……..ด้วงงวงมะพร้าวโปรตีนริมสวน…….

16/12/2008 21:31
Posted by sailomloy in Blog

 

การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง นับเนื่องแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน    

ยุคนี้เป็นยุคของความเปลี่ยนแปลง เรือกสวนไร่นาแบบดั้งเดิมหดหายไป กลายเป็นสวนเชิงเดี่ยว ท้องนากลายเป็นสวนท้องร่อง

ก่อนหน้านี้ประมาณ ๑๐ ปี สวนท้องร่องคือกลุ่มของคนปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลและทำน้ำตาลปี๊บ สวนท้องร่องที่เคยเต็มไปด้วยมะพร้าวเพิ่งมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้งกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง 

ชาวสวนจ้างตัดมะพร้าวออก อาจะขายต้นหรือยอดอ่อนกลายเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของมนุษย์

กองเศษต้นและยอดอ่อนที่ยังเหลือถูกทิ้งกองไว้อย่างเดิมโดยไม่มีอะไรรบกวนไม่นานหากกลับไปที่กองเศษพวกนั้น จะได้ยินเสียงสวบสาบภายในยอดอ่อนที่กำลังจะเน่าเปื่อย แมลงบางชนิดกำลังกัดกินอยู่ข้างใน

มนุษย์รู้จักการเอาตัวรอดในยุคแรกของการก่อนกำเนิด อาจเพราะการรู้จักสังเกตรอบตัว จดจำและบอกต่อ กลายเป็นตำรับตำราให้คนรุ่นต่อมาได้ถือเป็นวิถี

ในยอดอ่อนของต้นมะพร้าวซึ่งเริ่มผุ ใช้ขวานหรือมีดพร้าตัดฉีกออกเป็นริ้วพบตัวอ่อนของด้วงชนิดหนึ่ง ขนาดกำลังอ้วนพีเพราะอาหารที่เจาะกินได้รอบตัว ปากแข็งสีน้ำตาลดำจะกัดกินเจาะชอนไชไปเรื่อยๆ พร้อมกับทิ้งเศษอาหารที่ย่อยแล้วไว้ข้างหลังเป็นการปิดทางป้องกันศัตรูไปในตัว
 

 

ด้วงงวงมะพร้าวหรือด้วงมะพร้าวจัดเป็นแมลงศัตรูพืชตระกูลปาล์มต้นมะพร้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งหากตัวอ่อนพวกนี้เจริญเติบโตกลายเป็นด้วงตัวเต็มวัย สามารถระบาดเข้าไปทำลายยอดอ่อนของมะพร้าวที่ยังยืนต้นให้ตายได้โดยการกัดกินยอดอ่อน

ธรรมชาติในยุคที่นักล่ากับเหยื่อมีความสมดุลกัน นกบางชนิดกินแมลงปีกแข็งพวกนี้เป็นอาหาร พืชที่มนุษย์ปลูกไว้เพื่อดำรงชีพคือพืชอาหารของสัตว์ในธรรมชาติเช่นกัน ความเชื่อมร้อยโยงใยเป็นเครือข่ายอาหารซึ่งมองไม่เห็นนี้ เป็นไปอย่างช้าๆ ในอดีต กระทั่งวงจรบางอย่างขาดสะบั้นรวดเร็วปัจจุบัน
 

แมลงศัตรูพืชระบาดลุกลามไปในแต่ละท้องถิ่นล้วนมีที่มาที่ไปที่สามารถสืบเสาะได้ไม่ยาก ทว่ากลับกลายเป็นภาระของหน่วยงานทางราชการที่เข้ามาจัดการเรื่องราวแนวๆ นี้ แทนที่จะเป็นไปอย่างสอดคล้องสมดุลด้วยวิธีวิถีอย่างโบราณกาล

ครับ..วิถีโบราณหลากหลายวิธีแม้จะไม่เหมาะกับยุคนี้ หากแต่บางวิธียังคงใช้ได้ตลอดกาล..

สมัยละอ่อน, ผมเดินตามพ่อต้อยๆ เข้าสวน ตรงไปยังต้นมะพร้าวเตี้ยซึ่งโดนดัดยอดไปแล้ว เหลือกาบทางปิดปลายเอาไว้กันน้ำฝน พ่อเปิดกาบทางออกแล้วก้มลงเอาหูไปฟังเสียงจากในนั้น,ผมทำตาม ได้ยินเสียงสวบสาบดังลั่นภายในต้น จากนั้นพ่อใช้ขวานค่อยเฉาะเปลือก แกะออก แล้วความสนุกสนานก็บังเกิด

 

หนอนน้อยตัวอ่อนสีเหลืองอ่อนอ้วนพีขนาดหัวแม่โป้ง เดินกระดุ๊บกระดิ๊บไปตามช่องที่ตัวเองกัดกิน

นี่คืออาหารโปรตีนชั้นยอดของคนบ้านสวนซึ่งมีทรัพยากรที่เอื้อให้เกิดหนอนพวกนี้ได้เท่าที่สามารถตัดต้นมะพร้าวหรือพืชตระกูลเดียวกันให้พวกนี้ได้มาวางไข่ สร้างตัวอ่อนและเติบโต

ทางใต้แถบสุราษฎร์ธานีตอนล่างไปจนจรดจังหวัดสตูล มีต้นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่งอกงามริมคลองน้ำจืด ให้แป้งและให้ประโยชน์อื่นๆ หลากหลาย แต่ที่สำคัญ ลำต้นสามารถนำมาเลี้ยงหนอนด้วงพวกนี้ขายเป็นล่ำเป็นสัน เพราะราคาของหนอนด้วงในยุคนี้ ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 200 บาท

แพงจนคนหัวใสบางคนคิดค้นวิธีเลี้ยงโดยให้อาหารบดจากต้นพืชชนิดอื่น เพียงนำตัวเต็มวัยมาปล่อยในโรงเรือนที่ปิดมิดชิด ให้มันวางไข่ในภาชนะที่บรรจุอาหารไว้จนเต็มจากนั้นรอคอย วิธีนี้สามารถทำรายได้ให้ผู้เลี้ยงโดยไม่ต้องโค่นต้นมะพร้าวหรือต้นสาคูอีก
 

วิธีการเปลี่ยนจากหนอนตัวอ้วนซึ่งบางคนกินสด หากจะปรุงสุกให้เป็นอาหารหรือกับแกล้ม สามารถปรุงได้ง่ายๆ โดยชุบน้ำเกลือหรือเนย เหยาะพริกไทยดำกลั้วๆ ทอดในกระทะน้ำมันร้อน รอให้ผิวนอกเหลืองเข้ม กรอบนอกนุ่มใน

แค่นั้น,อร่อยล้ำแล้ว     
 

แม้จะมีการจับตัวอ่อนของหนอนด้วงมาบริโภค แต่ดูเหมือนไม่ได้ลดปริมาณลงไปเลย เพราะยังมีแหล่งอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากมะพร้าวและสาคู ซึ่งหนอนด้วงพวกนี้สามารถเติบโตแพร่เผ่าพันธุ์ได้อีก

ไม่แปลก หากจะพบว่าในแวดวงเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมันปลูกใหม่บางแปลงในบางท้องถิ่น จะถูกกัดเจาะยอดอ่อนโดยด้วงชนิดนี้จนต้องมีการประกาศเป็นเขตระบาด



ต้นตอของการระบาดก็รู้ๆ กันอยู่ ใช่ไหม?

ครับ,การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง ตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหนอนตัวอ้วน ที่คลานกระดื๊บกระดื๊บอยู่ในยอดมะพร้าวซึ่งสามารถเชื่อมร้อยไปถึงสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต

       ………………………………………………….

……….อาคันตุกะและความวางใจ………..

10/12/2008 13:01
Posted by sailomloy in Blog

ลมหนาว ในปี ๒๕๕๑ เพิ่งเข้ามาเยือนสวนขี้คร้านเมื่อปลายตุลาคม จรดต้นพฤศจิกายน เหยี่ยวอพยพบนท้องฟ้ายังคงเดินทาง บางวันหนาตาจนนับได้มากกว่าสองร้อยตัวต่อฝูง

อากาศช่วงนี้กำลังดี  ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆขาวเกาะตัวกันเป็นกลุ่มลอยเอื่อย จากตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ สายลมทิศนี้อาจเป็นช่วงสุดท้ายก่อนมรสุมจะมาอีกครั้ง

กระแสลมที่พัดผิดทิศทางในช่วงฤดูที่ควรจะเป็น กลายเป็นอุปสรรคของนักเดินทาง ผู้ซึ่งใช้ลมเป็นเครื่องนำทางและผ่อนแรง เหยี่ยวกลุ่มนั้นจึงบนวนซ้ำไปมาอยู่กับที่เหมือนรออีกกลุ่มซึ่งบินวนแบบเดียวกันเข้ามาสมทบอย่างช้า ช้า

ผมยืนดูฉากนั้นนานสองนาน กระทั่งเหยี่ยวกลุ่มใหญ่กระพรือปีกบินลับขอบฟ้าไปทางทิศใต้

วันนั้นเป็นวันที่ผมกำลังขนไม้เสม็ดจากสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งห่างออกมาจากสวนขี้คร้านประมาณสองกิโลเมตร ต้นเสม็ดเหล่านี้ปลูกขึ้นมาจากโครงการปลูกต้นไม้ในที่นาร้างซึ่งถูกปรับสภาพเป็นสวนท้องร่อง รุ่นต่อรุ่นไม้เหล่านี้ถูกตัดใช้งานและขายไป

จนกระทั่งมีการปลูกปาล์มน้ำมันขึ้น ต้นเสม็ดในปีนี้จึงถูกโค่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ในท่องร่องที่ตื้นเขิน มีกองต้นเสม็ดสุมรวมกันระเกะระกะ บางต้นขนาดเพียงข้อแขน แต่บางต้นโตเกือบเท่าต้นมะพร้าว

ขณะที่การหารายได้เข้าบ้านเพื่อเลี้ยงชีพของผมกำลังเข้าตาจน จากอาชีพรับจ้างทั่วไปทั้งงานศิลปะและงานออกแรง ออกเหงื่อ กลายเป็นอาชีพเผาถ่านขาย เศษไม้เพียงเล็กน้อยที่ถูกทิ้งขว้างคือค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า และ ฯลฯ

หมู่บ้านเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยคนเคยชิน กระทั่งในยุคนี้..กลายเป็นยุคที่ขาดพร่อง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยหาได้ง่ายดายด้วยเรี่ยวแรงและมิตรจิต กลับต้องอาศัยเงินซื้อหาเพื่อใช้งานและดำรงชีพแทบทุกอย่าง

ช่องทางในการดำรงชีพตามสัญชาตญาณในยุคดิจิตอลแม้จะค่อนข้างยากลำบาก แต่หากมองเห็นคุณค่าของสิ่งทิ้งขว้าง เพื่อนำมาปรับใช้กับวิชาชีพที่เคยมี หรือแม้แต่การฝึกปรือขึ้นภายหลัง ทำให้มุมมองที่คิดว่ายากกลับง่ายดายเกินคาดเพราะเพียงแค่รายได้ต่อวัน วันละร้อยสองร้อยบาท ผมสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างสบาย

…เชื่อไหม?  

ผมเอ่ยปากขอต้นเสม็ดจากเจ้าของสวน เพื่อนำไม้เหล่านี้มาสร้างอาคารเตาเผาถ่าน โรงเรือนเลี้ยงม้า เก็บปุ๋ยคอก และศาลาพักผ่อนในสวนเท่าที่มีเรี่ยวแรงขนได้ ที่เหลือจากนั้นกลายเป็นฟืนเผาถ่าน แปลงเศษไม้ที่รอวันผุเปื่อยเป็นเงินเลี้ยงชีวิต
ลมหนาวทำให้คนในสวนกระฉับกระเฉงทำโน่นทำนี่อย่างไม่รู้เหน็ดหน่าย ผละจากงานประจำในนา ก็มาวนเวียนอยู่กับข้าวไร่ ต้นไม้ในสวน ทั้งที่ปลูกเพิ่มและตัดมาใช้งาน

คนๆ เดียวสามารถทำโน่นทำนี่ได้อย่างสนุกสนานในขณะที่เวลาหมุนไปแต่ละวัน อย่างรวดเร็วจนลืมวันลืมคืน กลางวันงานหนัก กลางคืนร่ำเรียนเสาะหาความรู้จากเครือข่ายที่เชื่อมโยงได้ทั่วโลก ตกกลางวันอีกวันจึงนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ นี่นับเป็นความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในยุคนี้ที่น้อยคนจะมีโอกาส

ยามเช้าของวันหนึ่ง เป็นวันแดดอุ่นฉายโชนอาบคาคบของต้นสะตอสูงลิบ เสียงของนกขมิ้นร้องผสานกับนกโพระดกและนกแซงแซวกลายเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้คนในผ้านวมอุ่นสลัดความง่วงงุนอุ่นสบาย มารับลมหนาวและแดดอุ่นอย่างกระฉับกระเฉง

เปิดบานหน้าต่างทางทิศตะวันออกแล้วแหงนหน้ามองไปทางนั้น  ภาพที่เห็นจากระยะไกลเป็นนกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่นกขมิ้นหรือโพระดกต้นเสียง เพราะหงอนเล็กๆ สีดำบนหัว ลายขาวพาดหน้าอก ปีกแซมลวดลายขาวดำสลับซ้อน

ใช่….
 
เหยี่ยวกิ้งก่าดำซึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนสวนขี้คร้านทุกปีติดต่อกันมาเกินสิบปีที่ผมจดจารบันทึกไว้ เสมือนสวนรกแห่งนี้คือบ้าน นี่นับได้ว่าเป็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกปีที่รู้ว่าสวนที่รกเรื้อแห่งนี้ถูกวางใจให้เป็นบ้านหลังที่สองของนักเดินทางแต่ละรุ่น

นานมาแล้ว…สมัยที่ผมยังเป็นละอ่อน พิศมัยการเดินทางมากกว่าการเข้าไปนั่งฟังเพลงในผับหรูกลางกรุง

เราหลายคนพบตัวเองอยู่กลางหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะยาวใหญ่ พังงา เพื่อนต่างวัยของเราบนเกาะให้การต้อนรับเหมือนลูกหลาน ถึงกับหยุดกิจกรรมทำมาหากินตามปกติมาพาพวกเราเยี่ยมเกาะนั้นเกาะนี้ทั้งวัน

บนเกาะในยุคนั้น หากแหงนมองขึ้นไปยังคาคบต้นไม้สูงลิบมีนกขุนทองเกาะตามกิ่งก้านต้นไม้นั่นพราวไปทั่ว ชุกชุมจนอดแปลกใจไม่ได้ว่า นี่คือป่าดงดิบหรือหมู่บ้านซึ่งผู้คนพลุกพล่าน?

คนบนเกาะไม่ได้ยากไร้จนต้องเสาะแสวงหานกมาเลี้ยงบำเรอท้องหรือขายไปเพื่อเลี้ยงครอบครัว นกป่าจึงอยู่ร่วมกันกับผู้คนบนเกาะอย่างสงบสุข

ตกกลางคืนพาเพื่อนบางคนซึ่งกล้าหาญหน่อยออกไปตกหมึกตกปลา และกู้ลอบกู้อวนเพื่อนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำ ทั้งยังห่อพกใส่เป้นำกลับไปด้วยเมื่อถึงวันที่ต้องจากลา  

นี่นับเป็นความภาคภูมิและแสดงถึงน้ำใจของเจ้าถิ่นเมื่อมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมเยือน

ด้วยความเข้าใจในความเป็นเจ้าบ้าน เจ้าถิ่น  จึงพอรู้ว่าความไว้วางใจอันเกิดแต่สิ่งมีชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เมื่อมีมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งแล้ว วูบแรกแค่มองเห็นก็เข้าใจได้โดยง่าย

ครับ………ทั้งเขาและเรา

รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะผม,นก,และมิตรบนเกาะ

                     00000000000000000000000000000000