับ…

ผมกำเคียวและลากอุปกรณ์ช่วยในการเก็บเกี่ยวข้าวสังข์หยดเมื่อปี ๒๕๕๐ ดุ่มๆ บ่ายหน้าสู่แปลงนาคนเดียว ขณะที่ข้าวบางส่วนเริ่มสุกเกินการ เกินระยะพลับพลึงที่พอดี เพียงเพราะอารมณ์เกรงใจคนในนารุ่นเก่าซึ่งอบรมสั่งสอนวิชาให้

เกรงใจจนหลุดพ้นจากความเกรงใจ ลุยเองคนเดียว…..

มือขวากำด้าวเคียววงกว้างที่เพื่อนชาวนาพิจิตรให้มา ค่อยๆ สอดโค้งคมมือซ้ายรวบกำดึงคมเกี่ยวควับ เสียงกรวบกรวมเหมือนเสียงเคี้ยวเอื้องของวัวควาย

เกี่ยวข้าวไม่ใช่เรื่องยาก….แต่ไม่ง่าย เพราะเมื่อไรที่สติหลุด อารมณ์แปร ตอนนั้นเองที่คมสากๆ แว้งมาที่นิ้วก้อย เผลอๆ อาจลุกลามมาที่นิ้วนาง….ยางออก เจ็บปวด เสียเวลา เสียการ เปล่าปลี้

ไม่ต้องถึงขนาดทำสมาธิ เพียงรู้สติว่า นี่ข้าฯ กำลังเกี่ยวข้าวหนอ เคียวคมหนอ ดึงหนอ รวบหนอ….สางหนอ… วางหนอ…

เฮ้อ….หนอ


ย่างกลางกุมภา ๒๕๕๒ ผมกำเคียวด้ามเดิม แต่ความคมลดลง เคียววงกว้าง
ไม่สามารถเกาะบ่าได้เหมือนอย่างที่เคยเป็น คนในนาไม่ได้เพิ่มมากขึ้นในแง่ของจำนวน มีเพียงคู่หูอดีตนักเลงถอดคม แขวนปืนทิ้งลวดลายก้าวร้าวมากำเคียวและฟ่อนข้าว ทำนาด้วยกันกับผม

เจอหน้ากันทุกวัน บางวันพูดคุยกันไม่เกินสิบคำ แต่ได้งานมากกว่าทำงานร่วมกับคนเกินห้าคน บางวันที่ผมติดธุระ พี่แกก็ลุยเดี่ยว

บางวันสลับกลับ…..  

งานในนาช่วงเดือนยี่ต่อเดือนสาม ไม่มากไปกว่าการเกี่ยว ฟาด ออกแรงให้มาก ใช้สมองให้น้อย จุดสำเร็จของการงานก็คือมีข้าวกินเอง…ข้าวที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานแห่งตน มอบให้คนรัก ให้เพื่อน ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ทำบุญหรือแม้แต่เอาไว้เป็นเสบียงกรังแห่งตนแสนเกษมฯ

เพราะรู้ทุกหล่มตม ทุกลุ่มดอนที่ย่ำเท้านับแต่ตัดหญ้า,เดินตามรอยล้อของ
ควายเหล็กรุ่นบุโรทั่งเพื่อไถคราด,ยกคันนา

เพราะรู้ที่มาแห่งข้าวทุกเมล็ดที่หว่านหลุดออกจากฟายมือตกพรูลงบนเปียกโคลนในแปลงกระทั่งงอกงามเป็นต้นข้าวเขียว เขียว เหมือนพรมนุ่มนิ่มพริ้ว พริ้ว ยามต้องลมอ่อน อ่อน

ต้นข้าวต้นน้อย ผ่านฤดูกาล ผ่านการกัดกินของหนู ผ่านแล้ง ผ่านน้ำท่วม มา
จนกระทั่งโค้มรวงเปลี่ยนเป็นสีทอง

ใครไหนบ้างไม่ภาคภูมิ ?


แม้การงานจะหนักเหนื่อยแลดูไม่คุ้มค่ากับแรงกาย ทุนรอนที่ลงไป แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าเมล็ดข้าวที่เพิ่มจำนวนจากกระสอบเดียวเป็นสามกระสอบ หรือเพิ่มมากเป็นทวีคูณ

บางคนอาจเรียกมันว่าบทเรียน บางคนเรียกภูมิคุ้มกัน บางคนเรียกประสบการณ์ ฯลฯ

น่าแปลกที่คนทำนาหลายคนไม่ได้คิดถึงความคุ้มค่าที่ว่าด้วยอารมณ์สนาน อาจด้วยปากท้องและความคาดหวังอันเกินความสามารถที่ผู้ให้จักสามารถบันดาลให้ได้ จึงบ่น จึงทุกข์

ครับ…ใน(จำนวน)นั้น มีผมอยู่ด้วย!!

แต่….ผมค่อนข้างโชคดีที่แม้มีสายตาที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว หากเป็นข้างเดียวที่มองเห็นแง่งามในความเหน็ดหน่ายได้เสมอ เหมือนได้ยาดี เหมือนมีสรรพสิ่งที่คอยบำบัดความก่นทุกข์ได้ หากไม่ล้า,โรยอ่อน จนเกินทน

แปลงนาบางแปลงซึ่งผ่านทั้งมรสุม น้ำท่วม ฝนแล้ง รกหญ้า โรคลง แมลงรุม เมื่อย่างเช้าฤดูการเก็บเกี่ยวจึงมีภาพแปลกๆ ให้คนตาเดียวได้ตื่นตะลึง

ภาพของแมลงตระกูลเต่าทองขณะที่พร้อมใจกันบินพรูออกจากต้นใบและรวงข้าว เหลืองส้มแต้มตรงนั้น ตรงนี้ บ้างขยับปีก บ้างเตรียมบิน บ้างพรูไปแล้วเหนือใบข้าว

แม้แมลงพวกนี้จะสร้างความเสียหายให้กับเมล็ดและใบข้าว แต่ผมเห็นสวย เห็นสวยจึงเป็นสุข

ขณะเกี่ยวข้าว ก้มมองดูดิน ที่แต้มสีแทรกมวลหญ้าอยู่นั้น คือเจ้าดอกไม้เล็กๆ
เล็กเกินกว่าที่คนในนาจะยอมเสียเวลาเพ่งพินิจ ยิ่งต้องขุดกล้องออกมาจากกระเป๋ามาจัดแจงนอนราบกับพื้นด้วยแล้ว – เสียเวลาทำมาหากิน,ว่างั้น

 

แค่ดอกหญ้าจะไปอะไรนักหนา

เพราะเป็นดอกหญ้าซึ่งมีเวลาบานให้ชื่นรื่นได้เพียงเช้า บ่ายก็หรุบกลีบหลบเร้นเสียสิ้น ใครไหนมองหาไม่เห็นหน แม้จะพลีเวลาเพื่อปากท้องโดยส่วนใหญ่ของวัน แต่เวลาเพื่อเติมจิตวิญญาณให้แย้มยิ้มมีให้บ้างไหม?

ถามตัวเองพอให้สติกลับมาจดจ่อกับสิ่งเล็กๆ ตรงหน้า

สิ่งเล็กๆ ที่มีชีวิต และงดงามเกินกว่าภาพถ่ายบันทึก เกินถ้อยคำจักแจกแจง ใครเล่าสามารถเมินหนี?

ดังนั้น….ทุกขจริตเรื่องได้ผลผลิตข้าวน้อยจึงเล็กกระจิริด

ทุกวันที่ทำงานหนักอยู่กับสำเนียงของคมเคียว นกทุ่ง วัวหิวน้ำ แม้แต่เสียงลมกระทบใบข้าวเสียดสีแสกสาก ยังสามารถปลีกหัวใจให้รื่นได้

ใครไหนบ้างไม่ริษยา


…..หืมม์
?
 
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

4 Responses to ' ……….สุขในหนึ่งสายตา…….. '

Subscribe to comments with RSS or TrackBack to ' ……….สุขในหนึ่งสายตา…….. '.

  1. golb
    February 13th, 2009 @ 3:02 pm

    ที่สวนก็มีครับ ดอกเล็ก ๆ สีม่วง
    ย่ำสวนตอนเช้าเลยต้องระวังตีนมากหน่อย
    ถือเป็นการฝึกสติ
    จะได้เอาสติไปหาสตางค์…
    :tongue:

  2. สายลมลอย
    March 30th, 2009 @ 12:34 pm

    ใช่แล้ว

  3. การเวก
    June 8th, 2009 @ 9:21 pm

    ดอกที่ว่าเนี่ยนะทีบ้าน นครพนมเขาเอิ้นว่าดอกผักขะแยง

  4. การเวก
    June 8th, 2009 @ 9:26 pm

    เวลาก้มลงเกี่ยวข้าว กลิ่นหอมดอกผักขะแยงก็หอมเตะจมูก แถวบ้านเขาใส่แกงกินได้ไม่เบื่อ คุณลองใส่ดูสิ แล้วจะติดใจเหมือนคนอิสานเลยสิบอกให่

Leave a reply

XHTML: You can use these tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

:confused: :laidback: :biggrin: :secret: :stress: :tongue: :blank: :blush: :bored: :frown: :right: :shock: :smile: :cool: :evil: :grin: :left: :wink: :yawn: :grr: :mad: :sad: :up: