๑. วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันคิดถึงอดีต (24 ต.ค. 2538 09.20 -12.39) เส้นทางป่าเหนือน้ำตกคลองลานขึ้นไปจนจรดเส้นทางสายคลองลาน – อุ้มผาง) เราหลายคน ทั้งพวกเรากันเองและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน เดินป่าในเส้นทางโบราณที่เต็มไปด้วยหลุมลึกในพื้นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราวสองศอกยาวเกือบสามเมตร ลึกจนมืดสนิท เดินไปสยองไปสามวันสองคืนจนทะลุเส้นทางหมายเลข 1117 ถนนลาดยางสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าบนไหล่ภู นิตยสารบางเล่มเคยเขียนถึงเส้นทางนี้ว่า เป็นเส้นทางเดินทัพเก่าจากกำแพงเพชรไปยังประเทศพม่า หลุมเรียงรายที่เห็นระหว่างเส้นทางเกิดจากการขุดหาของเก่าของชนเผ่า เพื่อนำออกมาขายนักท่องเที่ยวและนักสะสม คงไม่ต้องบอกว่าหลุมเหล่านั้นเคยใช้ประโยชน์อะไรมาก่อน เราปักหลักค้างแรมที่หน่วยย่อยพิทักษ์อุทยานฯ 1 คืน ก่อนที่จะเตรียมตัวรับตะวันดับยามสายของอีกวัน นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็น สุริยุปราคาเต็มดวงจนเกิดปรากฏการณ์วงแหวน ทั้งยังได้ถ่ายภาพด้วยตัวเอง โดยการใช้กล้องแมนน่วลโฟกัส กลไกล้วน บวกกับเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ต่อกับท่อเพิ่มทางยาวโฟกัสขนาด 2x
หลังอาหารมื้อเช้า เรานั่งริมถนน เซ็ทกล้องแหงนเลนส์ไปยังองศาที่จะเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า รอเวลา… เก้าโมงเช้ายี่สิบนาทีโดยประมาณ สัมผัสแรกจากด้านบนของดวงอาทิตย์เมื่อมองผ่านเลนส์ขณะที่เงาของดวงจันทร์เริ่มปรากฏที่โค้งแรกของดวงอาทิตย์ ผ่านฟิลเตอร์กรองแสงสองชั้น ดูเหมือนพระจันทร์ในคืนจันทรุปราคา เพียงแต่ไม่มีหุบมืดของพื้นผิวให้เห็นแค่นั้นเองยี่สิบกว่านาทีก่อนสิบเอ็ดโมง….ก่อนที่ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนหมดดวง เกิดเป็นวงแหวนเพชรขนาดมหึมาฉายโชน ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มีผู้คนนับแสนนับล้านเฝ้ามองจากแต่ละจุดบนโลก ขณะที่เราเพียงไม่กี่คนบนเส้นทางเถื่อนท่ามกลางป่าเขาอากาศพิสุทธิ์ ไม่ถึงสองนาทีหลังจากนั้น..เต็มดวง..บังมิดสนิท อาทิตย์กลายเป็นสีดำ หัวแหวนเพชรหายไปกลายเป็นสนามแม่เหล็กสีขาวฟุ้ง ปรากฏอยู่โดยรอบ ทันใดนั้นเอง……..เหมือนเสียงของความเงียบปกคลุมเหนือหุบผาแห่งนั้น บนไหล่ภูที่สายลมยามสายโชย รอบตัวมืดแบบแปลกๆ จะว่ามืดก็ไม่เชิง คล้ายแสงในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง บอกไม่ถูก บรรยายยาก ทันทีที่อาทิตย์ดับ เราเงียบ…ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง จากนั้นเสียงชัตเตอร์รัว มีบางคนเพิ่งผ่านทางมาแวะชม ยิงปืนขึ้นฟ้า บางคนตบกระเป๋าเงินตัวเองแล้วขอพร อาการแต่ละคนแตกต่าง ผมกดชัตเตอร์ไปหลายภาพก่อนที่จะเรียกเพื่อนร่วมทางให้เข้ามาดูผ่านวิวไฟเดอร์
เราสามารถมองอาทิตย์ด้บด้วยสายตาเปล่าได้ในยามที่อาทิตย์ดับสนิท แต่ทันทีที่เกิดปรากฏการณ์วงแหวนเพชรช่วงนี้เราต้องมองผ่านแผ่นฟิล์มทึบแสง น่าแปลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่มีใครจ้องมองจนสายตาพร่ามัวหรือตกหล่นขั้นตอนใดๆ ทั้งที่เป็นครั้งแรกของทุกคน เที่ยงวันกว่าๆ ฉันถ่ายภาพตามขั้นตอนสำคัญจนสไลด์หมดไปหลายม้วน (จนบัดนี้ยังหาสไลด์ที่เป็นภาพวงแหวนและคราสเต็มดวงไม่เจอ พบเพียงภาพตอนเดินป่าและสัมผัสแรกของการเกิดคราส)จึงขอนำภาพจากการบันทึกของ Fred Espenak of NASA Goddard Space Flight Center จาก http://umbra.nascom.nasa.gov/eclipse/images/eclipse_images.html มาประกอบเรื่องแทน จนกว่าฉันจะหาสไลด์ชุดนั้นเจอ ๒. งานเก็บเกี่ยวในทุ่งนายังคงซ้ำซากมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ หลังปีใหม่เพียงสองวัน กระทั่งถึงวันนี้(๒๖ มกราคม ๒๕๕๒) แม้กระทั่งวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน เราไม่เกินสามคนยังขลุกอยู่กับคมเคียว ฟ่อนข้าว และลำพวนที่แสนคายคัน
ข้าวในทุ่งปีนี้แม้จะมีคนทำหลายกลุ่ม หลายคน ทั้งมือใหม่และมือเก่า รวมไปถึงมือเก่ามาเล่ากันใหม่ช่วยกันรื้อฟื้นไถทำที่นารกร้างโดยการขอเช่า(แบ่งข้าวแทนค่าเช่า)จากเจ้าของนา แต่อุปสรรคของนาข้าวในยุคที่พื้นที่ทำนาเหลือเพียงกระจุกเดียวรวมๆ แล้วไม่ถึงยี่สิบไร่จากพื้นที่นาดั้งเดิมกว่าพันไร่นั้นยากกว่าในยุคโน้นมากมาย หลังจากฝนแรกในเดือนหก จากนั้นก็ทิ้งช่วงเรื่อยมาเกือบสามเดือน เราเริ่มไถทำกันล่าช้ากว่าปกติ ทั้งพันธุ์ข้าวและช่วงเวลาอันไม่เหมาะสมจึงผิดพลาดต่อเนื่องกันมา เจอทั้งฝนหนักน้ำท่วมขณะที่เราเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในตมเลน ไม่ทันข้าวจะแตกกอนาของเราเจอมรสุมหนัก น้ำท่วมจนติดโรคราสนิมกันแทบทุกแปลง จากนั้นฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกครั้ง กระทั่งถึงวันที่ข้าวตั้งท้อง และสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีทองเกือบทั้งทุ่ง ผลผลิตไม่ดี ข้าวพันธุ์แนะนำจากกรมการข้าวจึงต้นเตี้ยเพียงครึ่งของต้นที่สมบูรณ์ที่สุด บางต้นสูงเพียงคืบเดียวยังอุตส่าห์ออกรวงให้คนในนามองด้วยสายตาสงสาร โถ…ยังอุตส่าห์ออกรวง ช่วงไหนน้ำในนาเริ่มแห้ง ช่วงนั้นหนูเริ่มระบาดหนัก กัดกินต้นอ่อนเป็นลาน เป็นหย่อม ที่สุกก็สุกไป ที่แตกกอออกใหม่จึงยังเขียว บางกอเพิ่งตั้งท้อง วุ่นวายคนเก็บเกี่ยว เพราะความไม่สม่ำเสมอของรวงข้าว จากการก้มเกี่ยวจึงกลายเป็นคนนั่งเกี่ยวข้าวแทน สบายไป…ไม่ต้องปวดหลัง(แต่มาปวดเข่าแทน) เมื่อฟ่อนข้าวสั้น การมัดฟ่อนเพื่อการฟาดนวดจึงยาก ทุกกระบวนการจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค แม้จะเป็นกระบวนการแทบจะสุดท้ายของการปลูกข้าวเพื่อกินเอง ก็ไม่วายจนบ่น…เบื่อ!!! กลับจากนาทุกวันตอนเย็น จึงเอนหลังพักผ่อน แทบไม่อยากทำอะไรอีก นั่นสำหรับคนที่พร้อมทั้งคนในบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่สำหรับฉัน,ยังมีงานบ้านซึ่งต้องทำเองอีกร้อยแปดอย่าง แทบไม่มีเวลาหยุดพัก เลยหลงลืมเวลาสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งกำลังจะผ่านเลยไปหากไม่มีโทรศัพท์จากน้องชายซึ่งกำลังเดินทางมาบอกว่า “วันนี้มีสุริยุปราคาใช่ไหม?” ใช่..ฉันลืมไปแล้ว เหลือบตาดูเวลา ยังทัน เพิ่งสี่โมงเย็นนิดๆ แสงข้างนอกยังแรง รีบค้นกล่องเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพหาฟิลเตอร์ ND คู่เก่าที่เคยใช้เมื่อปี 2538 เตรียมกล้องดิจิตอลซึ่งอยู่ในสภาพพังแหล่มิพังแหล่ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้องวางกางที่นอกชาน หยิบฟิล์มเอ็กเรย์เก่าออกมาส่องดู ภาพตรงหน้าเหมือนความหลังวิ่งเข้าชน…. ฉันตื่นเต้นอีกแล้ว แม้จะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งนานๆจะเกิดซักครั้ง แต่เมื่อมาเกิดในยุคที่ตัวเองได้เคยสัมผัสมาก่อนจึงแอบดีใจเล็กๆ ว่าแม้เวลาล่วงเลยผ่านพ้น แต่การกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยาน ท่องภู เที่ยวถ้ำ ปีนหน้าผา ดำน้ำลึก เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ชีวิตแบบนี้อาจหาโอกาสมองดวงอาทิตย์ดับได้ยากยิ่ง แม้จะดับเพียงครึ่ง แต่เป็นครึ่งหนึ่งที่เพียงก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านแห่งวัยเยาว์ ภาพในคลองจักษุก็เปลี่ยนแล้ว ในหมู่บ้านเริ่มมีเสียงพลุ เสียงปืน เสียงประทัดตอกย้ำความเชื่อเก่าๆ เรื่องเป็นสูรย์ เป็นจันทร์ ว่าจะต้องปลุกต้นหมากรากไม้มาช่วยโดยการส่งเสียงดัง เสียงเคาะ ฯลฯ ฉันเดินท่อมๆ อยู่กลางถนนลูกรังซึ่งตัดผ่านสวนขี้คร้านออกไปยังถนนอีกสายเพื่อหาคนอื่นๆ มาร่วมดู ตั้งแต่ชาวบ้าน เด็กน้อย และเพื่อนสนิท พูดคุยโขมงโฉงเฉงริมถนนสลับกับการบันทึกภาพ จนกระทั่งการ์ดบันทึกความจำของกล้องเต็ม ประจวบกับเป็นช่วงที่สุดท้ายที่พระจันทร์จรออกไปทางด้านบนของพระอาทิตย์
น่าแปลก…สัมผัสแรกของปรากฏการณ์ในครั้งโน้นและสัมผัสสุดท้ายของปรากฏการณ์ในครั้งนี้เป็นด้านบนของพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ ปุ่มกดเลือกเมนูระบบแมนนวลของกล้องดิจิตอลตัวจ้อยซึ่งใช้งานไม่ได้อยู่หลายเดือน วันนี้กลับใช้งานได้ปรกติดี สุดท้าย..ขอบคุณ Fred Espenak (ซึ่งผมไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเลย)of NASA Goddard Space Flight Center สำหรับภาพประกอบ 2 ภาพ |
………บางวันที่ตาวันเป็นสูรย์………
………..ถวิลวัน…………

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ให้ความหลังกลืนกลบ
ให้ดอกไม้ร่วงโรยริมทาง,ธรรมชาติ
ให้หยาดน้ำตาเหือดแห้ง
ให้เกือกม้าคู่สุดท้ายกลายสภาพเป็นเครื่องประดับฝาผนัง
ให้สาบกลิ่นขื่นคาวคือความหอมหวานอันจางหาย
ค่อย ค่อย จางหาย
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
การเยียวยาซึ่งไร้ค่า
บาดแผลไม่เคยสมาน
กลับขีดกรีดให้เลือดกลืนกลบรอยเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ดอกไม้ในสัญญ์ยังตรา
รอยจูบครั้งสุดท้ายข้ามฝั่งโพ้นมหาสมุทร,ไกล
ความทรงจำหมาดหม้าง – คาวขม
ใครเลยจักเอื้อนวจีแห่งการจากพรากได้สนิท
ใกล้คือห่าง
ไกลคือไกลยิ่งขึ้น
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
โลกอันแห้งแล้งในเงาสลัว
สีเดียวทาบทา
อิจฉาแม้เวลาซึ่งผันไปอย่างสุขเขษมของบางใคร
ไม่ยินแม้ภาพในหางตา
ไม่ยลแม้สำเนียงกรอกโสต – แผ่วโหย
ใช่,ไม่เคยปฏิเสธ…หางตานั้นประดับแก้วแห่งหยาด
สะท้อนแสงโศก
ลด,ตรึง,นอบ,ปีติ,อ่อนไหว ฯลฯ
เพราะจริงยิ่งกว่าจริงพล่านอยู่ในมโน
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
วิญญ์ตนไม่เคยไปไหน
วนเวียนอยู่ใกล้หลุมศพอาชาตัวสุดท้าย
ที่เขารักยิ่งกว่าปืนเกรอะสนิมในซองหนังอาบหม่นราเปียกชื้น
ยิ่งกว่าชุดจอมปลอมที่เขาสวมใส่
ยิ่งกว่าจิตวิญญาณลอกเลียน
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
เปล่าเปลืองถ้อยเพ้อเจ้อสาไถย
ความจริงที่ซ่อนอยู่ในลึก
ปลายทางเท่านั้นที่รู้
ว่าความสมบูรณ์แบบไม่เคยมี
เขารู้,แม้กระทั่งตัวตนที่เคยยึดถือ
ว่าแท้แล้วไม่เคยมี
………ไม่เคยมี
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ความไม่มีคือไม่มี
ตลอดกาลฯ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เขียนให้ตัวเองในวันคล้ายวัน คืนคล้ายคืน
กลางทุ่งรวงทองในฤดูเก็บเกี่ยว
กลางมกราคม ๒๕๕๒
…….เพกาในเดือนธันวาคม……..
ลมหนาวเดือนธันวา พัดพาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาเยือนสวนขี้คร้าน ยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกขาวเรี่ยยอดไม้ ยอดหญ้า บนผิวน้ำ อ้อยอิ่ง เชื่องช้า ใบไม้ใบหญ้าในสวนอาบอวลด้วยหยดน้ำค้าง เมื่อแดดเช้าสาดพรม แต่ละหยดก็วาววาม ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ฝนตกหนักและน้ำท่วม ยามนี้กลับแห้งแล้งจนไม้พื้นบ้านอย่างเงาะบ้าน ทุเรียน ลางสาด สะตอ กระท้อน ปลิดขั้วใบหล่นคลุมโคนต้น กรอบเกรียม แห้งแล้งเกินจินตนา ขณะเดียวกับที่ทางใต้ฝนตก น้ำท่วม โลกกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคสมัยที่ตำราดูลมดูฟ้าอาจต้องเขียนขึ้นใหม่ โดยผนวกตัวแปรที่หลากหลายเข้าไป นี่คือความผิดเพี้ยนหรือปรกติโลก?
เดือนสามอาจไม่มีน้ำท่วม ลมว่าวอาจไม่มาตามจังหวะที่ควรเป็น การเพาะปลูกของชนชั้นกสิกรรมอาจต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น นั่นหมายถึงหากหลงอยู่ในวงแห่งการซื้อขาย ชีวิตอาจต้องแขวนจำนำไว้ในร้านขายอุปกรณ์ช่วย(ปุ๋ย,ยา ฯลฯ) ทันทีที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนในเดือนสุดท้ายของสมมติปี ๒๕๕๑ ข้ามปียังแห้งแล้ง ฝักเพกาในสวนเริ่มแก่ ลำต้นอวบอ้วนด้วยเปลือกหนาสีเปลือกไข่สะสมพลังงานไว้รอแล้ง ใบที่เคยร่มครึ้มก็ทิ้งกิ่งทิ้งก้านร่วงเกลื่อนโคนต้น วันหนึ่ง ฝักยาวรูปรีซึ่งประกอบด้วยสองฝาประกอบกันเป็นโค้ง ด้านในของฝาคือผลเล็กๆ บางๆ สีขาวเงินเบียดกันแน่นอย่างเป็นระเบียบ ถึงเวลาปริแตก ปล่อยผลมีปีกให้โบยบินไปตามสายลมกรูเกรียว ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง คุณเคยเห็นผลเพกาบินไหม ความจริงน่าจะเรียกร่อน เพราะแลดูงดงามและตรงกับกิริยาอาการของพวกเด็กๆ ใส่เสื้อสีขาวเหล่านั้นมากกว่า ใช่..ผมมองเห็นเป็นกลุ่มของเด็กๆ ที่กรูกันออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นที่ไหนสักแห่งริมหน้าผาอันสูงชัน แผ่นดินสีเขียวปูพรมรองรับไว้แล้วเบื้องล่าง พวกเขาพากันมายืนออที่ริมหน้าผา จากนั้นเมื่อสายลมพริ้ว ทั้งหมดจึงโบยบิน,เดินทาง ร่อนถลาเป็นวง วง ก่อนจะสัมผัสพื้น เด็กมีปีกเปลี่ยนจากร่อนเป็นโฉบซ้ายขวา เหมือนไกวเปลด้านข้าง เหมือนคลื่นเล็กๆ ทะเลสงบลม ซ้ายขวา ถี่ขึ้น ก่อนจะแปะลงบนใบไม้แห้งเบื้องล่าง
ผลเพการ่วงเมื่อลมแรง ธรรมชาติจัดให้อย่างเหมาะเจาะดีแล้ว จากต้นสูงสู่แผ่นดินใหม่เพื่อเติบโต หยั่งราก กลายร่างจากเด็กน้อยมีปีกเป็นต้นไม้สูงใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อสร้างเด็กน้อยมีปีกรุ่นถัดไป และถัดไป ไปไหม?….เดินเข้าไปในสวน ลุยใบไม้แห้งที่ส่งเสียงกราวๆ ด้วยกัน สอดส่ายสายตาไปยังความแห้งแล้ง ซึ่งทับถมด้วยใบไม้สีน้ำตาล สีแดงแก่ สีเทา สีปูน แทบจะไม่มีสีเขียวให้สายตารื่น เด็กน้อยมีปีกสีขาวเงิน นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น สว่างโพลน เงียบเชียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ค่อยๆ หยิบขึ้นมาเพ่งมองใกล้ย้อนแสง เห็นเส้นใยที่สานกันประดุจงานศิลป์ชั้นสูง ห่อหุ้มเมล็ดรูปหัวใจอ้วนๆ ไว้ตรงกลาง เหมือนหัวใจติดปีก งดงามไหมเล่า?
ใช่ใครจะสามารถปีนต้นเพกาเนื้ออ่อนสูงลิบลิ่วเพื่อสอยฝักอ่อนมาเป็นสินค้าได้โดยง่าย เพกาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นค่อนข้างสูง กิ่งก้านน้อย เปลือกให้สรรพคุณทางยา ฝักอ่อนรสขมเป็นอาหารสมุนไพรอย่างดี สดหรือเผา ลวก จิ้มน้ำพริก ราคาในท้องตลาดฝักละไม่ต่ำกว่าสิบบาท ยิ่งออกฝักผิดฤดูกาล ยิ่งเป็นที่ต้องการยิ่งราคาแพง ลักษณะฝักซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนลิ้นยาวๆ มีร่องตรงกลางฝัก บางถิ่นจึงเรียกลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า ฯลฯ หากจะเพิ่มปริมาณต้นและลดความสูง เพียงตัดต้นแก่ออกเป็นท่อนๆ นำด้านโคนฝังลงในดิน ลึกแค่ศอกในยามฝนเยือน ดูแลรดน้ำเมื่อแล้ง ชั่วฤดูกาลก็ผลิยอดอ่อน ได้เพกาอีกหลายต้นซึ่งเตี้ย ทั้งยังสามารถทำเป็นเสารั้วกันสัตว์เลี้ยงได้อย่างประหยัดยาวนานเป็นรั้วที่มีชีวิต หากอยากให้ต้นแข็งแรงโตเร็ว มีรากแก้ว เพียงขุดต้นเล็ก ๆ ในสวน ย้ายไปปลูกในแปลงที่ต้องการ ยังทำเสาค้างให้พริกไทยเกาะเลื้อยได้อีก ประหยัดสองต่อ วันไหนเมื่อแล้งมาเยือน ผมอาจชวนคุณๆ มานั่งดูฝักเพกาแตก ปูเสื่อนอนฟังเสียงลมจูบใบไม้ จ้องมองเด็กๆ มีปีกสีขาวเงินห่อหุ้มหัวใจอ้วนร่อนลมด้วยกัน ดีไหม? สำหรับแล้งนี้,ไม่ทันแล้วละสหายเอ๋ย ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ |
………….ในสายลมความสุข……………
ณ ห้วงยามนี้ เด็กน้อยจูงมือพ่อ มุ่งหน้าสู่ถนนสีฝุ่น ซึ่งตัดผ่านทุ่งนาขณะใบข้าวเขียวระบัดลมหนาว พริ้ว พริ้ว ใบหน้าเด็กน้อยแต้มรอยยิ้ม พ่อยิ้มมองว่าวในมือ ไม่ได้สวยงามเหมือนลุงเจิมช่างฝีมือในหมู่บ้าน แต่สิ้นบุญช่าง พ่อยังทำเองได้ ขอเพียงลูกความสุข พ่อยิ่งมีความสุข ………………. ลมพริ้ว เด็กน้อยหัวเราะกระโดดโลดเต้น ผมเปียกวัดแกว่งไปมา ว่าวโฟมสีขาวปีกหักหมุนติ้ว ติ้ว พ่อหน้านิ่วคิ้วผูก,เด็กน้อยหัวร่อร่า เด็กสุข สีหน้าของพ่อเหมือนคนท้องผูก …………………………………. บนถนนสีฝุ่น ข้าวระบัดใบ ฉันนั่งจมอยู่ในทุ่งข้าว กำซาบความสุขซึ่งปลิวมาตามสายลมหนาว ทันใดนั้น,ฉันยิ้ม ………………………………………… |






