- - - หอมละเมียดละม้ายคล้ายดอกปีบ - - -

26/11/2006 09:25
Posted by sailomloy in Blog

ดอกปีบหลังบ้านบานสองวันแล้ว 

บานหลังจากที่ต้นหน้าบ้านร่วงดอกหมดไป ปีนี้ลมหนาวมาล่ากว่าปีที่แล้วอาจเพราะภาคใต้ฝนชุก ปีบหน้าบ้านบานไม่กี่ดอก ที่เหลือตูมก็ปลิดขั้วดอกลงบนลานซีเมนต์

หอมดอกปีบเอื่อยตามสายลมยามเย็น หอมเย็นจนไม่อยากอาบน้ำ

ต้นปีบหน้าบ้านเป็นของฝากจากเพื่อนชาวนาจากจังหวัดพิจิตร เพื่อนหิ้วติดถุงดำมาตั้งแต่ต้นเท่าไส้ปากกา บัดนี้เติบใหญ่สูงจากพื้นดินข้างล่าง ผ่านยกพื้นและสูงท่วมหัวจนผมสามารถเอาไฟสวย ๆ มาจัดวางเป็นที่
ปาร์ตี้เล็ก ๆ ต้อนรับผองเพื่อนได้หลายครั้ง

สองปีแล้วที่มันออกดอกให้ดม

สวนขี้คร้านของผมมีกติกาบางอย่างเกี่ยวกับการมาเยือนของผองเพื่อน ใครจะมาเยือนก็ให้ติดไม้ติดมือต้นไม้ เมล็ดพันธุ์ หรือกิ่งก้านที่ขยายพันธุ์ได้ มาฝากปลูกในสวนอย่างน้อยคนละ ๑ ต้น ต่อ ๑ ครั้ง โดยผมจะทำหน้าที่ดูแล รดน้ำให้ปุ๋ย เป็นคนงานที่ซื่อสัตย์ให้กับต้นไม้ของเพื่อน

หากเป็นไม้ผล ก็รอจนกว่าจะให้ผลได้กิน หากเป็นไม้ดอกก็ได้กลิ่น ความสวยงามเป็นรางวัล โดยผมจะรายงานความเป็นไปเป็นระยะ  ๆ ทุกปี

 ที่ผ่านมามีดอกไม้ ต้นไม้หลากหลายชนิดที่พากันออกดอกอวล และอีกหลายชนิดที่เจริญเติบโตงดงาม บางต้นแคระแกร็นอันเนื่องมาจากบกความบกพร่องของคนปลูก และคนดูแล(ซึ่งบางต้นเป็นคน ๆ เดียวกัน)

ไม้งามที่เหลือรอดจึงกลายเป็นวัตถุดิบที่มีให้ผมเขียนถึงทุกปี ที่มีความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเป็นรูปแบบที่ซ้ำกันหรือผิดแผกแตกต่างออกไปจากเหตุปกติ เพื่อนบางคนเล่นทางลัดนำพันธุ์ข้าวปลูกมาฝากกระสอบใหญ่แล้วบอกว่าให้ผมนับเอา ครบจำนวนการมาเที่ยวเมื่อไหร่ค่อยเอามาฝากใหม่

เอากะมันสิ

เคยมีเพื่อนฝรั่งคู่รักชาวสวิสมาเที่ยวที่บ้านผม ถึงกับร้องอุทานอย่างแปลกใจในกติกาบ้าบอของผม ฝ่ายชายบอกผมว่าหากไม้ในบ้านเมืองของเขาสามารถปลูกที่นี่ได้เขาจะแอบเอามาฝาก ผมบอกเอ็งก็กินมาสิ…แล้วมาถ่ายลงดินที่บ้านสวน ฝังกลบ…บัดเดี๋ยวมันก็งอก มีเม็ดพันธุ์สองชนิดที่สามารถคงทนถาวรได้แม้จะผ่านการย่อยโดยกรดในกระเพาะมาแล้ว คือ เม็ดพริกกับเม็ดบักเขือส้ม

ฝรั่งสองคนนั้นหัวร่อทำหน้าปั้นยาก

กลับมาที่ปีบหลังบ้านเมื่อเย็นวานทำผมสับสน กลิ่นนั่นคุ้นเคย แต่หาต้นสายไม่เจอ เดินเวียนวนหลายรอบ จนต้องแหงนสูงจึงพบดอกสีขาวเป็นกลุ่มบานอยู่ปลายกิ่งสูงลิบ

ผมตัดปลายทิ้งเมื่อปีที่แล้ว คิดอยากจะโค่นทิ้งเพราะเมื่อแล้งมาเยือน มันจะพร้อมใจกันทิ้งใบลงห้องน้ำแบบโอเพ่นแอร์จนเกลื่อน  ใบร่วงเน่าดำจนคนงานขี้เกียจแบบผมระอา

ด้วยความอุดมจากการเสพกินอาหารจากบ่อเกรอะใกล้กัน รากถึงไหนก็โผล่เหนือดินส่งต้นใหม่ต้นเล็ก  ขึ้นมาโดยรอบ ต้นเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถสลัดรากเก่าได้เร็ว การย้ายออกปลูกที่นั่นที่นี่จึงง่ายดายกว่าการเอาเมล็ดจากฝักมาขยายพันธุ์

ผมขยายออกไปจัดวางตรงนั้นตรงนี้ของสวน ด้วยเหตุผลทางด้านความหอมและคุณสมบัติทางยาของดอก หลายต้นยืนหยัดสูงขึ้นทุกปี หลายต้นถูกหญ้าคลุมจนบดบัง โดนเครื่องตัดหญ้าตัดต้นบ่อยครั้ง จนเตี้ยแหมะแขะ 

แต่ปีบต้นแม่ต้นนี้ยังอยู่และแตกกิ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แล้วออกดอก กลิ่นอาจมแปรผันกลายเป็นกลิ่นหอมอวล 

มหัศจรรย์แท้ธรรมชาติ

- - - คนงานในท้องทุ่ง - - -

24/11/2006 07:59
Posted by sailomloy in Blog

งานในทุ่งเริ่มต้นตั้งแต่เช้า

ชาวเรายังนอนอุ่นอยู่ในโปงผ้า น้ำค้างยังเกาะพราวอยู่ตามยอดหญ้าและใบข้าว

 

ความขยันขันแข็งของพวกเขาคือความอยู่รอดของสมาชิกที่รอคอยอยู่เบื้องหลัง

งานที่พวกเขาทำ งดงามเกินกว่าอักษรบรรยาย จากดอกนั้นสู่ดอกนี้ รวงนั้น รวงนี้ บินวนสลับสับเปลี่ยนจนปีกอาบด้วยมวลสีเหลือง เกาะเป็นตุ้มกลมป่องที่ขา ไม่เต็มเกินสองปีกโบยบินหอบพาไปยังรวงรัง เปลี่ยนสภาพจากผงขนาดเล็กเป็นน้ำหวาน

หวานจนสัตว์อื่นหลงไหล 

ใช่เราหลงรสของผลงานจากแรงงานปลายแถว ไร้ชื่อเสียง ไร้เกียรติยศในวงสังคม

เราไม่เคยเคารพพวกเขาเยี่ยงผู้มีคุณ โดยปราศจากอคติ เราชอบที่จะรู้ที่มาที่ไป ของพวกเขา เพียงเพื่อจะได้พูดจาดูถูกดูแคลนอย่างสนุกปาก

ยังไม่ต้องนับถึงสายตาที่ทอดไปยังพวกเขา

งานในทุ่งเริ่มต้นตั้งแต่เช้า ขณะที่ชาวเรายังนอนอุ่นอยู่ในโปงผ้า น้ำค้างยังเกาะพราวอยู่ตามยอดหญ้าและใบข้าว เกสรเล็ก ๆ ห้อยระย้ารับลมเช้า 

เสียงกระพรือปีกแว่วมาโน่นแล้ว ดอกข้าวระริกระริก - คุยกัน

- - - ทุ่งสีทอง ๒๕๔๙- - -

08/11/2006 21:58
Posted by sailomloy in Blog

…ปลายปี ๒๕๔๙…

ผมกะว่าจะไม่เขียนอะไร กะว่าจะโพสต์ภาพอย่างเดียว แต่จนแล้วจนรอดมันอดไม่ได้ครับ ชีวิตที่ล่วงแล้วผ่านมามันวนเวียนอยู่กับการจดจารบันทึกความเป็นอดีต เสียดายเรื่องราวบางอย่างที่วนเวียนเข้ามาแล้วผ่านไป    

 

จะให้มันลอยหาย - ลอยหายเหมือนลมผายในท้องทุ่งก็กะไรอยู่ อย่ากระนั้นเลย เก็บมาเขียนเล่าสู่กันบ้างก็ยังดี *เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าครั้งหนึ่งผมเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้(*สำนวน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนผู้ล่วงลับ)

วันนี้ขณะง่วนอยู่ในท้องทุ่งสีทองเป็นวันแรกของการเกี่ยวข้าวของเพื่อนร่วมท้องทุ่ง ผมพูดคุยเรื่องบางเรื่องของการมีและใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

พี่คนหนึ่งที่ลุยงานที่คายคันด้วยกับผมแกเอ่ยถึงความสุขมวลรวมของคนไทยเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป(ปัจจุบัน)

แกบอกมีการสำรวจพบว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบเพียงพอ(พอเพียง) จำนวนสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนทั้งประเทศ มีความสุข(อาจหมายถึงทุกข์น้อยกว่าคนทั่วไป)

คนทำนายุคใหม่อาจไม่ต้องเอ่ยถึงระบอบคอมมูนของท่านประธานเหมา หรือระบบมิตรจิตรของคนไทยยุคก่อนปู่ย่า-พ่อแม่ของเรา แต่ความก้าวหน้าของถ้อยคำ…..ทำให้ผมทึ่ง

ขณะฟาดข้าวกันตูม ๆ ในท้องทุ่ง เหงื่อไหลไคลย้อย กลิ่นกายบวกกลิ่นโคลนคละคลุ้ง เราเอ่ยถึงการใช้ชีวิต การรวมกลุ่ม ความไม่สามารถที่จะเชื่อได้ในวิถีที่รัฐบางนโยบายได้วางให้เราเดินตาม

ก่อนที่จะสรุปได้ว่าคนในท้องถิ่นที่ผมใช้ชีวิตอยู่ไม่สามารถรวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อพึ่งตนเองในองค์รวมได้ มีเพียงปัจเจกชนบางคนเท่านั้นที่เชื่อและปฎิบัติตนไปตามความเชื่อของตน โดยไม่ไปขวางกระบวนและขบวนความเชื่อและ/หรือแนวคิดของส่วนกลาง(รัด-ถะ)

ซึ่งอาจละการสำรวจความหลากหลาย ความแตกต่างของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่น ทำให้กรอบนโยบายบางอย่างที่โปรยมาเหมือนลมตดในท้องทะเล ปู๊ด – หาย,ป๊าด – จาง ไม่สามารถจับต้องสิ่งใดได้นอกจากหนี้สินและความฝืดเคืองซึ่งเพิ่มขึ้นตามความสะดวกสบายของชีวิต ทั้งโดยตนเองและครอบครัว

ลุกลามจากจุดเล็ก ๆ -ไปยังหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด - ประเทศ

ถ้อยคำในการพูดคุยดูจะทัดสูงออกจากความเป็นชาวบ้านธรรมดาเกินไป พูดให้ง่ายขึ้น คือ ฟังยากนั่นเอง

หลังจากนั้นเราคุยกันถึงเรื่องปาล์มน้ำมันและการนำมาใช้โดยตรงโดยเราซึ่งเป็นผู้ปลูกมันด้วยตนเอง คุยไปจนถึงเพื่อนของพี่แกบางคนซึ่งมีเครื่องทำน้ำมันไบโอดีเซลร้อยเปอร์เซ็นต์ในอำเภอที่เราอาศัยอยู่

น่าแปลกที่มีคนคิดแบบนี้อยู่ที่นี่ ไม่เด่น ไม่ดัง แต่ดี

อย่างไรก็แล้วแต่การมีความสามารถในการผลิตนำมันเพื่อการใช้งาน ไม่ได้หมายความว่าวัตถุดิบในการผลิตจะหาได้โดยง่าย เหมือนจังหวัดใหญ่ซึ่งมีการใช้น้ำมันทอดใช้แล้วในปริมาณมาก ส่วนจะไปใช้น้ำมันดิบเพื่อมาต้มแล้วผ่านกระบวนการมากมายเพื่อให้ได้น้ำมันดีเซลจากพืชนั้นดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก

ช่วงที่ผ่านมาขณะมีการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบายของรัฐ   ได้มีโอกาสดูในช่วงของอดีต สว. หญิงของภาคเหนือ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ อภิปรายถึงเรื่องของนโยบายการปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นทางเลือกของการใช้พลังงานของรัฐบาลก่อนหน้านี้ เธอบอกให้ทบทวนให้ดีเพราะพื้นที่ภาคใต้ และทั้งประเทศกำลังถูกกลืนจนพื้นที่ทำนาแทบจะไม่มี นโยบายบางอย่างอาจะละเว้นไว้สำหรับวิถีดั้งเดิมเพื่อให้ตรงกับนโยบายพอเพียง(เพียงพอ) ของรัฐฉบับร่าง

เธอยังเอ่ยถึงพืชพรรณบางชนิดที่ถูกฝากผ่านมาจากผญ. วิบูลย์ เข็มเฉลิม ว่าสมควรจะต้องคงไว้ ฯลฯ ซึ่งผมมองว่าน้อยนักที่การอภิปรายของคนในทำเนียบบริหารประเทศพูดถึงอะไรแบบนี้

เรามักเอ่ยถึงเศรษฐกิจชาติในแง่ของตัวเลข มากกว่าความสุขในปัจจุบันขณะ ทั้งโดยนโยบาย กระทั่งเหน็บมายังแวดวงกาแฟตอนเช้าของปัญญาชนบางพวกอย่างครูประชาบาลและนักเล่นหวยในหมู่บ้าน  

ผมคาดว่าพี่คนที่ทำไบโอดีเซลด้วยตัวเองคงมีความสุขและอยู่ในเปอร์เซ็นต์ของมวลรวมต่อจำนวนคนทั้งประเทศที่มีการสำรวจไปนั้นด้วยคนหนึ่ง

ช่วงหนึ่งของการคุยผมถูกขัดจังหวะจากเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนชาวนาจังหวัดพิจิตร เขาโทรมาระบายความอัดอั้นตันใจหลายเรื่อง ทั้งเรื่องข้าว เรื่องหอยเชอร์รี เรื่องหนอนระบาดเต็มท้องทุ่งซึ่งกำลังข้าวเขียวระบัด

เพื่อนว่า เพื่อนไม่ได้รู้สึกอะไรกับความยากไร้หรือไม่มี กระทั่งการถูกกดราคาข้าวให้ต่ำเตี้ย เพราะโรงสีที่มีเป็นดอกเห็ดในละแวกนั้นมันฮั้วกัน ด้วยระบบเครือญาติ ยังไงก็หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ แต่คนซึ่งทำนามาตลอดชีวิต และไม่เคยลิ้มรสชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ นั้น น่าสงสาร รับกรรมไปทุกฤดูกาล ทุกปี ทุกปี ที่เกิดใหม่ก็มากที่หลีกหนีวิถีชาวนาไปก็เยอะ วงเวียนแบบนี้มันไม่จบสิ้น

น่าแปลก…เรื่องที่เขาพูดถัดจากนั้น คือ ความสุขมวลรวมของประชาชาติ(ไทย - อีกแล้ว) นัยว่ากระแสเรื่องนี้กำลังแรงหรืออย่างไร ? ทำไมชาวนาคนละซีกภูมิภาคถึงได้เอ่ยเรื่องเดียวกันได้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน?

มีอีกหลายเรื่องที่คนทำนาที่ตีนดำเปื้อนโคลนสวมหมวกสาน พูดคุยกัน

ขณะพักเหนื่อย ผมนั่งคุยหลากหลายเรื่องราวกับคนชราที่มาช่วยงานในทุ่งนา ทำให้ได้ความรู้มากมาย ทั้งบวกและลบ - โลกนี้มันน่าอภิรมย์ชะมัด

ว่าไหม ?