….สวัสดี(ฤดูกาล)…

17/10/2006 20:44
Posted by sailomloy in Blog

ตุลาคม ๒๕๔๙ ๑. จากวันต่อวัน คืนต่อคืน ฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว อากาศเย็นชื้นจนคร้านงานในสวน ดินเลนยามแฉะน้ำให้ความรู้สึกกระแดะแหยงในบางอารมณ์

ก่อนหน้านี้หลายเดือน หัวใจถวิลหาสายฝนเย็นเพื่อพรมลงบนเรือกสวนอันแห้งแล้ง ยามนี้กลับชิงชัง….ใจคนหนอ

ฝนตกทำให้เรื่องราวในสวนเริ่มขีดเขียนตัวเอง  กลิ่น เสียง สี และบรรยากาศอันเยือกเย็น เปียกชื้นตลอดวันตลอดคืน กลิ่นดอกไม้บางพรรณลอยเอื่อย สรรพชีวิตดำเนินไปตามครรลองของมันเอง

สวนรกเกินไปทำให้พื้นที่รับแดดน้อย ผลดีคือความเขียวชื้น ร่มเงา และความหลากหลายของไม้ไร่ แต่เมื่อร่มครึ้ม ผักหญ้าที่กินใช้ในชีวิตประจำวันไม่สามารถงอกงามอย่างที่ตั้งใจ ได้อย่างหนึ่งกลับสูญเสียอีกอย่างหนึ่ง - โลกในความเป็นจริงมักเป็นแบบนี้

๒. ใครเคยสูดอากาศบนยอดเขาหลังฝนพรมจะพบความสดชื่นจนอยากจะล้มนอนเกลือกกลิ้งบนลานหญ้าอันเปียกปอนเยิบหยุ่น เพื่อเสพเอากลิ่นอายเหล่านั้นไว้แนบความทรงจำให้นานเท่านาน

ทว่า….เวลานี้กลับไม่อยากลุกออกจากโปงผ้าอันอบอุ่น

ความคาดหวังของคนแรมทางกลางสายฝนเมื่อเมื่อยล้าและหิวโหยคือ ความแห้ง อบอุ่น ของเรือนพัก อาหารร้อน แววตาอันเปี่ยมสุขของผู้คนและส่ำสัตว์ตามรายทาง ความรักและคลั่งไคล้ในรสชาติของความดิบเถื่อนในรอยทาง น้ำตา ความรันทดท้อ เหตุการณ์ร้ายแรง ความปลาบปลื้ม อิ่มเอิบ เจ็บปวด ฯลฯ

แม้จะหลากรสหลายอารมณ์แม้จะทุกข์ยามเผชิญ หากแต่สุขยามย้อนรำลึก

ความคาดหวังของคนที่ต้องหยุดนิ่งอยู่กับสถานที่เดิม ๆ อาจเป็นแบบเดียวกัน ทว่าเรื่องราวในแววตามากน้อยแตกต่าง สาระเรื่องราวในรอยทางเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งทุกข์และสุข 

 หลายคนจึงหมกตัวเองอยู่กับการงาน ครอบครัว ต้นไม้ งานอดิเรก ฯลฯเพื่อกดทับเสียงเพรียกซึ่งก้องอยู่ข้างใน จนเฉยชาและเปลี่ยนแปลงเป็นความเกลียดชังในที่สุด

๓. สองวันก่อนลมหนาวโชยพร้อมกับความแห้งแล้ง  ฟ้าบนอึมครึมสัญญาณของลมว่าวแล้ว ฟ้าทางทิศนั้นครืนครานเป็นสัญญานบ่งบอกว่าไม่นานลมหนาวจะมาเยือน

คนรุ่นก่อนบอกว่าทิศทางตั้งต้นของลมว่าวจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากซ้ายไปขาวเมื่อหันหน้ายังทิศตะวันออก ทุกปีของลมหนาวไม่ว่ามากหรือน้อยวัน เรียกอารมณ์หงอยเหงานัก

อาจเพราะด้วยอากาศที่แห้ง กลางวันร้อนกลางคืนหนาว รอยต่อระหว่างฤดูกาลกับรอยต่อระหว่างคืนและวัน ทำให้คนอ่อนไหวน้ำตาร่วง ครุ่นคิดถึงบาปกรรมแต่วัยเยาว์อย่างคนสำนึกผิด 
 
นึกเสียดายวันคืนที่ล่วงไปโดยมิได้สะสางเรื่องราวแต่หนหลังให้เรียบร้อยหมดจด

กระทั่งยังนึกหนทางที่นำตัวเองไปสู่วันข้างหน้าไม่ออก - ไม่แจ่มชัดท่ามเวลาเปลี่ยนแปลงหมุนวนไป

ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการนิยาม(รอคอย)ของเราสู

เคยนึกเสียดายบ้างไหมท่านที่รัก นับแต่เกิดมาได้มีโอกาสได้ทำสิ่งที่อยู่ในความฝันออกมาเป็นรูปธรรมชัดแจ้งแล้ว,สวยงามแล้ว,ถึงเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้แล้ว หรือหากแม้เพียงเริ่มต้นแล้วในปัจจุบันขณะ

วันนี้แหงนมองขึ้นบนท้องฟ้า นกเหยี่ยวอพยพสิ้นแล้ว ไม่มีแม้เงาของสองปีกบางนั่นโฉบร่อน ท้องฟ้าหวนคืนสู่ภาวะปกติเฉกปีที่แล้ว และหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา

๔. ชนบทภาคใต้ตอนบน ข้าวในนาเริ่มส่งเกสรออกจากเปลือกสีเขียวอ่อน ออกมาระริกเรียกมวลแมลงมาโฉบตอม ไม่นาน..ท้องทุ่งจะเปลี่ยนสี

 และฤดูกาลใหม่จะผลัดเวรเข้ามายังเรา สู อีกครั้ง

 ………..สวัสดี 

ดอกแค,คำถามและนกเหยี่ยว(ว่ายเวิ้งฟ้า)

03/10/2006 08:06
Posted by sailomloy in Blog

ตุลาคม ๒๕๔๙ เหยี่ยวอพยพบินตัดฟ้า เป็นแต้มจุดดำเป็นจุด จุด สูงลิบลิ่วเต็มท้องฟ้าท่ามลมหนาวเกรียว เกรียว

ผุดคำถามขึ้นในใจ “สายฝนปลิวมากับนกเหยี่ยวหรือลมหนาว ?”

คำตอบคงลอยอยู่ในสายลม….เพื่อนเอย

………………………………………………………………

ช่วงนั้นผมเคยเขียน บางคำ-หลายคำไว้ว่า

ลมหนาวหลุดมาจากเมืองไหน หอบเอาละอองไอเหมยมาด้วยแทบทุกเช้า - สาย

หมอกนั่นมีกลิ่นของควันจากการเผาหญ้าแห้งเพื่อผิงเอาอายอุ่น กลิ่นไหม้ของหญ้าแห้งชวนให้เปิดประตูความหลังย้อนกลับไปยังผิวเหี่ยวหยาบยับย่นของย่า นึกถึงนิทานที่ร้องขอได้ตามคำของหลานวัยจินตนา

เดือนสาม ข้าวหนักเริ่มย้วยรวงเหลืองแซมเขียว แมงปอว่อนอยู่บน นกซนหลายชนิดพันธุ์บินแฉบฉับคว้าจับจิกกลืน

กลิ่นใบข้าวเหลืองไม่ประทับใจเด็กน้อยในวันนั้น เท่ากลิ่นดอกข้าวยามรายแม่รวง,รื่นกลืนกลมไปทั้งดอกและใบ

จากนั้นเล่า ?

สุกแล้ว พร้อมแล้ว ทั้งคนและข้าว ทั้งท้องทุ่งจึงเหลืองงามดั่งทาทอง ข้าวทีละรวง ละรวงถูกเก็บ ด้วยมัน แกะ หรืออาจจะเรียกแกละในบางสำเนียง มันเก็บข้าวเครื่องมือเก็บเกี่ยวรวงข้าวของคนปักษ์ใต้ ด้วยการตวัดปลายนิ้วโน้มเกี่ยวคอรวงเข้าหาคมมีด

เสียงฉับ ฉับ ทีละรวงละรวง หลายรวงจึงเรียกเลียงมัดด้วยฟางหมุนติ้วๆ ขมวดขวับ กองหงายตากแดดแรงก่อนพลิกกลับด้านในอีกหลายชั่วโมงถัดมา ใครบางถิ่นเรียกการหงายเลียงข้าวซึ่งมีรูปแบบคล้ายน้ำพุว่า “หงายบัว” ตากหงายบัวอยู่สามแดดพลิกกลับไปมาจนแห้งทั่วถึง

ตกเย็น…จึงจัดเรียงลงเลื่อนที่ถูกดัดแปลงให้ขนเลียงข้าวได้ โดยยกฝากั้นด้วยจากตีรอบลูกกรงไม้เทียมควายลากเราเรียก “เชิง”

ข้าวเต็มเชิง เต็มโกระ (โตร๊ะหรือเชอภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ – ยกปากสูงใช้กระเดียด กลางเรียกกระเชอ แถบถิ่นชุมพรใช้ใบเตยแชงสาน) หลายเชออยู่ในเชิง กลับบ้านไปพักไว้ กองไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมให้เด็กซนป่ายปีนเล่น ให้โดนตีขาลาย

เลียงข้าวทั้งหมดรอนวดให้เม็ดหลุดจากรวงด้วยควายเดินวนเวียนรอบหลักในลานปั้นดินเหนียวผสมขี้ควายตากลมจนแห้ง กั้นด้วยไม้ซึ่งทำไว้เฉพาะงาน สำเนียงถิ่นเรียก กวบข้าว

การนวดอาจคนเหยียบหรือฟาดกับโค้งของตัวครกตำข้าว ร่อนลำพวน ก่อนจะฝัดด้วยครกฝัดหรือสีฝัด เลือกเอาเม็ดสมบูรณ์ ทิ้งเม็ดลีบ และแกลบ

ขั้นตอนนี้มีคายข้าวฟุ้งฟาย

คายข้าวนั่นคันเหลือร้าย ทว่าท่ามงานอันวุ่นวายด้วยผู้คนหลากที่หลายถิ่นมารวมกัน ช่วยกัน ความรู้สึกคายคันเปลี่ยนเป็นสนุกสนานรื่นรมย์ หลากหลายกระบวนการล้วนมีกลิ่น เด็กน้อยอาจเลือกจำแต่ละกลิ่นเพื่อรำลึก-ล้ำลึก

ล่วงถึงวันนี้ วันที่ข้าวเบาผ่านระยะเวลาของการรายดอกเล่นรวงโค้งงอนเป็นวงเคียว ดอกสีขาวเล็ก เล็กห้อยระริกตามลมไหว ไหว

ข้าวออกดอก ผ่านไปไม่นานเติมน้ำนมในเมล็ดให้เต่งตึง ขณะฝนมรสุมเริ่มมาท้องฟ้ายามเช้าปรากฏนกเหยี่ยวอพยพนับหลายสิบหลายร้อย บินว่อนเป็นวง วง

ฤดูกาลของการหนีความหนาวของนก กับการใช้ชีวิตของคนสามัญเหลื่อมซ้อนกับอย่างนี้ทุกปี ลมหนาวที่ลัดเลาะยอดหญ้าตีวงตามปีกของนกเหยี่ยวมาจากเหนืออันไกลโพ้น

ใครจะสน…ชีวิตธรรมดาจะสนไปทำไมว่านกนั่นมาจากเหนือไหน ไซบีเรีย มองโกเลีย หรือแค่เทือกภูต้นน้ำ ?

กลุ่มของนกเหยี่ยวอพยพจากนับได้ประมาณ ๒๐ กว่าตัวในวันมะรืน ขณะที่วันวานนับได้กว่า ๑๕๐ ตัวร่อนเป็นวงเป็นเส้นสวยบนฟ้าพยับเมฆ วันนี้เกินร้อยในกลุ่มฝูงใหญ่โต คล้ายฝูงมดมหึมาแต้มจุดให้เมฆขาวกลายเป็นรอยจุดสีดำ

น่าอัศจรรย์ไหมเล่า?

ผ่านไปเร็วเหลือเกิน…เวลา กลิ่นดอกข้าวไม่ทันจากจางจึงย่างเข้าเดือน ๑๒ ฝนยังตกในบางเวลา รวงงามนั่นโค้งลงและเปลี่ยนสีแต้มทอง

ยืนกลางทุ่งโล่งตอนกลางวัน….มองเห็นเมฆไหลเปลี่ยนทาง สายลมเปลี่ยนทิศ สอบถามคนแก่ได้รับคำตอบว่าลมที่พัดมาจากแต่ละทิศมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป บ้างชื่อ ลมพัดยา ลมว่าว ลมเภา ลมอุกา ลมพรัดหลวง

บางวัน,ขณะที่เรากำลังเกี่ยวข้าว ลมฝนพัดมาไร้ทิศทาง แปรปรวนน่าสะพรึง ชวนให้มีคำถามอีกว่า นี่คือรอยต่อฤดูกาลหรือความผิดปรกติของโลก ?

บางวัน…ยามเช้า จึงเหมยหมอกหนาหว่านพรมละอองน้ำพร่ายพรายเอื่อยช้าอ้อยอิ่ง ก่อนจะแปะแหมะตรงเปลือกตาจนชื้นชื่น ดอกแคหน้าบ้านใครบางคนออกดอกสลอน ดอกแคคือยาแก้ไข้หัวลมของคนพื้นบ้าน ทว่าต้องกินก่อเพื่อกันไม่ใช่แก้

ในนาที่เต็มไปด้วยรวงสีทอง มวลแมลงบินร่อนกันพรึ่บพรั่บยามที่ขยับตัวเคลื่อนผ่าน ร่อนจากใบนั้นสู่รวงนี้

น่าแปลกที่พืชพันธุ์-พรรณนี้ กำหนดวันสุกงอมและวันเก็บเกี่ยวได้

เมื่องานหนักยังมาไม่ถึง จึงก้มเงยถ่ายภาพแมลง สัตว์เล็ก สัตว์น้อย ดอกหญ้า ดอกสาหร่าย ผักขาเขียด เทียนนา ฯลฯ

เหล่านี้คือข้อปลีกย่อยซึ่งชาวนาและนักทำนา….ไม่ทำ น่าดีใจที่ยังสำนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ใช่ทั้งชาวนาและนักทำนา

ใช่….ลางทีย้อนมองตัวเอง อาจแค่เพียงคนชอบทดลอง เสาะหาตำราของโลก เพื่อเติมภูมิดั้งเดิมให้กับตนเอง ผิดถูก - ชั่วร้าย เลวทราม เฉียดขุมนรกทุกข์ หรือใกล้สวรรค์สุข ใยต้องขีดเส้นวางกรอบให้ชีวิต?

แต่ละวัน แต่ละฤดูกาล รอบรายจึงยังเต็มไปด้วยคำถามให้เสาะค้น

ว่า….ท่ามรอยต่อแห่งฤดูกาล ทำไมดอกแคจึงยังสลอนขาวไสวเสมือนเตรียมให้คนป่วยไข้หัวลมได้กินต่างยา สิ่งใดบ้างที่นักทดลองรุ่นปู่ของปู่ของย่าของพวกเรายังไม่ได้ทำการทดลอง?

ฯลฯ

………………………………………………………………………………………………………….

วันนี้ เดือนนี้(๓ ตุลย์ ๒๕๔๙) นกเหยี่ยวบินตัดฟ้ามาอีกปี และคงเหมือนปีที่แล้ว - แล้ว ที่ผ่านมา

ใครจะสน ?

มีเพียงแต่คนเล็ก เล็ก ในหมู่บ้านเล็ก เล็ก คนนี้ – ที่แหงนมองท้องฟ้า

……แล้วนับ