…….บางสิ่งที่หายไป,บางสิ่งที่กลับมา……..

02/09/2008 19:04
Posted by sailomloy in Blog
http://i53.photobucket.com/albums/g72/sailomloy/Blog2008/BeeFly.jpg

หลายครั้งที่ผมออกจากบ้าน เพื่อสังเกตโลกภายนอก จุดหมายส่วนใหญ่อยู่ที่การออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังมีการทำนาหลงเหลืออยู่

สังคมของคนทำนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน หากนับย้อนจากปี 2550 ลงไปนับว่าน้อยลงทุกวัน เสมือนลมหายใจอันรวยรินรอวันขาดตอน แม้จะมีคนทำนาอยู่บ้างทั้งนาสวนน้ำน้อย นาลุ่ม และกลุ่มของคนทำข้าวไร่อยู่หลายกลุ่ม แต่หลายกลุ่มเหล่านั้น มีคนทำนาอยู่เพียงสองหรือสามครอบครัวเท่านั้น

พื้นเพเดิมของคนทำนาภาคใต้ตอนบนส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อขายอย่างในภาคกลาง อิสานหรือภาคเหนือ ยุคนี้มีแปลงนาที่ปลูกข้าวเพื่อกินภายในครอบครัวน้อยลงแม้ราคาขายจะจูงใจ แต่เมื่อเหลียวมองยุ้งฉางแล้วอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้

ยุคนี้ยุ้งฉางเก่าแก่แปรเปลี่ยนกลายเป็นโรงเก็บแผ่นยางพาราและอุปกรณ์การเกษตรไปหมด แต่ที่น่าเสียดายมากกว่าคือโดนรื้อทิ้งแทบจะหาดูไม่ได้แล้ว  

ท่ามกลางวิกฤติของการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย กระแสของการปลูกพืชพลังงานเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันในภายหน้า ทำให้พื้นที่นาดั้งเดิมลดน้อยถอยลงทุกวัน ทุกวัน กลุ่มคนที่ตั้งใจย้อนวิถีดั้งเดิมไม่สามารถจะใช้พื้นที่เองหรือเช่าทำได้โดยสะดวก ทั้งโดยเครื่องมือ พื้นที่อันน้อยนิดและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พืชพลังงานบางชนิดเป็นพืชที่ต้องการน้ำในการเลี้ยงลำต้นมาก จึงทำให้แหล่งน้ำเริ่มแห้ง การทำนาที่แวดล้อมอันแปลกปลอมจึงนับว่ายากมาก และยิ่งยากมากขึ้นเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยน ศัตรูพืชยิ่งเพิ่มปริมาณ

ยกตัวอย่างเรื่องของแปลงปลูกปาล์มน้ำมันโดยส่วนใหญ่เป็นที่นาเก่า จะมีหนูนาประเภทหนึ่งระบาดหนัก มันจะคอยกัดกินต้นปาล์ม ราก และยอดอ่อนของต้นปาล์มปลูกใหม่ บางแปลงมีพื้นที่เป็นร้อยไร่ เหลือรอดเพียงไม่กี่สิบต้นภายในเวลาไม่ถึงเดือน

ทั้งการดักและเบื่อ หนูพวกนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมด แต่กลับเพิ่มมากขึ้นจนระบาดหนักขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สวน ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ยางพารา ยังถูกกัดกินต้นจนเปลือกเปลือยยืนต้นตายไปก็มาก ยังไม่นับถึงผลผลิตอื่นๆ ที่ต้องปกป้องกันเป็นพิเศษ  

หนักเข้าหาทางออกไม่เจอชาวบ้านจึงลือกัน มีประเทศเพื่อนบ้านนำหนูชนิดนี้มาปล่อยบ้านเราเพื่อให้ทำลายต้นอ่อนเป็นการสกัดคู่แข่งทางการค้า    

เมื่อต้นปาล์มสูงขึ้น อาหารของหนูเริ่มลดลง แต่ปริมาณของลูกหลานหนูมากขึ้น ใครทะลึ่งปลูกข้าวในช่วงเวลานี้ก็จะเหมือนการเอาอาหารจานโปรดไปให้ ทดแทนสิ่งที่เคยกิน ยิ่งพื้นที่นาข้าวจำนวนน้อยๆ ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีกหลายเท่า

การทำนาในยุคนี้จึงเหมือนบทเรียนอันหนักหนาสาหัสที่ต้องจดจำและหาทางแก้ไขกันอย่างมาก

พืชอาหารที่หล่อเลี้ยงให้คนในระดับล่างนับวันแต่จะมีราคาแพงขึ้น และต้องซื้อหามาติดบ้านไว้ทุกครัวเรือน ทั้งนี้ยังไม่นับถึงองค์ประกอบย่อยอื่นๆ เช่น ผัก หญ้า ปลาปิ้ง เป็นเป็นส่วนประกอบของคนทำนาในยุคโน้น จึงทำให้คนยุคนี้ต้องซื้อหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นสังคม

ไม่แปลกที่คนจนเพิ่มมากขึ้น ในยุคที่ข้าวของขึ้นราคา เงินบาทกลายเป็นเศษเหรียญไร้ค่าที่เด็ก ๆ ไม่ลักขโมยไปซื้อขนมขบเคี้ยวอีกแล้ว

แต่เมื่อย่างปี 2551 ราคาข้าวแพงขึ้น พื้นที่นาที่เคยถูกทิ้งร้างหลายแห่งฟื้นคืน ผู้คนหวนกลับมาทำนามากขึ้น ข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มต้นก่อนในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งสิ่งแวดล้อม พันธุ์ข้าว และความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

คือประสบการณ์ใหม่ภายใต้ข้อจำกัดแบบใหม่ซึ่งคนรุ่นก่อนอาจจะคาดไม่ถึง แม้คนรุ่นเก่าจะมีประสบการณ์ในการทำนาอันโชคโชนเชี่ยวชาญในสายเลือดก็ตาม แต่อย่างที่บอกครับโจทก์เปลี่ยน วิธีการย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตาม

หลังจากผ่านเดือนพฤษภาคม 2551 ไม่กี่วัน ฝนตกหลายวันติดต่อกัน ดินชุ่ม น้องชายผมโทรมาบอกว่าเปิดสวนใหม่ เพิ่งกวาดพื้นที่จนเตียน น่าจะลงข้าวไร่ได้ ผมจึงหอบหิ้วพันธุ์ข้าวที่ได้รับมาจากมิตรไกลถึงจังหวัดนครพนมติดมือไปบ้านน้องชายอีกอำเภอหนึ่ง  

แม้ทำเลจะไม่เหมาะกับการปลูกข้าว แต่เราคิดเองว่ามันไม่เหมาะ น่าจะให้ต้นข้าวตัดสินเองว่าแสงสว่าง ดิน น้ำ หรือธัญญาหารในดินจะเหมาะแก่การเพาะปลูกหรือไม่

http://i53.photobucket.com/albums/g72/sailomloy/Blog2008/First.jpg

 

 

วันนี้ น้องชายโทรมาหาผมด้วยเสียงตื่นเต้น

“มันมาแล้ว….มันหายไปยี่สิบกว่าปีไม่เคยเห็น ตอนนี้เห็นแล้ว ยี่สิบกว่าตัวเห็นจะได้”

“หืมม? อะไร?” ผมถาม

“นก…นกจาบ..มันกินข้าว รวงที่กำลังสุกสวยที่พี่ถ่ายภาพไว้นั่น มันกินจนโกร๋นแล้ว” 

“ออ….” ไอ้เราก็นึกว่ามีอะไรมากกว่านี้  

“ จริงๆ เขาเรียกนกติ๊ด…ปากสั้นๆ ตัวเล็ก ๆ ชอบกินข้าว..เป็นฝูง” ผมอธิบาย

“ มีหนูด้วย หนูมันทำทางเข้ามากัดกินต้นแล้ว ” เขาบอกต่อ

ครับ…น่าตื่นเต้นอยู่หรอก สำหรับคนที่ไม่เคยมองเห็นความเจริญเติบโตของต้นข้าวต้นน้อย ๆ ที่บรรจงหยอดกับมือทีละหลุม ละหลุม จนกระทั่งเติบโต ค่อยๆ ถอนหญ้า บำรุง ดูแล จนกระทั่งออกดอก ตื่นเต้นกับหยาดน้ำค้างตอนเช้าๆ จนสามารถถ่ายภาพมาอวดใครต่อใครได้

แล้ววันหนึ่ง ขณะที่กำลังชื่นชมรวงบางรวงที่กำลังเข้าระยะพลับพลึง คือกึ่งแก่กึ่งสุก สวยงาม พออีกวัน กลับพบว่ามันถูกกินจนโกร๋นด้วยนกตัวเล็กๆ ฝูงนั้น

สิ่งที่น่าดีใจคือ นกบางชนิดที่ไม่เคยได้เห็นมานานร่วมยี่สิบปี กลับมาให้ชื่นชมถึงหน้าบ้าน ขณะที่ความโมโหร้ายก็เข้าสวมรอย เพราะบังอาจมาแย่งแม่โพสพอันแสนหวงแหนของเขาไปต่อหน้าต่อตา

สำหรับมือใหม่,มันยอมไม่ได้

ครับ…ผมหมายถึงน้องชายของผม น้องชายที่ผมเคยสอนวิชาการนวดข้าวโดยการฟาดรวงลงในลังฟาดข้าว สอนวิธีหารมัดเชือกเข้ากับฟ่อน การร่อนลำพวนข้าว

สิ่งที่ผมเพิ่งจะสอนไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคือการน่ำหรือการทำนาหยอด

ผลที่ปรากฏบนแผ่นดินที่เราลงแรง หยอดเมล็ดพันธุ์ไปไม่นาน ข้าวเริ่มแทงหน่อสีเขียวออกมา กระทั่งแตกกอ ออกรวงในเวลาต่อมา แรงใจและความละเมียดละไมที่เกิดจากการดูแล ติดตาม สังเกต กระทั่งสามารถมองเห็นความงามท่ามกลางผลิตผลได้นั้น ผมถือว่าบางส่วนของความเป็นลูกหลานเกษตรกรกลับคืนมาบ้างแล้ว

แม้จะเป็นส่วนใหญ่ที่หายไป และเป็นส่วนน้อยที่กลับมา

ช้าหน่อย..ดีกว่าไม่มาเลย..ใช่ไหม?

ครับ,หลายครั้งที่ผมขับรถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน เพื่อสังเกตโลกภายนอก จุดหมายส่วนใหญ่อยู่ที่การออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังมีการทำนาหลงเหลืออยู่

สังคมของคนทำนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน หากนับย้อนจากปี 2550 ลงไปนับว่าน้อยลงทุกวัน เสมือนลมหายใจอันรวยรินรอวันขาดตอน แม้จะมีคนทำนาอยู่บ้างทั้งนาสวนน้ำน้อย นาลุ่ม และกลุ่มของคนทำข้าวไร่อยู่หลายกลุ่ม แต่หลายกลุ่มเหล่านั้น มีคนทำนาอยู่เพียงสองหรือสามครอบครัวเท่านั้น

ที่น่าดีใจคือ หนึ่งในนั้นคือน้องชายผมเอง

http://i53.photobucket.com/albums/g72/sailomloy/Blog2008/FeelGood.jpg