………บางวันที่ตาวันเป็นสูรย์………

30/01/2009 13:10
Posted by sailomloy in Blog

๑. วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันคิดถึงอดีต (24 ต.ค.  2538 09.20 -12.39) เส้นทางป่าเหนือน้ำตกคลองลานขึ้นไปจนจรดเส้นทางสายคลองลาน – อุ้มผาง) เราหลายคน ทั้งพวกเรากันเองและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน เดินป่าในเส้นทางโบราณที่เต็มไปด้วยหลุมลึกในพื้นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราวสองศอกยาวเกือบสามเมตร ลึกจนมืดสนิท เดินไปสยองไปสามวันสองคืนจนทะลุเส้นทางหมายเลข 1117  ถนนลาดยางสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าบนไหล่ภู 

นิตยสารบางเล่มเคยเขียนถึงเส้นทางนี้ว่า เป็นเส้นทางเดินทัพเก่าจากกำแพงเพชรไปยังประเทศพม่า หลุมเรียงรายที่เห็นระหว่างเส้นทางเกิดจากการขุดหาของเก่าของชนเผ่า เพื่อนำออกมาขายนักท่องเที่ยวและนักสะสม คงไม่ต้องบอกว่าหลุมเหล่านั้นเคยใช้ประโยชน์อะไรมาก่อน

เราปักหลักค้างแรมที่หน่วยย่อยพิทักษ์อุทยานฯ 1 คืน ก่อนที่จะเตรียมตัวรับตะวันดับยามสายของอีกวัน

นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็น สุริยุปราคาเต็มดวงจนเกิดปรากฏการณ์วงแหวน ทั้งยังได้ถ่ายภาพด้วยตัวเอง โดยการใช้กล้องแมนน่วลโฟกัส กลไกล้วน บวกกับเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ต่อกับท่อเพิ่มทางยาวโฟกัสขนาด 2x  

null

หลังอาหารมื้อเช้า เรานั่งริมถนน เซ็ทกล้องแหงนเลนส์ไปยังองศาที่จะเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า รอเวลา…

เก้าโมงเช้ายี่สิบนาทีโดยประมาณ สัมผัสแรกจากด้านบนของดวงอาทิตย์เมื่อมองผ่านเลนส์ขณะที่เงาของดวงจันทร์เริ่มปรากฏที่โค้งแรกของดวงอาทิตย์ ผ่านฟิลเตอร์กรองแสงสองชั้น ดูเหมือนพระจันทร์ในคืนจันทรุปราคา เพียงแต่ไม่มีหุบมืดของพื้นผิวให้เห็นแค่นั้นเองยี่สิบกว่านาทีก่อนสิบเอ็ดโมง….ก่อนที่ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนหมดดวง เกิดเป็นวงแหวนเพชรขนาดมหึมาฉายโชน ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มีผู้คนนับแสนนับล้านเฝ้ามองจากแต่ละจุดบนโลก ขณะที่เราเพียงไม่กี่คนบนเส้นทางเถื่อนท่ามกลางป่าเขาอากาศพิสุทธิ์

ไม่ถึงสองนาทีหลังจากนั้น..เต็มดวง..บังมิดสนิท อาทิตย์กลายเป็นสีดำ หัวแหวนเพชรหายไปกลายเป็นสนามแม่เหล็กสีขาวฟุ้ง ปรากฏอยู่โดยรอบ
 

ทันใดนั้นเอง……..เหมือนเสียงของความเงียบปกคลุมเหนือหุบผาแห่งนั้น บนไหล่ภูที่สายลมยามสายโชย รอบตัวมืดแบบแปลกๆ จะว่ามืดก็ไม่เชิง  คล้ายแสงในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง 

บอกไม่ถูก บรรยายยาก ทันทีที่อาทิตย์ดับ เราเงียบ…ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง จากนั้นเสียงชัตเตอร์รัว มีบางคนเพิ่งผ่านทางมาแวะชม ยิงปืนขึ้นฟ้า บางคนตบกระเป๋าเงินตัวเองแล้วขอพร อาการแต่ละคนแตกต่าง ผมกดชัตเตอร์ไปหลายภาพก่อนที่จะเรียกเพื่อนร่วมทางให้เข้ามาดูผ่านวิวไฟเดอร์

 

เราสามารถมองอาทิตย์ด้บด้วยสายตาเปล่าได้ในยามที่อาทิตย์ดับสนิท แต่ทันทีที่เกิดปรากฏการณ์วงแหวนเพชรช่วงนี้เราต้องมองผ่านแผ่นฟิล์มทึบแสง น่าแปลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่มีใครจ้องมองจนสายตาพร่ามัวหรือตกหล่นขั้นตอนใดๆ ทั้งที่เป็นครั้งแรกของทุกคน

เที่ยงวันกว่าๆ ฉันถ่ายภาพตามขั้นตอนสำคัญจนสไลด์หมดไปหลายม้วน (จนบัดนี้ยังหาสไลด์ที่เป็นภาพวงแหวนและคราสเต็มดวงไม่เจอ พบเพียงภาพตอนเดินป่าและสัมผัสแรกของการเกิดคราส)จึงขอนำภาพจากการบันทึกของ Fred Espenak of NASA Goddard Space Flight Center จาก http://umbra.nascom.nasa.gov/eclipse/images/eclipse_images.html มาประกอบเรื่องแทน จนกว่าฉันจะหาสไลด์ชุดนั้นเจอ

๒. งานเก็บเกี่ยวในทุ่งนายังคงซ้ำซากมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ หลังปีใหม่เพียงสองวัน กระทั่งถึงวันนี้(๒๖ มกราคม ๒๕๕๒) แม้กระทั่งวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน เราไม่เกินสามคนยังขลุกอยู่กับคมเคียว ฟ่อนข้าว และลำพวนที่แสนคายคัน

null

ข้าวในทุ่งปีนี้แม้จะมีคนทำหลายกลุ่ม หลายคน ทั้งมือใหม่และมือเก่า รวมไปถึงมือเก่ามาเล่ากันใหม่ช่วยกันรื้อฟื้นไถทำที่นารกร้างโดยการขอเช่า(แบ่งข้าวแทนค่าเช่า)จากเจ้าของนา แต่อุปสรรคของนาข้าวในยุคที่พื้นที่ทำนาเหลือเพียงกระจุกเดียวรวมๆ แล้วไม่ถึงยี่สิบไร่จากพื้นที่นาดั้งเดิมกว่าพันไร่นั้นยากกว่าในยุคโน้นมากมาย หลังจากฝนแรกในเดือนหก จากนั้นก็ทิ้งช่วงเรื่อยมาเกือบสามเดือน เราเริ่มไถทำกันล่าช้ากว่าปกติ ทั้งพันธุ์ข้าวและช่วงเวลาอันไม่เหมาะสมจึงผิดพลาดต่อเนื่องกันมา เจอทั้งฝนหนักน้ำท่วมขณะที่เราเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในตมเลน

ไม่ทันข้าวจะแตกกอนาของเราเจอมรสุมหนัก น้ำท่วมจนติดโรคราสนิมกันแทบทุกแปลง จากนั้นฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกครั้ง กระทั่งถึงวันที่ข้าวตั้งท้อง และสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีทองเกือบทั้งทุ่ง

ผลผลิตไม่ดี ข้าวพันธุ์แนะนำจากกรมการข้าวจึงต้นเตี้ยเพียงครึ่งของต้นที่สมบูรณ์ที่สุด บางต้นสูงเพียงคืบเดียวยังอุตส่าห์ออกรวงให้คนในนามองด้วยสายตาสงสาร

โถ…ยังอุตส่าห์ออกรวง

ช่วงไหนน้ำในนาเริ่มแห้ง ช่วงนั้นหนูเริ่มระบาดหนัก กัดกินต้นอ่อนเป็นลาน เป็นหย่อม ที่สุกก็สุกไป ที่แตกกอออกใหม่จึงยังเขียว บางกอเพิ่งตั้งท้อง วุ่นวายคนเก็บเกี่ยว เพราะความไม่สม่ำเสมอของรวงข้าว

จากการก้มเกี่ยวจึงกลายเป็นคนนั่งเกี่ยวข้าวแทน สบายไป…ไม่ต้องปวดหลัง(แต่มาปวดเข่าแทน)

เมื่อฟ่อนข้าวสั้น การมัดฟ่อนเพื่อการฟาดนวดจึงยาก ทุกกระบวนการจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค

แม้จะเป็นกระบวนการแทบจะสุดท้ายของการปลูกข้าวเพื่อกินเอง ก็ไม่วายจนบ่น…เบื่อ!!!

กลับจากนาทุกวันตอนเย็น จึงเอนหลังพักผ่อน แทบไม่อยากทำอะไรอีก นั่นสำหรับคนที่พร้อมทั้งคนในบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

แต่สำหรับฉัน,ยังมีงานบ้านซึ่งต้องทำเองอีกร้อยแปดอย่าง แทบไม่มีเวลาหยุดพัก เลยหลงลืมเวลาสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งกำลังจะผ่านเลยไปหากไม่มีโทรศัพท์จากน้องชายซึ่งกำลังเดินทางมาบอกว่า “วันนี้มีสุริยุปราคาใช่ไหม?” 

ใช่..ฉันลืมไปแล้ว เหลือบตาดูเวลา ยังทัน เพิ่งสี่โมงเย็นนิดๆ แสงข้างนอกยังแรง รีบค้นกล่องเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพหาฟิลเตอร์ ND คู่เก่าที่เคยใช้เมื่อปี 2538 เตรียมกล้องดิจิตอลซึ่งอยู่ในสภาพพังแหล่มิพังแหล่ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้องวางกางที่นอกชาน

 

หยิบฟิล์มเอ็กเรย์เก่าออกมาส่องดู

ภาพตรงหน้าเหมือนความหลังวิ่งเข้าชน….

ฉันตื่นเต้นอีกแล้ว แม้จะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งนานๆจะเกิดซักครั้ง แต่เมื่อมาเกิดในยุคที่ตัวเองได้เคยสัมผัสมาก่อนจึงแอบดีใจเล็กๆ ว่าแม้เวลาล่วงเลยผ่านพ้น แต่การกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยาน ท่องภู เที่ยวถ้ำ ปีนหน้าผา ดำน้ำลึก เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ชีวิตแบบนี้อาจหาโอกาสมองดวงอาทิตย์ดับได้ยากยิ่ง

แม้จะดับเพียงครึ่ง แต่เป็นครึ่งหนึ่งที่เพียงก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านแห่งวัยเยาว์ ภาพในคลองจักษุก็เปลี่ยนแล้ว

ในหมู่บ้านเริ่มมีเสียงพลุ เสียงปืน เสียงประทัดตอกย้ำความเชื่อเก่าๆ เรื่องเป็นสูรย์ เป็นจันทร์ ว่าจะต้องปลุกต้นหมากรากไม้มาช่วยโดยการส่งเสียงดัง เสียงเคาะ ฯลฯ

ฉันเดินท่อมๆ อยู่กลางถนนลูกรังซึ่งตัดผ่านสวนขี้คร้านออกไปยังถนนอีกสายเพื่อหาคนอื่นๆ มาร่วมดู ตั้งแต่ชาวบ้าน เด็กน้อย และเพื่อนสนิท พูดคุยโขมงโฉงเฉงริมถนนสลับกับการบันทึกภาพ จนกระทั่งการ์ดบันทึกความจำของกล้องเต็ม

ประจวบกับเป็นช่วงที่สุดท้ายที่พระจันทร์จรออกไปทางด้านบนของพระอาทิตย์

น่าแปลก…สัมผัสแรกของปรากฏการณ์ในครั้งโน้นและสัมผัสสุดท้ายของปรากฏการณ์ในครั้งนี้เป็นด้านบนของพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน

อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ ปุ่มกดเลือกเมนูระบบแมนนวลของกล้องดิจิตอลตัวจ้อยซึ่งใช้งานไม่ได้อยู่หลายเดือน วันนี้กลับใช้งานได้ปรกติดี

สุดท้าย..ขอบคุณ  Fred Espenak (ซึ่งผมไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเลย)of  NASA Goddard Space Flight Center สำหรับภาพประกอบ 2 ภาพ

………..ถวิลวัน…………

20/01/2009 19:50
Posted by sailomloy in Blog

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ให้ความหลังกลืนกลบ
ให้ดอกไม้ร่วงโรยริมทาง,ธรรมชาติ
ให้หยาดน้ำตาเหือดแห้ง
ให้เกือกม้าคู่สุดท้ายกลายสภาพเป็นเครื่องประดับฝาผนัง
ให้สาบกลิ่นขื่นคาวคือความหอมหวานอันจางหาย
ค่อย ค่อย จางหาย

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
การเยียวยาซึ่งไร้ค่า
บาดแผลไม่เคยสมาน
กลับขีดกรีดให้เลือดกลืนกลบรอยเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ดอกไม้ในสัญญ์ยังตรา
รอยจูบครั้งสุดท้ายข้ามฝั่งโพ้นมหาสมุทร,ไกล
ความทรงจำหมาดหม้าง – คาวขม
ใครเลยจักเอื้อนวจีแห่งการจากพรากได้สนิท
ใกล้คือห่าง
ไกลคือไกลยิ่งขึ้น

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
โลกอันแห้งแล้งในเงาสลัว
สีเดียวทาบทา
อิจฉาแม้เวลาซึ่งผันไปอย่างสุขเขษมของบางใคร
ไม่ยินแม้ภาพในหางตา
ไม่ยลแม้สำเนียงกรอกโสต – แผ่วโหย
ใช่,ไม่เคยปฏิเสธ…หางตานั้นประดับแก้วแห่งหยาด
สะท้อนแสงโศก
ลด,ตรึง,นอบ,ปีติ,อ่อนไหว ฯลฯ
เพราะจริงยิ่งกว่าจริงพล่านอยู่ในมโน

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
วิญญ์ตนไม่เคยไปไหน
วนเวียนอยู่ใกล้หลุมศพอาชาตัวสุดท้าย
ที่เขารักยิ่งกว่าปืนเกรอะสนิมในซองหนังอาบหม่นราเปียกชื้น
ยิ่งกว่าชุดจอมปลอมที่เขาสวมใส่
ยิ่งกว่าจิตวิญญาณลอกเลียน

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
เปล่าเปลืองถ้อยเพ้อเจ้อสาไถย
ความจริงที่ซ่อนอยู่ในลึก
ปลายทางเท่านั้นที่รู้
ว่าความสมบูรณ์แบบไม่เคยมี
เขารู้,แม้กระทั่งตัวตนที่เคยยึดถือ
ว่าแท้แล้วไม่เคยมี
………ไม่เคยมี

 

 

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ความไม่มีคือไม่มี
ตลอดกาลฯ

 

 

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

 

 

เขียนให้ตัวเองในวันคล้ายวัน คืนคล้ายคืน

กลางทุ่งรวงทองในฤดูเก็บเกี่ยว

กลางมกราคม ๒๕๕๒  

…….เพกาในเดือนธันวาคม……..

09/01/2009 13:11
Posted by sailomloy in Blog

ลมหนาวเดือนธันวา พัดพาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาเยือนสวนขี้คร้าน ยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกขาวเรี่ยยอดไม้ ยอดหญ้า บนผิวน้ำ อ้อยอิ่ง เชื่องช้า

ใบไม้ใบหญ้าในสวนอาบอวลด้วยหยดน้ำค้าง เมื่อแดดเช้าสาดพรม แต่ละหยดก็วาววาม

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ฝนตกหนักและน้ำท่วม ยามนี้กลับแห้งแล้งจนไม้พื้นบ้านอย่างเงาะบ้าน ทุเรียน ลางสาด สะตอ กระท้อน ปลิดขั้วใบหล่นคลุมโคนต้น กรอบเกรียม แห้งแล้งเกินจินตนา

ขณะเดียวกับที่ทางใต้ฝนตก น้ำท่วม โลกกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคสมัยที่ตำราดูลมดูฟ้าอาจต้องเขียนขึ้นใหม่ โดยผนวกตัวแปรที่หลากหลายเข้าไป นี่คือความผิดเพี้ยนหรือปรกติโลก? 

เดือนสามอาจไม่มีน้ำท่วม ลมว่าวอาจไม่มาตามจังหวะที่ควรเป็น การเพาะปลูกของชนชั้นกสิกรรมอาจต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น นั่นหมายถึงหากหลงอยู่ในวงแห่งการซื้อขาย ชีวิตอาจต้องแขวนจำนำไว้ในร้านขายอุปกรณ์ช่วย(ปุ๋ย,ยา ฯลฯ)

ทันทีที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนในเดือนสุดท้ายของสมมติปี ๒๕๕๑ ข้ามปียังแห้งแล้ง ฝักเพกาในสวนเริ่มแก่ ลำต้นอวบอ้วนด้วยเปลือกหนาสีเปลือกไข่สะสมพลังงานไว้รอแล้ง ใบที่เคยร่มครึ้มก็ทิ้งกิ่งทิ้งก้านร่วงเกลื่อนโคนต้น

วันหนึ่ง ฝักยาวรูปรีซึ่งประกอบด้วยสองฝาประกอบกันเป็นโค้ง ด้านในของฝาคือผลเล็กๆ บางๆ สีขาวเงินเบียดกันแน่นอย่างเป็นระเบียบ ถึงเวลาปริแตก ปล่อยผลมีปีกให้โบยบินไปตามสายลมกรูเกรียว 

ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง คุณเคยเห็นผลเพกาบินไหม ความจริงน่าจะเรียกร่อน เพราะแลดูงดงามและตรงกับกิริยาอาการของพวกเด็กๆ ใส่เสื้อสีขาวเหล่านั้นมากกว่า

ใช่..ผมมองเห็นเป็นกลุ่มของเด็กๆ ที่กรูกันออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นที่ไหนสักแห่งริมหน้าผาอันสูงชัน แผ่นดินสีเขียวปูพรมรองรับไว้แล้วเบื้องล่าง พวกเขาพากันมายืนออที่ริมหน้าผา จากนั้นเมื่อสายลมพริ้ว ทั้งหมดจึงโบยบิน,เดินทาง

ร่อนถลาเป็นวง วง ก่อนจะสัมผัสพื้น เด็กมีปีกเปลี่ยนจากร่อนเป็นโฉบซ้ายขวา เหมือนไกวเปลด้านข้าง เหมือนคลื่นเล็กๆ ทะเลสงบลม ซ้ายขวา ถี่ขึ้น ก่อนจะแปะลงบนใบไม้แห้งเบื้องล่าง

 

ผลเพการ่วงเมื่อลมแรง ธรรมชาติจัดให้อย่างเหมาะเจาะดีแล้ว 

จากต้นสูงสู่แผ่นดินใหม่เพื่อเติบโต หยั่งราก กลายร่างจากเด็กน้อยมีปีกเป็นต้นไม้สูงใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อสร้างเด็กน้อยมีปีกรุ่นถัดไป และถัดไป

ไปไหม?….เดินเข้าไปในสวน ลุยใบไม้แห้งที่ส่งเสียงกราวๆ ด้วยกัน สอดส่ายสายตาไปยังความแห้งแล้ง ซึ่งทับถมด้วยใบไม้สีน้ำตาล สีแดงแก่ สีเทา สีปูน แทบจะไม่มีสีเขียวให้สายตารื่น  เด็กน้อยมีปีกสีขาวเงิน นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น สว่างโพลน เงียบเชียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว

ค่อยๆ หยิบขึ้นมาเพ่งมองใกล้ย้อนแสง เห็นเส้นใยที่สานกันประดุจงานศิลป์ชั้นสูง ห่อหุ้มเมล็ดรูปหัวใจอ้วนๆ ไว้ตรงกลาง เหมือนหัวใจติดปีก

งดงามไหมเล่า?

ใช่ใครจะสามารถปีนต้นเพกาเนื้ออ่อนสูงลิบลิ่วเพื่อสอยฝักอ่อนมาเป็นสินค้าได้โดยง่าย เพกาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นค่อนข้างสูง กิ่งก้านน้อย เปลือกให้สรรพคุณทางยา ฝักอ่อนรสขมเป็นอาหารสมุนไพรอย่างดี สดหรือเผา ลวก จิ้มน้ำพริก ราคาในท้องตลาดฝักละไม่ต่ำกว่าสิบบาท ยิ่งออกฝักผิดฤดูกาล ยิ่งเป็นที่ต้องการยิ่งราคาแพง

ลักษณะฝักซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนลิ้นยาวๆ มีร่องตรงกลางฝัก บางถิ่นจึงเรียกลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า ฯลฯ

หากจะเพิ่มปริมาณต้นและลดความสูง เพียงตัดต้นแก่ออกเป็นท่อนๆ นำด้านโคนฝังลงในดิน ลึกแค่ศอกในยามฝนเยือน

ดูแลรดน้ำเมื่อแล้ง ชั่วฤดูกาลก็ผลิยอดอ่อน ได้เพกาอีกหลายต้นซึ่งเตี้ย ทั้งยังสามารถทำเป็นเสารั้วกันสัตว์เลี้ยงได้อย่างประหยัดยาวนานเป็นรั้วที่มีชีวิต หากอยากให้ต้นแข็งแรงโตเร็ว มีรากแก้ว เพียงขุดต้นเล็ก ๆ ในสวน ย้ายไปปลูกในแปลงที่ต้องการ ยังทำเสาค้างให้พริกไทยเกาะเลื้อยได้อีก ประหยัดสองต่อ

วันไหนเมื่อแล้งมาเยือน ผมอาจชวนคุณๆ มานั่งดูฝักเพกาแตก ปูเสื่อนอนฟังเสียงลมจูบใบไม้ จ้องมองเด็กๆ มีปีกสีขาวเงินห่อหุ้มหัวใจอ้วนร่อนลมด้วยกัน

ดีไหม?

 

สำหรับแล้งนี้,ไม่ทันแล้วละสหายเอ๋ย 

                         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

………….ในสายลมความสุข……………

05/01/2009 20:00
Posted by sailomloy in Blog

ณ ห้วงยามนี้

เด็กน้อยจูงมือพ่อ มุ่งหน้าสู่ถนนสีฝุ่น

ซึ่งตัดผ่านทุ่งนาขณะใบข้าวเขียวระบัดลมหนาว พริ้ว พริ้ว

ใบหน้าเด็กน้อยแต้มรอยยิ้ม

พ่อยิ้มมองว่าวในมือ

ไม่ได้สวยงามเหมือนลุงเจิมช่างฝีมือในหมู่บ้าน

แต่สิ้นบุญช่าง พ่อยังทำเองได้

ขอเพียงลูกความสุข พ่อยิ่งมีความสุข

……………….

ลมพริ้ว

เด็กน้อยหัวเราะกระโดดโลดเต้น ผมเปียกวัดแกว่งไปมา

ว่าวโฟมสีขาวปีกหักหมุนติ้ว ติ้ว

พ่อหน้านิ่วคิ้วผูก,เด็กน้อยหัวร่อร่า

เด็กสุข

สีหน้าของพ่อเหมือนคนท้องผูก

………………………………….

บนถนนสีฝุ่น

ข้าวระบัดใบ

ฉันนั่งจมอยู่ในทุ่งข้าว

กำซาบความสุขซึ่งปลิวมาตามสายลมหนาว












ทันใดนั้น,ฉันยิ้ม

…………………………………………