……..เพียง……..

28/03/2008 03:23
Posted by sailomloy in Blog

ภาพประกอบโดย : GLS
 

ท่ามกลางเชื่อโรคและความเจ็บป่วย
โลกแห่งความหม่นมัวแลซึมเซาแผ่กระจายโอบคลุมแทบทุกอณูของพื้นที่

นาน นาน จะมีเสียงร่ำไห้โหยหวน ทุกข์ทนทรมาน แทรกมาท่ามความเงียบ

คล้ายเสียงเพรียกจากขุมนรก

ทันใดนั้นเธอยิ้ม, แล้ว…หัวเราะ
รอยยิ้มแผ่กำจายทั่วใบหน้า ชุดสะอาด ร่างของเธอ แผ่ซ่านขับไล่ความซึมเซาแทรกซึมไปทั่วพื้นที่ว่าง

เสียงหัวเราะเล็กๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ทำให้เชื้อโรคร้ายกลับใจ
ทำให้เชื้อดีมีกำลัง
เธอกอบกู้ชีวิตโดยมิพัก,ต้องรักษา

เห็นนั่นไหม
เชื้อร้ายกลายร่างเป็นผีเสื้อสีสด
และโรงพยาบาลกลายเป็นทุ่งดอกไม้ ณ ยามเช้าแห่งชีวิต
ที่ซึ่งหยาดน้ำค้างสะท้อนแสงแดดเป็นประกายมุก
คนป่วยไข้,คนเฝ้าดูแลกลายร่างเป็นเด็กน้อย
วิ่งเล่นเต้นระบำอย่างมีความสุข

ท่ามเชื้อโรคและความเจ็บป่วย
ใช่หรือไม่ที่คนป่วย,คนเฝ้า
ต้องการเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเล็กๆ
จากเธอ

เพียบาน

…….ขอบคุณโลกและสิ่งเล็กๆ ………

26/03/2008 15:09
Posted by sailomloy in Blog
ปลายกุมภาพันธ์ – ต้นมีนาคม ๒๕๕๑



แม้แล้งจะเริ่มมาเยือน แต่น้ำจากเขื่อนดินเงินผันในหมู่บ้านเล็กๆ นี้พลอยให้บ้านสวนขี้คร้านได้รับประโยชน์จากความชุ่มชื้นบ้าง

ที่ว่างทางทิศตะวันออกของบ้าน ผมถากถางจนเตียนเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำแปลงตกกล้าลงไปปักดำในนาลุ่ม (อย่างที่ได้ทราบทั่วถึงกันแล้วว่า เต็มไปด้วยอุปสรรค)– บางทีการมองใกล้สะท้อนตัวเองเห็นชัดกว่าไปมองพื้นที่รกร้างของรัฐเป็นไหนๆ

  (ใช่ไหม?) 

ครับ..ผมตั้งชื่อสวนขี้คร้านอย่างเสียดเย้ยไยไพตัวเอง ที่มีความตั้งใจดีแต่ไร้ซึ่งความขยันขันแข็งเยี่ยงบรรพชน ความเกียจคร้านมาจากนิสัยฝังลึกซึ่งมักเกิดกับคนที่ได้ผ่านการทำงานประจำมาก่อน เมื่อได้มีโอกาสพักผ่อนเลยถือทุกวันว่าเป็นวันหยุด – สบายไป 

หารู้ไม่ว่ากำลังจะอดตายไม่รู้ตัว    

เมื่อน้ำดี ปุ๋ยดี ดินก็ดีตามไปด้วย แปลงผักแปลงน้อยๆ ข้างบ้านจึงได้เป็นแหล่งอาหารของผมและเหลือแจกจ่ายไปยังครอบครัวอื่น ทั้งยังเหลือไปทำบุญได้อีก 

 

หลังผ่านฤดูกาลทำนา ผมเปลี่ยนจากแปลงตกกล้ามายกร่องปลูกผักหลากชนิด ซึ่งมีทั้งถั่วฝักยาวสีม่วง มะเขือ มัน โหระพา หอมแบ่ง ผักชีฝรั่ง พริกชี้ฟ้า มะเขือเทศ ผักหวานบ้าน ตะไคร้ แค และอีกสารพัดที่สามารถหาต้นหากิ่ง หาเมล็ดพันธุ์ได้โดยไม่ต้องซื้อหาจากตลาด ซึ่งผูกขาดสินค้าชนิดนี้ไว้เพียงไม่กี่เจ้า

ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกจากขี้ม้าและเศษวัสดุที่หาได้จากในสวนในนาแล้ว ทิ้งไว้ไม่นานก็สามารถเพาะปลูกได้สมใจ สวนขี้คร้านมีพื้นที่เยอะ แต่พื้นที่ว่างที่จะให้แสงแดดส่องถึงกลับมีน้อย การใช้ผืนแผ่นดินเพื่อการยังชีพอย่างอาศัยประโยชน์จริงๆ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นน้อยมาก คิดแล้วอดสะเทือนใจเมื่อคิดถึงคนที่ขาดพร่องคนอื่นๆ ในสังคมซึ่งเพียงผืนดินจะหยั่งรากปักเสาเรือนยังไม่มี

ไอ้ที่มีมากล้นก็ทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผลพลอยได้หลังจากนั้นคือการเรียนรู้ว่าต้นไม้ ผักชนิดไหนงอกงามด้วยตัวแปรอย่างไร แดด ดิน น้ำ หญ้ารก แมลงกวน นั่งลงข้างแปลงแล้วลงมือถอนหญ้า พรวนดิน ขยายต้นที่งอกหนาแน่นไปปลูกตรงนั้นตรงนี้กระจายกัน จัดเถาว์ให้เลื้อยเกาะไปยังค้างที่ทำไว้

นี่นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ 

  

นอกจากผักที่ปลูกเองด้วยเมล็ดด้วยกิ่งก้าน ด้วยการตัดแบ่งหัวออกเป็นชิ้นแล้วปลูกฝังแยกกันแล้ว ยังมีผักที่ไม่ได้รับเชิญมางอกงามให้แปลกใจเล่นอยู่ทุกบ่อย   ผักพื้นบ้านไม่ได้รับเชิญอย่างน้อยก็สองสามชนิดที่กินได้ อร่อย และมากคุณประโยชน์ นั่นคือ ผักกระสัง และผักกาดนกเขา  พื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมีคุณค่ามากมายพอที่จะทำให้กำลังใจฟื้นคืน 

ผักกาดนกเขา คือ ตัวแทนของความมีคุณค่าในตัวเองทั้งที่เรียบง่ายติดดิน เจริญเติบโตเร็ว ขอเพียงมีดิน มีน้ำ มีอากาศที่เป็นปกติ จะว่าไปปัจจัยเอื้อเหล่านี้มีผลต่อการเจริญเติบโตของสิ่งชีวิตแทบทุกชนิดบนโลกนี้(ใช่ไหม?) 

ดอกสีขาวเป็นกระจุกปลิวไปตามลมได้ง่าย กลุ่มดอกเหล่านี้อาจบินล่องลอยมาจากไหนมาตกตรงแปลงผักของคนคร้าน จากนั้นงอกงามอวดใบอวบอ้วนให้เก็บมาเป็นผักแนมคู่เคียงกับพืชผักอื่นๆ ในแปลงได้อย่างไม่เคอะ

งอกงามอยู่เพียงไม่กี่วันก็อวดกลุ่มดอกสวยจนน่าแปลกใจว่า ทำไมไม่เคยก้มลงมองความสวยงามเหล่านี้อย่างพินิจพิเคราะห์บ้าง 

ผักกาดนกเขามีวงจรชีวิตสั้น บางถิ่นจึงถือเป็นวัชพืชล้มลุกที่คอยดูดอาหารที่เจ้าของแปลงผักหว่านไว้ให้กับพืชหลัก จึงฉีดพ่นด้วยสารเคมีล้างเผ่าพันธุ์กันไป บางถิ่นเหลือรอดก็โบยบินตามกระแสลมเสาะหาแผ่นดินใหม่เพื่องอกงามต่อไป 

ใช่,บ่อยครั้งที่เราคุ้นชินกับผล,ใบ จนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ดอกของต้นไม้ชนิดนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร หอมหรือเหม็น สวยงามหรืออัปลักษณ์ มากคุณค่าหรือหาประโยชน์อันใดไม่ได้  เกิดมาเพื่อพลีตัวเองเป็นอาหารของเชื้อโรคหรือดั้นด้นสู่จานอาหารของคนมั่งมี,ในเมือง

ผักกาดนกเขาเสมือนเป็นสะพานทอดออกจากโลก,โรคซึมเศร้าของตัวเองออกสู่โลกภายนอก ทำให้ตัวตนที่หนักหน่วงและหนืดหน่ายให้โปร่งโล่ง เบาสบาย

สิ่งกระตุ้นเตือนจากสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้ผมต้องกลับคิดทบทวน ทุกวัน ทุกเช้า โลกให้โอกาสทุกสรรพสิ่งบนนี้แล้ว นอกเหนือจากนั้นคือโอกาสของเราเอง

ผมจึง………

ขอบคุณที่โลกยังให้โอกาสในการมีชีวิต ให้สายลมสะอาดเพื่อหายใจ ให้สายตามอง ให้มันสมองคิด ให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไป  (ใช่ไหม?)

……..ผีผลัก………

11/03/2008 06:30
Posted by sailomloy in Blog
“อย่าเล่นมีดกลางคืน เดี๋ยวผีผลัก” คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นปู่ย่าเคยเตือนผมเสมอในช่วงวัยเด็ก แต่ไม่วายจะเล่นกันจนต้องโดนหวดก้นด้วยไม้เรียวโน่นแหละถึงได้เลิกรา ก่อนจะมานั่งหน้าตะเกียงน้ำมันก๊าดอ่านหนังสือ ทำการบ้าน

บ้านไม้ยกพื้นมีซอกหลืบให้ทะโมนได้หลบสายตาผู้ปกครอง สร้างอาณาจักรส่วนตัวเก็บข้าวของมีคมและอันตรายที่เป็นของหวงห้าม มีด ลูกขวานซึ่งขอมาจากรุ่นพี่ ทั้งปืนแก๊บ และปลอกกระสุนปืนจริงที่แอบเก็บมาจากที่ต่างๆ ก่อนที่กฎหมายห้ามจะเกิด

ชีวิตของเด็กบ้านนอก ใครมีของพวกนี้ไว้ในครอบครองถือว่าสุดยอดกว่าใครเพื่อนแล้ว

โดยเฉพาะลูกขวาน อาวุธของนักเลงในยุคสี่สิบกว่าปีก่อน พกเคียนเอวไปไหนมาไหนตลอดเวลาจนด้ามไม้มันแผล็บ คมวาวจากการลับทุกวัน สำหรับผู้ใหญ่วัยรุ่น นี่คืออาวุธที่ใช้ทั้งเป็นการข่มขวัญ ป้องกันตัว และรานราวีศัตรูคู่อริ

แต่สำหรับเด็กๆ นี่คือของเล่นระดับสูงที่มีค่ายิ่ง

ผมชอบการขว้างขวานเพื่อให้คมไปเกาะติดกับต้นไม้ตรงตามที่เล็งไว้ แรก ๆ อาจต้องกระโดดหลบเมื่อมันสะท้อนกลับมาหาตัวเอง หลัง ๆ เริ่มคำนวณน้ำหนัก การจับ วงรอบของการหมุน แรงที่ปล่อยออก กลายเป็นความชำนิชำนาญเกินวัย

กระทั่งสามารถใช้ขวานใหญ่หนักขึ้น มีลีลาพิสดารในการปล่อยออกจากตัวมากขึ้น

แน่นอนครับ…แม่นขึ้นด้วย

จากขวานเป็นมีด เขวี้ยงจนต้นมะพร้าวในสวนลายพร้อย ต้นกล้วยหักโค่น พร้อมกับเสียงก่นด่าจนกระเจิดกระเจิง เงียบไปสักเดือนสองเดือน - เล่นอีก

หลังๆ มาไม่มีมีดฝึกมือไปขโมยมีดครัวของแม่มาตัด เหลาปลายให้แหลม ใส่ด้ามใหม่ แล้วก็เอามาพกทำเท่ห์ เข้าสวน ลงนา ปีนต้นไม้ ซุกซนประสาเด็ก

โตขึ้นมาหน่อยมองมีดปาดตาลในมือของคนทำตาล เห็นรูปลักษณ์และความคม เห็นวิถีอันน่าตื่นตาของคนบนยอดมะพร้าวเกิดรักใคร่ชอบพอกับมีดปาดตาลอีก เลยได้แผลริมตาตุ่มเฉียดเอ็นร้อยหวายไว้เป็นที่ระลึกจนถึงทุกวัน

ตอนนี้…เพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบงานศิลปะทั้งโดยวิถีและสายตาเสพ เมื่อได้เรียนในสาขาวิชาอันผิดแผกแตกต่างจากที่ตัวเองรักชอบ แต่พื้นฐานของวิชาช่างของการเรียนสายอาชีพทำให้ได้มองเห็นโลกในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่โอกาสในการเสาะหาความรู้ด้านอื่นกลับเปิดกว้างตามสายตาและวัยวันที่เติบโต

ผมชอบหนังสือ ผมอ่าน

ชอบงานศิลป์ปั้นวาดแกะกลึง ผมดู

ชอบงานพื้นบ้านผมดู ฟัง และลูบคลำด้วยความหลงใหลได้ปลื้ม

ชอบถ่ายภาพ ผมเก็บเงินซื้อกล้อง เดินทาง ถ่ายภาพ

ชอบบันทึกผมเขียน

เพิ่งรู้ว่าทั้งหมดนั่นเชื่อมโยงเป็นตัวเอง เป็นวิถีที่เป็นเอกภาพ แม้จะหลากหลายกลวิธีในการใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้

“เหมือนเป็ด……เอาดีไม่ได้ซักอย่าง แต่ทำได้หลายอย่าง” ครับ…ผมเพิ่งหันมามองตัวเองอย่างช้าๆ ในวันที่เพิ่งกลับมาจากการออกไปรับจ้างทำงานถ่ายภาพงานแต่งงานน้องๆ คนหนึ่งที่ต่างจังหวัด

พอได้จับกล้องผมก็สวมวิญญาณของคนอีกคน กลายเป็นจอมยุทธ์ที่พลิ้วไหวไปตามซอกของเก้าอี้และกลีบตูดของแขกเหรื่อ เพื่อเก็บภาพนาทีสำคัญต่างๆ ในงานพิธีอันหรูหราในโรงแรมเลิศหรูกลางเมือง

ขณะอยู่ที่หน้าเตาเผาถ่าน ผมกลับสวมวิญญาณของคนสวนคนหนึ่งซึ่งกำลังเลื่อยไม้แกรกๆ เพื่อจัดเรียงเข้าเตาเผา

ขณะที่จับจอบดายหญ้าริมคันนา ผมคือชาวนาผ่ายผอมไร้พิษสงและโง่งม

ขณะที่จับปากกาจรดบันทึกเรื่องราวในสมุดบันทึกซึ่งทำเองจากเศษกระดาษเหลือใช้หุ้มด้วยเศษหนัง ผมคือคนอีกคนหนึ่งซึ่งดูขรึมขลังและครุ่นคิด เยี่ยงนี้ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนเป็ด บินพอได้ ว่ายน้ำพอได้ ดำน้ำพอได้ แต่จะเอาดีทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างเด่นชัด ก็หาไม่

หลายปีที่ผ่านมาผมเพิ่งมาเพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์ว่ามีดและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน คืองานศิลป์ที่รับใช้มวลชนอย่างแท้จริง มิน่า..ผมถึงชอบ ชอบตั้งแต่วัยเด็ก กระทั่งปัจจุบัน ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันของกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่แนวคิด ขั้นตอนการผลิต น้ำหนัก จุดมุ่งหมาย รูปแบบ การตกตะกอนความคิด คลี่คลาย กระทั่งชิ้นงานนั้นตกอยู่ในมือของผู้ใช้งาน ผ่านการซ่อมแซม ถู ลับ เปลี่ยมด้ามจับ กระทั่งเปลี่ยนเจ้าของมายังรุ่นถัดมา ถัดมา

นี่มิใช่สิ่งที่ควรค่าแก่ศึกษาเรียนรู้ดอกหรือ? มีอะไรในโลกนี้ที่น่าเรียนรู้เท่าภูมิพื้นเหล่านี้อีก?


“อย่าเล่นมีดกลางคืน เดี๋ยวผีผลัก” อาจเป็นวลีของคนคนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ที่กล่าวไว้เพื่อตักเตือนลูกหลาน นับเป็นประโยคอมตะที่เด็กพื้นบ้านทุกคนรู้ และจดจำได้

แต่….ไม่ทันแล้วละครับ