๑. หลายวันที่ผ่านมา ผมป่วย ท้องฟ้าอากาศก็ไม่เป็นใจ ฝนทิ้งช่วง งานในนายังไม่เสร็จ อาการป่วยไข้เกี่ยวเนื่องกับการงานทั้งหมด ทั้งเพื่อยังชีพและเพื่อสนองกิเลสส่วนตัวข้าวกล้าที่ปักดำไว้ในที่นาแปลงเล็ก ๆ โดนวิกฤตฝนทิ้งช่วงจนโคลนเลนแตกระแหง ผมยืนมองข้าวกล้าต้นน้อยเหี่ยวเฉาโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้ แม้ระยะจากคูเก็บกักน้ำกับแปลงนาห่างกันเพียงศอกกว่า
อาการเจ็บป่วยมาจากเส้นเอ็นหัวไหล่ ข้อมือทั้งสองข้าง ไล่ไปถึงนิ้วมือ จนทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ แม้แต่หยิบปากกาสักด้ามยังยากเย็น
“ไม่ต้องทำหรอก..นาน่ะ ได้ไม่คุ้มเสีย ปลูกพริกขี้หนูแค่งานเดียวก็เลี้ยงตัวได้แล้ว..พริกราคาดีตลอดปี” พ่อพูดพร้อมกับกระดูกกรามที่นูนชัดทั้งสองข้างแก้ม
“ทำนิดเดียวเอง” ผมเอ่ยออกไปอย่างไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีกว่านี้ ผมรู้ว่าพ่อเป็นห่วงครอบครัวของผมซึ่งแยกออกจากบ้านพ่อมาอยู่ในการเลี้ยงดูของป้าในอีกอำเภอหนึ่งตั้งแต่ผมยังแบเบาะด้วยเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้สาเหตุที่แท้จริง
ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้ฐานะทางการเงินของครอบครัวของเราเปลี่ยนแปลง พ่อจะติดตามดูอย่างใกล้ชิดกว่าลูกคนอื่น ๆ แม้ไม่เคยเอ่ยออกปากมากนัก แต่ความช่วยเหลือมักตามมาดูแลพวกเราป้ากับหลานอยู่เสมอโดยไม่ได้มีการร้องขอ ยิ่งการใช้ชีวิตอย่างสุ่มเสียงต่อความมั่นคงของคนแบบผมด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พ่อเฝ้ามองอย่างห่วงใยมากกว่าเดิม
วันนี้ ขณะที่เดินเข้าไปในสวน เจอกิ่งมะปริงผุขนาดเท่าข้อแขนหล่นอยู่โคนต้น จึงแบกกลับบ้านเอามาทำฟืน
มองดุ้นฟืนในมือทำให้คิดไปไกลสิ่งที่ผมอยากจะอธิบายให้กับพ่อคือ ความเกี่ยวเนื่องกันของกิจกรรมที่ผมทำและต้องอยู่กับมัน ทั้งการปลูกข้าว (กิน) ปลูกไม้ใหญ่ (กิน ใช้ ให้ร่มเงา) ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดำรงชีวิตแบบผม นับว่ายากมากท่ามกลางยุคสมัยที่โลกใช้เงินในการแลกเปลี่ยนทุก ๆ ปัจจัยในการดำรงชีพ ทั้งนี้ยังไม่นับถึงความสะดวกสบายและความฟุ่มเฟือยต่าง ๆ
ครับ นอกเหนือจากความยากจนแล้วยังหมายรวมถึงความผิดแผกแตกต่างไปจากวิถีปกติของชุมชนหมู่บ้านอีกด้วย
๒. ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งกำลังออกดอกออกผลดกดื่นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นพืชล้มลุกที่เป็นไม้เลื้อยแต่มีอายุที่ค่อนข้างยืน เถาว์อวบอ้วนขนาดหัวแม่เท้าเลื้อยไต่เกาะขึ้นไปยังเรือนยอดของไม้ยืนต้น จนกลายเป็นต้นแปลกประหลาด ออกดอกออกผลผิดแผก

ขณะที่ไม้เลื้อยอีกชนิดหนึ่งทอดยอดเกี่ยวเกาะกิ่งก้านของสุมทุมพุ่มไม้ในสวนขี้คร้าน ออกดอกบานทุกเช้าให้คนในสวนได้ชื่นชม รื่นรมย์ และลิ้มรสผลซึ่งมีรสหวานปะแล่ม เสมือนเครื่องย้อนวันเวลากลับสู่วัยเด็กซุกซน ถือหนังสะติ๊กออกเที่ยวล่าเล่น เลยเที่ยงวันหิวโหย ความหวานเล็กน้อยจากพืชพื้นบ้านพวกนี้ช่วยปะทัง

ผลสุกสีส้มซึ่งหุ้มด้วยตาข่ายสีเขียวนุ่ม ภาษาบ้านผมเรียก ผ้าร้ายห่อทอง ผ้าร้ายคือผ้าขี้ริ้วนั่นเอง ใช่ครับ..วัชพืชชนิดนี้รับประทานได้ทั้งผล และยอดซึ่งเอาสามารถเอามาดองเปรี้ยวแทนผักแนมได้ ภาษากลางเรียก กะทกรก ครับ….วัชพืชชนิดนี้มักถูกตัด หรือ ฉีดยากำจัดทิ้งเพราะข้อหาแย่งอาหารจากพืชเชิงเดี่ยวของเขา
ดอกงามของกะทกรกพื้นบ้าน บานตอนเช้าถึงสาย ออกดอกตามง่ามใบ กลีบด้านนอกสีเขียวอ่อนถัดเข้ามาเป็นสีขาว กะบังโดยรอบมีลักษณะเป็นฝอยสีขาว ถัดเข้าไปเป็นสีม่วงวางเรียงเป็นรัศมี สวยแปลก…หน้าตาคล้ายดอกไม้ของพืชกินแมลงบางชนิด
กว่าสิบปีที่ผ่านมา เกษตรกรแถบอำเภอบ้านผมนำกะทกรกฝรั่ง หรือเสาวรส มาปลูกเพื่อขายผล …
สวนขี้คร้านได้เมล็ดพันธุ์มาปลูกไว้หลายต้น น่าแปลกที่เสาวรสและกะทกรกไทยมีเนื้อในผลที่คล้ายกัน มีดอกคล้ายกันแต่มีขนาดใหญ่กว่ากระทกรกไทยเกือบเท่าตัว เป็นไม้เถาเหมือนกัน แต่ออกดอกคนละเวลาเสมือนให้คนในสวนได้มีโอกาสชื่นชมและสังเกตสังกาความแตกต่างอย่างใกล้ชิด
๓.ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งโดยวิธีและวิถี อาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่จุดหมายปลายทางคือ ความยั่งยืนของสรรพสิ่งรายรอบ ทั้งดิน น้ำ ฟ้า อากาศ ต้นไม้ สรรพสัตว์ ผู้คน
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมอยากพูดและอธิบายให้พ่อฟัง