
ภาพประกอบโดย เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์ (http://www.oknation.net/blog/nakriang/2007/09/14/entry-3)
มีเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง (เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์)เคยเขียนถึงลิงอุรังอุตังไว้ที่ ค.ฅนและในบล็อกโอเคเนชั่น)ลิงขนแดงที่น่ารักที่สุดในแถบถิ่นบ้านเรา อีกทั้งเคยมีโทรทัศน์บางช่องเคยนำเรื่องราวชีวิตอันวิกฤติมาออกอากาศให้เราได้ชมกัน
เป็นเรื่องของลิงอุรังอุตังซึ่งได้รับผลกระทบจากการเข้าไปทำการเกษตรแบบถาวรโดยเช่าที่จากรัฐในเกาะบอร์เนียว สารคดีชิ้นนั้นบอกว่าพื้นที่ป่าบนเกาะบอร์เนียวส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ดังนั้นสรรพชีวิตในนั้นจึงหลากหลายเช่นกัน
เมื่อมีความต้องการใช้(เช่า)พื้นที่ป่าปลูกปาล์มมากขึ้น ป่าซึ่งเป็นบ้านของอุรังอุตังก็ลดลงอย่างรวดเร็ว คนงานลูกจ้างของสวนปาล์มน้ำมันซึ่งเข้าไปสร้างที่พักในสวน พวกเขาฆ่าแม่อุรังอุตังเพื่อเก็บลูกของมันมาเลี้ยง แม้จะมีการดำเนินกิจกรรมของเอ็นจีโอหลายกลุ่มที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือลิงพวกนั้น ทั้งการดูแล เช่าพื้นที่เกาะบางเกาะเพื่อเลี้ยง รวมไปถึงการทดลองปล่อยให้ลิงที่คุ้นชินกับการเติบโตจากในกรงและในเมืองได้ฝึกใช้ชีวิตในป่าด้วยตนเองโดยไม่อดตาย
ทว่าการหัดให้ลูกลิงได้รู้จักการเอาตัวรอดเมื่อหน้าแล้งมาเยือน การฝึกให้รู้จักพืชมีพิษ พืชกินได้ตั้งแต่การให้อาหาร หาอาหาร ฝึกให้ปีนต้นไม้ การหลีกเลี่ยงสัตว์มีพิษร้ายแรงอย่างเช่นงูพิษ เป็นต้น พี่เลี้ยงหนึ่งคนกับลูกลิงเกาะแข้งเกาะขากันเป็นพรวน เดินต้วมเตี้ยมอุ้ยอ้ายน่ารัก แต่ทว่าเป็นงานหนักยิ่งกว่าดูแลเด็กอ่อน ใช่ครับ…เด็กอ่อนเกินห้าคนต่อพี่เลี้ยงเพียงคนเดียว

ภาพประกอบจาก http://www.savetheorangutan.co.uk
ภาพของรถแบ็คโฮกวาดป่าราบภายในเวลาไม่กี่นาที จนกลายเป็นลานโล่ง จากนั้นแรงงานคนก็เข้ามา เผา ขุดหลุม แล้วปลูกพืชชนิดใหม่ลงไป เป็นแถว เป็นแนว ไม่ว่าจะมองจากตรงไหนที่คุณยืนอยู่
แม้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ใครจะรู้ว่าในบรรดานายทุนต่างชาติที่เข้าไปเช่าที่จากรัฐบอร์เนียว อาจเป็นนายหัวของเราบางคนจากประเทศของเรา เพราะพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศของเรากำลังขยายออกในยังพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า เราจะสนไปทำไม หากการขยายตัวของสังคม เศรษฐกิจ และผู้คนในครอบครัวของเราจะไปเบียดเบียนถิ่นที่อยู่ของแมลงตัวน้อยๆ นกสีแสบตา เก้ง กวาง เสือ ช้าง ค่าง ชะนี
แม้กระทั่งบรรพบุรุษผู้มีแผนที่ทางพันธุกรรมใกล้กันกับเรา? ครั้งหนึ่งในรอยทางเหนือเขื่อนเชี่ยวหลาน เรานั่งเรือตัดผ่านทะเลสาบขนาดใหญ่ไปจนถึงปากทางของลำห้วยสายหนึ่ง จอดเรือแล้วเดินตัดเนินขึ้นไปกลางแผ่นดินที่เยิบหยุ่นกรอบเกรียมด้วยการทับถมของใบไม้หน้าแล้ง เสียงเดินกรวบกราบก้องป่า แถวเดินไม่กล้าแตกออกไปนอกเส้นเพราะกลัวการพลัดหลง สุดเนินจึงทิ้งดิ่งลงล่างในรอยเท้าช้างป่าครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกที่เราเดินตามรอยเท้าของช้างป่าที่ไถลลื่นเพราะความชัน และอาจเป็นการเดินทางในช่วงฝนพรำจึงทิ้งรอยประทับไว้ให้เราเดินตาม
ในหุบนั้นเสมือนปล่องของภูเขาไฟ เพราะโดยรอบไม่มีพื้นที่ให้ป่ายปีนกลับออกไปสู่โลกภายนอกได้อีก ยกเว้นเส้นทางที่เราเริ่มต้นเดินมา ในนั้น…มีทั้งค่างแว่นซึ่งไม่เคยรู้จักผู้คน กระจงซึ่งเต้นตามจังหวะการตบกิ่งไม้ของอดีตพรานซึ่งผันตัวเป็นพนักงานพิทักษ์ป่า คุ้งน้ำกำลังแห้งผากมีปลาชุกชม กล้วยไม้ดอกกะจิริดไม่คุ้นตา…ฯลฯ เป็นครั้งแรกที่ผมโดนจ่าฝูงของค่างแว่นถิ่นใต้ ขู่กรรโชกให้กลับไปโดยการทิ้งอาวุธที่เปียก และเหม็น…
…เยี่ยว ครับ เยี่ยวอันสดใหม่ ![]()

เยี่ยวของญาติซึ่งมีสายพันธุกรรมใกล้เคียงกับเราๆ ท่านๆ อย่างยากที่จะปฏิเสธ ดังนั้น…..ผมจึงรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่มองเห็นแผ่นดินและป่าไพรซึ่งเป็นถิ่นเกิดของบรรพชนถูกแปรสภาพเป็นอื่น
แม้ในความเป็นจริง….มันแทบไม่เหลือสภาพนั้นอีกแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอุรังอุตังหรือค่างแว่นถิ่นใต้ สรรพสัตว์ที่ไหนก็อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน
…………………………………………
ข้อมูลประกอบ สารคดี BBC และ http://www.savetheorangutan.co.uk/

