- ไปแต่นา มาแต่สวน -

24/12/2007 19:30
Posted by sailomloy in Blog

หัวเรื่อง ไปแต่นา มาแต่สวน ที่ผมเขียนแปะไว้มันแปลว่ากะไร ?

วันนี้จะแฉตัวเองสักหน่อยเพื่อนท่านที่รัก จะได้เข้าใจเรื่องราวอื่นที่ผมจะนำมาเล่าในโอกาสต่อไป

ว่ากันทีละดุ้นละกัน นะครับ

 ไปแต่นา

อาจแลดูเหมือนภาษากวีอยู่กลาย ๆ  จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ นี่เป็นภาษาพูดธรรมดา ๆ  

คำว่า “แต่” ภาษาปักษ์ใต้ แปลได้ว่า บ่อยครั้ง, ทำซ้ำ ๆ กัน เช่น ประโยคที่ว่า เด็กน้อยคนนั้น วัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร เที่ยวแต่ห้าง ,มันกินแต่เหล้าไม่รู้จักทำงาน, ขลุกแต่นอน(ง่วนอยู่กับการนอนอยู่นั่นแหละ) ฯลฯ

ดังนั้นคำว่าไปแต่นา จึงตีความได้ว่า เจ้าของบล็อกนี้ไปนาบ่อย ๆ โดยไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนอื่นเลย

ใช่ครับ..ด้านหนึ่งของการงานที่เลี้ยงชีพในแต่ละปลีกวันของผมคือการทำนา ปลูกข้าว เพื่อกิน เพื่อแจก เพื่อทำบุญ เหลือกินค่อยแบ่งขาย ฯลฯ ดังนั้นการไป(แต่)นา หรือไปนาบ่อย ๆ หรือมันจะไปทำหูดอะไรในนาอยู่เรื่อยเจียว จึงเป็นเรื่องที่ต้องเป็นและต้องไป

กิจกรรมก่อนและหลังการปลูกข้าวกินระยะเวลาเกือบครึ่งปี โดยไม่นับรวมถึงการตระเตรียม ศึกษา เรียนรู้ ทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และพันธุ์ข้าว ดังนั้นไปการ ไปแต่นา สำหรับผมจึงนับเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควร

ส่วนคำว่ามาแต่สวน

 …คำนี้ผมชอบมาก มาแต่สวนไม่ได้หมายความว่า มาสวนบ่อย ๆ อย่างเดียว แต่มันหมายถึง มาจากสวน ด้วย เพราะคำว่า  “มา” หากตามหลังด้วยคำ “แต่” นั่นหมายถึงว่า “มาจาก..(สถานที่,กิจกการที่กระทำ)

ดังนั้นมาแต่สวนจึงหมายถึง มาจากสวน นั่นเอง

อีกความหมายหนึ่ง มาแต่สวน หมายความ มาคนเดียว

..หากมีใครถามใครคนหนึ่งในท้องถิ่นบ้านผมว่า

 “มา(จาก)ไหน?” 

“มาแต่สวน แต่สวน” 

“……? ” อาจจะพาลงงงวยไปหลายครันเทียว

ลองมาคุยกันเล่น ๆ ถึงคำพวกนี้..

อยู่แต่สวน - อยู่คนเดียว,อยู่แต่ในสวนไม่ออกไปไหนเลย

ทำแต่สวน - ทำสวนอย่างเดียว,ทำสวนอย่างเดียว คนเดียวไม่ทำกิจการอย่างอื่นเลย หรือไม่มีใครมาช่วยทำเลย 

นอนแต่สวน - นอนคนเดียว, นอนในสวนอย่างเดียวไม่ได้หนีไปนอนบ้าน(เมียน้อย)เลย (ฮา)

กินแต่สวน - กินคนเดียว

มาแต่สวน - มาคนเดียว, มาจากสวนคนเดียวแล้วก็กรงดิ่งกลับบ้านเลย ไม่ได้แวะจิบสาโทที่ไหนเลย..จริง จรี๊ง…สาบาน!! 

คงพอมองภาพออกนะครับ…บ้านสวนขี้คร้านของผม ตั้งอยู่กลางสวนร่มรื่นด้วยต้นไม้หลากพันธุ์ 

ไปแต่นา - มาแต่สวน จึงพอจะนิยามถึงเจ้าของบ้านได้อย่างกลมกล่วย ว่า ทำนา - มา(จากสวน)คนเดียว   

เข้าใจนะ

ท้ายนี้เพื่อป้องกันคนทะลึ่งติดไปเรื่อยเปื่อย  ขอร้องอย่าได้แปลคำว่า นา ไปถึงนาผืนไหนเจียว ไม่งั้นผมก็จะกลายเป็นคนอีกประเภทหนึ่งทันที

เข้าใจนะ….   

              

- - - - - - - - -

เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.oknation.net/blog วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม 2550

…..ช้า…..

02/12/2007 05:51
Posted by sailomloy in Blog

 


 

รอยต่อของปลายฝนต้นหนาว… 

ความชื้นยังมี  

 

จึงใต้ร่มครึ้มของไม้ใหญ่ยามเช้า สีเขียวทาบทา แสงแดดอุ่นลอดผ่านหลังคาใบไม้สูงลิ่วลงมากระทบพื้น ให้กล้าอ่อนของต้นเล็กได้เสพอายอุ่น

 

อุ่นแดดคือพลังงาน ปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของชีวิตภายหลังการก่อเกิด 

ชีวิตในธรรมชาติดูเชื่องช้า ทว่าไม่มีหยุดนิ่ง เงียบเชียบหากฟุ้งซ่านไม่จดจ่อตั้งใจ แต่แซ็งแซ่เมื่อสมาธิในการฟังเริ่มเข้าที่เข้าทาง

 

มองเห็นชีวิตมากมายใต้ฝ้าเท้า เหยียบไปตรงไหนก็ชีวิต ทั้งหญ้า ตะไคร่น้ำ ต้นไม้เล็กๆ ซึ่งกำลังผลิใบอ่อน โน่น..ใยแมงมุมทอดสายใยระหว่างต้นต่อต้น ต้องลมอ่อนๆ จึงสะท้อนแสงวิบวาว 

เห็ดบางชนิดยังแทรกพรมใบไม้ขึ้นมารับแดด อาจจะร่วงโรยในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่สมาชิกอีกเป็นร้อยพันรอวันก่อเกิดเมื่อถึงฤดูกาลใหม่ 

 

กล้วยไม้บางชนิดหลงฤดูบานดอกสีสดชูช่อโยนไปมากลางแสง เหมือนคนตัวเล็ก ๆ สวมเสื้อผ้าสีสดยืนโบกไม้โบกมือทักทายต้นไม้ใหญ่

ผีเสื้อปีกหักหลงทางมาจากทางไหน กิ้งก่ามองเห็นอาหารประทัง จึงกระโจนจากคาคบรวดเร็ว งับ สะบัด แล้วป่ายปีนไปเคี้ยวกินสบายใจอยู่บนยอดไม้สูงอีกครั้ง 

 ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด ชีวิตหนึ่งตายไป เพื่อต่อชีวิตให้อีกชีวิต 

รอยต่อของปลายฝนต้นหนาว… 

ความชื้นยังมี  

คนบ้าคนหนึ่งเดินถือกล้องท่อมๆ หยุดนั่งใต้ร่มไม้ครึ้มบนภูสูง  

……….….แล้วหลับ