………รุกราน……….

21/01/2008 17:30
Posted by sailomloy in Blog

ภาพประกภ??โดยเกรียงไกร สุวรรณภักดิ์(http://www.oknation.net/blog/nakriang)

ภาพประกอบโดย เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์ (http://www.oknation.net/blog/nakriang/2007/09/14/entry-3)

มีเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง (เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์)เคยเขียนถึงลิงอุรังอุตังไว้ที่ ค.ฅนและในบล็อกโอเคเนชั่น)ลิงขนแดงที่น่ารักที่สุดในแถบถิ่นบ้านเรา อีกทั้งเคยมีโทรทัศน์บางช่องเคยนำเรื่องราวชีวิตอันวิกฤติมาออกอากาศให้เราได้ชมกัน

เป็นเรื่องของลิงอุรังอุตังซึ่งได้รับผลกระทบจากการเข้าไปทำการเกษตรแบบถาวรโดยเช่าที่จากรัฐในเกาะบอร์เนียว  สารคดีชิ้นนั้นบอกว่าพื้นที่ป่าบนเกาะบอร์เนียวส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ดังนั้นสรรพชีวิตในนั้นจึงหลากหลายเช่นกัน   

เมื่อมีความต้องการใช้(เช่า)พื้นที่ป่าปลูกปาล์มมากขึ้น ป่าซึ่งเป็นบ้านของอุรังอุตังก็ลดลงอย่างรวดเร็ว คนงานลูกจ้างของสวนปาล์มน้ำมันซึ่งเข้าไปสร้างที่พักในสวน พวกเขาฆ่าแม่อุรังอุตังเพื่อเก็บลูกของมันมาเลี้ยง  แม้จะมีการดำเนินกิจกรรมของเอ็นจีโอหลายกลุ่มที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือลิงพวกนั้น ทั้งการดูแล เช่าพื้นที่เกาะบางเกาะเพื่อเลี้ยง รวมไปถึงการทดลองปล่อยให้ลิงที่คุ้นชินกับการเติบโตจากในกรงและในเมืองได้ฝึกใช้ชีวิตในป่าด้วยตนเองโดยไม่อดตาย

ทว่าการหัดให้ลูกลิงได้รู้จักการเอาตัวรอดเมื่อหน้าแล้งมาเยือน การฝึกให้รู้จักพืชมีพิษ พืชกินได้ตั้งแต่การให้อาหาร หาอาหาร ฝึกให้ปีนต้นไม้ การหลีกเลี่ยงสัตว์มีพิษร้ายแรงอย่างเช่นงูพิษ เป็นต้น  พี่เลี้ยงหนึ่งคนกับลูกลิงเกาะแข้งเกาะขากันเป็นพรวน เดินต้วมเตี้ยมอุ้ยอ้ายน่ารัก แต่ทว่าเป็นงานหนักยิ่งกว่าดูแลเด็กอ่อน ใช่ครับ…เด็กอ่อนเกินห้าคนต่อพี่เลี้ยงเพียงคนเดียว 
     

ภาพประกอบจาก http://www.savetheorangutan.co.uk

ภาพของรถแบ็คโฮกวาดป่าราบภายในเวลาไม่กี่นาที จนกลายเป็นลานโล่ง จากนั้นแรงงานคนก็เข้ามา เผา ขุดหลุม แล้วปลูกพืชชนิดใหม่ลงไป เป็นแถว เป็นแนว ไม่ว่าจะมองจากตรงไหนที่คุณยืนอยู่  

แม้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ใครจะรู้ว่าในบรรดานายทุนต่างชาติที่เข้าไปเช่าที่จากรัฐบอร์เนียว อาจเป็นนายหัวของเราบางคนจากประเทศของเรา เพราะพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศของเรากำลังขยายออกในยังพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า  เราจะสนไปทำไม หากการขยายตัวของสังคม เศรษฐกิจ และผู้คนในครอบครัวของเราจะไปเบียดเบียนถิ่นที่อยู่ของแมลงตัวน้อยๆ นกสีแสบตา เก้ง กวาง เสือ ช้าง ค่าง ชะนี

แม้กระทั่งบรรพบุรุษผู้มีแผนที่ทางพันธุกรรมใกล้กันกับเรา? ครั้งหนึ่งในรอยทางเหนือเขื่อนเชี่ยวหลาน เรานั่งเรือตัดผ่านทะเลสาบขนาดใหญ่ไปจนถึงปากทางของลำห้วยสายหนึ่ง จอดเรือแล้วเดินตัดเนินขึ้นไปกลางแผ่นดินที่เยิบหยุ่นกรอบเกรียมด้วยการทับถมของใบไม้หน้าแล้ง เสียงเดินกรวบกราบก้องป่า แถวเดินไม่กล้าแตกออกไปนอกเส้นเพราะกลัวการพลัดหลง สุดเนินจึงทิ้งดิ่งลงล่างในรอยเท้าช้างป่าครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกที่เราเดินตามรอยเท้าของช้างป่าที่ไถลลื่นเพราะความชัน และอาจเป็นการเดินทางในช่วงฝนพรำจึงทิ้งรอยประทับไว้ให้เราเดินตาม

ในหุบนั้นเสมือนปล่องของภูเขาไฟ เพราะโดยรอบไม่มีพื้นที่ให้ป่ายปีนกลับออกไปสู่โลกภายนอกได้อีก ยกเว้นเส้นทางที่เราเริ่มต้นเดินมา ในนั้น…มีทั้งค่างแว่นซึ่งไม่เคยรู้จักผู้คน กระจงซึ่งเต้นตามจังหวะการตบกิ่งไม้ของอดีตพรานซึ่งผันตัวเป็นพนักงานพิทักษ์ป่า คุ้งน้ำกำลังแห้งผากมีปลาชุกชม กล้วยไม้ดอกกะจิริดไม่คุ้นตา…ฯลฯ เป็นครั้งแรกที่ผมโดนจ่าฝูงของค่างแว่นถิ่นใต้ ขู่กรรโชกให้กลับไปโดยการทิ้งอาวุธที่เปียก และเหม็น…

 …เยี่ยว ครับ เยี่ยวอันสดใหม่ 

เยี่ยวของญาติซึ่งมีสายพันธุกรรมใกล้เคียงกับเราๆ ท่านๆ อย่างยากที่จะปฏิเสธ ดังนั้น…..ผมจึงรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่มองเห็นแผ่นดินและป่าไพรซึ่งเป็นถิ่นเกิดของบรรพชนถูกแปรสภาพเป็นอื่น 

แม้ในความเป็นจริง….มันแทบไม่เหลือสภาพนั้นอีกแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอุรังอุตังหรือค่างแว่นถิ่นใต้ สรรพสัตว์ที่ไหนก็อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน           

…………………………………………
  ข้อมูลประกอบ สารคดี BBC และ http://www.savetheorangutan.co.uk/ 

……ธรรมดานก,ธรรมดาคน……

10/01/2008 04:29
Posted by sailomloy in Blog

แล้วนกกระสาตัวนั้นก็ตาย….อาจไม่ใช่ตัวเดียวกันแต่เป็นนกชนิดเดียวกัน เค้ารางไกลๆ ที่มองผ่านสายตาและช่องมองภาพของกล้องคอมแพคดิจิตอลซูม ๑๐ เท่า พอที่จะจำแนกได้ว่านกชนิดนี้นับวันหาดูในธรรมชาติได้ยาก อีกทั้งนิสัยที่ไม่ชอบความวุ่นวายของมนุษย์ และพื้นที่ในการเสาะแสวงหารวงรัง รวมไปถึงแหล่งอาหารยิ่งลดน้อยลง    

ดังนั้นเส้นโค้งรูปตัวเอสเล็กๆ บนยอดไม้สูงลิบไกลจากจุดที่ยืนมองอยู่ร่วมสองร้อยเมตร หากไม่ตั้งใจมองหาคงยากสังเกตเห็น

 

 “มีคนเอานกมาฝากไว้บ้านโน้น ถามว่านกอะไร มันเพิ่งยิงได้มา”  “อ้อ….ยิงนกแต่ไม่รู้นักอะไรแล้วก็ไม่ได้เอาไปกินซะด้วย”  “กูเห็นปราดเดียวก็รู้แล้ว อ้อ นี่มันนกกระสา หาแลยากแล้ว สงสัยแกงได้หลายหม้อ เพราะขนาดคออย่างเดียวก็ได้หม้อนึงแล้ว”

 เสียงสนทนาในวงสุรายาค่ำคืนร้านขายของชำกลางหมู่บ้าน คือแหล่งข่าวสารชั้นดีที่พวกหูหาเรื่องแบบผมชอบไปนั่งแอบฟัง บางเรื่องน่าสนใจจนทนไม่ไหวต้องกระโจนเข้าวงสนทนาด้วย

กระสาคอยาวชนิดนั้นคือนกกระสาแดง อาจเป็นชนิดเดียวกันที่ผมเห็นตอนเที่ยงวัน และไม่แน่..อาจเป็นตัวเดียวกัน

นับเป็นเรื่องเศร้าที่คนมีปืนในครอบครองนับวันจะไม่รู้จักคำว่า ลูกผู้ชาย ทั้งยังไม่รู้จักแยกแยะระหว่างอาหารและเป้าทดสอบความแม่นยำของกระสุนที่ซื้อหามาด้วยเงิน แม้กระทั่งคำว่า “ฝีมือ” ที่ไม่ได้เกิดจากจำนวนของสัตว์ตายหรือการเพิ่มขึ้นของรอยเลือดที่ลำตัวของอาวุธ

ผมเคยคิดอยากปล่อยลมรถพรานสมัครเล่นในหมู่บ้าน ที่แอบซุ่มในป่าละเมาะลับตา เพื่อส่องยิงอะไรบางอย่างที่ผ่านเข้ามาในลำกล้องเล็ง คนล่าสัตว์ในหมู่บ้านเพิ่มมากขึ้น แต่ผลกระทบที่มาจากการล่าอาจส่งผลที่ผิดแผกกับเด็กพกหนังสะติ๊กในสมัยโน้น สัตว์เล็กสัตว์น้อยหลากชนิดไม่ได้เป็นเพียงเป้าล่อ นักล่ายุคใหม่เลือกยิงเฉพาะ กระรอก กระจง อีเห็น นกเหยี่ยว นกกระยาง นกเป็ดผี ไก่ป่า ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นกับแกล้มเพื่อให้การบอกเล่าคุยโม้ถึงการล่าเป็นไปอย่างออกรสออกชาติ

ใช่ครับ…เพราะพื้นที่ป่าในบนภูเขาไม่มีให้นักล่าพวกนั้นได้ซ้อมฝีมืออีกแล้ว ดังนั้นการขับรถตระเวนหาเป้าจึงเป็นวิธีเดียวกันกับผมซึ่งขับมอเตอร์ไซค์หาภาพ เสาะเรื่องราว เจออะไรก็ส่องไว้ก่อนผิดกันตรงที่ผลปลายทาง

ภาพถ่ายของผมได้เห็นโดยทั่วกันทั้งความงดงามและชั่วร้าย

ผล ของนักล่าอาจเพียงเป้าซ้อมมือ หากไม่ลงหม้อแกงก็คงปล่อยให้มันเน่าตายอยู่ตรงนั้น

 นกกระสาคอแดงบนยอดไม้สูง อาจเป็นตัวเดียวกันหรืออาจไม่ใช่ แต่มันได้ตายไปแล้ว จากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังย่างเข้ามาเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมของผู้คนอยู่ทุกวันๆ

เรื่องเล็กๆ แบบนี้จะส่งผลต่อโลกอย่างไรใครจะสังเกตเห็น และถึงแม้มองเห็นความผิดปกติ อาจตีความได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ธรรมดาทั้งชีวิต ธรรมดาทั้งโลก ธรรมดาจนด้านชาไปหมดแล้วทั้งหัวใจ