26/03/2007 17:16
Posted by
sailomloy in
Blog
แล้งฝนมาแล้วหลายวัน ดินเลนในทุ่งนาก่อนหน้านี้เริ่มรวมเป็นก้อนแข็ง กระทั่งกระจายเป็นผงฝุ่นเมื่อมองผ่านกอหญ้าและตอซังแห้งกรอบลงไป
ผืนดินในสวนยามแล้งน่าหวาดหวั่นกว่า ดูลึกลับ ซ่อนลึกใต้ใบไม้สีน้ำตาลอ่อน เดินย่ำเท้าลงไป มันส่งเสียงเกรียวกราวกรอบแกรบ กลิ่นของความแห้งแล้งลอยอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง แต่ใบไม้ที่สละก้านกิ่งลงมาห่มดินกลับกลายเป็นผ้าผืนใหญ่ที่คลี่คลุมปกปิดกันการระเหยของหยดน้ำในดินได้
ใช่…ยามแห้งแล้ง หยดน้ำเพียงหยดเดียวอาจทำให้ต้นไม้บางต้นหยัดยืนผ่านแล้งสู่ฝนได้อย่างปลอดภัย และยังมีชีวิต
ทุกซอกมุมของใบไม้เต็มไปด้วยผงฝุ่น คล้ายเร้นตัวเองจากสายลมแรง..ฝุ่นพร้อมเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยลม
ผมเดินเล่นในสวนสอดส่ายสายตาค้นหา ก้ม เงย ซุกซนเหมือนเด็กซึ่งค้นพบโลกอัศจรรย์

หน้าแล้ง..ในสวนมีทางเดินให้เลือกมายมาย มุดลอดใต้สุมทุมรกเรื้อ ป่ายปีนจอมปลวกซึ่งเตียนโล่งเหมือนมีคนมาถางทางให้ การค่อย เติบโตของต้นไม้ การออกดอก ออกผล ใบไม้ร่วง ทุกชีวิตดูเหมือนหยุดนิ่ง หรือหากแม้แต่เคลื่อนที่เติบโตดูเหมือนจะเชื่องช้าจนเหมือนไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ท่ามกลางความเชื่องช้านี่เองที่ให้ค้นพบความสวยงาม ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข มองเห็นตัวเองในวัยเด็กวิ่งเล่นอยู่ในสวน ทุกตารางนิ้วของสวนมีเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ในตัวของมันเอง บอกเล่าสืบต่อจากรุ่นต่อรุ่นเชื่อร้อยสืบเนื่องด้วยกาลเวลา
……….จวบปัจจุบัน ผมเห็นความเติบโตของตัวเองหรือไม่ คำตอบคือยังไม่แน่ใจ
คุณล่ะ…ความเปลี่ยนแปลงในตัวเองของคุณรวดเร็วหรือเชื่องช้า ? คุณสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า
นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่เคยยิ้มแย้มให้กับสรรพสิ่งรายรอบด้วยจริตอัน(ค่อนข้าง)เป็นปกติ?
กว่าสามปีมาแล้ว ผมละทิ้งงานประจำอันมั่งคง กองทิ้งไว้เบื้องหน้า แล้วกลับหลังหันคืนบ้านวัยเยาว์ด้วยสองมือเปล่า อ่อนและบาง เพื่อที่จะพบว่ามันห้อเลือดและด่างด้านในเวลาต่อมาด้วยการเสี้ยมสอนของด้ามพร้าและด้ามจอบ สองเท้าแบบบางเต็มไปด้วยหนามหักในเจ็บระบม
สาบาน..!! ผมไม่ได้กระแดะเดินตีนเปล่าในสวน แต่หนามของ ต้นแหล มันยาวทะลุรองเท้าทุกชนิดที่มีขายในตลาดเล็ก ๆ ในชุมชนที่ผมอยู่
นี่ละหรือการเริ่มต้นเดินทาง?

ผมแน่ใจได้แล้วหรือว่ารอยยิ้มที่แต้มหน้าตัวเองนั้น เป็นความปีติปลื้มเปรมหรือเป็นการยิ้มเสียดเย้ยไยไพตัวเองยามยากไร้และเปลี่ยวเหงา
เมื่อกลับคืนสู่บ้านสวนใหม่ ๆ ผมหมกตัวเองในสวนตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง กลับบ้านกินมื้อเที่ยง แล้วนอนพักผ่อนกว่า ๑ ชั่วโมงด้วยความอ่อนเพลียผสมความเกียจคร้าน
ทว่าการทิ้งขว้างเวลาไปกับการนอนคือการค้นพบความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ผมไม่เคยพบขณะที่ทำงานประจำ ตกบ่ายจึงทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่าอีกครั้งจนจรดเย็น
เมื่อความลงตัวของบางปัจจัยในสวนมีมากพอที่จะปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น สวนขี้คร้านจึงกลายเป็นเหมือนแปลงทดลองให้ผมทุกฤดูกาล ทั้งเพื่อความสนุกสนานและการหวังผลทางด้านการใช้ประโยชน์ในภายหน้า
ใบไม้ในสวนยังคงปกคลุมผิวดินอันแห้งแล้ง มันจะกลายเป็นดิน และอาหารของสรรพชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อฝนมาเยือนความเขียวสะพรั่งจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
ผมเริ่มต้นตรงนี้…ในสวน มีทางเดินให้เลือกมายมาย ภาพที่มองเห็นตรงหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า จนดูเหมือนไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ
บางวัน ผมแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไหนเลย – นี่นับเป็นการเริ่มต้นเดินทางจากจุดเริ่มต้นได้หรือไม่
บางเวลาผมคิด…หากเริ่มต้นที่ กม. ศูนย์ เรากำลังเดินไปข้างหน้า หรือถอยย้อนกลับหลัง? นอกเหนือจากอุดมคติซึ่งเกาะกุมจิตวิญญาณผิดยุคสมัยแล้ว ยังจะมีสิ่งใดให้ตัวเองได้มั่นใจได้อีก?
ครับ…บางเวลาเท่านั้นที่ผมคิดแบบนี้
…………………………………………………….
21/03/2007 09:59
Posted by
sailomloy in
Blog
ดาวบนฟ้าคืนนี้ดกเหลือเกิน ดื่นดาษเสียจนความคิดกระเจิดกระเจิง จนแอบจินตนาการเกินจริงไปว่า….
แสงสว่างจากไฟหน้าเตาเผาถ่านแทบอับแสง หากไม่มีความวอมแวมวาบวาบแต้มคนหน้าเตา คงมิอาจแยกว่าไหนคือแสงจากดวงดาว ไหนคือแสงไฟจากเตาเผาถ่าน
พรุ่งนี้คือวันแรม ๑๕ ค่ำ คืนนี้จึงดื่นดาวงาม
จบงานนาไม่นาน แต่ผมก็ยังเทียวไปเทียวมาระหว่างผืนนาและบ้าน - บ้านและนา เพื่อขนฟางกลับบ้าน แต่ละเที่ยวแต่ละวันจนดูเหมือนมดขนเศษอะไรบางอย่างที่ใหญ่โตเกินตัว
จุดมุ่งหมายของผมเพื่อเก็บสะสมไว้ในที่ร่มเพื่อสร้างประโยชน์ แต่สายตาคนมองอาจตีความความว่าไอ้นี่มันบ้าหอบฟางของแท้
ทุกครั้งมีคนถามว่าเอาฟางไปทำอะไร เพาะเห็ดหรือ? ทำปุ๋ยหรือ ?
เพื่อประหยัดถ้อยคำผมตอบเพียงคำว่า “ครับ
ขนฟางตอนเย็น ยามเช้าดูแลคันดินริมนาที่ปลูกมะพร้าวไว้ จากบ่ายถึงเย็นจึงเป็นเวลาที่ต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ เพื่อรองรับกิจกรรมใหม่ที่เข้ามาในช่วงฤดูกาลใหม่
สวนขี้คร้านมีวัตถุดิบประเภทไม้ใช้สอยมากจนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ การใช้แก๊สหุงต้มเพื่อการปรุงอาหารและปรุงยา รวมทั้งกิจกรรมใช้ความร้อนประเภทอื่น ๆ ภายในบ้าน นับว่าสะดวกเพียงใช้เงินแลกเปลี่ยนซื้อหา
แต่เงินทองใช่ว่าจะหาได้ง่ายเหมือนเศษไม้ในสวน ผมจึงใช้ทรัพยากรทุกชนิดในการปรุงอาหาร ทั้งถ่าน ฟืน และแก๊สหุงต้ม
การเผาถ่านเป็นกิจกรรมเลือนรางในรายละเอียดขณะวัยเด็ก ผมติดสอยห้อยตามพ่อทั้งการตัดโค่น เลื่อยเป็นดุ้น จัดเรียงในเตาดินซึ่งขุดลึกเข้าในใต้กองปลวกมหึมา เจาะรูระบายลมสองถึงสามรู ปากเตากว้างจนสามารถมุดเข้าไปจัดเรียงดุ้นฟืนได้ ในนั้นมืดอับชวนอึดอัด ขณะเดียวกันก็น่าสนุกไม่ใช่น้อย เหมือนโลกใต้ดินในจินตนาการของเด็ก

การจุดไฟหน้าเตาเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ผมไม่เคยล่วงรู้ความลับ ข้อมูลทางวิชาการด้านการ เขาเรียกการเผาถ่านที่มีลักษณะการเผาไหม้แบบนี้ว่า การเผาไหม้ทางอ้อม ไฟหน้าเตาไม่ได้เผาที่ที่ดุ้นฟืนที่จัดเรียงอยู่ในเตาโดยตรง เพียงใช้ความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ออกไป กระทั่งมันสามารถติดได้เองเมื่อความชื่นในเนื้อไม้หมดและความร้อนในเตาสูงได้ที่
จากนั้นหรี่รูปากเตา ให้อากาศเข้าไปเลี้ยงการเผาไหม้ด้านในพอประมาณซึ่งหมายความถึงความชำนิชำนาญส่วนบุคคลในการสังเกตควันและกลิ่นของการเผาไหม้
คนโบราณค้นคิดอะไรแบบนี้ได้อย่างไรกัน?
นี่คือร่องรอยบางอย่างที่น่าสนใจ น่าติดตามค้นหา และทดลองปฏิบัติ
เศษไม้ในสวนเอง สวนใกล้เคียง กิ่งไม้ริมถนน เศษไม้ริมทะเล ถูกรวบรวมมากองไว้ใกล้เตาซึ่งผมใช้ถังน้ำมันสองร้อยลิตร วางในแนวนอนต่อท่อใยหินขึ้นมาทำปล่องควัน ปิดปากเตา เหลือช่องใส่ฟืนตามขนาดของอิฐบล็อก จุดไฟหน้าเตา แล้วรอ อย่าให้ไฟดับ ดูแลเอาใจใส่ต่อการเติมเชื้อไฟหน้าเตาจนถึงเวลาที่ความชื้นหมดไปจากไม้เล็ก ๆ ที่จัดเรียงตามแนวยาวของถังจนเกือบเต็ม
กลิ่นควันที่ลอยฟุ้งออกจากปากท่อคือรหัสสัญญาณบอกความชื้นภายใน ผมล้างสมองให้ว่างอีกครั้งแล้วเสาะหาผู้รู้จริงในเรื่องการเผาถ่านซึ่งมีอยู่หลายคนในหมู่บ้าน
การเรียนการสอนฉบับ “ยองยองแนะ” ก็เกิดขึ้นทุกครั้งที่กูรูหลาย ๆ ท่านที่จูงวัวเดินผ่านสวนขี้คร้าน
จากบ่ายถึงค่ำ ถึงดึกดื่นจนกระทั่งควันเริ่มเปลี่ยนสี จากขาวเป็นขุ่น จากขุ่นเป็นน้ำเงินจาง ๆ กลิ่นควันลอยฟุ้งไปไกล ยามหนาวกลิ่นควันแบบนี้ในต่างถิ่นขณะที่ชีวิตผ่านเส้นทางไปโน่นไปนี่ กลิ่นควันจากการเผาถ่านทำเอาผมถวิลบ้านแทบวางวาย
ความจริงการเผาถ่านมีหลากหลายวิธี ทั้งการเผาแบบหลุมผี และเผาแบบเตาดิน รวมทั้งการเผาแบบยกกองสูงจากพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วคลุมด้วยแกลบหรือขี้เลื่อย รวมถึงขี้เถ้าหรือแม้แต่ดินรอบ ๆ เตาเพื่อควบคุมอากาศไม่ให้เข้าไปข้างในมากเกินไปกระทั่งไม้ลุกไหม้กลายเป็นถ่านและถ่านกลายเป็นขี้เถ้าในเวลาต่อมา แบบนี้เรียกการลุกไหม้ทางตรง

มีวิธีที่ผมทำอยู่บ่อยจนนับได้ว่าความชำนาญ คือการเผาถ่านกะลาโดยใช้ถังปี๊บ
วางปี๊บเปิดฝาถังวางหงายจุดไฟในปี๊บค่อย ๆ วางกะลาแห้งลงไปทีละใบ กระทั่งกะลาใบแรกลุกไหม้มายังใบที่สองสามสี่ ค่อย ๆ วางกะลาใบต่อไปจนเต็มถัง ปล่อยให้ควันคละคลุ้ง
เมื่อใดที่เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาอีกเพียงครอบกะลาลงไปอีกจนเปลวไฟกลายเป็นควัน ใส่เรื่อย ๆ ดูแลไม่ให้คลาดสายตาจนกกว่าถ่านกะลาจะเต็ม ตัดใบกล้วยปูทับเปลวไฟแล้วใส่ทรายเปียกหรือดินเปียกบนใบกล้วยนั้นเพื่อปิดกั้นอากาศกันการลุกไหม้
ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งเช้าเตาปี๊บเย็นเปิดดินออก เก็บถ่านกะลาไว้ใช้ง่ายแต่ต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตาเพราะกะลาแห้งลุกไหมรวดรวดเร็ว
ผมทำเตาถ่านจากถังสองร้อยลิตรที่รุ่นพี่ในหมู่บ้านให้มา มันเก่าเพราะผ่านการเผาถ่านกะลามาแล้ว มีรูรั่วหลายจุด นับว่าไม่เป็นผลดีนักสำหรับการเผาถ่านแบบที่ผมทำ หลังจากปลุกปล้ำอยู่สองวัน ปักหลักล้อมขุดดินฝังถังซึ่งวางนอนกับพื้นดิน ต่อท่อใยหินตั้งขึ้น ตัดไม้ไผ่ทะลุปล่องเพื่อทำปล่องควันเก็บน้ำส้มควันไม้
เปลวไฟหน้าเตาเริ่มหรี่เมื่อย่างเข้าเที่ยงคืนของคืนที่สอง สีและกลิ่นของควันบ่งบอกว่าเกิดการลุกไหม้ข้างใน รูรั่วพวกนั้นเริ่มทำพิษ ดินเหนียวที่ปิดกั้นอากาศ แตกร้าวควันลอยออกจากรอยแยกระแหง ผมหิ้วถังน้ำขุดดินเหนียวขยำโปะหน้าเตาในจุดที่มีรูรั่ว
คืนนั้นอารมณ์สุนทรีย์ที่เคยมีต่อกองไฟหน้าเตาหดหาย เมื่อเวลาย่างห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ผมขลุกอยู่กับความร้อน ความหนืดเหนอะของดินเหนียว และฝูงยุงกัดจนคันคะเยอ อาการรั่วเริ่มหมดลงเมื่อผมหมดเรี่ยวแรง ทั้งอ่อนเปลี้ยและง่วงงุน
รุ่งเช้า ความฝันถึงถ่านในเตาที่เรียงตัวสวยงามด้วยรูปลักษณ์ที่คงรูปเดิมของเศษไม้ต้องสลายไป เพราะหน้าเตาเต็มไปด้วยรอยร้าวเหมือนเดิม อากาศเข้าไปเลี้ยงไฟภายในเต็มที่ ท่อไม้ไผ่ไหม้จนขาดออกจากปากปล่องท่อใยหิน

ความร้อนยังคุกร่นอยู่ภายใน ผมผสมดินเหนียวอีกครั้ง ปิดรูรั่วจนมิดชิดแล้วทิ้งไว้อีก ๑ คืน
รุ่งเช้าอีกวัน…สิ่งที่ผมคาดเดาเป็นจริง
ภายในเตาเต็มไปด้วยขี้เถ้า และเศษถ่านเพียงไม่กี่ชิ้นคล้ายดั่งเครื่องปลอบประโลมใจเล็กน้อยที่บทเรียนบทนี้มอบให้
โลกนี้เต็มไปด้วยตำรามากมายที่น่าศึกษาเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งไหนคงต้องทำใจไว้ก่อนว่า….สิ่งนั้นอาจไม่เป็นอย่างที่เป็นอย่างที่ตำราเขาเขียนหรือบอกเล่ามา
ใช่ครับ…สำหรับบทเรียนแห่งชีวิตจริง บางที่ผมอาจต้องเขียนตำราเอง และเรียนเอง
05/03/2007 22:48
Posted by
sailomloy in
Blog
ต้นฤดูร้อนปี ๒๕๕๐
ผมรับเงิน ๖๓ บาทจากมือเฒ่าแก่รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรด้วยความรู้สึกโหวงเหวง
หมากสุกในสวนขี้คร้านหน้าแล้งนี้รวบรวมได้ไม่มาก เมื่อกับบ้านพ่อในต่างอำเภอแล้ว จึงมากพอที่จะให้คนแก่ที่บ้านได้ทำงาน โดยการผ่าออกเป็นสองซีกเพื่อตากแดดให้แห้ง ก่อนที่จะแกะเนื้อในออกจากเปลือกชั่งกิโล ได้เงินใช้จ่ายแม้จะเป็นรายได้เล็กน้อย แต่คุณค่าของเงินมีมากกว่าที่ผมได้รับจากคนรับซื้อผลผลิต
ในอดีต..ผลผลิตในสวนยามที่แล้งมาเยือนนอกจากหมาก เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แล้ว ยังมีมะพร้าวห้าวซึ่งสามารถขายทั้งลูกและผ่าตากแห้งขายได้ด้วย

เนื้อมะพร้าวที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งโดยการตากหรือรมควันไฟ จนความชื้นหรือน้ำในเนื้อระเหยหมดไป ได้ราคาดีกว่าขายลูกในบางฤดูกาล แต่การเก็บมะพร้าวไว้จนผ่านระยะทึนทึกจนกระทั่งหน่อเล็ก ๆ งอกออกจากเปลือก สามารถนำมาสกัดน้ำมันเพื่อเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรนั้น กลับได้คุณค่ามากกว่า ทั้งในแง่ตัวเงินรายรับ รวมไปถึงการประหยัดรายจ่ายในการซื้อหาน้ำมันมาบริโภค
ยุคหนึ่ง ราคาของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์แห้งราคาตก มะม่วงในสวนล้มตายโดยขาดการใส่ใจดูแล ดังนั้นสวนของเราจึงเหลือเพียงหมาก และมะพร้าวเป็นรายได้รายเดือนที่พอจะเลี้ยงตัวอยู่ได้โดยไม่ขัดสนมากนัก
ผมเก็บหมากตากแห้งขายมาตั้งแต่เด็ก ปลายทางของหมากแห้งไปที่ไหนไม่เคยรู้ จากคำบอกเล่าเพียงว่าหมากพวกนี้เข้าโรงงานเพื่อสกัดเอาสารอะไรบางอย่างมาย้อมอวนเพื่อความทนทาน

ต้นหมากในสวนขี้คร้านยืนท้าแดดลมผ่านมาหลายยุคสมัย สืบรุ่นต่อรุ่น ในยุคก้าวหน้าของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ย่าเคยเสียน้ำตาให้กับคำสั่งที่แนบมากับการห้ามประชาชนห้ามกินหมากและนุ่งโจงกระเบน
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน รับคำสั่งมาด้วยความกระอักกระอ่วน เพราะทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของคนกินหมาก คนปลูกหมาก และคนมีสวนหมากในหมู่บ้านทั้งสิ้น
ประโยชน์ของหมากในสวนถูกใช้งานมากกว่าการกินผลและขายผล ชาวบ้านในยุคนั้นแทบทุกคน ในทุกภาคกินหมากไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านร้านถิ่นในเมืองจนถึงชาวนาชาวไร่ ไพร่ นาย บ่าวล้วนกินหมาก กระทั่งทางการยุคนั้นใช้เป็นข้ออ้างว่าทำให้บ้านเรือนเปรอะเปื้อนสกปรก ทำให้ปากและฟันเปลี่ยนสี ไม่สวย ไม่ขาวเหมือนชาติตะวันตก
หมากพื้นเมืองสูงชะลูด เส้นใยภายในลำต้นแข็งแรงยืดหยุ่นเหมือนเกลียวลวดนับร้อยนับพันยึดแน่นเหนียวจากโคนถึงปลายยอด ต้นหมากจึงไม่ค่อยหักโค่นได้ง่าย การโอนเอนไปมาตามลมโยกช่วยให้ยืนต้นอยู่ได้หลายสิบปี กระทั่งยาวนานเกือบถึงชั่วอายุคนเลยทีเดียว
สวนสมรมยุคเก่าของภาคใต้มักมีต้นหมากเป็นเครื่องหมายบ่งบอก ไม่มีลักษณะความเป็นแถวเป็นแนวของการปลูก ต้นไหนแก่มาก สูงมาก มักถูกนำมาใช้ในการทำเรือน ทำแคร่ ทำโรงหนังตะลุง ทำโรงเลี้ยงพระเมื่อมีงานมงคล หรืองานอวมงคล
การโค่นต้นหมากในสวนข้างบ้านนับเป็นความสะดวกอย่างหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่ทันเตรียมตัวตั้งรับเช่นงานศพ เป็นต้น
ดังนั้น..การเสียน้ำตาของย่าให้กับต้นหมากหลายสิบต้นที่ถูกล้มเพราะความล้าหลังไม่ทันอาระยันประเทศนั้นนับว่ามีเหตุผลสมควรอยู่
แรงจูงใจของการปลูกหมากในบางสวน คือ ราคาของหมากอ่อนในบางฤดูกาลมีราคาแพง และหายาก ผมเคยซื้อหมากอ่อนจากตลาดมาฝากแม่ในราคา ๒ - ๓ ลูก ๑๐ บาท
แพงกว่ามะนาวหน้าแล้งหลายเท่า!!!
จึงมีชาวสวนบางคนมีความสามารถทำให้หมากออกดอก ติดผล และขายได้นอกฤดูกาล เราเรียก หมากทะวาย หมากอ่อนราคาดีจนสามารถถัวเฉลี่ยให้กับรายจ่ายในการดูแลผลิตผลอื่น ๆ ในสวนได้พอสมควร

หากราคาในการขายทั้งผลไม่ดีนัก ชาวบ้านบางคนใช้วิธีฝานหมากอ่อนตาก จนแห้งใส่ถุงขายส่งเป็นหมากเพื่อการบริโภคอีกทางหนึ่ง ทว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นว่าบ้านไหนจะทำหมากแว่นขายอีก ยกเว้นเพื่อเก็บไว้บริโภคเองในบ้านเท่านั้น
นอกเหนือจากรายรับอันมาจากหมากอ่อนคือหมากสุกตากแห้ง โดยชาวสวนจะต้องตากให้เนื้อในแห้งสนิทแล้วส่งขายร้านรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีการรับซื้อเป็นกิโลกรัม
รายละเอียดของผลิตผลอันมีราคาตามแบบฉบับของพ่อค้าคนกลางซึ่งรับมาเป็นทอด ๆ มีข้อปลีกย่อยมากมายเพื่อเลือกเฟ้นคุณภาพของผลิตผลนั้น ๆ (คือการกดราคาดี ๆ นั่นเอง) เช่น ยางพาราเกรดดี ราคาดี (แน่นอน..มีน้อย) ปาล์มน้ำมัน ต้องเมล็ดโตคุณภาพของน้ำมันสีของเมล็ดบ่งบอกเนื้อในซึ่งเปี่ยมไปด้วยน้ำมันได้เป็นอย่างดี
ข้อแม้ของการรับซื้อหมากแห้งก็คือหน้าหมาก ซึ่งเมื่อผ่าออกแล้ว ตากแห้งแล้ว หน้าหมากต้องสวยเหมือนเพิ่งผ่า ไม่มีเชื้อรา หรือสีอื่นเจือปน
เคล็ดลับของการรักษาหน้าหมากให้สวยเพื่อให้ได้ราคาดีนั้นอยู่ที่การตากและผ่า ชาวสวนมักตากหมากสุกทั้งลูกจนแห้งสนิทพอที่จะขายได้ จึงค่อยมาผ่าเป็นสองซีก เหตุผลที่ต้องผ่าเพราะร้านค้าสามารถตรวจดูได้ว่าหมากแห้งพอที่จะรับซื้อได้หรือไม่นั่นเอง

หากหมากที่ผ่าแล้วถูกตากในที่แจ้งโดนแดดดี แห้งเร็ว แต่ต้องเก็บในที่ร่มหรือคลุมให้พ้นรัศมีน้ำค้างหรือความชื้อนอื่นเมื่อตกเย็น เพราะอาจทำให้สีของหน้าหมากไม่สวยอย่างที่ร้านรับซื้อต้องการ จากราคากิโลกรัมละ ๒๐ บาทขึ้นไป อาจกวูบเหลือเพียงกก.ละ ๑๕ บาทอย่างที่ผมได้รับ
ผมขายหมากแห้งด้วยน้ำหนัก ๔.๒ กก. ร้านรับซื้อให้ราคา กก. ละ ๑๕ บาท ผมได้เงินมา ๖๓ บาท ซื้อน้ำมันรถ ๔๐ บาท เหลือติดกระเป๋ากลับบ้าน ๒๓ บาท คุณค่าของหมากแห้งกลับอยู่ที่คนแก่วัย ๙๖ ได้ออกกำลังแขนและคุณค่าของการทำงานในบั้นปลายของชีวิต
แน่นอน…สำหรับผมในยามนี้ มันคุ้มครับ
…………………………………………….
หมายเหตุ
หมากมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Betel nut มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Areca catechu Linn. เป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์ม เช่นเดียวกับมะพร้าว มีการแพร่กระจาย ในหลายประเทศ แถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย
แหล่งปลูกหมากที่เป็นเชิงการค้า ของโลก ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ไทย
แหล่งปลูกในประเทศ ไทย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ภาคกลาง พื้นที่ปลูกหมากของไทยมีประมาณ 116,756 ไร่ ผลผลิตรวม 437,010 ตัน จังหวัดที่มีการปลูกหมากมากที่สุด คือจังหวัดชุมพร รองลงมาคือจังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง ฉะเชิงเทรา พัทลุง ตรัง พังงา ระยอง นครปฐม และสุราษฎร์ธานี
หมากจะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม หมากทะวายจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่ กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม หมากทะวายราคาแพงกว่าหมากปี บางครั้งขึ้นถึงผลละ 3-5 บาท คนไทยบางคนและชาวเขาบางเผ่าโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงกินหมากแต่ก็ลดปริมาณลงมาก
หมากเป็นสินค้าส่งออกในรูปของหมากสดและหมากแห้ง หมากสดส่วนใหญ่จะขายเป็นหมากอ่อน ( ส่งไต้หวัน ) หรือทิ้งไว้ให้สุกเพื่อทำหมากแห้งต่อไป การบริโภคหมากของไทยสูงถึง 88 % ที่เหลือ 12 % จะเป็นการส่งออกในรูปของหมากสดและหมากแห้ง
ซึ่งเมล็ดหมาก เมื่อนำมาสกัดจะได้ไขมัน เมือก ยางและสารอัลคาลอยด์ ชื่อ Arecoline มีแทนนินสูง จึงสามารถใช้ในทางอุตสาหกรรมและยารักษาโรคได้หลายชนิด เช่น ทำสีต่าง ๆ ใช้ย้อมแห อวน ทำให้นิ่มและอ่อนตัว ยืดอายุการใช้งานได้นาน เส้นด้าย ไม่เปื่อยเร็ว ใช้สกัดทำยารักษาโรค เช่น ยาสมานแผล ยาขับพยาธิในสัตว์ ยาแก้ท้องเดิน ท้องเสีย ยาขับพิษ ยาทาแก้คัน น้ำมันนวด ยาขับปัสสาะ และยาแก้ปากเปื่อย เป็นต้นใช้สกัดเป็นน้ำยาฟอกหนัง จะทำให้หนังนิ่ม และมีสีสวย ที่ประเทศอินเดียมีจำหน่าย ในชื่อต่าง ๆ กันคือ Gambier catechu, Begal catechu, Bombay catechu
: ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนส่งเสริมไม้ผล ไม้ยืนต้น และยางพารา
http://www.doae.go.th/library/html/detail/futureofac/inde.htm