คงจำกันได้ที่ผมเคยเขียนถึงบางเรื่องเกี่ยวกับการทำนาบนหลัง(คนหัด)ทำนา การกินแรงปรากฏอยู่ทั่วไปไม่เว้นแม้คนธรรมดาเสมือนว่าหากใครบางคนได้เอาเปรียบใครบางคนและหรือหลายคนได้หน่อยหนึ่ง คือ ชัยชนะอันยิ่งยวดของชีวิต
ผมทำนา,นอกเหนือจากวิถีบังคับให้ทำแล้ว ยังมีเหตุผลของความรักความชอบในสีสัน บรรยากาศ และความรื่นรมย์ส่วนตัวในยามที่ได้เห็นข้าวเจริญเติบโต กระทั่งเป็นเม็ดมาบานสวยอยู่ในจานรอเสพกิน
ผมยังเคยเขียนไว้ว่า ผมสะสมเครื่องมือทำนา สีข้าว ฝัดข้าวเก่าแก่ในขณะที่ยังทำงานประจำอยู่ในเมืองใหญ่ เพียงเพื่อรอเวลาการกลับมาใช้งานมัน

เริ่มต้นหน้านาปีนี้ผมปรับเปลี่ยนทิศทางหันมาพึ่งพาเรี่ยวแรงของตนและคนใกล้ชิดมากขึ้น ภายหลังจากที่ออกไปฝึกวิชาใช้เครื่องมือเครื่องจักรและเทคนิควิธีบางอย่างในท้องทุ่งมาแล้วร่วมสองปีกว่า สำหรับการเรียนรู้วิชาชีพในบางแขนงระยะเวลาเพียงสองปีอาจน้อยเกินไป แต่สำหรับการเรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวในขั้นพื้นฐานแบบฉาบฉวย สำหรับผม..สองปีก็นับว่ามากพอแล้ว
เมื่อเรียนรู้ศาสตร์เบื้องต้นพอสมควร ปีนี้..ได้เวลาเรียนในที่ดินของบรรพชน - ผมเปิดตำราที่ขีดเขียนเอง – เรียนเอง
เริ่มด้วยการเสาะเครื่องมือทุ่นแรงไถทำบนที่นาเกือบสองไร่ ผืนนาเก่าแก่แห่งนี้เป็นนาน้ำลึกโดยส่วนใหญ่ ผู้ถือครองเป็นคนในหมู่บ้าน ซึ่งถือครองกันคนละไม่เกิน 8 ไร่(มากกว่า สองไร่นับว่าเยอะแล้วสำหรับที่นาดั้งเดิม) พื้นที่โดยรวมติดกันเป็นพืดขนานกับคลองน้ำกร่อยไปจนจรดต้นคลอง กินพื้นที่ทั้งหมดหลายพันไร่

นาน้ำลึกแถบนั้นเรียกนาพรุหรือนาลึก สมัยก่อนไม่นิยมไถด้วยควายเพียงตัวเดียวลากคันไถโดยมีเจ้าของถือหางยามเดินตาม แต่จะใช้แรงงานของควายทั้งฝูงหลายสิบตัว เดินลุยย่ำจนหญ้าแหลกและดินเลนนุ่ม เพียงออกแรงดึงหญ้าออกจากตมเลน ก็พร้อมปักดำควายทั้งฝูงนั่นมีเจ้าของซึ่งรับจ้างย่ำนาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ฝึกควายพวกนั้นไว้เพื่อนการลากไถ ปัจจุบันเท่าที่ทราบเหลือคนเลี้ยงควายฝูงแบบหลายสิบตัวเพียงเจ้าเดียว
นาที่ผ่านการเดินย่ำจากควายทั้งฝูงมักมีปุ๋ยธรรมชาติจากมูลเป็นของแถม ข้อจำกัดบางอย่างกลับมีทางออกอีกอย่างหนึ่งเสมอ

เกือบสามสิบปีล่วงแล้วที่ท้องไร่ท้องนาแถบนั้นไร้คนไถทำ ที่นาถูกเปลี่ยนมือจากชาวบ้านเป็นนายทุนเศรษฐีรังนกไปเกือบหมด ด้วยเงินล่อใจจากไร่ละหมื่นกว่าเป็นสองหมื่นตามแต่พื้นที่ จากที่นารกร้างกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมัน มีร่องน้ำเชื่อมต่อกันทะลุออกไปยังคลองน้ำกร่อย ธรรมชาติของต้นปาล์มน้ำมันสามารถปลูกในพื้นที่ดินเปรี้ยวได้ แต่ไม่สามารถงอกงามได้ในพื้นที่น้ำขัง เกษตรกรจึงมักจะขุดร่องน้ำไว้เพื่อนระบายน้ำออกไปร่องน้ำร่องสุดท้ายของสวนปาล์มน้ำมันของนายทุนรายใหญ่ มาจ่อติดกับพื้นที่นาของผมพอดี ข้อดีคือความชื้น ข้อเสียคือผมจำเป็นที่จะต้องทำคันดินกันน้ำเค็มโดยรอบ ปรับสภาพดินที่เกือบกลายสภาพเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ให้กลับมาคงสภาพเป็นดินดี พอที่จะทำให้ข้าวงอกงามได้
หลังจากทำคันคูโดยรอบ ผมใช้เวลาทิ้งดินไว้สามปี หญ้างอกก็ใช้เครื่องตัดถมทับเป็นพรมธรรมชาติ เป็นปุ๋ยใบหญ้า ดูดินสังเกตหญ้า และชิมน้ำในช่วงระยะเวลาแต่ละเดือน ดูความเปลี่ยนแปลงของพืชน้ำ จนกระทั่งมั่นใจว่า สามารถปลูกข้าวได้แม้จะไม่ได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ เลยก็ตาม
ช่วงเวลาระหว่างนั้นคือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ในท้องนาจริง ๆ ที่ได้ทำมาแล้วนั่นเองหลังจากจ้างไถด้วยรถไถล้อยางเมื่อหน้าแล้ง ขี้ไถก้อนเท่าอึยักษ์จึงดูกระโดกกระเดกกว่าที่จะสามารถไถแปรตัดป่นย่อยก้อนดินพวกนั้นได้ ต้องรอกระทั่งฝนชุกแล้วคราดกดตัดก้อนดินพวกนั้นลงให้จมหรือแนบกับผิวน้ำมากที่สุด
ลองคิดเล่น ๆ คนตัวเล็กเดินตามควายเหล็กปีนก้อนดินสูงต่ำสูงต่ำในวันที่แดดระอุ แม่เจ้าพระคุณลุนช่องเอ๋ย….นี่มันนรกชัด ๆ

ผมใช้เวลากับก้อนดินพวกนั้นสามวัน ก่อนจะทิ้งนานจนหญ้าอ่อนเริ่มแตกใบ จึงใช้ผาลจานพ่วงกับควายเหล็กอีกครั้ง…คราวนี้นรกยิ่งกว่า เพราะมันหนักหนืดและติดหล่มจนแทบจะหาช่องว่างหายใจไม่เจอท้ายที่สุดมาจบลงที่คราดอีกครั้ง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่เนินดินบางแห่งยังต้องใช้วิธีที่โบราณที่สุดและได้ผลที่สุด คือ จอบ คราดและสองมือเปล่าแบบเดียวกับที่คนรุ่นก่อนเคยใช้
วัยเด็กสมัยนั้น…สมควรจะวิ่งเล่นซ้อนหาปลากัด กลับต้องมาก้มหน้าโก่งตูด ดมกลิ่นโคลนเลน กลิ่นหญ้าเน่าคละคลุ้ง ควาญหาเศษหญ้าในดินเลน เก็บกอง แล้วลากด้วยกาบหมากหรือใบสิเหรงไปกองรวมที่ริมคันนา
หญ้าที่ถูกดึงจากดินกองรวมเป็นหย่อม ๆ สะท้อนผิวน้ำเป็นภาพขาวดำ แจ่มชัดในความทรงจำ ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นอีกสามสิบกว่าปี ภาพเหล่านั้นกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าอีกครั้งคนรุ่นเก่าไม่เคยบอกว่าทำไมจะต้องทำแบบนั้น ทำแบบนี้ แต่จะสอนให้ทำและจงทำ เมื่อถึงเวลาแล้วจะรู้เอง

….ผมถึงบางอ้อเรื่องการสาวหญ้าออกจากเลนเพื่อปักดำข้าวกล้าก็อีตอนมาทำนาดำนี่เอง..
ปีที่แล้ว….ผมบอกมิตรที่มาเยี่ยมมานอนในบ้านสวนว่า
“ เอ็งดูทัศนียภาพมุมนี้ไว้ แล้วจำให้ดี ๆ หลังจากนี้มันอาจเปลี่ยนแปลง”
“ทำไม..??” เพื่อนถาม
“ มันจะกลายเป็นนา”
“นา..เหรอ? ”

ผมเคยฝันไว้ว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้าล้างหน้าล้างตา นั่งจิบกาแฟดูยอดข้าวพลิ้วใบเป็นระลอกคลื่น โดยมองจากระเบียงบ้าน หรือริมคันนาเลยทีเดียวเนื่องจากเป็นนาน้ำลึก ดังนั้นการปักดำจึงเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด ดังนั้นจึงจะต้องมีแปลงตกกล้าแยกไว้ต่างหาก
ผมใช้พื้นที่ข้างบ้านเพื่อทำแปลงตกกล้าทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการดูแล และไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับพื้นดินของคนอื่น ความฝันว่าจะได้นั่งจิบกาแฟแลกระลอกคลื่นใบข้าวพลิ้วลมจึงมาถึงแค่เพียงอาศัย ระยะเวลา 20 วัน นับแต่วันที่เตรียมแปลง และหว่านเมล็ดพันธ์ลงดินไป
รวดเร็วดีแท้ความฝัน…
ไม่กี่วันหลังจากนี้…ได้เวลาถอนกล้า ปักดำ ผมยังยืนยันคำถามเดิมที่เคยถามไว้เมื่อปีที่แล้ว ว่า
“ไม่สนใจมั่งรึ สหาย? ”
