29/02/2008 03:34
Posted by
sailomloy in
Blog
ฝนเดือนสาม หลงฤดูมาจากไหนทำให้หญ้าที่กำลังจะเหี่ยวเฉาได้ฟูเขียว พร้อมใจกันออกดอกสลอน แทรกอยู่ในที่ว่างของสวนปาล์มน้ำมันในยุคปี ๒๕๕๑เดินลุยน้ำค้างพบดอกญ้าชนิดหนึ่งบานสวย กลุ่มดอกกะจิริดของมันทอดตัวโค้งตามแนวก้านดอก - เหมือนงวงช้าง
เห็นดอกไม้ชนิดนี้แล้วเหมือนรำลึกชาติ - กลับไปในยุคโน้น
เด็กน้อยพ่อ แม่และย่าของเขา
วันหนึ่ง,ขณะที่พ่อแม่ออกไปหักนา(เปลี่ยนพงให้เป็นผืนนา)เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่บ้านกับย่าวัย ๘๐ ซึ่งเล่านิทานให้ฟังซ้ำเรื่องกับเมื่อวานซืน เด็กน้อยจำได้ จึงยังร่ำร้องงอแงอยากตามออกไปนอกบ้าน
เย็นย่ำสองคนจากนาหิ้วหญ้าชนิดหนึ่งมาให้ บอกว่าพรุ่งนี้จะเสกให้ผีเสื้อให้หลงดอกไม้จนกลับบ้านไม่ได้ แล้วแขวนห้อยไว้ริมชายคา,กลับหัว รากชี้ขึ้นฟ้าทิ้งปลายดอกซึ่งม้วนเป็นงวงเหมือนงวงของช้างห้อยลง

คืนนั้นเด็กน้อยนอนฝันถึงผีเสื้อบินหัวกลับ
เด็กน้อยจำได้ว่าหญ้าชนิดนั้น คือ หญ้างวงช้าง เป็นหญ้าที่ผีเสื้อชนิดหนึ่งหลงใหล แม้จะเหี่ยวเฉาจนไม่น่าเชื่อว่าผีเสื้อจะมาตอมดอกไม้เพื่อดูดน้ำหวานเพียงอย่างเดียว
ใช่ครับ..เด็กน้อยคนนั้น - ผม,สงสัย
เดินทางมาร้อยพันเส้นทาง พบเห็นดอกไม้ป่าหลากสีสัน ทั้งอวลหอมรื่นรวยและเหม็นปานศพเน่าพองอืด ทั้งสวยงามและอัปลักษณ์ พบเห็นผีเสื้อริมธารน้ำ ชอบดูดความเค็มจากเกลือธรรมชาติในแอ่งดินโป่ง จากเหงื่อจากเรา จากอึและฉี่ของสัตว์,คน จึงมาเกาะตามแขนขาที่ชุ่มเหงื่อขยับตัวครั้งนึง พวกบินพรูเหมือนดอกไม้วาดอากาศ ไสว วูบวาบ ละลาน

เนิ่นนานจนป่านนี้ ทว่าความทรงจำวัยเด็กกลับยังฝังแน่น รอการบำบัดคลี่คลาย และ/หรืออาจทำซ้ำ สักครั้งหนึ่งในชีวิต โดยไม่มีขอบของวัยมากะเกณฑ์ขีดคั่นจำกัดเสรีภาพแห่การแสดงออกช่วงนี้ผมเผาถ่านเกือบทุกวัน สวนโบราณซึ่งมีเขตแดนติดกับสวนขี้คร้าน มีการสะสางรื้อ ถาง ตัดโค่น จึงมีเศษไม้ตั้งแต่ขนาดเท่านิ้วก้อย ไปถึงขนาดต้นขา
ตัดแล้วขนกลับบ้านมาก่อนที่มันจะถูกจุดปรนกลายเป็นเถ้าธุลี การเผาถ่านจะมีกิจกรรมอย่างหนึ่งซึ่งต้องคลุกคลีเต็มไม้เต็มมือ,อย่างมีความสุข
ครับ….ผสมดินเหนียวกับดินร่วน น้ำ และขี้เถ้า เพื่อปิดปากเตาในกระบวนการสุดท้ายของการเผาถ่านนั่นเอง
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เด็กน้อยในวันโน้นรอคอย ผู้ใหญ่เคร่งเครียดกับการดูไฟ ดูควัน และการคาดหวังถึงปริมาณของถ่านในเตาซึ่งขุดลึกเข้าไปในจอมปลวกขนาดใหญ่ บางส่วนจมหาเข้าไปเป็นโพรงใต้ดินทุกบ้านจึงมักมีเตาเผาถ่าน เพื่อเตรียมไว้เพื่อรองรับฤดูกาลซึ่งฝนตกยาวตลอดหลายเดือน
ถ่านคือชีวิตของคนยุคโน้น แต่เด็กน้อยเพียงหวังได้เล่นดินเหนียวตั้งรูปก่ออิฐตอนปิดปากเตาก็เท่านั้นใช่ครับ….เด็กน้อยคนนั้น – ผม,ทุกข์
ท้ายที่สุดแล้วคนเรา(โดยส่วนใหญ่)ดูเหมือนติดกับคำสาปแต่เยาว์แทบทั้งสิ้น กิจกรรมซึ่งดำเนินอยู่กับการทำมาหาเลี้ยงชีพในช่วงวัยที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว
ใช่หรือไม่ที่บางขณะได้แบ่งชีวิตเข้าหาวัยเยาว์เพื่อชดเชย,เติมเต็มบางสิ่งให้กับชีวิตส่วนตัว กระทั่งบางครั้งได้แอบฉุดลากคนใกล้ตัวเข้าไปในเส้นวงส่วนตัวด้วยอย่างไม่รู้ตัว(ลูก เมีย พี่ น้อง เพื่อน ฯลฯ)
ทั้งงานอดิเรก การสะสม กิจกรรมกลางแจ้ง ฯลฯ
เคยได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งจำไม่ได้ว่าใครเขียนไว้ เลาๆ ว่า… คนชราคนหนึ่งใกล้ตาย จริตสุดท้ายอยากเล่นวงล้อยางที่เด็กๆ ถือไม้ขนาดเล็กวิ่งกลิ้งไล่ตามในวาระสุดท้ายก่อนตาย
ที่สุดใช้เด็กหามาจนได้ ชายชรากระย่องกระแย่งเดินหิ้ววงล้อยางเดินลับไปท้ายสวน
บ่ายนั้น หลังกอไผ่ร่มครึ้มมีเสียงหัวร่อระคนเสียงหอบหายใจอย่างมีความสุขดังแผ่วเบาสม่ำเสมอ หลายชั่วโมงผ่านไปมีคนไปพบชายชรานั่งคอตกพิงกอไผ่ ปากยังยิ้มละไม ในมือถือเศษไม้อันเล็กๆ โดยมีวงล้อยางวางอยู่ไม่ไกลชายชราคนนั้น,ตายแล้ว
โธ่..ความสุขหายากถึงขนาดจะต้องเสาะเอาในวาระสุดท้ายเลยเจียวหรือ?
หญ้างวงช้างในสวนปาล์มน้ำมันของเพื่อนบ้าน ถูกถอนมาแขวนตรงกิ่งของต้นปีบนอกชาน แขวนกลับหัว รากชี้ขึ้นฟ้า ปลายดอกซึ่งม้วนเป็นงวงเหมือนงวงของช้างห้อยต่องแต่งอยู่ด้านล่าง
อาจเพราะความอ่อนเพลียและเกินวัยที่จะฝันถึงผีเสื้อบินกลับหัว ค่ำนั้นจึงหลับสนิทรุ่งเช้าของอีกวัน พบเด็กคนหนึ่งยืนจิบน้ำหวานเจือคาเฟอีนมองผีเสื้อสีเขียวๆ บินพรูๆ วาดอากาศก่อนมาเกาะนิ่งที่ดอกไม้กลุ่มนั้น
เด็กคนนี้ – ผม…………มีความสุข
23/02/2008 03:01
Posted by
sailomloy in
Blog
๑. “มีแต่คนว่า หนูมันกินหมด ไม่ได้ข้าวหรอก” ชายวัยเกินหกสิบถือมีดงอ(พร้าขอ)เดินดูรวงข้าว ขณะที่น้ำค้างยังพรายอยู่ทุกที่ ใบ เมล็ด ซัง ใบหญ้า ใยแมงมุม ฯลฯ
“กูทำนามาตั้งแต่ยังไม่นุ่งกางเกง คราดยกไม่ไหวต้องขึ้นไปยืนให้ควายมันลาก กูชอบของกูแบบนี้…ทำนาก็ต้องได้ข้าว มากน้อยไม่รู้ แต่ต้องได้”
“ผมก็ชอบของผมแบบนี้เหมือนกัน” เห็นแววตามุ่งมั่นอดไม่ได้ที่จะสนทนาต่อเนื่อง
“ตอนที่น้ำท่วมวันก่อน มีคนเขาบอกให้ไปขอรับความช่วยเหลือจากอำเภอ ,กูขี้คร้าน รอดูมันก่อน ถ้ามันไม่ตาย เขามาเห็นทีหลัง - มันอายเขา ดีที่มันรอด แล้วก็งามไม่ได้ใส่ปุ๋ยอะไร มีแต่ฉีดยาฆ่าแมงไปวันก่อนทีนึง”
ใช่ครับ…นาข้าวในดงปาล์มที่แกปักดำผมเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น ที่นาแปลงเล็กๆ นี้เป็นแรงบันดาลใจและแรงฮึดให้กับผมได้เป็นอย่างดี มันช่วยให้ผมได้ต่อสู้กับความไม่แน่นอน อุปสรรคทั้งหลายที่ประดังเข้ามาตั้งแต่เริ่มต้นทำนาในที่ดินของตนเองเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา(ส.ค. ๒๕๕๐) เป็นที่ดินแปลงเดียวของหมู่บ้าน ที่ยังคงรักษาความเป็นที่นาไว้
เส้นทางที่อ้อมเมืองจากตลาดสด ถนนสายนั้นเลาะเลียบริมภูเขา มุมหนึ่งของริมถนนหลีกเมือง ที่นี่เป็นที่ลุ่มต่ำที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนบ้านนาโพธิ์ อดีตเคยเป็นทุ่งนาลิบลับไกสุดสายตา เชื่อมต่อกับหมู่บ้านถัดไปรวมเป็นเนื้อที่มหาศาล มากพอที่จะเลี้ยงคนรุ่นนั้นให้สืบทอดเผ่าพันธุ์ถึงรุ่นนี้ แม้ความเปลี่ยนแปลงจะเป็นนิรันดร์ แต่มุมเล็กๆ ช่องว่างระหว่างต้นปาล์มน้ำมันอายุไม่เกินสามปีปรากฎร่องรอยของการถางทำ ขุด และเพาะปลูกพืชพันธุ์
ถัดขึ้นมาจากพื้นนา เป็นบ้านสวนริมภูเขาลักษณะโดยรวมคล้ายกับบ้านสวนทุกแห่งในภาคใต้คือ ปลูกทุกอย่างที่กินและใช้รวมๆ กันไป
สวนจึงดูรกเรื้อเขียวครึ้มมีเสน่ห์แบบที่ผมชอบ
การเข้ามาของสวนปาล์มน้ำมัน คือ การล่มสลายของนาข้าว ผมขยันพูดถึงประเด็นนี้อยู่บ่อยๆ คงคุ้นเคยกันดี กระทั่งเคยพูดกับเจ้าของนาซึ่งทิ้งร้างบางคนเขาบอกว่า
“ไม่ไหว…เพื่อนทำสวนปาล์มยกร่องรอบ ๆ แล้ว เหลือแต่เราเจ้าสองเจ้า ทำนาไม่ได้ ขาดน้ำ หนูก็ชุกชุม”
ผมพยักหน้าหงึกๆ เห็นใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วการทำนาเพียงเจ้าเดียว ในขณะที่โดยรอบเป็นพื้นที่การเกษตรอื่นซึ่งผิดแผกแตกต่าง ท้ายที่สุดแล้วความแปลกแยกนั้นจะกลับย้อนมาสู่คนทำนาเสียเอง ทั้งโดยศัตรูพืชและสายตาเหยียดหยามมองดูต้นกล้าใหม่ถูกปักดำรอบๆ ต้นปาล์มน้ำมันแล้วทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง เห็นอย่างนี้แล้วทำให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า ข้อจำกัดที่ผมอ้างถึงเพื่อที่จะมีเครื่องมือในการทำนานั้น สำหรับบางคนแล้ว ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ขอเพียงที่ดินเพาะปลูก(ซึ่งไม่ใช่ของตัวเองก็ได้) เรี่ยวแรงของตน และแรงหนุน(จากคนในครอบครัว) แค่นี้กิจการงานใดๆ ก็โลดแล่นไปได้
๒. นานมาแล้ว ผมกับเพื่อนซึ่งชอบรถเก่า ๆ ด้วยกัน ออกตระเวนหารถเก่าแถบยะลา ปัตตานี เพื่อนผมไปเจอออสตินแวนคันหนึ่งจอดนิ่งกลางแจ้งด้านหลังของอู่ซ่อม เจ้าของบอกขายหลักครึ่งหมื่นพร้อมกับบอกว่าลากไปซ่อมได้เลย…
ผมว่า “เฮ้ย…อะไหล่มันหายากเทียวนา”
เพื่อนบอก… “เฮ้ย…กูมั่นใจว่าสามารถหาได้ในโลกนี้ ชาตินี้ และไม่ต้องป่ายปีนไปหาถึงดาวอังคารในชาติหน้าแน่นอน”
ผมร้อง “เฮ้ย !? (เสียงดังกว่าเก่า)จริงของมึงว่ะ !!!” 
ก่อนเข้าฤดูกาลทำนาปีนี้ ผมบ่นกับเพื่อนหลายคนว่า หากมีเครื่องมือเครื่องจักรเอง ทำงานได้เองคนเดียว ผมจะไม่ทำนาร่วมกับใคร(หรือครูคนไหน)ที่เคยทำมาด้วยกันอีก ขอเครื่องมืออย่างควายเหล็กตัวเดียว ทุกอย่างก็จบ..
แต่พอได้ควายเหล็กเก่า ๆ มาชุดหนึ่งการกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด งานในตมโคลนไม่ได้เหมือนกันทุกที่ นาลุ่มกับนาดอนย่อมแตกต่างกัน
ท้ายที่สุดมาจบที่จอบและคราดซึ่งใช้แรงจากข้อแขนบวกกับแรงโน้มถ่วงของโลกเท่านั้นเอง…..ทุกอย่างก็ลื่นไหล
มนุษย์มักสร้างความยุ่งยากให้กับการใช้ชีวิตโดยมโนว่า นั่นคือความสุข ความสะดวก สบาย อย่างการสะสม สั่งสม การมี ได้ ใหญ่ แข็ง อวบ อูม ขาว ใส มาก สะดวก ฯลฯ ซึ่งหากไม่มีสิ่งเหล่านั้น ชีวิตก็ยังไปของมันได้ ตามสภาพแวดล้อมนั้นๆ
ใช่สินะ สิ่งใดก็ตามอันมาจากพื้นฐานการคิดของคน ล้วนหาได้ในโลกนี้ ประเทศนี้ จังหวัดนี้ อำเภอนี้ หมู่บ้านนี้ และด้วยตัวของตัวเอง ผมไม่เคยคิดพึ่งเรี่ยวแรงแห่งตนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันแต่จะหาเครื่องทุ่นแรงเพื่อทดแทนชดเชยความไม่มีของตัวเองต่างหากเมื่อเข้าใจ,อะไรที่คิดว่าเป็นอุปสรรคก็ง่ายขึ้น

๓. จากเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ กระทั่งเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ต้นข้าวในสวนปาล์มน้ำมันแห่งนั้นเริ่มทะยอยสุก เพราะเป็นข้าวหลากชนิดพันธุ์ จึงสุกไม่พร้อมกัน ลำต้นสูงท่วมหัวบ่งบอกว่าเป็นข้าวพื้นเมืองที่เหมาะกับนาน้ำลึกเสียอย่างเดียวที่ผมไม่สามารถแยกแยะว่าต้นข้าวต้นไหน พันธุ์อะไร แต่สีสันและความแตกต่างของเมล็ดอดทำให้ทึ่งไม่ได้ นี่คือแนวทางอย่างหนึ่งของการอนุรักษ์แล
คัดสรรสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของลุงคนนี้ โดยที่แกเองไม่รู้ตัว
“ปีนี้ไม่ทำแล้วข้าวนี้…มันส้ำสอน”
“……..อ๋อ…มันปน” ผมถึงบางอ้อ ส้ำสอนคือสำส่อน คือ หลายๆ ,ปะปนนั่นเอง
“งั้นแลกกับผม คนละถัง ของผมข้าวพันธุ์ ไม่ปน” ในใจนึกถึงข้าวพันธุ์ที่ซื้อมาจากชาวอิสานย่านทุ่งยางงามเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้
นี่นับเป็นอีกหนึ่งแรงดลใจของผม อันเกิดแต่ชาวนารุ่นสุดท้ายท่ามกลางความแปลกปลอมของยุคสมัยที่ผมเสาะหา ในแถบถิ่นบ้านเกิด
นาทีนี้ผมอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่า แท้แล้วผมชอบทำนาหรือชอบชีวิตของคนทำนากันแน่?
13/02/2008 03:42
Posted by
sailomloy in
Blog
ความมั่นคงสุดท้ายในชีวิตของผมฝากไว้ที่ข้าวครับ ข้าวที่ผ่านการปลูกด้วยแรงงาน ครุ่นคิดด้วยมันสมอง และจัดการด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของคนที่พอจะพึ่งพากันได้
หากแต่ความมั่นคงสุดท้ายของผมสั่นคลอนเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ อันสืบเนื่องมาจากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่นับเป็นปัจจัยภายนอก นับตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ นก หนู ศัตรูข้าว ฯลฯ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนกระทบต่อคนอื่นซึ่งปลูกข้าวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าข้าวที่เขาปลูกจะมีไว้เพื่อกินหรือขาย
สายใยผูกพันธ์บางอย่างที่แนบแน่นมาแต่เยาว์วัย ฉุดรั้งให้ผมต้องไปเกี่ยวข้องกับวิถีแห่งการทำนาอยู่เสมอ ทั้งโอกาส เวลา ภาพที่ปรากฏในสายตา และการสนทนาผ่านตัวละครต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
ผมขับมอเตอร์ไซค์ผ่านทุ่งนาแห่งนั้นหลายครั้ง นับแต่เป็นทุ่งทิ้งร้าง….กระทั่งฝนแรกพรมจึงปรากฏร่องรอยของการไถทำ นกเป็ดแดงและนกกระยางเดินย่องหาปูปลาอย่างอิสระ

เดือนต่อมา ต้นกล้าระบัดใบเขียวสวยตลอดสองข้างทางหลวงชนบท หมดจดงดงามอย่างบอกไม่ถูก
ผมเริ่มคำนวนเวลาเพื่อไถ่ถามข่าวถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต

แม้เป็นที่นาเช่าทำจากเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น แต่พี่น้องชาวอิสานกลุ่มโคราชที่มาตั้งถิ่นฐานทำไร่กาแฟอยู่ในแถบพื้นที่สูงจรดรอยต่อจังหวัดระนอง อุตส่าห์ดั้นด้นมาหาที่ราบ เพื่อเพาะปลูกพืชอาหารไว้เพื่อกินและขายบ้างหากมีเหลือเฟือ
ครับ…ผืนนาที่พวกเขาเช่าทำคือท้องทุ่งที่ผมกล่าวถึง
ตกบ่ายของวันร้อน ๆ วันหนึ่งปลายปี ๒๕๕๐
…คนกลุ่มหนึ่งกระจายตัวกันหาปลา ทอดแห ทำอาหาร เป็นกิจกรรมฆ่าเวลารอรถนวดซึ่งกำลังทำงานอยู่อีกพื้นที่หนึ่ง ผมจอดรถริมถนนแล้วเดินตรงไปยังเถียงนา ซึ่งมีคนอีกกลุ่มหนึ่งนั่งพักผ่อน
ยกมือไหว้ พวกเขาไหว้ตอบอย่างงงๆ
“พอดีทราบข่าวจากลุงทางฟากโน้นว่าจะมีการนวดข้าววันนี้ เลยจะมาขอซื้อซักกระสอบไม่ทราบว่าเป็นข้าวพันธุ์อะไรครับ…??”
“ไม่รู้ข้าวพันธุ์อะไรรู้แต่เพียงว่า เขาเรียกข้าวกำนันทรง ก็เรียกตาม ๆ กันมา”
“มีด้วยเหรอ…ข้าวกำนันทรง?”
“คงไม่ใช่ข้าวของโรงสีของกำนันทรงนะครับ?” ผมพอจะทราบเลาๆ ว่าท่าข้าวกำนันทรงเป็นท่าข้าวซึ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดภาคกลาง เป็นศูนย์รวมของข้าวจากเกือบทั่วประเทศไปรวมกันที่นั่นก่อนจะกระจายไปยังจังหวัดอื่นๆ หรือแม้แต่ต่างประเทศ ดังนั้นอาจเป็นการยากที่จะระบุได้ว่าพันธุ์ข้าวที่เขาพูดมาเป็นข้าวชื่ออะไรได้อย่างชัดเจน
ซึ่งแน่นอน….ความน่าสนุกมันอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
“อาจจะใช่หรือไม่ใช่ไม่รู้เหมือนกันนะเพราะคนที่เขาเอามาแต่แรกๆ ก็เป็นคนชอบขี่รถเที่ยวแบบน้องนี่แหละ มองหาพันธุ์ข้าวแถบอยุธยาแล้วซื้อมาปลูกแถวนี้ เราขอมาทำต้นพันธุ์ปลูกต่อๆ กันมา แต่ตอนนี้เขาเลิกทำไปแล้ว ส่วนเรายังทำกันอยู่ คนที่อื่น ๆ ที่เอาพันธุ์ไปก็ชอบใจว่าข้าวมันไม่ต้องดูแลมาก ต้นไม่สูงมาก แล้วก็ไม่เตี้ยเกินไป นวดก็ง่าย ระแง้ไม่เหนียวมาก เม็ดไม่เล็กมาก นวดแบบฟาดมือหรือที่เราเรียกว่าตีข้าวก็ง่าย”
“แข็งไหม หมายถึงตอนหุงน่ะ”
“ก็..ไม่แข็งเท่าข้าวชัยนาท แล้วก็ไม่อ่อนเท่าข้าวหอมปทุมธานีนะคนอิสานเราชอบข้าวหอมมะลิ เพราะทำเองมาตั้งนานมาแล้วแต่ปลูกที่นี่ได้ยาก เน่าบ้าง ปุ๋ยมากก็ไม่ได้ น้ำมากก็ไม่ดี ปลูกที่ลุ่มก็ไม่สวย ที่ดอนทุกวันนี้ก็ไม่เหลือที่นาให้เช่าทำอีกแล้ว”
นับเป็นคนทำนาอีกกลุ่มหนึ่งในบรรดาหลายกลุ่มย่อยที่กระจายตัวกันอย่างหลวมๆ ตามหมู่บ้านและพื้นที่ลุ่ม ไม่นานกลุ่มย่อยเหล่านี้อาจเลิกล้ม แล้วหมดไปจากจังหวัดภาคใต้ตอนบน
“ส่วนค่าที่นาบางเจ้าเขาก็ให้เป็นเงิน เราให้เป็นข้าวเปลือก สมมุติเราได้ข้าวเปลือกมา 1 เกวียนต่อฤดูกาล จัดให้ให้ข้าวเจ้าของที่นาสัก สามสี่กระสอบแล้วแต่เราได้มากน้อยแค่ไหน”
ระหว่างรอรถนวด เรานั่งคุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับการทำนาทำสวนของชาวอิสานกลุ่มนี้ ในช่วงที่มีการทำมักจะใช้วิธีการออกแขก ขอแรง หรือผลัดกันไปช่วยงานของแต่ละครอบครัว ซึ่งตอนนี้นับว่าวิถีชาวนาปักษ์ใต้ตอนบนนับว่าหายากยิ่งแล้ว


รถไถลากพ่วงเครื่องฝัดข้าวแบบสกายแล็ปข้าว จอดใกล้ๆ กองฟ่อน แรงงานกรูเข้ารุมมล้อม แบ่งหน้าที่กัน คนขนป่อนสองคน ช่วยยัดฟ่อนใส่รางรับอีกสองสามคน อีกคนเตรียมกระสอบรอรับข้าวเต็มเม็ด อีกกระสอบรอรับข้าวที่ปนกันระหว่างแกลบกับเม็ดดี ดูสับสนวุ่นวาย ทว่ากลมกลืนงดงามตามประสา
ฝุ่นและเศษฟางลอยไปกองอยู่ในจุดเดียวกัน


ขณะงานในนายังไม่เสร็จ ผมจ่ายเงิน 250 บาทให้กับเจ้าของข้าว แล้วแบกกระสอบข้าวสามถังขึ้นบ่า เดินตุหรัดตุเหร่เลาะคันนาไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ก่อนจะสตาร์ทรถขับกลับบ้านด้วยใจเอิบอิ่ม
ผมตามหาเพื่อพูดคุยสอบถาม เก็บเกี่ยวเป็นตำราส่วนตัวทั้งพันธุ์ข้าว วิถีชีวิตและวิธีในการดำรงชีพด้วยการงานที่แสนธรรมดาทว่าแปลกแยกแตกต่างมากขึ้นทุกวันๆ ท่ามกลางความแปลกแยกแตกต่างนั่นเองมีความเรียบง่ายงดงามแทรกตัวอยู่ แม้การเข้าหาและเก็บเกี่ยวของผมจะไม่ครอบคลุมทุกด้าน อย่างน้อยผมได้เริ่มแล้ว ทั้งโดยตัวเอง ทั้งตัวอักษรที่ถ่ายทอดออกมาเล่าสู่กัน
ข้าวหลายชนิดพันธุ์ที่สะสมจากกลุ่มคนเหล่านั้น ทั้งจากการเพาะปลูกด้วยตนเองยังรออยู่ที่บ้าน
ผมยังไม่รู้เลยว่าจะหาที่นาแห่งไหนที่เหมาะสมในการเพาะปลูกในฤดูกาลที่จะถึงนี้
06/02/2008 05:16
Posted by
sailomloy in
Blog

ยามเช้าในวันที่น้ำค้างเขียนบทกวี
หยดเม็ดน้ำไว้บนใยแมงมุม สะท้อนแสงวิบวาว
แมลงดีสีสวยแอบอยู่ข้างรวงข้าวที่ยังถนอมดอกตูมในกลีบเปลือก
ดอกข้าวแอบอยู่ในเปลือก ไม่ใช่กลีบดอก
แปลกใจใช่ไหม?
โลกนี้อาจมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่อื่นอีก หากแต่ไกลเกินไป,ฉันเดินทางไปไม่ถึง
ดังนั้นก่อนกลางคืนจะมา ฝากถ้อยคำให้จิ้งหรีดส่งเสียงบอกดวงดาวด้วยว่าอาจมีเพียงดวงดาวเท่านั้นที่ฉันมองเห็นจากพื้นโลกอันไกลโพ้น
แม้แสงนั่นจะเป็นอดีตไปแล้ว
นอกเหนือจากนั้น,โลกของฉัน สายตาของฉัน อาจมองเห็นแค่เพียงสิ่งเล็กๆ รอบราย
เฉกเช่นวันนี้
วันที่น้ำค้างเขียนบทกวี ดอกข้าวถนอมท่าทีต่อแสงแดด และแมลงยังเอียงอายที่จะสบตากับฉัน
แมลงคงไม่รู้ว่าฉัน - สื่อถึงเธอ
 
|