……..บทเรียนจากพายุ……….

23/01/2007 00:48
Posted by sailomloy in Blog

ปีนี้ (๒๕๔๙) เป็นปีแห่งการเพาะปลูกที่ผมค่อนข้างพอใจ ไม่ว่าจะโดยผลงานที่เริ่มต้นทำเองในทุกกระบวนการ และการเรียนรู้ในทุกเหลี่ยมคูของคนรอบข้าง ซึ่งผมนับถือเป็นครูสั่งสอนบทเรียนในนาให้

จากแผ่นดินรกหญ้ากลายเป็นผืนนาที่เต็มไปด้วยต้นข้าว กระทั่งออกดอกออกรวงเปลี่ยนสี เพิ่มน้ำหนัก  ลำต้น (ซัง) สูงลิบลิ่วท่วมหัวท่วมตา 

 

 

ปีที่แล้วผมเริ่มต้นด้วยข้าวปทุมธานี ๑ ข้าวชนิดเดียวกันกับที่ผ่านพิธีแรกนาจากสนามหลวง ข้าวปรับปรุงสายพันธุ์ชนิดนี้ลำต้นเตี้ยเพียงเข่า (เมื่อปลูกและดูแลด้วยอินทรียวิธี) แต่ความสูงจริงในแง่วิชาการสูงถึง ๑.๓๓ เมตร อายุนับแต่เริ่มต้นหว่านเมล็ดข้าวลงแปลงกระทั่งออกรวงเก็บเกี่ยวประมาณ ๑๒๕ วัน  ข้าวชนิดนี้เป็นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการผสมในแง่วิชาการจนกลายเป็นข้าวที่สามารถตอบสนองต่อเคมีในแทบทุกกระบวนการ ตั้งแต่ปุ๋ยยันสารเคมีป้องกันสัตว์ และสารเคมีฆ่าวัชพืช

แต่บทเรียนจากปีที่แล้วเกือบทำให้ผมหยุดการเรียนรู้เอาไว้แค่การเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะน้ำใจของคนในนาแปลกเปลี่ยวเสียจนแทบรับไม่ได้ เพียงคิดว่าเรามาเพื่อศึกษาเรียนรู้ จะมีอะไรน่าศึกษาเรียนรู้เท่านี้อีก?

 

ผมอดทนและเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องเวลา รอยต่อระหว่างคันนาต่อคันนา ร่องชักน้ำเข้าออก พายุฝนในยามเข้าฤดูเก็บเกี่ยว และพันธุ์ข้าวที่รู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม  

ผมพยายามเสาะหาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลากชนิดที่น่าจะปลูกได้ในยุคปัจจุบัน แต่แล้วกลับมาพบข้าวพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ เป็นข้าวจากจังหวัดพัทลุง – สังข์หยด 

สังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีการเพาะปลูกมานานกว่า ๕๐ ปี  คุณสมบัติพิเศษของข้าวสังข์หยดอยู่ที่ลักษณะของข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม เม็ดไม่ยาวซึ่งก็คือคุณสมบัติทั่วไปของข้าวพื้นเมืองทั่วไปของประเทศไทย อดีตชาวนาแถบพัทลุงนิยมหุงข้าวสังข์หยดเพื่อไว้รับแขก รวมถึงการนำข้าวสารไปกราบคารวะผู้ใหญ่ในวันสำคัญต่าง ๆ เป็นของกำนัล เพราะมีรสชาติหอม กินหรอยว่ายังงั้น

 

 

ผมได้ข้าวชนิดนี้มาจากน้องที่รู้จักกัน พ่อเขาทำข้าวชนิดนี้ไว้บริโภคและขาย ผมบอกเขาว่าปีนี้ผมจะลองทำดู ให้ช่วยเป็นธุระบอกพ่อช่วยจัดพันธุ์ข้าวปลูกให้สองกระสอบ ผมจะซื้อ

พอเข้าฤดูกาล ข้าวเปลือกสองกระสอบนอนรอผมที่สถานีรถไฟเรียบร้อย เพียงขนเอามาแล้วแช่ทดสอบการงอก  จังหวะพอดีแปลงนาที่เตรียมไว้เสร็จสิ้นกระบวนการ  เพียงแต่หว่านเม็ดข้าวที่มีตุ่มขาวของรากลงไปบนโคลนนิ่ม ปล่อยน้ำออก แล้วร้องเพลงรอ…

ที่น่าสนใจคือ เจ้าของข้าวสองกระสอบโทรมาถามข่าวคราวที่ผมกำลังทดลองอยู่ด้วยความห่วงใย

“พ่อให้ลูกลองทำดูนะ ไม่ต้องซื้อหรอก แค่ข้าวเปลือกสองกระสอบไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทำให้ดี ๆ ละกัน ข้าวนี้มันรุกหญ้านะ..หว่านห่าง ๆ ถ้าเป็นนาดำยิ่งดี”

“ครับ….พ่อ”
ไม่ว่าจะเป็นพ่อของเพื่อนหรือของน้อง หรือแค่คนรู้จัก เพียงความห่วงใยเล็กน้อยที่แฝงมาอดทำให้ปลาบปลื้มใจไม่ได้ ผมหว่านข้าวพวกนี้ด้วยมือของผมเอง ข้าวทุกเม็ดที่งอกงามอยู่นั้นเป็นผลพวงจากน้ำมือผมทั้งสิ้น

บางจุดซึ่งเป็นที่น้ำขัง เม็ดข้าวที่มีรากสีขาวเน่าตายไม่งอก ผมถอนจากแปลงที่หว่านไว้หนาแน่น แบ่งลงดำในพื้นที่ว่างทีละต้น ละต้น ปลายยอดข้าวโผล่เหนือน้ำเพียงนิ้วเดียว

อดทนรอคอยการแตกรวงอกดอกครั้งแรกด้วยใจระทึก ครั้งพอออกดอกแล้ว น้ำหนักทำให้รวงงอน จากนั้นสี่เดือนต่อมา ต้นข้าวสูงท่วมหัว…ชูช่อชูรวงสูงลิบ…งดงามไหมเล่า อัศจรรย์ไหมเล่า

เมื่อข้าวเริ่มมีแป้งในเม็ด เหล่านกก็บินมาหากิน ทีละสิบตัว ยี่สิบตัว สามสิบตัว จิกกินเฉพาะต้นสูงๆ ท่วมหัว จนรวงงอนเปล่าเปลือง เหลือเพียงแกลบติดรวง หลักฐานที่พอจะยืนยันได้ถึงการมีชีวิตอยู่ของพวกมันคือ ภาพถ่าย

 

 

ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ผมทำนาโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแม้แต่เม็ดเดียว!!!

ทุกอย่างทุกกระบวนการล้วนเป็นการทดลอง ไม่ได้คาดหวังถึงความเป็นผู้ชำนาญการ จึงดูสนุกไปหมด แม้แต่งานที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสุดๆ อย่างการดำต้นกล้าทีละต้น จนถึงการเดินฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทำมาจากฉี่ผสมกับอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี ในระยะแตกกอ กระทั่งเติบโตตั้งท้องด้วยเครื่องพ่นที่ใช้แรงจากข้อแขนล้วน ๆ

เย็นวันหนึ่งในวันพ่อปี ๒๕๔๙ ผมสะพายถังฉีดพ่นน้ำฮอร์โมนที่ทำมาจากน้ำซาวข้าวและจุลินทรีย์ ฉีดพ่นลงแปลงนาเพื่อปรับปรุงรสชาติตามคำเล่าของผู้ที่เคยทำมาก่อน

ผมเดินลุยแปลงข้าวเป็นครั้งแรกหลังจากรวงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง ด้วยสังหรณ์ใจว่าอาจจะไม่ได้ออกมายืนท่ามกลางข้าวที่ชูช่อต้อนรับแบบนี้อีก
ลมอ่อนๆ ของยามเย็นพัดพารวงข้าวโยกไกว

ผมหยุดกิจกรรม หลับตายื่นมือออกไปรับความรู้สึกจากการสัมผัสรวงพวกนั้นเบาๆ เสียงแสกสาก

รอบตัว,กลิ่นข้าวเปลี่ยนสีหอมล้ำ หอมจนย้อนอดีตกลับไปยังวัยเด็ก ผ่านกิจกรรมในท้องทุ่งมากมาย ทั้งเหน็ดเหนื่อยและประทับใจ

ลืมตาเพ่งมองผ่านรวงนับร้อยพันออกไปทั่วทุ่ง ต้นข้าวพวกนี้เหมือนภูติองค์น้อย  ที่ยืนล้อมรอบ จับมือกัน ร้องเพลงเบาๆ แสกสาก สากแสก เสียงใบ เสียงรวง เสียงเมล็ด เสียดสีกัน  เสียงอะไรอีก เรไร จิ้งหรีด จักจั่น นกกลางคืน ค้างคาว ทั้งหมดออกกินแล้วเมื่อตะวันหรุบฟ้า

เริ่มสลัว ลมแรง เสียงปลาฮุบโผงอยู่ไม่ไกล ย่างเท้าออกจากรอยยืนเมื่อครู่ยากเย็น ท้องนายังเต็มไปด้วยน้ำและโคลนหนุบหนับ โคลงเคลงเหมือนเดินท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัด

….คืนนี้อาจมีพายุ  ฟ้าทางทิศตะวันออกส่งเสียงครืนคราน ข่าวในวิทยุบอกว่าพายุทุเรียนอาจเคลื่อนเข้าประเทศไทย หนักที่ภาคใต้ตอนบน
นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมรับรู้ความรู้สึกแบบนี้

เชื่อไหมผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้พ่อคนที่ส่งข้าวปลูกสองกระสอบมาให้ผม พ่อคงจะใส่ภูติองค์น้อยมาด้วยหลายองค์ จึงเกิดเป็นภูติตัวน้อยมากมายให้ผมได้สื่อถึง     

ความอิ่มเอมยังปรากฏอยู่ทุกครั้งที่รำลึก และผมก็ยังเล่าให้ใครต่อใครฟังเสมอเกี่ยวกับภูติตัวน้อยในท้องทุ่งแห่งจินตนาการ

คืนนั้นฝนตกทั้งคืน ลมแรง ผมฝันร้าย

รุ่งเช้า…ต้นข้าวหลังพายุล้มรานจูบน้ำที่ไหลมาจากทุกที่ทุกทาง จากภูเขา จากเรือกสวน ผมเดินไปดูน้ำตาพาลจะไหล รวงงอนพวกนั้นหนักอึ้งเกินต้านทาน ทั้งลมโถมทับ ต้นข้าวต้นน้อยจึงลงราบไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าเวทนา

แม้ข้าวจะล้ม โคนรวงยังเก็บเม็ดข้าวชูสูงจากพื้นน้ำได้แม้เพียงครึ่งรวงก็นับว่าปลอดภัย เพราะหลังน้ำลด ข้าวพวกนี้ก็รอดพ้นจากการแช่น้ำ  

แม้จะเสียหายไปบ้าง สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นบทเรียน ข้าวที่ผมปักดำซ่อมแซมกลับยืนต้นชูรวงอย่างสง่างาม ไม่เอนล้มเหมือนข้าวที่งอกจากเม็ดหว่าน พายุสอนบทเรียนให้อีกหนึ่งหลักสูตร



…แม้จะแลกด้วยความเจ็บปวดหัวใจบ้าง…ก็ตาม
   

…..กลวิธี…..

18/01/2007 13:10
Posted by sailomloy in Blog

แม้ห่างออกจากงานประจำมาหลายนาน บางวันบางเวลาขณะว่างจากงานนา งานสวนและงานฝีมือบางชนิดที่ทำไว้ฝากมิตรในเมืองขาย กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้คุณค่า นั่งนิ่งอยู่กับบ้านคล้ายคนไร้สมอง ทำอะไรดูเลื่อนลอย ฟุ้งซ่าน

ภาพหลายภาพที่วิ่งไปมาในสมองดูเด่นชัดจนแทบจะพูดออกออกมาทางปาก ยิ่งคิดยุ่งฟุ้ง ยิ่งฟุ้งยิ่งจะทำให้มองโลกในแง่ของความมืดทะมึนมัวไปหมด

 บางวันผมถึงกับนั่งร้องไห้โดยไม่ทราบว่าหลั่งน้ำตาอาดูรให้กับสิ่งใด

หลายเดือนที่แล้ว น้องทางเหนือเขียนจดหมายมาบอกว่าพักนี้อาการของตัวเธอเองเริ่มจะเป็นหนักขึ้น โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เหม่อลอย เหมือนคนเข้าสู่ภาวะภวังค์

เธอเล่าว่าเย็นวันหนึ่งขณะกำลังนั่งล้างจานอยู่ ล้างเสร็จไม่เกินสามจาน แล้วเธอก็นั่งแช่มือในน้ำอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงโดยไม่ขยับ จนกระทั่งมือเธอซีดขาว

เธอตกใจแต่พบว่าตัวเองเป็นอย่างนี้บ่อย ๆ ในแต่อาทิตย์ แต่ละเดือน

อาการแบบนี้เกิดภายหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาโท ในเมเจอร์จิตวิทยาเด็ก !!

 
ผมเข้าใจเอาเองว่าเรื่องนี้การศึกษาเล่าเรียนอาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับอาการที่เธอเป็น ที่แน่ๆ เธอกำลังยังแย่ครับ และด้วยวุฒิภาวะที่ผมดันจบมาทางปวส.อิเล็กทรอนิกส์ เรียนรู้ชีวิตจากนอกห้องเรียน และทำตัวเป็นเจ้าสำนักสวนขี้คร้านอันรกเรื้อรุงรัง

ผมคิดเอาเองว่าหลายคนในประเทศนี้กำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกันกับเธอ

 
ผมมองประสาผมว่าโลกและผู้คนกำลังแย่ครับ ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติไม่ได้ถูกเสริมให้ครบวงจรอย่างที่มันควรจะเป็น มนุษย์อาจเป็นส่วนเกินที่ธรรมชาติบนโลกนี้รับไม่ได้ ทั้งนี้อาจเพราะมันสมองอันชาญฉลาดของมนุษย์นั่นเอง

ธรรมชาติจึงอาศัยกลไกอันซับซ้อนของสมอง เพื่อทำลายมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อตัดตอนหรือเอาคืน ที่มนุษย์ได้ทำต่อโลกที่เขาอาจเป็นแค่ผู้อาศัย ซึ่งมาพักอาศัยเพียงชั่วคราว ที่น่าสนใจคือมนุษย์นอกเหนือจากจะทำลายสิ่งแวดล้อม และมนุษย์ต่อมนุษย์แล้ว ยังสามารถทำลายตัวเองได้อีกด้วย

 
ผมคิดฟุ้งไปอีกว่า…สายลับของธรรมชาติกำลังอาศัยช่องที่มนุษย์ชอบทำลายล้างนี่เอง เข้าโจมตีด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อผลักไสมนุษย์ให้ออกไปสู่ดาวดวงอื่น  หรืออย่างน้อยก็ให้พลัดพรากจากกัน เพียงเพื่อให้คนลดจำนวนลง

ผลพวงเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เกิดภาวะที่ผู้คนบนโลก ในสังคม ในจุดเล็ก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ  แสดงอาการ

 

 
 

ส่วนมันจะบวกหรือลบ ส่งเสริมหรือเข่นฆ่า ผลักไสหรือดึงดูด นั่นย่อมขึ้นอยู่กับตัวตนของมนุษย์เอง

 

……เสรีภาพของผู้คนและต้นไม้……

09/01/2007 21:16
Posted by sailomloy in Blog

“กำลังช้างสาร”หน้าบ้านเริ่มชูช่อดอกตั้งขึ้นฟ้า นับแต่งานในนาเริ่มเข้าช่วงท้ายสุด

ก่อนที่ลมเย็นจากโพ้นทะเลพัดเข้ามาเยือนสวนฯ “ฝ้ายคำซ้อน”เริ่มบานในบางดอก แม้ยังไม่ผลัดใบแต่ในไม่ช้ามันจะเหลือเพียงต้นและดอกเหลืองสดประดับต้นให้คนผ่านหน้าบ้านได้ทักทายอย่างแปลกใจได้ทุกปี

“นั่นดอกอะไร นี่ดอกอะไร โน่นต้นอะไร …เอ๊ะ!! หอมดอกอะไร?”  หลายคำถามช่วยเพิ่มมวลสารแห่งความสุขหลั่งชโลม

คนปลูกต้นไม้ย่อมหวังผลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเสมอ ไม่มากก็น้อย ไม่ใบก็ดอก ไม่ดอกก็ผล ไม่ผลก็ร่มเงา เถาว์เลื้อย ยืนต้น มวลใบ สีสัน ตามแต่ลักษณะเฉพาะของต้นไม้แต่ละชนิดพันธุ์

 
 
 การใส่ใจเป็นคนสมบัติที่ดีของคนปลูกต้นไม้  แต่การเฝ้ามองทุกวันผนวกกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าของพืชพรรณเหมือนมองดูภาพนิ่งที่ไร้ชีวิต เว้นเสียแต่เมื่อยามสายลมพัดพลิ้วโยกไกวกิ่งก้านใบโอนเอนคือปัจจัยที่ช่วยยืนยันว่าภาพทุกภาพตรงหน้าไม่ได้ถูกแช่แข็งเอาไว้

หมดฤดูฝน คือ ฤดูกาลของดอกไม้ นอกเหนือจากชนิดที่ออกดอกทั้งปีแล้ว เจ้าพวกที่นานทีปีหนคือต้นที่เจ้าของสวนรอคอย

กำลังช้างสาร เถาตุ้มยำช้าง เครือง้วนเห็น ศาลน่อง ไส้ตันใหญ่ หรืออาจมีอีกหลายร้อยหลายพันชื่อในอีกหลายพื้นถิ่นที่พรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็งชนิดนี้ถูกเรียก

ใครบางคนให้คำนิยามความนุ่มนวลชวนฝันของดอกและแข็งแรงของเถาว์ชนิดนี้ว่า แข็งแกร่งและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน ซึ่งหายากที่พืชเลื้อยชนิดอื่นจะมีคุณลักษณะแบบนี้


 
ก่อนดอกสีขาวจะบานดอกตูมกลับเป็นสีเหลืองอ่อนอมเขียวป่องตรงกลางและแหลมที่ปลายดอก ตูมอยู่เพียงสองวัน ดอกสีขาวนวลจะบานเป็นปากแตรอยู่ปลายกิ่ง

ก้านช่อดอกสีน้ำตาลแดงเต็มไปด้วยขนละเอียดปกคลุมส่วนปลายกลายเป็นกลีบรองดอกตูมในเวลาต่อมา

แกะกลีบนั่นออกจะพบยางสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมา  รูปใบกว้างปลายใบแหลมมองย้อนแสงขึ้นไปเห็นเส้นใยชัดเจนสวยงาม

ผมได้รับต้นกล้าไม้สูงเพียงคืบ จากพี่สาวคนหนึ่งซึ่งเคยหอบหิ้วผมไปช่วยงานถ่ายภาพงานวิจัยรับจ้างด้วยกัน ทั้งในธรรมชาติ,ปราสาทหิน,บ้านไม้โบราณ ฯลฯ

ไม้ต้นน้อยอยู่ในถุงดำถูกวางทิ้งไว้นานกว่าสามเดือนจนเลื้อยทอดยาวไปไกล จนต้องหาที่เหมาะสมให้เกาะเกี่ยวทอดเถาว์  ผมปลูกลงดินจริงหน้าบ้านโดยอาศัยต้นฝ้ายคำเป็นไม้หลักให้ไต่เลื้อยขึ้นไปรับแดดด้านบน

ฝ้ายคำเป็นไม้เนื้ออ่อนและผลัดใบยามหน้าแล้ง  กลุ่มดอกสีเหลืองตั้งต้นชูช่อเมื่อลมหนาวเริ่มพัดจนถึงเวลาลมแล้งคลี่ห่มผืนดินจนแห้งผาก

แม้ไม้สองชนิดจะแตกต่างกัน แต่การปลูกร่วมกันคงไม่ใช่เรื่องแปลกปลอมเพราะโดยสภาพของธรรมชาติแท้ การจัดสรรว่าไม้ชนิดไหนควรอยู่ตรงไหนคงขึ้นอยู่กับความแข็งแรง อ่อนแอ และการเสาะหาปัจจัยในการดำรงอยู่อันเหมาะต่อตัวมันเอง
 
เมื่อกำลังช้างสารได้มีโอกาสหยั่งรากลงดินจริงผสมกับปุ๋ยมะนัวรองก้นหลุม จึงทอดยอดเลื้อยเลาะรัดไม้หลักจนแน่น ฝ้ายคำเป็นไม้เนื้ออ่อนถึงอ่อนมาก เบากว่าต้นนุ่นและนิ่มนวลจนเถาว์ของกำลังช้างสารรัดกิ่งบางกิ่งจนเป็นรอยคอดโป่งนูนเหมือนสารอาหารที่เดินทางขึ้นมาจากรากอุดแน่นอยู่ตรงนั้น ดูบูดเบี้ยวผิดรูปทรง - น่าสงสาร



 
สองปีที่หน้าบ้าน วันนี้เมื่อลมหนาวย่าง กลิ่นรัญจวนยามเย็นจึงลอยเอื่อยให้เจ้าของบ้านแหงนมองสูดดมอย่างชื่นชม
 
ผู้ให้ต้นไม้ต้นนี้เป็นคุณครูในวัยต้น ๕๐ ต้น ๆ เรารู้จักกันในกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ป่าแห่งหนึ่งแถบเทือกเขาตะนาวศรีฯ จากนั้นจึงติดต่อถามไถ่สารทุกข์ ว่าจ้างทำงานถ่ายภาพประกอบงานวิจัยรับจ้างซึ่งเธอรับมาอีกครั้งจากผู้ว่าจ้างในเมือง ผมติดสอยห้อยตามไปแทบทุกที่ นราธิวาส เสียมเรียบ ลำปาง นครศรีธรรมราช ปัตตานี ฯลฯ

ความสนใจใคร่รู้และมีนิสัยรักต้นหมากรากไม้ ศิลปวัฒนธรรม เหมือนกันจึงทำให้ผมพลอยได้ความรู้จากการเดินทางช่วยงานหล่อนมากมาย
 
สองปีที่ผ่านมาหล่อนเงียบงันภายใต้การดูแลปกครองของต้นไทรใหญ่ปรกมืดปิดมิด ขณะที่ต้นไม้ของหล่อนภายใต้การดูแลของผมงอกงามผลิดอกให้ชื่นชม-ชื่นบาน 

แม้ไทรใหญ่ปกคลุมปิดกั้นเสรีภาพบางอย่าง และบางคนได้ แต่ต้นไม้ของหล่อนเบิกบานอยู่ในร่มเงาของสวนขี้คร้านอย่างรื่นรมย์และมีเสรี อย่างน้อยก็จากเรือนยอดสู่เรือนยอด

หล่อนเรียกต้นไม้เถาว์กำลังช้างสารว่า “หิรัญญิการ์”

 ส่วนฝ้ายคำ อันเป็นไม้ต้นแม่ซึ่งเถาว์กำลังช้างสารเลื้อยพัน มีชื่อเรียกเป็นภาษากลางว่า “สุพรรณิการ์”

ผมภาวนาอยู่ในใจท่ามกรอบแห่งกำแพงลม ว่า “เสรีภาพไม่ใช่แค่ถ้อยคำหรือชื่ออันพ้องกัน จะโดยพยางค์ต้น หรือพยางค์ท้ายของเสียงอ่าน…..ก็ตาม 

                 ………………………………………………………..