ปีนี้ (๒๕๔๙) เป็นปีแห่งการเพาะปลูกที่ผมค่อนข้างพอใจ ไม่ว่าจะโดยผลงานที่เริ่มต้นทำเองในทุกกระบวนการ และการเรียนรู้ในทุกเหลี่ยมคูของคนรอบข้าง ซึ่งผมนับถือเป็นครูสั่งสอนบทเรียนในนาให้
จากแผ่นดินรกหญ้ากลายเป็นผืนนาที่เต็มไปด้วยต้นข้าว กระทั่งออกดอกออกรวงเปลี่ยนสี เพิ่มน้ำหนัก ลำต้น (ซัง) สูงลิบลิ่วท่วมหัวท่วมตา
ปีที่แล้วผมเริ่มต้นด้วยข้าวปทุมธานี ๑ ข้าวชนิดเดียวกันกับที่ผ่านพิธีแรกนาจากสนามหลวง ข้าวปรับปรุงสายพันธุ์ชนิดนี้ลำต้นเตี้ยเพียงเข่า (เมื่อปลูกและดูแลด้วยอินทรียวิธี) แต่ความสูงจริงในแง่วิชาการสูงถึง ๑.๓๓ เมตร อายุนับแต่เริ่มต้นหว่านเมล็ดข้าวลงแปลงกระทั่งออกรวงเก็บเกี่ยวประมาณ ๑๒๕ วัน ข้าวชนิดนี้เป็นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการผสมในแง่วิชาการจนกลายเป็นข้าวที่สามารถตอบสนองต่อเคมีในแทบทุกกระบวนการ ตั้งแต่ปุ๋ยยันสารเคมีป้องกันสัตว์ และสารเคมีฆ่าวัชพืช
แต่บทเรียนจากปีที่แล้วเกือบทำให้ผมหยุดการเรียนรู้เอาไว้แค่การเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะน้ำใจของคนในนาแปลกเปลี่ยวเสียจนแทบรับไม่ได้ เพียงคิดว่าเรามาเพื่อศึกษาเรียนรู้ จะมีอะไรน่าศึกษาเรียนรู้เท่านี้อีก?
ผมอดทนและเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องเวลา รอยต่อระหว่างคันนาต่อคันนา ร่องชักน้ำเข้าออก พายุฝนในยามเข้าฤดูเก็บเกี่ยว และพันธุ์ข้าวที่รู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ผมพยายามเสาะหาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลากชนิดที่น่าจะปลูกได้ในยุคปัจจุบัน แต่แล้วกลับมาพบข้าวพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ เป็นข้าวจากจังหวัดพัทลุง – สังข์หยด
สังข์หยดเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีการเพาะปลูกมานานกว่า ๕๐ ปี คุณสมบัติพิเศษของข้าวสังข์หยดอยู่ที่ลักษณะของข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม เม็ดไม่ยาวซึ่งก็คือคุณสมบัติทั่วไปของข้าวพื้นเมืองทั่วไปของประเทศไทย อดีตชาวนาแถบพัทลุงนิยมหุงข้าวสังข์หยดเพื่อไว้รับแขก รวมถึงการนำข้าวสารไปกราบคารวะผู้ใหญ่ในวันสำคัญต่าง ๆ เป็นของกำนัล เพราะมีรสชาติหอม กินหรอยว่ายังงั้น
ผมได้ข้าวชนิดนี้มาจากน้องที่รู้จักกัน พ่อเขาทำข้าวชนิดนี้ไว้บริโภคและขาย ผมบอกเขาว่าปีนี้ผมจะลองทำดู ให้ช่วยเป็นธุระบอกพ่อช่วยจัดพันธุ์ข้าวปลูกให้สองกระสอบ ผมจะซื้อ
พอเข้าฤดูกาล ข้าวเปลือกสองกระสอบนอนรอผมที่สถานีรถไฟเรียบร้อย เพียงขนเอามาแล้วแช่ทดสอบการงอก จังหวะพอดีแปลงนาที่เตรียมไว้เสร็จสิ้นกระบวนการ เพียงแต่หว่านเม็ดข้าวที่มีตุ่มขาวของรากลงไปบนโคลนนิ่ม ปล่อยน้ำออก แล้วร้องเพลงรอ…
ที่น่าสนใจคือ เจ้าของข้าวสองกระสอบโทรมาถามข่าวคราวที่ผมกำลังทดลองอยู่ด้วยความห่วงใย
“พ่อให้ลูกลองทำดูนะ ไม่ต้องซื้อหรอก แค่ข้าวเปลือกสองกระสอบไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทำให้ดี ๆ ละกัน ข้าวนี้มันรุกหญ้านะ..หว่านห่าง ๆ ถ้าเป็นนาดำยิ่งดี”
“ครับ….พ่อ” ไม่ว่าจะเป็นพ่อของเพื่อนหรือของน้อง หรือแค่คนรู้จัก เพียงความห่วงใยเล็กน้อยที่แฝงมาอดทำให้ปลาบปลื้มใจไม่ได้ ผมหว่านข้าวพวกนี้ด้วยมือของผมเอง ข้าวทุกเม็ดที่งอกงามอยู่นั้นเป็นผลพวงจากน้ำมือผมทั้งสิ้น

บางจุดซึ่งเป็นที่น้ำขัง เม็ดข้าวที่มีรากสีขาวเน่าตายไม่งอก ผมถอนจากแปลงที่หว่านไว้หนาแน่น แบ่งลงดำในพื้นที่ว่างทีละต้น ละต้น ปลายยอดข้าวโผล่เหนือน้ำเพียงนิ้วเดียว
อดทนรอคอยการแตกรวงอกดอกครั้งแรกด้วยใจระทึก ครั้งพอออกดอกแล้ว น้ำหนักทำให้รวงงอน จากนั้นสี่เดือนต่อมา ต้นข้าวสูงท่วมหัว…ชูช่อชูรวงสูงลิบ…งดงามไหมเล่า อัศจรรย์ไหมเล่า

เมื่อข้าวเริ่มมีแป้งในเม็ด เหล่านกก็บินมาหากิน ทีละสิบตัว ยี่สิบตัว สามสิบตัว จิกกินเฉพาะต้นสูงๆ ท่วมหัว จนรวงงอนเปล่าเปลือง เหลือเพียงแกลบติดรวง หลักฐานที่พอจะยืนยันได้ถึงการมีชีวิตอยู่ของพวกมันคือ ภาพถ่าย

ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ผมทำนาโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแม้แต่เม็ดเดียว!!!
ทุกอย่างทุกกระบวนการล้วนเป็นการทดลอง ไม่ได้คาดหวังถึงความเป็นผู้ชำนาญการ จึงดูสนุกไปหมด แม้แต่งานที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสุดๆ อย่างการดำต้นกล้าทีละต้น จนถึงการเดินฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทำมาจากฉี่ผสมกับอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี ในระยะแตกกอ กระทั่งเติบโตตั้งท้องด้วยเครื่องพ่นที่ใช้แรงจากข้อแขนล้วน ๆ
เย็นวันหนึ่งในวันพ่อปี ๒๕๔๙ ผมสะพายถังฉีดพ่นน้ำฮอร์โมนที่ทำมาจากน้ำซาวข้าวและจุลินทรีย์ ฉีดพ่นลงแปลงนาเพื่อปรับปรุงรสชาติตามคำเล่าของผู้ที่เคยทำมาก่อน
ผมเดินลุยแปลงข้าวเป็นครั้งแรกหลังจากรวงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง ด้วยสังหรณ์ใจว่าอาจจะไม่ได้ออกมายืนท่ามกลางข้าวที่ชูช่อต้อนรับแบบนี้อีก
ลมอ่อนๆ ของยามเย็นพัดพารวงข้าวโยกไกว

ผมหยุดกิจกรรม หลับตายื่นมือออกไปรับความรู้สึกจากการสัมผัสรวงพวกนั้นเบาๆ เสียงแสกสาก
รอบตัว,กลิ่นข้าวเปลี่ยนสีหอมล้ำ หอมจนย้อนอดีตกลับไปยังวัยเด็ก ผ่านกิจกรรมในท้องทุ่งมากมาย ทั้งเหน็ดเหนื่อยและประทับใจ
ลืมตาเพ่งมองผ่านรวงนับร้อยพันออกไปทั่วทุ่ง ต้นข้าวพวกนี้เหมือนภูติองค์น้อย ที่ยืนล้อมรอบ จับมือกัน ร้องเพลงเบาๆ แสกสาก สากแสก เสียงใบ เสียงรวง เสียงเมล็ด เสียดสีกัน เสียงอะไรอีก เรไร จิ้งหรีด จักจั่น นกกลางคืน ค้างคาว ทั้งหมดออกกินแล้วเมื่อตะวันหรุบฟ้า

เริ่มสลัว ลมแรง เสียงปลาฮุบโผงอยู่ไม่ไกล ย่างเท้าออกจากรอยยืนเมื่อครู่ยากเย็น ท้องนายังเต็มไปด้วยน้ำและโคลนหนุบหนับ โคลงเคลงเหมือนเดินท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัด
….คืนนี้อาจมีพายุ ฟ้าทางทิศตะวันออกส่งเสียงครืนคราน ข่าวในวิทยุบอกว่าพายุทุเรียนอาจเคลื่อนเข้าประเทศไทย หนักที่ภาคใต้ตอนบน
นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมรับรู้ความรู้สึกแบบนี้
เชื่อไหมผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้พ่อคนที่ส่งข้าวปลูกสองกระสอบมาให้ผม พ่อคงจะใส่ภูติองค์น้อยมาด้วยหลายองค์ จึงเกิดเป็นภูติตัวน้อยมากมายให้ผมได้สื่อถึง
ความอิ่มเอมยังปรากฏอยู่ทุกครั้งที่รำลึก และผมก็ยังเล่าให้ใครต่อใครฟังเสมอเกี่ยวกับภูติตัวน้อยในท้องทุ่งแห่งจินตนาการ
คืนนั้นฝนตกทั้งคืน ลมแรง ผมฝันร้าย
รุ่งเช้า…ต้นข้าวหลังพายุล้มรานจูบน้ำที่ไหลมาจากทุกที่ทุกทาง จากภูเขา จากเรือกสวน ผมเดินไปดูน้ำตาพาลจะไหล รวงงอนพวกนั้นหนักอึ้งเกินต้านทาน ทั้งลมโถมทับ ต้นข้าวต้นน้อยจึงลงราบไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าเวทนา

แม้ข้าวจะล้ม โคนรวงยังเก็บเม็ดข้าวชูสูงจากพื้นน้ำได้แม้เพียงครึ่งรวงก็นับว่าปลอดภัย เพราะหลังน้ำลด ข้าวพวกนี้ก็รอดพ้นจากการแช่น้ำ
แม้จะเสียหายไปบ้าง สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นบทเรียน ข้าวที่ผมปักดำซ่อมแซมกลับยืนต้นชูรวงอย่างสง่างาม ไม่เอนล้มเหมือนข้าวที่งอกจากเม็ดหว่าน พายุสอนบทเรียนให้อีกหนึ่งหลักสูตร

…แม้จะแลกด้วยความเจ็บปวดหัวใจบ้าง…ก็ตาม



