ลมหนาว ในปี ๒๕๕๑ เพิ่งเข้ามาเยือนสวนขี้คร้านเมื่อปลายตุลาคม จรดต้นพฤศจิกายน เหยี่ยวอพยพบนท้องฟ้ายังคงเดินทาง บางวันหนาตาจนนับได้มากกว่าสองร้อยตัวต่อฝูง อากาศช่วงนี้กำลังดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆขาวเกาะตัวกันเป็นกลุ่มลอยเอื่อย จากตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ สายลมทิศนี้อาจเป็นช่วงสุดท้ายก่อนมรสุมจะมาอีกครั้ง กระแสลมที่พัดผิดทิศทางในช่วงฤดูที่ควรจะเป็น กลายเป็นอุปสรรคของนักเดินทาง ผู้ซึ่งใช้ลมเป็นเครื่องนำทางและผ่อนแรง เหยี่ยวกลุ่มนั้นจึงบนวนซ้ำไปมาอยู่กับที่เหมือนรออีกกลุ่มซึ่งบินวนแบบเดียวกันเข้ามาสมทบอย่างช้า ช้า ผมยืนดูฉากนั้นนานสองนาน กระทั่งเหยี่ยวกลุ่มใหญ่กระพรือปีกบินลับขอบฟ้าไปทางทิศใต้ วันนั้นเป็นวันที่ผมกำลังขนไม้เสม็ดจากสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งห่างออกมาจากสวนขี้คร้านประมาณสองกิโลเมตร ต้นเสม็ดเหล่านี้ปลูกขึ้นมาจากโครงการปลูกต้นไม้ในที่นาร้างซึ่งถูกปรับสภาพเป็นสวนท้องร่อง รุ่นต่อรุ่นไม้เหล่านี้ถูกตัดใช้งานและขายไป จนกระทั่งมีการปลูกปาล์มน้ำมันขึ้น ต้นเสม็ดในปีนี้จึงถูกโค่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ในท่องร่องที่ตื้นเขิน มีกองต้นเสม็ดสุมรวมกันระเกะระกะ บางต้นขนาดเพียงข้อแขน แต่บางต้นโตเกือบเท่าต้นมะพร้าว ขณะที่การหารายได้เข้าบ้านเพื่อเลี้ยงชีพของผมกำลังเข้าตาจน จากอาชีพรับจ้างทั่วไปทั้งงานศิลปะและงานออกแรง ออกเหงื่อ กลายเป็นอาชีพเผาถ่านขาย เศษไม้เพียงเล็กน้อยที่ถูกทิ้งขว้างคือค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า และ ฯลฯ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยคนเคยชิน กระทั่งในยุคนี้..กลายเป็นยุคที่ขาดพร่อง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยหาได้ง่ายดายด้วยเรี่ยวแรงและมิตรจิต กลับต้องอาศัยเงินซื้อหาเพื่อใช้งานและดำรงชีพแทบทุกอย่าง ช่องทางในการดำรงชีพตามสัญชาตญาณในยุคดิจิตอลแม้จะค่อนข้างยากลำบาก แต่หากมองเห็นคุณค่าของสิ่งทิ้งขว้าง เพื่อนำมาปรับใช้กับวิชาชีพที่เคยมี หรือแม้แต่การฝึกปรือขึ้นภายหลัง ทำให้มุมมองที่คิดว่ายากกลับง่ายดายเกินคาดเพราะเพียงแค่รายได้ต่อวัน วันละร้อยสองร้อยบาท ผมสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างสบาย …เชื่อไหม? ผมเอ่ยปากขอต้นเสม็ดจากเจ้าของสวน เพื่อนำไม้เหล่านี้มาสร้างอาคารเตาเผาถ่าน โรงเรือนเลี้ยงม้า เก็บปุ๋ยคอก และศาลาพักผ่อนในสวนเท่าที่มีเรี่ยวแรงขนได้ ที่เหลือจากนั้นกลายเป็นฟืนเผาถ่าน แปลงเศษไม้ที่รอวันผุเปื่อยเป็นเงินเลี้ยงชีวิต คนๆ เดียวสามารถทำโน่นทำนี่ได้อย่างสนุกสนานในขณะที่เวลาหมุนไปแต่ละวัน อย่างรวดเร็วจนลืมวันลืมคืน กลางวันงานหนัก กลางคืนร่ำเรียนเสาะหาความรู้จากเครือข่ายที่เชื่อมโยงได้ทั่วโลก ตกกลางวันอีกวันจึงนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ นี่นับเป็นความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในยุคนี้ที่น้อยคนจะมีโอกาส ยามเช้าของวันหนึ่ง เป็นวันแดดอุ่นฉายโชนอาบคาคบของต้นสะตอสูงลิบ เสียงของนกขมิ้นร้องผสานกับนกโพระดกและนกแซงแซวกลายเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้คนในผ้านวมอุ่นสลัดความง่วงงุนอุ่นสบาย มารับลมหนาวและแดดอุ่นอย่างกระฉับกระเฉง เปิดบานหน้าต่างทางทิศตะวันออกแล้วแหงนหน้ามองไปทางนั้น ภาพที่เห็นจากระยะไกลเป็นนกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่นกขมิ้นหรือโพระดกต้นเสียง เพราะหงอนเล็กๆ สีดำบนหัว ลายขาวพาดหน้าอก ปีกแซมลวดลายขาวดำสลับซ้อน
ใช่…. นานมาแล้ว…สมัยที่ผมยังเป็นละอ่อน พิศมัยการเดินทางมากกว่าการเข้าไปนั่งฟังเพลงในผับหรูกลางกรุง เราหลายคนพบตัวเองอยู่กลางหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะยาวใหญ่ พังงา เพื่อนต่างวัยของเราบนเกาะให้การต้อนรับเหมือนลูกหลาน ถึงกับหยุดกิจกรรมทำมาหากินตามปกติมาพาพวกเราเยี่ยมเกาะนั้นเกาะนี้ทั้งวัน บนเกาะในยุคนั้น หากแหงนมองขึ้นไปยังคาคบต้นไม้สูงลิบมีนกขุนทองเกาะตามกิ่งก้านต้นไม้นั่นพราวไปทั่ว ชุกชุมจนอดแปลกใจไม่ได้ว่า นี่คือป่าดงดิบหรือหมู่บ้านซึ่งผู้คนพลุกพล่าน? คนบนเกาะไม่ได้ยากไร้จนต้องเสาะแสวงหานกมาเลี้ยงบำเรอท้องหรือขายไปเพื่อเลี้ยงครอบครัว นกป่าจึงอยู่ร่วมกันกับผู้คนบนเกาะอย่างสงบสุข ตกกลางคืนพาเพื่อนบางคนซึ่งกล้าหาญหน่อยออกไปตกหมึกตกปลา และกู้ลอบกู้อวนเพื่อนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำ ทั้งยังห่อพกใส่เป้นำกลับไปด้วยเมื่อถึงวันที่ต้องจากลา นี่นับเป็นความภาคภูมิและแสดงถึงน้ำใจของเจ้าถิ่นเมื่อมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมเยือน ด้วยความเข้าใจในความเป็นเจ้าบ้าน เจ้าถิ่น จึงพอรู้ว่าความไว้วางใจอันเกิดแต่สิ่งมีชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เมื่อมีมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งแล้ว วูบแรกแค่มองเห็นก็เข้าใจได้โดยง่าย ครับ………ทั้งเขาและเรา รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะผม,นก,และมิตรบนเกาะ 00000000000000000000000000000000 |
……….อาคันตุกะและความวางใจ………..
10/12/2008 13:01
Posted by
sailomloy in
Blog
