……….จะกดดันกันให้ตายเลยใช่ใหม?……….

30/10/2007 19:02
Posted by sailomloy in Blog

หลังอาการป่วยของคนชราและของผม รายได้เข้าบ้านแทบจะเป็นศูนย์แต่รายจ่ายกลับพุ่งออกเหมือนสายน้ำในฤดูฝน ความคาดหวังของการมีชีวิตฝากไว้กับต้นข้าวที่เริ่มแตกกอรอวันตั้งท้องและผลิรวงในเวลาต่อมา 

อากาศเปลี่ยนแปลง หนาวอยู่วันเดียวกลับฝนพรูเหมือนฟ้ารั่ว แผลที่หน้าแข้งยังไม่หาย อาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของแผลเน่าโดนน้ำ กลัดหนองจนขาหนีบบวมป่วยไข้ไปหลายวัน  

ฝนตกทุกวัน ทุกคืน-ทั้งคืน ติดต่อกันสามวันสี่วัน น้ำเหนือสีชาเข้มไหลบ่ามาในแม่น้ำสายหลักกอปรกับน้ำทะเลหนุนเนื่องจนพื้นที่ลุ่มต่ำในหมู่บ้านกลายเป็นที่รับน้ำจำเป็น   

วันเดียวก่อนน้ำจะท่วมใหญ่ ผมเทียวมาเทียวไประหว่างบ้าน,ริมแม่น้ำ และนาข้าว ยืนอ่านทิศทางการไหลของน้ำอย่างวิตกกังวล แม่น้ำสายหลักไหลเชี่ยว ผลักสายน้ำในแม่น้ำสายรองให้พ่ายแพ้ สายน้ำในคลองขนาดเล็กไหลย้อนกลับไปยังต้นน้ำผิดทิศทางของหลักแรงโน้มถ่วง

ด้านนอกบนถนนสายเอเชีย เส้นทางคมนาคมหลักถูกกระแสน้ำเหนือบ่า ถนนที่เป็นเหมือนปราการเขื่อนไร้รูระบายให้ไหลผ่านอย่างรวดเร็ว จึงท่วมทางหลากล้นสูงลิ่วจนรถทุกชนิดไม่สามารถข้ามผ่านไปได้

ถนนสายเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ผมอาศัยจึงเป็นทางอ้อมให้รถขึ้นล่องกทม.และจังหวัดตอนล่างของชุมพรคึกคักแปลกปลอมอยู่หลายชั่วโมง

คืนนั้นฝนตกหนักและยาวนานตลอดคืน รุ่งเช้า,สภาพท้องนาจึงเป็นอย่างที่คาดเดา



ยอดข้าวที่ระริกพ้นน้ำเพียงสามนิ้วเมื่อวันวาน วันนี้กลับมองหาไม่เห็นหน เบื้องหน้ากลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มีเพียงยอดไม้สูงเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ เหมือนดินแดนต้องคำสาป

สามวันหลังน้ำลดผู้คนในตลาดและในพื้นที่น้ำท่วมพูดคุยกันถึงความขัดแย้งของการแจกจ่ายและรับของบริจาคน้ำท่วม การชิงดีชิงเด่นเอาหน้าเอาตาในพื้นที่หาเสียงของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในการแจกจ่ายข้าวของบรรเทาทุกข์ การเวียนเทียนรับของบริจาคในบางพื้นที่ ถ้อยคำตัดพ้อถึงการไม่ใส่ใจดูแลคนในอีกพื้นที่ที่เดือดร้อนจริงจัง จนสภากาแฟแทบจะเดือดเป็นไฟ

“น้องก็เอาภาพถ่ายไปแจ้งอบต.สิ..เขาจะได้ช่วยเหลือ”  บางคนหวังดีคุยกับผม

“ไม่ยุ่งดีกว่า” ผมว่า “เราอยู่ของเราแบบนี้แหละดีแล้ว….กินอิ่มก็โดดเดี่ยว โหยหิวก็โดดเดี่ยวเช่นกัน จะเป็นไรไป”   

ก่อนหน้านี้สองเดือน ผมส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวชนิดนี้ไปให้เพื่อนชาวนาที่พิจิตร เพื่อให้เขาลงปลูกในนาแถบนั้นเพื่อสืบทอดสายพันธุ์ อย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้นกับผม จะได้ฝากผีฝากไข้ไว้กับเขา เพื่อจะได้ไม่ต้องขอเมล็ดพันธุ์จากพัทลุงถิ่นกำเนิดอีกครั้ง

แต่ชะตากรรมกลับไม่แตกต่าง น้ำท่วมภาคเหนือตอนล่าง ข้าวที่หว่านไว้ตายเรียบ ความกดดันจึงกลับมาที่นาแปลงสุดท้ายของปีนี้อย่างช่วยไม่ได้ 

กลิ่นของหญ้าและต้นข้าวที่เน่า น้ำนิ่งสีสนิม ฟองที่เกิดจากการหมักจนกลายเป็นแก๊ส ลอยฟอดทุกครั้งที่ย่ำเท้าผ่าน ความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเกิดขึ้นเร็วจนตั้งหลักแทบไม่ทัน

กอข้าวที่แตกกอสวยหลังฝนเมื่อก่อนหน้านี้เพียงอาทิตย์เดียว เน่าซบน้ำ บ้างจม บ้างลอยเป็นแพส่งกลิ่นตรลบ บางหย่อมยังมีต้นข้าวที่อาจจะแข็งแรงชูยอดเขียว แต้มด้วยโคลนจากน้ำท่วมเต็มใบ อ่อนแอเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง 

คิดในแง่ดี น้ำท่วมพัดเอาตะกอน ปุ๋ย และปลาหลากชนิดให้มาเติบโตในบิ้งนา ข้าวที่ยังรอดอาจงอกงามให้รวงอ้วนท้วนสมบูรณ์

แต่ทว่า…มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป น้ำในนาเป็นน้ำเน่า อาจทำให้ข้าวที่เกือบรอดโดนน้ำที่เน่าเสียกัดกร่อนจนเฟะไปทั้งหมด ถึงตอนนั้น ผมยังไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับชีวิตต่อไป อาจต้องไถทำใหม่อีกครั้งและลงพันธุ์ข้าวนาปรังระยะสั้นเพื่อต่อชีวิต หรือบากหน้าเสาะหาที่นาบนที่สูงเพื่อลงข้าวชนิดนี้อีกครั้งเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้รอฤดูกาลใหม่ปีหน้า

ภาพของต้นข้าวที่อวบอ้วนเน่าเฟะลอยฟ่องอยู่ทั่วท้องน้ำนั้นยังตามมาหลอกหลอน แผลเปื่อยที่หน้าแข้งซ้ายยังไม่หาย กลิ่นเน่าของหญ้าและข้าวในนายังติดซอกเล็บ ผมก้มลงเช็ดแผลด้วยน้ำยาล้างแผล

แต่..ที่หยดลงแต้มแผลจนแสบเข้าไปในหัวใจกลับไม่ใช่หยดจากน้ำยา   

     —————————————————————-

 

……..ลมว่าว กับดวงดาวละมุน………

15/10/2007 16:18
Posted by sailomloy in Blog

๑. ลมว่าวชนะแล้ว หลังจากท้องฟ้าครืนครานมาหลายวัน นกเหยี่ยวอพยพเริ่มบางตา กระทั่งแหงนมองขึ้นฟ้ามองไม่เห็นกลุ่มของพวกเธออีกเลย

เสียงฟ้ากลางฝนในยามค่ำคืนคือสัญญาณของการเปลี่ยนของฤดูกาล

ทิศทางของเม็ดฝนเฉียงมาจากฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามายังนอกชานยังร่มของชายคาบ้าน ไหลเรื่อยไปยังทิศใต้ ฝนภาคใต้ยังไม่หมด คำพยากรณ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบยังคงเตือนมาจากสื่อต่างๆ ไม่เว้นวัน 

น้ำป่าบนหุบเขาต้นน้ำหลากไหล ลงสู่แหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซาก,รายปี

จะว่าไปไม่ว่าที่ไหนในโลก อากาศกำลังป่วนปั่น ผู้คนตระหนักเพียงรับรู้แค่นั้น…จะเลือกวิถีใดในการดำรงอยู่เพียงเพื่อหายใจ หรือกอบกู้ช่วยโลกออกจากวิกฤติซึ่งเป็นผลมาจากตนก็หาไม่

หลายปีบนเทือกภูสูง ท่ามกลางความเชี่ยวกรากของสายน้ำในดงเถื่อน เราลัดเลาะตามสายน้ำตากต้นน้ำที่มองไม่เห็น เพียงความเยิบหยุ่นชื้นชื่น รก การทับซ้อนของใบไม้หล่นเกลื่อน กลิ่นหมัก ต้นน้ำจึงเป็นเสมือนการนำเอาความแฉะชื้นของวัสดุซับน้ำมาวางซ้อนกัน

หยดน้ำทีละหยด ไหลงมารวมกันตรงโตรกเล็กๆ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากส่ำสัตว์บนยอดภู

 

 

ต้นน้ำไม่ใช่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หรือสระสรงสวยงามในเรื่องเล่าอันมหัศจรรย์ในแนวนางโนราห์และพรานบุญ

ทว่าหากเดินล่องลงตามโตรกเล็กๆ นั่นลงไปอีกหลายวัน จากตาน้ำ กลายเป็นโตรกธารกว้างขนาดข้อแขน ไม่นานจะพบว่ามีหลายโตรกไหลมาบรรจบ กลายเป็นทางน้ำขนาดเท่าตัวคน เราเรียกร่องห้วยใช่ไหม?

ใช่สิ…จากร่องห้วยลึกเพียงตาตุ่ม เสียงน้ำเซาะหินกรุ๊กกริ๊ก เซาะตรงนั้น หลบหายไปในหลืบหินตรงโน้น แล้วกลับมาโผล่ตรงคุ้งนี้ เดินลัดข้ามอีกทีลึกเพียงเอว

วังน้ำลึกเขียวมืด ลึกลับ เรานั่งมองปลานักล่าบางชนิดว่ายวนหาเหยื่อ ก่อนจะฮุบโผงแล้วดำลึก-หายไป

จากต้นน้ำ เราใช้เวลาเดินล่องสองวันสายน้ำนั่นลึกท่วมหัว ไม่แปลกที่เมื่อใดก็ตามที่ฝนตกบนยอดภูจะทำให้เกิดสายน้ำเชี่ยวไหลบ่าตัดทางคุ้งกลายเป็นทางตรง เร็ว ชัดเจน ชะเอาไม้ หิน โคลน ปรี่ลงมาเร็วเกินที่คนไกลป่าจะสำเหนียก

ธรรมชาติเป็นมาและเป็นไปอย่างที่มันเป็นมาเนิ่นนาน ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์สามารถทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเองได้โดยการทำลาย “ทาง” ที่ธรรมชาติได้เซาะไว้ก่อนให้เฉผิดบิดเบี้ยวกลับทิศผิดทางได้เพียงกระดิกปลายนิ้ว

หรืออาจเพราะโลกได้กำหนดเอาไว้แล้ว ว่านี่คือกาลอวสานของมวลมนุษย์

๒. ตอนเด็กๆ ผมแปลกใจเสมอที่พบว่ามีดวงดาวสีขาวดวงเล็กๆ เบาพลิ้วโบยบินมาตามสายลมหน้าฝน ประกายเล็ก ๆ ของมันนุ่มนิ่มโอนเอน เปล่งเป็นรัศมีเหมือนแฉกของประกายดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เดือนดับ

ต่อลงมาจากประกายนิ่มนวลสีขาวมีติ่งสีน้ำตาลห้อยย้วย

ลมแรง..ประกายดาวจะลอยพรูแต้มฟ้ากลางวัน สีเดียวกับเมฆ เล็กเพียงรัศมีของลูกปิงปอง ยากแก่การเพ่งมองย้อนแสงฟ้า

ลมเบา..ติ่งนั่นจะทิ้งดิ่งพาประกายดาวลงแตะพื้น เกาะยอดหญ้า หรือห้อยติดอยู่กับใยแมงมุมบนกิ่งไม้

…….วันหนึ่งกลางฤดูผลไม้

ผมป่ายปีนอยู่บนคาคบต้นมังคุด เก็บผลที่กำลังสุกงอม สายตาสอดส่ายพบดอกเถาว์ไม้เล็กๆ ชนิดหนึ่ง ออกดอกสลอน ใบหนาคล้ายเดฟ แต่มันเป็นนมตำเลียชนิดหนึ่งซึ่งพบมากตามต้นไม้ที่มีความชื้นค่อนข้างมาก

พวงดอกสีขาวเล็กกว่าเม็ดกระดุมเสื้อห้อยเป็นช่อ มองย้อนกลีบดอกพบแฉกรองก้นดอกรูปห้าแฉกเหมือนภาพวาดดวงดาวของเด็กๆ แต่ระยะสมดุลของแฉกนั่นน่าพิศวง

ถ่ายภาพหลายภาพก่อนจะพบว่า ประกายดาวแห่ความฝันในวัยเด็กของผม แท้แล้วจุดกำเนิดใกล้เพียงใบหน้าเงยแหงน เพราะมันคือผลของนมตำเลียที่เกิดจากฝักที่เล็กกว่าพริกชี้ฟ้านั่นเอง เมื่อฝักแก่ประกายดาวจะโผล่ออกมา - แล้วโบยบิน

เคยคิดบ้างไหมท่านที่รัก เราคาดหวังที่จะพบสิ่งหนึ่ง กระทั่งต้องตามหากันเกือบทั้งชีวิตกลับไม่พบแม้เพียงเงา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเพิกเฉยกลับมาเจอกันจนแทบชนกันตาย เราสนุกกับสิ่งเหนือความคาดหมายเหล่านี้บ้างหรือไม่

หรือสิ่งที่เหนือความคาดหมายนั้นเต็มไปด้วยทุกข์เสมอ?

๓. เห็ดในสวนเริ่มเปล่งประกายแห่งสีสันเมื่อลมว่าวเริ่มมา ข่าวคราวของดินถล่มและน้ำท่วม คนตายเพราะน้ำป่าในแหล่งท่องเที่ยวดัง

ความชื้นและการทับถมของใบไม้ พลพรรคย่อยสลายอย่างปลวก จุลินทรีย์ เชื้อรา ฯลฯ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เห็ดหลากสีจึงโผล่พ้นการทับถมของใบไม้ในสวนมาให้ผมได้ถ่ายภาพ

ท่ามกลางโลกอันวิกฤติเลวร้าย ผมเชื่อมร้อยภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ากับเหตุการณ์รอยทางที่เคยผ่านมาเข้าด้วยกัน เรารอดตายจากการเดินทางอันเสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งสายน้ำเชี่ยวและโตรกผาอันสูงชัน

“ทำไมเรารอด…เสี่ยงออกอย่างนั้น ?” เพื่อนในเส้นทางคุยกับผมในวันหนึ่ง

“ อาจเพราะเราไม่แข็งขืน เราอ่อนโอนผ่อนผัน – โดยไม่ได้ตั้งใจ” ผมตอบ

“ยังไง” เพื่อนถาม

“ ก็ปล่อยไป..จะตายก็ตาย น้ำเชี่ยวเราก็ปล่อยให้เธอตีม้วน กดให้จม ดันให้ลอย แล้วเราก็รอด” พูดพลางนึกภาพหลายชีวิตท่ามกลางสายน้ำเชียวกลางป่าลึกเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา

“หรือว่าเราสกปรกเกินไปที่จะรับศพไว้ในอ้อมแขน” เพื่อนงึมงำในเสียงหัวเราะ

อาจใช่” ผมตอบ มองดูดอกนมตำเลียสีขาวค่อยๆ ลอยลัดเลาะไปตามยอดหญ้า ก่อนที่สายลมแรงจะพัดวูบ ดวงดาวอ่อนโยนดวงนั้นลอยหายไปในแสงของกลางวัน

วันนี้ลมว่าวอาจจะชนะ ในบางท้องถิ่นความหนาวจ่อคิวรอ สวนขี้คร้านยังอวลไปด้วยความชื้น ดอกเห็ดบานก่อนจะโรยทิ้งอับสปอร์ไว้รอเวลา

วันนั้นอาจไม่ใช่วันที่เราละสังขาร แต่เมื่อถึงเวลาก็ไม่แตกต่างจากผู้สูญเสียคนอื่นไม่ว่าจะที่ไหนในโลก

การคัดเลือกเกิดขึ้นทุกวันจะโดยปรากฏการณ์หรือโชคชะตา-ก็ตาม

……….กรุดิน………..

10/10/2007 16:04
Posted by sailomloy in Blog

บรรพบุรุษของผมเป็นคนจีนโพ้นทะเล เดินทางร่อนเร่จากดินแดนภาคกลางตอนบน พูดภาษาไทยได้แบบถอยหลัง วิชาชีพติดตัวคือ การค้าขาย บางช่วงของเวลาในยุคนั้นก๋งทวดค้าถ้วยจานลายครามจากเมืองจีน ซึ่งเรือกลไฟนำมาจากบางกอกเทียบท่าที่อ่าวบ่อคา ปากอ่าวอำเภอสวี

จากนั้นถ่ายลงเรือเล็กพายเข้าลำคลองมายังหมู่บ้าน แวะขายทุกท่าน้ำที่มีคนกวักมือแลกเปลี่ยนสินค้า บางส่วนของสินค้ายังกระจัดกระจายอยู่รอบบ้านสวน ขุดดินปลูกต้นไม้ สร้างอาคาร มักพบชิ้นส่วนถ้วยชาม เครื่องเคลือบดินเผาพวกนี้ฝังดินอยู่เสมอ

แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายโบราณคดี แต่การที่ได้พบชิ้นส่วนของอดีตตกหล่นตรงนั้นตรงนี้ เหมือนได้ตามหาจิ๊กซอว์ของชีวิตตนเองทีละชิ้นละชิ้น

ขุดดินข้างบ้านในพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านหลังแรกนับแต่ยุคก๋งทวดจึงพบเศษอดีตถูกฝังอยู่ที่นี่ที่นี่ ทั้งอดีตของตนเองและอดีตของบรรพชน

ของเล่นเก่าแก่ที่ทำจากขวดยา - ไสไปบนฝุ่นใต้ถุนบ้าน ติ๊ต่างเป็นรถเมล์ กระปุกออมสินรูปกบซึ่งพ่อนำมาฝากจากไหนก็ไม่ทราบ เพื่อให้ผมรู้จักการออมแต่เด็ก(เสียดายที่โตขึ้นมาไม่รู้จักออม,รู้จักแต่อด)

ขุดไปขุดมาไปเจอกางเกงนักเรียนตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนประจำอำเภอ กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลรูโหว่เรียกเรื่องราวแต่หนหลังให้ฉายย้อนกลับสู่วัยเด็ก รำลึกได้กระทั่งกลิ่นของฝนแรกยามที่โรงเรียนเปิดวันแรกเมื่อได้เลื่อนชั้น

เพิ่งรู้ว่าดินฝังอดีตได้แม้แต่กางเกงนักเรียนและกลิ่นแห่งความทรงจำ

เงื้อจอบกดลึกเสียงกระทบเนื้อหินแกร๊ก ๆ พลิกดินหงายพบเศษกระเบื้องลายครามแตกหลาย ๆ ชิ้น ตื่นตาตื่นใจ

กิจกรรมเปลี่ยน…ผมก้มเก็บทีละชิ้นละชิ้นเหมือนสมบัติล้ำค่า ล้างแล้วเก็บ

แม่เคยบอกผมตอนหาทำเลสร้างบ้านหลังนี้แทนบ้านหลังเก่า แม่ว่าพื้นที่ตรงนี้เดิมทีเคยเป็นบ้านเก่ามาก่อน ตั้งแต่ยุดสมัยที่เป็นเรือนยกพื้น ฝาเรือนขัดแตะ แบบชักกระไดกลับได้ จึงนับเป็นเรื่องดีที่สามารถยืนอยู่บนที่ทางแห่งบรรพชนได้ – ไม่ติดผัง

คำว่าไม่ติดผังแปลว่า ไม่ชิดติดขอบเหลี่ยมมุม กรอบของรั้ว แนวเขตที่ดิน อาจตีความได้ว่า ไม่ติดผังคือไม่เป็นพื้นที่อันเลวร้าย,ไม่ดีหรือต้องห้ามนั่นเอง

อดีตของคุณ ๆ ล่ะ ถูกกลบฝังหรือตกหล่นอยู่ที่ไหนบ้าง ?

ลองนึกดู….สักวันหนึ่ง คุณอาจพบกับมัน