23/02/2007 13:20
Posted by
sailomloy in
Blog
ต้นไม้ที่ดูจะเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้มาเยือนสวนขี้คร้าน นอกเหนือจากไม้ดอกบางชนิดแล้วยังมีต้นกล้วยชนิดหนึ่งซึ่งมีลำต้นอวบมีส่วนโค้งส่วนเว้าเหมือนหญิงสาว ส่วนโคนเล็กไปจรดราก ถัดขึ้นมาจากโคนป่องออกคล้ายสะโพก สูงขึ้นคอดกิ่วเหมือนเอว จากนั้นส่วนบน ทั้งยอดและใบกว้างขวางใหญ่โตปกคลุม หากเป็นฤดูฝน ใบและทางใบจะสมบูรณ์สวยงาม

ผมเห็นกล้วยชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก สืบทอดมาจากยุคไหนไม่มีใครทราบ คนแก่ ๆ บ้านผมเรียกกล้วยชนิดนี้ว่ากล้วยบัว แน่หละ..มันเป็นคนละชนิดกันกล้วยบัวที่มีปลีสีม่วงที่นิยมปลูกเป็นกล้วยประดับในยุคนี้
ผมเคยพบกล้วยชนิดนี้ในเส้นทางป่าแถบช่องเย็น ตอนบนของป่าคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ทำเอาตะลึงพรึงเพริดไปชั่วขณะ เพราะเคยเห็นที่ในท้องถิ่นตัวเอง ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอในถิ่นอื่น แต่พอเดินทางมากเข้า สืบเสาะสังเกตสังการอบ ๆ บ้านของท้องถิ่นอื่น กลับพบต้นไม้ที่ลักลั่นเจริญเติบโตมากมายจนไม่มีความแปลกใจหลงเหลือ

จริง ๆ น่าจะแปลกใจด้วยซ้ำที่มันมางอกอยู่แถบบ้านผม แทนที่จะเป็นภาคเหนือหรือภาคอิสาน
มันไม่สามารถแตกกอออกหน่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้เหมือนกล้วยทั่วไป แต่เกิดใหม่ด้วยเมล็ดซึ่งมีมากมายจนแทบจะไม่มีที่ว่างของเนื้อในให้ลิ้มรส

ลำต้นของกล้วยนวลเต็มไปด้วยกาบใบซ้อนกันแต่ละกาบอวบอ้วนหนาและอุ้มน้ำ ทำให้ดูเหมือนคนที่ใส่เสื้อผ้าหลายชั้น สีเขียวนวลเคลือบด้วยแป้งสีขาวโดยรอบ ใบของกล้วยชนิดนี้หนาและนิ่มกว่ากล้วยตานี แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำไปห่อขนมอาจเพราะหนาเกินไป

กาบใบที่หนายาวจากใบด้านบนลงสู่โคนต้นด้านล่าง นี่เองที่สามารถนำมาใช้เจียรตามแนวยาวตากแห้งทำเป็นเชือกรัดของได้แน่นเหนียวทนทาน และนุ่มมือกว่าเชือกพลาสติกมากมาย
ยืนต้นอยู่หลายนานจึงออกปลีสีเขียวอ่อนให้ชื่นชม กล้วยที่ออกดอกออกปลีคือ กล้วยที่รอวันตายก็จริง แต่ระยะเวลาจากปลี จนถึงระยะเวลาที่ผลสุก ยาวนานเกือบเท่าชีวิตเริ่มต้นของมัน ปลีสีเขียวจะค่อย ๆ เติมเนื้อในผลซึ่งรวมกันแน่นขนัด ยาวจากยอดถึงกลางลำต้น จากภายนอกแทบมองไม่เห็นผลเพราะมีส่วนกาบปลีห่อหุ้มมิดชิด

ผลกลมป้อมมีเหลี่ยมเกิดขึ้นเพราะการเบียดเสียดระหว่างผลต่อผล เมื่อผลสุกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เปลือกหุ้มผลสีเหลือง
เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำหนาและแข็งมาก มีขนาดปลายนิ้วราวก้อยเด็กห่อหุ้มแป้งสีขาวไว้ข้างใน อัตราการงอกชองเมล็ดยาวนาน เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสมมันจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่แปลกที่บางปีส่วนขี้คร้านไม่เห็นกล้วยชนิดนี้งอกเลยในระยะเวลาสองสามปี แต่ปีไหนความชื้นเหมาะสมมันกลับงอกขึ้นมาได้อีกครั้ง

กล้วยนวลหนึ่งต้นเมื่อมีผล จากหนึ่งผลมีเมล็ดมากกว่าสิบ หนึ่งต้นคงนับได้เกินห้าร้อยเมล็ดหรือเกือบถึงพันเมล็ด อันตราการงอกของกล้วยชนิดนี้คงไม่มาก การมีเมล็ดเยอะทำให้อัตราการอยู่รอดสืบต่อเผ่าพันธุ์ของมันมีมากกว่า นี่เป็นกฎอันเป็นสามัญของมวลไม้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น
นอกเหนือจากการปลูกประดับสวน นำใบรองผักหญ้า รองข้าวเหนียวตอนอุ่นในลังถึง นำกาบมาทำใยมาทำเชือกรัดของ สับทำปุ๋ยใส่โคนต้นไม้อื่นหรือปลูกให้ความชื้นและร่มเงาของสวนแล้ว ผมยังหาวิธีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้เรื่อย ๆ
ยามหน้าฝน กล้วยชนิดนี้อวบงาม แต่ทว่าเมื่อแล้งเยือน กล้วยนวลกลับกลายเป็นแหล่งน้ำอย่างดีสำหรับพืชใกล้เคียง กาบใบเริ่มเหี่ยวซูบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไม่งามตา นี่คือการอวยประโยชน์กันระหว่างพืชพรรณแต่ละชนิดซึ่งเกิดจากความแตกต่างของฤดูกาล
หลายปีมานี้กล้วยนวลในสวนขี้คร้านกว่าสิบต้นที่ผมมอบแต่คนผ่านทางมาทั้งชาวบ้าน คนเก็บมะพร้าว และผองเพื่อน

ปีนี้ผลของกล้วยนวลทางทิศตะวันออกของบ้านเริ่มสุกงอม แต่ยังคาดหวังไม่ได้ว่าเมล็ดภายในจะมีอัตราการงอกแค่ไหนหากผมจะมอบแด่คนรักต้นไม้อีหลายต่อหลายคนในประเทศนี้
….เมื่อสิ่งแวดล้อมที่รอบรายสมบูรณ์เพียบพร้อม หน่อเล็ก ๆ ของกล้วยนวลจากสวนขี้คร้านจะงอกงามออกมาเพื่อให้ร่มเงา ให้ความชื้น ออกดอกออกผลให้นก ให้ค้างคาวได้กิน และรูปทรงสวยงามแด่แผ่นดินของผู้เพาะปลูกในถิ่นอื่น
อยากได้สักสิบเมล็ดไหมเล่า ท่านที่รัก?
………………………………………………………………
หมายเหตุ
กล้วยนวล มีหลายชื่อ อะแพละ กล้วยศาสนา กล้วยโทน กล้วยหัวโต มีลำต้นเทียมสูง 5-6 เมตร ขนาดผ่าศูนย์กลาง 30-50 ซม.
โคนลำต้นอวบใหญ่ กาบลำต้นสีเขียว มีนวลหนา ดอกออกเป็นช่อใหญ่ปลายห้อยดิ่งลง ปลีมีใบประดับขนาดใหญ่สีเขียว เรียงสลับกันและชิดติดกันแน่น ผลอยู่รวมเป็นหวีภายในปลี ผลเดี่ยวรูปรีสั้นๆ มีสันตามยาวขนาดกว้างประมาณ 3 ซม. ยาว 6 ซม.
ภายในมีเนื้อเยื่อบางๆ เมล็ดขนาดใหญ่ แข็งมาก ขนาดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.

กล้วยนวล พบขึ้นในป่าแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ความสูง 300-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ออกดอกติดผลเดือนมิถุนายน-ตุลาคม สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี มีรูปทรงสวยงามมาก
ข้อมูลจาก : สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์.
19/02/2007 16:50
Posted by
sailomloy in
Blog
ปีที่แล้ว(๒๕๔๙) ก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวสองวัน…
ผมวุ่นวายอยู่กับงานอันแสนเหนื่อยหนักแลกเศษเงินเล็กน้อยเข้าบ้านเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ออกมาสู่โลกของการพึ่งตนเองอย่างเต็มรูปแบบ การทำงานไม่ยากครับ แต่การบากหน้าไปของานทำโดยที่ลักษณะงานเป็นการทำงานแบบใช้แรงอย่างเดียวนั้น มันยากพอสมควรสำหรับคนเคยทำงานประจำในห้องแอร์เย็นฉ่ำ และมีเงินเดือนประจำร่วมหมื่นบาท
การพึ่งตนเองในความหมายของผมหมายถึงทั้งการงาน เรี่ยวแรง และมันสมองที่ทุ่มลงไปในการมีและใช้ชีวิตอย่างธรรมดา
ก่อนหน้านี้ผมเข้าสู่สภาวะคล้ายคนเป็นโรคซึมเศร้า ก่นลึกลงสู่ความเครียดที่เหมือนหาสาเหตุไม่พบ แท้แล้วเป็นความกลัวอดเพราะไม่มีรายได้เข้าบ้านนั่นเอง กระทั่ง..ผมรวบรวมความกล้าไปหาญาติข้างบ้านเพื่อขอรับตัดหญ้างวดนี้แทนขาประจำอื่นโดยบอกเพียงต้องการเงินนั่นแหละ อาการดังกล่าวจึงหมดไป
ปกติในการรับจ้างตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดแบบสะพายหลัง มักมีทีมงานอย่างน้อยสามถึงห้าคนกระจายกันออกไปทำงานเพื่อความรวดเร็ว ส่วนแบ่งของรายได้จะน้อยต้องถัวเฉลี่ยกันไปคนละเล็กละน้อย เมื่อรับงานหลายสวนหลายแปลง เงินรายรับต่อวันต่ออาทิตย์ต่อเดือนจึงมากขึ้นตามลำดับ
วันแรกที่เริ่มงานก็โดนดีซะแล้ว
“ทั้งวันได้แค่นี้เหรอ?” เสียงเสียดเย้ยจากมืออาชีพ
“ ครึ่ง..เออะ….ช่างมันเถอะ ” ผมพยายามจะบอกว่าเพิ่งทำได้ครึ่งวันครับ แต่แล้วกระซิบแผ่วว่าช่างมัน
งานตัดหญ้าด้วยเครื่องจักรมีคมหมุนเร็วเป็นการทำงานที่เสี่ยงมากหากไม่ได้รับการป้องกันตัวเองอย่างดีทั้งศีรษะ ใบหน้า แขนขา รองเท้า สนับแข้ง ซึ่งต้องเสี่ยงกับสะเก็ดหิน เศษกระเบื้อง ใบมีดนั่นหมุนเร็วบางครั้งตัดไปโดนก้อนหินหลุดปลิวมาตัดนิ้วตัดขาหากเหวี่ยงผิดทาง ทุกกระบวนการล้วนเสี่ยงทั้งสิ้น

ส่วนความยากง่ายขึ้นอยู่กับจำนวนต้นหญ้าต่อจำนวนพื้นที่ หากหญ้ารกแน่นขนัดก็ซวยหน่อย เร่งเครื่องกันเต็มบิดเหวี่ยงทั้งตัวจนปวดสะเอวอาจตัดได้เพียง ๑ เที่ยวเหวี่ยง จะให้เนียนต้องสองถึงสามเที่ยว นั่นหมายถึงน้ำมันที่เปลืองมากกว่าเดิม เจ้าของสวนอาจค้อนควับเวลาที่เราแบมือขอเงินค่าแรง เพราะราคาของการทำงานนั้นคิดเป็นจำนวนลิตรของน้ำมัน
คนเรายามตกอับต่อให้ช้างมาฉุดก็ไม่อยู่แล้วครับ ผมได้รับแปลงที่หญ้าหนาแน่นที่สุดเท่าที่โลกนี้จะประทานโจทย์แรกในการรับจ้างของมือใหม่ - อย่างผม
แม้เคยตัดหญ้าในสวนในนาของตนเองจนเคยชินแต่เมื่อมาทำงานรับจ้างกลับเป็นคนละอารมณ์กันโดยสิ้นเชิง กลางสวนปาล์มแห่งนั้นเปลวแดดร้อนระอุ เสียง และกลิ่นน้ำมัน กว่าจะเข้าที่เข้าทางกระทั่งสามารถปรับสภาพของตนเองได้เล่นเอาเหนื่อยแทบขาดใจ
ก่อนหน้านี้..ผมออกไปหากะลามะพร้าวจากบ้านญาติในละแวก รวบรวมเฉพาะส่วนก้นกะลาเฉือนเปลือกออกขัดกับกระดาษทรายพอเกลี้ยงไม่ถึงกับเงาวับ ฝากคนใกล้ชิดไปทำกระทงขายละแวกถนนพระอาทิตย์ในช่วงเทศกาลลอยกระทง เศษกะลาที่หมกเหม็นอยู่ริมชายคาและกองขยะ ถูกปิ้งไฟจนแห้งขัดตกแต่งจนไม่เหลือเค้าขยะ ขายส่งไปใบละเจ็ดบาท ผมใช้เวลาสี่วันขัดจนกล้ามขึ้น
เพ็งนั้นกระทงกะลาจากมือผมจะผ่านคำอธิษฐานของใครลงสู่ลำน้ำเจ้าพระยา มันจะล่องลงไปยังบางไหน อ่าวไหน หรือจะลอยฝ่าเกลียวคลื่นมายังทะเลตะวันออกเพื่อกลับบ้าน ? จินตนาการเรื่อยเปื่อยของผมมีไว้เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอันแผ่วโรยในบางวัน
ท่ามกลางความเหนื่อยล้านั่นเอง…มีเรื่องดีสองเรื่องเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้กัน
เรื่องแรกเป็นรายได้จากการขายมะพร้าวในสวนได้ราคาถึงลูกละ ๖ บาท เสียดายที่สวนขี้คร้านมีมะพร้าวห้าวพอใช้การได้เพียง ๓๐ ลูก เดือนนี้รายได้จากมะพร้าวเดือนนี้ ๑๘๐ บาท ได้เงินมากกว่าเดือนที่แล้ว ๑๐ บาท เงินจำนวนเล็กน้อยอาจเป็นเศษยิ่งกว่าเศษของเงินในกระเป๋าของคนทำงานประจำ แต่ความยิ่งใหญ่ของเม็ดเงินมันอยู่ที่เรามองเห็นผลผลิตที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมการกดขี่เรื่องราคาเป็นธรรมดาของยุคสมัยที่เงินเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพ วิธีคิดแบบนี้แหละครับที่ผมใช้ในการใช้ชีวิตในบ้านสวน

เรื่องที่สอง มีโปสการ์ดจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งถูกส่งมาจากปากีสถาน มันทำจากกล่องของบิสกิตสีแดง มีรูปคนเป่าแตร ถูกส่งมาจากเพื่อนนักเขียนเพียงคนเดียวที่ผมรู้จักและสนิท
เพื่อนเขียนมาบอกเล่าในรอยทางที่ผ่านเข้าไปท่องเที่ยวหรือการงาน(ไม่แน่ใจ เพราะหลายครั้งที่นักเขียนไปเที่ยวมักได้งานกลับมาเสมอ นัยว่าไปติดดวงตาเพิ่มเติม)ผมเคยได้รับโปสการ์ดจากแดนไกลในดินแดนที่ผมไม่คิดว่าจะได้รับมาหนหนึ่งเมื่อต้นปี ๒๕๔๗ มีโปสการ์ดส่งมาจากเพื่อนสามี-ภรรยาชาวสวิสเซอร์แลนด์ที่เคยมาพักนอนที่บ้านสวนขี้คร้านหนหนึ่ง เพื่อนเขียนมาจากสเปน บอกเล่าว่า เพื่อนรู้สึกโชคดีมากที่ไม่ได้ลงไปปักษ์ใต้ของประเทศไทยตามหนดการเดิมเมื่อคราวที่สึนามิซัดเข้าอันดามัน แผนการเดินทางที่เปลี่ยนไป ทำให้เพื่อนยังมีชีวิต และได้เขียนถึงผม

โปสการ์ดจากถิ่นอื่นไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในประเทศไทยหรือห่างไกลไปคนละซีกโลก โปสการ์ดใบเล็กกับลายมือขยุกขยุยพอให้อ่านออก เดินทางมาแสนไกลเพื่อให้คนในสวนได้อ่าน ได้ปลื้ม
จากงานเพื่อเงิน และเรื่องดี ๆ สองเรื่องที่ดึงผมออกมาจากโลกส่วนตัวอันซึมเศร้า ผ่อนคลาย เขียนบันทึกชิ้นนี้ เพื่อเตรียมตัวรับงานหนักกลางทุ่งนาในอีกสองวันข้างหน้า
ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเริ่มต้นแล้ว!!!

……………………………………………………………..
11/02/2007 12:46
Posted by
sailomloy in
Blog
วันหนึ่ง… เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว
ผลไม้ในสวนขี้คร้านยังคงมีหลากหลาย ทั้ง มะปริง มะไฟ มะเฟือง กระท้อน ลูกมะหวด (กำซำ) หว้า มะเม่าระกำ ตะขบ(ขร็อบ) เล็บเหยี่ยว สังขัน(แสงขัน) มะขามป้อม ชมพู่น้ำดอกไม้ ฯลฯ เด็กน้อยสี่ห้าคนในละแวกบ้านใกล้ ซุกซนป่ายปีน กินต้นนั้นปีนต้นนี้ เก็บผลใส่กระเป๋าจนปริแตกสีของผลไม้แต้มสีกางเกงด่างดวง

ผลไม้หน้าร้อนสุกเกือบพร้อมกันหลายอย่าง มะไฟสีเหลือง มะปริงสีเหลืองส้ม หว้าสีดำแดง เล็บเหยี่ยวริมทุ่งใบกลมเหมือนพุทรา แต่ผลกลมเล็กเหมือนมะเม่า ชมพู่น้ำดอกไม้สีเขียวเหลือง ยังมีอีกหลายต้นไม้ที่ในสวนขี้คร้านมีและเคยมี
ภาพในใจแต่ครั้งวัยเด็กย้อนกลับเหมือนภาพถอยหลังของฟิล์มหนัง เมื่อได้กลิ่นและเห็นภาพฝรั่งลูกเล็ก ๆ สี่ลูก วางอยู่บนโต๊ะอาหารในวัดใกล้บ้าน
ผมคิดจะปลูกฝรั่งชนิดนี้เมื่อหลายปีก่อน แต่เวลาและธุระปะปังหลายอย่างทำให้หลงลืมไป ไม่ได้หามาปลูกให้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่ตั้งใจ แม้จะรู้ว่าต้นพันธุ์นั้นสามารถหาได้จากที่ไหนในช่วงเวลานั้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านกลับหลงลืมไป

ภาษาบ้านผม เรียก ฝรั่ง ว่า ย่าหมู แปลกใจว่า แถบพังงา ระนอง ก็เรียกแบบเดี่ยวกัน ยิ่งแปลกใจเข้าใจอีกเมื่อทางฟากนครศรีธรรมราชอีก ชมพู่ ส่วนชมพู่จริงในภาคกลาง ทางนครเรียกน้ำดอกไม้ มาเข้าใจที่มาของภาษาก็อีกตรงที่ ต้นทางของภาษาซึ่งมีที่มาจากทางมาลายู เขาเรียก ชมพู่ว่า Jambu และเรียกฝรั่งว่า Jambu เช่นกันแต่อาจจะต่อท้ายด้วยคำว่า Batu
ความสงสัยใคร่รู้นี่เองที่ชักชวนผมให้เข้าไปเสาะค้นข้อมูลเรื่อยเปื่อยไปจนพบว่าเมื่อใช้คำว่า Jambu กลับพบแต่ภาพของชมพู่ในภาษารูมีเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบ้างบางเว็บที่ฟ้องภาพของฝรั่งไส้ชมพู สองเสียงนี้มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรในที่มา แค่ฝรั่งขี้นกลูกเล็กกลับทำให้ค้นพบมากมายเกินกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่แรก
ในสวนทางทิศตะวันตกของบ้าน ผมยังจำได้ ฝรั่งขี้นกต้นเล็กต้นนั้นไม่ค่อยจะได้รับการเหลียวแลจากเด็ก ๆ มากนัก อาจเพราะมีต้นฝรั่งพันธุ์ที่ผลโตกว่าอยู่บ้านใกล้กัน เด็กจึงไปป่ายปีน เล่นซ่อนหา และเล่นของเล่นอื่น ๆ ที่บ้านหลังนั้นมากกว่า ฝรั่งขี้นกต้นนั้นจึงหล่นกล่นเกลื่อนเต็มใต้ต้น ชนิดที่เรียกได้ว่าเหยียบไม่ถึงพื้นดินกันเลยทีเดียว ผลสุก ผลเน่าส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวไปทั่วบริเวณ
ฝรั่งขี้นกอาจมีหลายพันธุ์ ต้นที่เคยมีที่บ้านผมมีผลขนาดเล็กเพียงหัวแม่เท้าผลรียาวมีสันนูนขึ้นมาจากหัวจรดท้ายมองเห็นชัดเจน เนื้อในสีชมพูเข้ม เด็ก อ้าปากงับเพียงสามคำหมดลูก บางชนิดผลกลม บางชนิดมีขั้วยื่นยาวออกมามากกว่าปกติ
การล่มสลายของฝรั่งขี้นกมาเยือนเมื่อการเข้ามาของฝรั่งพันธุ์เวียดนาม ผลกลมโต เนื้อหนา หวานกรอบ โตเร็ว ความนิยมในการบริโภคฝรั่งขี้นกอันฝาดเฝื่อนจึงค่อย ๆ หมดไป

อีกประเด็นคือการเข้ามาของการสาธารณะสุขแนวใหม่ โดยอาศัยส้วมซึมและคำขวัญที่ว่า “นอนในมุ้ง ทุ่งในส้วม สวมรองเท้า” เพื่อเป็นการควบคุมการระบาดของโรคภัยในยุคนั้น
ผมเกิดทันรอยต่อของการ“ทุ่งในสวน แบบเย็นลมโชยสุขา” คนบ้านนอกแบบผมนิยมกินเมล็ดของผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งเพราะรสชาติและความอิ่มเอม การขับถ่ายจึงเป็นการทิ้งของเก่าอย่างทรงคุณค่าเอนกอนันต์ต่อเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้าน ตราบเท่าที่ปากสามารถกัดเคี้ยวกลืนกิน และลำไส้ใหญ่สามารถขับถ่ายออกอย่างไม่ทรมาน
ต้นไม้หลายชนิดในสวนขี้คร้าน และสวนของเพื่อนบ้านใกล้เคียงหลายต้นที่งอกงามมาจากกองอาจมในยุคโน้น ยืนหยัดให้ดอกให้ผลจนถึงยุคนี้
ผมเริ่มสอดส่ายสายตาสำรวจตามเรือกสวนไร่นาเก่าแก่ภายในหมู่บ้านเพื่อตามหาผลไม้พื้นบ้านชนิดนี้อย่างจริงจังเมื่อเสร็จจากหน้านา
แน่หละ..การตามหาผลไม้ชิดหนึ่ง อาจพบผลไม้พื้นเมืองอีกหลายชนิดในเวลาต่อมา
ช่วงนี้น้อง ๆ หลายคนในเครือข่ายของเพื่อนร่วมทางเมื่อหลายปีก่อนจึงถูกผมร้องขอกึ่งบังคับให้ช่วยจัดหา เมล็ด และกิ่ง รวมไปถึงต้นอ่อนของพืชพื้นบ้านที่คาดว่าจะหาได้จากพื้นที่ที่ตัวเองเคยอยู่
ไม่นานเกิน ๑ อาทิตย์ น้องในทีมส่งข่าวดีมากบอกว่า บ้านเพื่อนที่หาดใหญ่มีต้น และอาจได้รับเมล็ดของฝรั่งชนิดนี้ในอีกไม่ช้า..แค่นี้ก็นับเป็นข่าวดีเกินความคาดหมาย
จากฝรั่งขี้นกผมแตกประเด็นความคิดไปยังไม้พื้นบ้านชนิดอื่นที่ “ น่าสนุก” อีก ความน่าสนุกคือการเรียนรู้อย่างมีความสุข การศึกษาในระบบของบ้านเราน่าจะมีกิจกรรมแห่งการเรียนรู้ที่ “น่าสนุก” เกิดขึ้นเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ผู้เรียนสามารถซึมซับกับองค์ความรู้ตรงหน้าอย่างสนุกสนาน และมีสาระ ไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่หมายรวมถึงศิลป วัฒนธรรมประจำถิ่นของตนเอง
ผมคงแตกประเด็นไปไม่ไกลกระมัง?
จากบ้านสวนสู่ทุ่งนา ริมลำประโดงต้นเล็บเหยี่ยวซ่อนเล็บ(หนาม)ใต้กิ่งและใบกลมไว้ แล้วอวดผลเล็ก ๆ บนกิ่ง สีเขียวของผลอ่อน สีม่วง และดำของผลสุกอวดสายตานกและคนบ้า(แบบผม) รสชาติของเล็บเหยี่ยว หรือ เหย็บเหยียวในสำเนียงท้องถิ่นบ้านผม ออกรสเปรี้ยวฝาดทว่าอร่อยลิ้น
ริมทุ่งติดกับพรมแดนป่าพรุเสื่อมสภาพ ต้นหว้าเริ่มออกผลเขียว แดงและดำเมื่อสุกงอม
ในอดีต..ลูกหว้าอร่อยชวนเด็กเลี้ยงควายเกียจคร้านที่จะเปลี่ยนที่ให้ควายได้กินหญ้าอ่อน ตัวเองหลบอยู่บนคาคบสูงปลิดกินลูกหว้าสบายใจเฉิบ ยอดอ่อนของหว้าเป็นผักแนมของแกงคั่วเนื้อได้เด็ดดวง

บนคันนาร้าง มะม่วงป่าสูงลิบลิ่ว ร่มครึ้ม กิ่งก้านถูกเกาะด้วยพืชอิงอาศัยหลากชนิด แลดูรกรุงรังน่าเกรงขาม บ้านผมเรียกมะม่วงชนิดว่า ม่วงคัน กิ่งก้านยังมีร่องรอยของดอกโรย อีกไม่นานจะได้เห็นผลที่กลมเกลี้ยงของมัน หากมาทันเวลาดอกอ่อนเริ่มชูช่อ เราสามารถเด็ดไปเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกอร่อยมาก
วันต่อมาผมเดินดูผลไม้ในสวน มีไม้พื้นถิ่นหลายต้นที่กำลังออกดอก มีต้น มะปราง มะหวด และชมพู่น้ำดอกไม้

บ้านสวนขี้คร้านมีต้นชมพู่น้ำดอกไม้อยู่ ๑ ต้น ค่อนข้างสูงใหญ่ ผมเคยริดกิ่งออกบ้างแล้ว แต่ยังคงสูงลิบแผ่กิ่งก้านใบร่มครึ้ม ปีนี้ออกดอกออกผลไม่ดก ผลไม่โตอย่างที่เจ้าของสวนอยากให้เป็น แต่นับว่าดีที่ยังมีไม้พื้นบ้านชนิดที่อยู่ในสวน
วันนี้ขับรถออกไปเสียค่าโทรศัพท์ในเมือง ผ่านเส้นทางที่มีต้นชมพู่ชนิดนี้ต้นเบื่อเริ่มเทิ่ม หมายตาเอาไว้ขากลับจึงแวะเข้าไปยังโคนต้นพร้อมกับกล้องคู่ใจ
ชมพู่ต้นนี้กำลังออกดอก มีผลอ่อนแก่และสุกค่อนข้างดก 
ก้มเงยถ่ายภาพไม่นานเจ้าของสวนแวะมาทัก โลกทัศน์ของคนต่างวัยจึงถ่ายเทแด่กัน
ดั้งเดิมเขาเป็นคนไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ รู้จักคนแก่ที่บ้านผมดีมาก เราคุยกันสนุกไปยังการงานอาชีพ การปลูกต้นไม้ในสวน การอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นบ้าน ฯลฯ ระกว่างนั้นผมก็เด็ดผลสุกเคี้ยวตุ้ย ๆ อร่อยมาก
“เอาเลย เก็บกินเลย…หอม หวาน หรอย ลูกหลานบ้านลุงมันกินไม่เป็นกันแล้ว ผลไม้โบราณ” พูดพลางเกี่ยวผลสุกด้วยคมมีดพร้าลงมา บอกให้ผมเก็บไปฝากคนแก่ที่บ้านด้วย ผลสุกของชมพู่น้ำดอกไม้สามารถสกัดเป็นหัวน้ำหอมได้ บางต้นที่เคยจัดแสดงในงานพืชสวนโลกมีกลิ่นแปลกไปจากกลิ่นดังเดิมของมัน เนื่องเพราะมีการผสมพันธุ์จนเกิดเป็นพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา
ผลไม้ชนิดนี้เคยได้ทราบข่าวว่ามีการซื้อขายกันในตลาดผลไม้ไร้สารพิษแถบนครปฐมในราคากิโลกรัมละเกินร้อยบาท อาจเพราะกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน
“อย่าโค่นนะ ปล่อยไว้ยังงี้แหละ มันไม่ค่อยมีที่ไหนแล้ว” ผมฝากทิ้งท้าย ก่อนที่จะก้มเก็บผลสุกที่หล่นเต็มพื้น พร้มกับแกะเอาเมล็ดด้านในใส่ย่าม กะจะเอาไว้เพาะชำลงถุงดำเอาไว้ฝากเพื่อนต่างถิ่น
รู้ไหมผมคิดอะไรในใจ?
ผมคิดถึงการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงต้นกล้าพันธุ์ไม้พื้นบ้านระหว่างเพื่อนและเครือข่ายของคนที่รู้จักกัน ตามกฎบ้า ๆ ของสวนขี้คร้าน ใครมีอะไรแลกเปลี่ยนกันเพาะปลูก ให้ผลก็แบ่งกันกิน เราทั้งหมดก็จะได้ของกินของฝากจากเครือข่ายด้วยกันเองอย่างเพียบพร้อม
ว่าแต่….เรารู้จักกัน - หรือเปล่า?

…………………………………………………………