30/09/2006 22:01
Posted by
sailomloy in
Blog
รู้ไหมผมรู้สึกอะไรในวันสองวันนี้?
ผมรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่จังเลย ความแตกต่างอันหลากหลายที่ซ่อนอยู่ที่นั่นที่นี่ในธรรมชาติ ป่าเขา บ้านเรือน ตึกราม น้ำเน่า ขยะ ทุกสิ่งจะด้วยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์หรือ เกิดแต่ธรรมชาติเองก็ตาม
เชื่อเถอะ ผมไม่ได้กระแดะเป็นคนดี ทั้งยังไม่ได้กระแดะเป็นมองโลกในแง่สวยงามจนเลี่ยนเอียน
สองวันที่ผ่านมาผมได้ทำงานในสวนหลายอย่าง ก่อนที่จะควบขี่แมงกะไซค์เก่าออกจากบ้านสวน เดินทางด้วยถนนเอเชีย ไปยังอีกอำเภอหนึ่ง สองข้างทางในวันที่ฟ้ามัวฝน ปกติเหมือนเดือนที่แล้ว หรือแม้แต่ปีที่แล้ว
ยกเว้นช่วงหนึ่งของถนนเอเชียจากบ้านสวนไปยังจุดหมาย
ท้องทุ่งสีเขียวกับเถียงนา ของชาวอิสานที่มาเช่าที่นาแถบนั้นปลูกข้าว ชักชวนให้ผมหยุดรถเพื่อถ่ายภาพประทับใจเก็บไว้
ไม่ไกลกันคือสวนปาล์มและโรงงานหีบน้ำมัน ซึ่งกำลังเปิดเครื่องทำงาน ควันสีดำลอยออกมาจากท่อ เป็นทางยาวสู่ท้องฟ้า

ผมเคยพูดกับเพื่อนที่มีภูมิเกิดเป็นคนบ้านนอกหลายคนว่า ต่อไปน้ำจากบ่อรูดินแบบเก่า ก็ไม่สามารถขุดหากินได้อย่างสนิทปากเหมือนก่อน
สารพิษจากกิจกรรมการเกษตรจะซึมลงดิน ใต้ดินคือตาน้ำที่ไหลเชื่อมกันเป็นสายยาวเชื่อมต่อไปไหนต่อไหนยากจะจินตนาการ
น้ำบนท้องฟ้าที่กลั่นตัวลงมาเป็นเม็ดฝนก็ไม่สามารถเชื่อใจได้ว่ามันสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนโลหะหนักในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม การเผาขยะ ฯลฯ
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงภาชนะที่ใช้ในการใส่น้ำเพื่อการดื่มกินนั่นอีก
ผมไม่ใช่คนที่จะวิตกจริตจนเกินเหตุ กระทั่งไม่ได้คนดีจ๋าในสังคมนี้
แน่นอน ทั้งในงานเขียนและชีวิตจริง ผมไม่ใช่นักรณรงค์เพื่อการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยไร้สาร ผมไม่ใช่องค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ผมไม่ใช่นักค้านที่ต่อต้านทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก หรือเออออในทุกเหตุผลที่นักทำลายป่าวประกาศชวนเชื่อ

ดังนั้น….
ผมจึงไม่ค่อยจะรู้สึกกับการทำลายตัวเองของมนุษย์สักเท่าไร มันเหมือนจะทำ(ความเข้า)ใจได้แล้วว่า มนุษย์เป็นเช่นนี้เอง เมื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ต้องหาทางลดทอน ทำลายล้าง ฆ่า ฟัน เพื่อให้สมดุลมันเกิดในแง่ของจำนวน ยิ่งผลกระทบอันเกิดแต่การทำลายล้างในด้านอื่นยังไม่ต้องเอ่ยถึง
เมื่อรู้- มองอย่างทำใจ ดูเหมือนข้างในของผมจะรู้สึกปลดปลง เพียงมีแต่ตนเองและคนรอบข้างที่สนิทชิดเชื้อมากพอที่จะเอ่ยเตือนได้ ผมจะพูดบ้าง
นอกนั้นคือความเงียบเฉย
ซึ่งแน่นอนผมเลี่ยงเสมอที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจว่าผมเข้มงวดกับชีวิตมากเกินไป
ครับ..การปลดปลงไม่ได้หมายถึงการอยู่นิ่งไม่ทำงานทำงาน กินลมห่มดาว หรือ พูดคุยกับดอกหญ้า หรือทักทายมวลแมลงด้วยภาษาพูดงึมงัมแบบคนไม่เต็มเต็ง
ของแบบนี้มันอยู่ข้างในครับ…คลิกเดียว ทำใจได้เลย
วันนั้นเมื่อได้มองวิวขนำน้อยในทุ่งนาแล้ว สิ่งที่ผมเห็นท่ามกลางสีเขียวระบัดลม คือหลังคาที่ถูกกัดกร่อนด้วยสนิทเหล็กกัดกินสังกะสี เกิดเป็นสีสันจัดจ้านแปลกตา…..ลมเย็นผ่านหน้าวูบหนึ่ง ความสุขเกิดแล้ว
แค่นั้นเอง…
ประเด็นคือ ผมไม่ได้แปลกแยกกับสังกะสี ว่า หากหลังคาเถียงนาน้อยนั่นเป็นหลังคามุงจากหญ้าคาแล้ว มันจะสวยงาม เหมาะสม หรือเกิดความสมดุลแก่น้ำหนักภาพสักกี่มากน้อยเมื่อได้บันทึกภาพไปแล้ว

ทั้งยังไม่ได้แปลกแยกว่าโรงงานปล่อยอากาศร้าย หรือน้ำเสีย ไปยังท้องฟ้าอันเปรียบเสมือนหลังคา หรือท้องน้ำอันเปรียบเหมือนแหล่งอาหารของพวกเราในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัดมากน้อยแค่ไหน อย่างไร
เสียงเล็ก ๆ ในการทำงานเพื่อโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีความสุข สามารถทำได้ในอีกหลากหลายวิธีการ ฟูมฟายไปให้หัวใจด่างดวงเปล่าปลี้
สู้นิ่งเงียบ ครุ่นคิด ใคร่ครวญเสาะวิธีอื่นในการเป็น-อยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืน น่าจะดีกว่า สุขกว่า
ใช่ครับ ผมไม่ได้หมายถึงผมคนเดียว
…คลิกเดียว
ลองดูครับ ปรับสายตาและหัวใจให้มองโลกในแง่จริงได้แล้ว คุณอาจมีความสุขมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทุกข์น้อยลง…….ทั้งกาย และใจ
………………………………………………………………………..
26/09/2006 20:11
Posted by
sailomloy in
Blog
|

“มีใครอยู่บ้านไหม?” เสียงคุ้นหูของพี่สาวข้างบ้านสวนตะโกนโหวกเหวก
“อยู่..ว่าไง” ผมตะโกนสวนออกไป
“เอากระเบื้องมั้ย เขาจะรื้อครัวบ้านพี่..ทำหลังคาใหม่” เธอยังหอบตัวโยน
“ กระเบื้องว่าว น่ะ… โอย..เหนื่อย”
“ เอาสิ…ใครรื้อ?” ผมยังงง..ครัวตรงไหนที่มีกระเบื้องว่าว
“ ถ้าไม่เอา ช่างที่มารื้อเขาจะเอาหมด”
“งั้นเอา เดี๋ยวเอารถเข็นไปขน” อาการตาขาว(อยากได้)ผุดวูบ

๑. ก่อนนอนทุกคืนผมจะวางแผนการทำงานไว้คร่าวๆ เผื่อว่าตื่นขึ้นมาจะได้ไม่สับสนว่าจะเริ่มต้นทำอะไรตรงไหนก่อน เป็นนิสัยส่วนตัวที่ติดมาจากการทำงานประจำในเมื่อหลายปีก่อน
กินข้าวเสร็จเข็นรถประจำตำแหน่ง ออกไปยังหลังบ้านทะลุสวนออกไปยังบ้านพี่สาวคนนั้น
ช่างสองคนกับผู้ช่วยอีกสองกำลังรื้อกระเบื้องบนหลังคาอาคารไม้ชั้นเดียวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความทะมึนมัวของอากาศตอนสาย เมฆบนฟ้ากระจายบดบังแสงอาทิตย์จ้ากลายเป็นบรรยากาศอบอ้าวก่อนฝนตกหนัก
แล้วการรื้อกระเบื้องยุคเก่าไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องชนิดไหน ช่างส่วนใหญ่จะโยนทิ้งลงข้างล่างอย่างเมามัน ยิ่งกระเบื้องในยุค ๕๐ปีก่อน ส่วนผสมในการผลิตมักมีปริมาณของทรายมากกว่าปริมาณของปูนซีเมนต์ เมื่อผ่านการใช้งานมานานหลายสิบปีจึงหักผุกร่อนง่ายดาย ไม่ว่าจะด้วยการรื้อเปลี่ยนหรือโดนเศษไม้ตกใส่ก็ตาม
ภาระหนักจึงตกอยู่ที่เจ้าของบ้าน เพราะต้องคอยเก็บเศษเล็กเศษน้อยซึ่งมากมายมหาศาล หากกระเด็นอยู่ในสนามหญ้าข้างบ้านจะต้องเก็บให้หมดเพื่อสะดวกในการตัดหญ้า ยุคนี้แทบทุกบ้านนิยมใช้เครื่องตัดหญ้าชนิดสะพายซึ่งแม้ไม่ได้ตัดเอง นิยมจ้างทีมตัดหญ้าเช่นเดียวกัน
ใบมีดคมหมุนเร็วเมื่อกระทบกับเศษหินเศษปูน..นับเป็นอันตรายทั้งต่อตัวบ้านเองและผู้ทำงาน

๒. กระเบื้องที่ช่างกำลังรื้ออยู่ในขณะนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่กระเบื้องว่าวซึ่งมีรูปแบบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หากแต่เป็นกระเบื้องร่องลูกฟูกซึ่งเป็นรุ่นน้องของกระเบื้องว่าวหนึ่งรุ่น
รูปลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๘ x ๑๒ นิ้ว หนา ๑๐ มิลเมตร ร่องด้านบนมีหยักรับระแนง ระยะระแนงแต่ละแถวมีระยะห่าง ๑๐ นิ้วครึ่ง บ้านเรือนสมัยร่วมสมัยกระเบื้องทรงนี้มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ สวยงามคลาสสิคสมยุคสมัย กระเบื้องบางอันที่ผมหยิบขึ้นมาดู ยังมีร่องรอยของตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่ริมแผ่นตะไคร่น้ำบนกระเบื้องเก่า ชวนให้ครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย
ช่างค่อย ๆ รื้อกระเบื้องจากหลังคาใส่ในกระชุพลาสติกค่อย ๆ ปล่อยไหลลงมาตามเชือกมายังผู้ช่วยด้านล่าง จากนั้นมาลงในรถประจำตำแหน่งของผม เข็นแอ่ก ๆ เข้าสวนก่อนจะมานอนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของโรงเก็บของหลังบ้าน

๓. ผมใช้เวลาขนกระเบื้องเกือบวัน จนหมด
“เอาไปทำไหร ?”ช่างคุมการรื้อถามผม
“… ยังไม่รู้เลยครับ อาจจะเอาไว้มุงหลังคาห้องสมุด” ผมบอกไปขณะที่ในใจมีแบบร่างอยู่คร่าว ๆ บ้างแล้ว
เด็ก ๆ หลายคนในหมู่บ้านแวะเวียนมายังบ้านผมบ่อยครั้ง เพื่อหาข้อมูลทำการบ้าน เผอิญว่าผมมีหนังสือหลายชนิดหลายประเภทที่พอจะให้เด็ก ๆ ได้ข้อมูลได้ความรู้เล็ก ๆ น้อยในส่วนที่หนังสือห้องสมุดในโรงเรียนไม่มี แบบร่างของผมคือห้องสมุดที่ทำจากดิน โดยมีหลังคาคือกระเบื้องพวกนี้
ใช่….ผมเอ่ยถึงบ้านดินหรือสิ่งก่อสร้างที่ทำจากดินน้อยมากในงานเขียนที่สื่อออกไปทั้งที่มีความชอบส่วนตัวมานาน ผมเพิ่งจะเริ่มต้นไปนิดเดียวเมื่อสามปีที่แล้วด้วยทดสอบตัวเองในเรื่องของการทำอิฐดิน (อะ -โด - บี้) ไปหลายแผ่น เมื่อหน้าร้อนสองปีที่ผ่านมา มันยังคงทนถาวรอยู่จนถึงวันนี้บางส่วนถูกนำไปใช้ในเตาไฟเคี่ยวยาสมุนไพร ซึ่งผ่านการเผาด้วยความร้อนแล้วถือว่าใช้ได้สำหรับมือใหม่หัดทำโดยอาศัยตำราจากที่ต่าง ๆ มาดัดแปลงจนเสร็จเท่าที่แรงและเวลามี ผมถือว่าของพรรค์อย่างนี้หากไม่เริ่ม ก็ไม่ควรพูด แต่อีกนั่นแหละ หากไม่พูดก็ไม่ได้เริ่มซักที
บางส่วนยังวางไว้ใต้ถุนบ้านมองเห็นได้ชัด เผื่อว่าจะได้แรงบันดาลใจทำต่อและรีบทำให้เสร็จซะที
บางที ร้อนปีหน้า(และปีหน้าถัดไป) ผมจะทอดผ้าป่าระดมตีนจากผองเพื่อนในนี้ ช่วยกันคนละตีนสองตีนเพื่อทำให้ห้องสมุดดินกลายเป็นจริง

๔. “พี่มีของอีกอย่างสองอย่างที่อยากให้เก็บไว้” เธอว่าพร้อมกับยื่นไม้สองสามชิ้นให้พร้อมกับกระชุไม้ไผ่เก่าคร่ำ
ไม้สองชิ้นคืออุปกรณ์ทำขนม แม่พิมพ์กดอันนึง กับไม้หนีบกล้วยปิ้งอีกอัน บานพับหลุดห้อยทำให้คู่ไม้แยกออกจากกัน แต่ตัวไม้ยังอยู่ในสภาพดี
ผมรับของมาไว้ในมือ แผนการก่อสร้างห้องสมุดดิน ล้มครืนกลายเป็นห้องเก็บของที่ทำจากดินแทนกระทั่งแอบเผลอ จินตนาการไปไกลถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตไปโน่น
วันนี้…ผ่านไป ผมยืนมองกองกระเบื้องกองใหญ่บนพื้นดินด้วยความสุขแปลก ๆ ลูบแขนป้อย ๆ รู้สึกปวดระบม ก่อนจะทิ้งท้าย
“เพื่อนเอ๋ย ชีวิตมันเป็นแบบนี้แหละ สูดสุดแค่ไหนก็ลงมาอยู่ติดดินดังเดิม ทำใจหน่อยนะเพื่อน เดี๋ยวก็ชิน… “
‘เผลอ ๆ โอกาสดีอาจได้กลับไปอยู่ที่สูงได้อีกครั้ง….ใครจะรู้’ อันนี้ผมกระซิบกับตัวเอง
|
18/09/2006 23:04
Posted by
sailomloy in
Blog
กว่าสองปีมาแล้วที่ผมลองหันกลับไปใช้แนวทางของการเรียนรู้โลกเก่าที่เคยเป็นมา ครั้งนั้นผมลองทำน้ำตาลมะพร้าว สิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ เดือน และปี
นานเข้าพบว่าผมไม่ได้เรียนรู้แค่เพียงมะพร้าวและน้ำตาลเท่านั้น
ทุกวันมีเรื่องราวให้บันทึกจดจารอยู่เสมอ
เช้านั้นเหมือนทุกเช้าที่ผ่านมาจุดไฟที่เตาต้มน้ำ เตรียมไว้ลวกล้างกระบอกเก็บน้ำตาล จากนั้นอุ่นน้ำตาลสดที่เก็บสะสมจากเย็นวาน ลับมีดเตรียมกระบอกใส่น้ำตาลสด นำเศษเคี่ยมซึ่งเป็นตัวฝาดกันบูดใส่กระบอก
จากนั้น…เตรียมมีดใส่ฝักเหน็บเอว เดินหิ้วกระบอกโต๋เต๋เข้าสวน
ยามเช้าอันสดใสหลังจากที่ฝนตกชะล้างฝุ่นเมื่อวันวานจนรู้สึกสดสะอาด สายหมอกบางยังเรี่ยยอดไม้เป็นละอองขาวนวล ไกลออกไปบรรยากาศยังดูทะมึนมัว
น้ำค้างพรายยอดหญ้า ยามสาวท้าวผ่านเปียกปอน - เย็นเยียบ
การตื่นแต่เช้าของชีวิตบ้านสวน นับเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งซึ่งหาเสพได้ไม่ยาก
ทุกวัน…มีกิจกรรมจำที่เป็นต้องทำและลองทำหลายอย่าง ทั้งเพื่อการยังชีพ เพื่อความสนุก เพื่อความรู้ เพื่อปลูกภูมิของคนบ้านนอกที่นับวันจะถูกตะกอนเมืองเกาะกินจนหนืดหน่ายหน่วงหนึบ

การทำตาลเป็นหนึ่งในกิจกรรมทดลองที่สามารถลดการจ่าย และเพิ่มมวลมิตรได้ (เมื่อเรามีน้ำตาลไปฝากเขา) เสียดายก็แต่เพียงกิจกรรมชนิดนนี้จะดึงเวลาที่จะไปทำกิจกรรมอย่างอื่นไปจนหมด
น้ำตาลมะพร้าวเป็นภูมิความรู้ที่ได้มาแบบครูพักลักจำ อาศัยความซุกซนในวัยเด็กเที่ยวสอบถามคนโน้นคนนี้ จากข้าง ๆ บ้านบ้างที่อื่นบ้างผสมผเสกันจนสามารถหาวิธีนำเอาน้ำหวานจากจั่นมะพร้าวมาเคี่ยวทำน้ำตาลไว้ใช้ในครัวเรือนตัวเองได้ หรือเก็บสะสมไว้ในขวดเพื่อทำน้ำส้มมะพร้าวได้อีก
น้ำหวานจากจั่นมะพร้าวคือ ภูมิปัญญาอันสุดยอดที่คนโบราณได้คิดค้นและทิ้งไว้ให้ลูกหลานได้หากิน
ในสวนขี้คร้านมีมะพร้าวหนุ่มสาวที่เพิ่งจะให้ผลผลิตไม่นานเพียงไม่กี่ต้น ความสูงไม่มากนัก พอที่จะพาดพะองป่ายปีนได้โดยไม่หวาดเสียว
เริ่มแรก,ผม(ในวัยปัจจุบัน)ทดลองทำหลายต้น ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสามต้น หนึ่งในนั้นให้ผลผลิตน้ำตาลสดมากกว่าใครเพื่อน น้ำหวานที่ถูกปาดจั่นทุกวันจะมีมด แมลง ผึ้งเอย ฯลฯมาช่วยกันแบ่งปันความหวานกินกัน

กระทั่งวันหนึ่ง…วันนี้
ต่อหัวเสือขนาดนิ้วกลาง บินวนเวียนหากินความหวานจากจั่น อาจเป็นปกติของมัน แต่เมื่อวานยังไม่เห็น
วันนี้ขณะโย่งหยกเตรียมทำงาน เจ้าตัวต่อบินโฉบร่างสีส้มสลับดำพุ่งวาบมาที่ขา
..ตาไวขยับขาหลบวูบ
มันบินพริ้วเฉี่ยวอ้อมด้านหลังไปเกาะที่งวงจั่นเพื่อดูดกินน้ำหวาน ผมรีรอว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพราะหากไม่ปาดหน้าจั่น น้ำหวานก็จะไม่ไหล เสียหน้าตาลไปเปล่า ๆ หนึ่งวัน เผลอ ๆ อาจบูดเปรี้ยวเสียจั่นไป
แววอำมหิตผุดวาบอย่างลืมตัว ค่อยๆ ดึงมีดปาดตาลออกจากฝัก หันด้านแบนออกค่อยๆ เงื้อสูงกะว่าตีทีเดียวจอด
เสียงวืด..ปั่บ !! สีส้มดำตกวูบไปด้านล่าง หายไปจากสายตา
‘ เสร็จตู ’ ผมคิด

ขณะขยับมีดมั่น ทำท่าจะปาดจั่นอีกครั้ง เสียงปีกกระพรือถี่บินมาด้านบน เกาะหมับที่ท้ายทอย พร้อมกับความเจ็บแปล๊บเล็ก ๆ
‘อาจเพียงแค่กัด ยังไม่ต่อย’
สติคืน…ปัดป่ายมือที่ถือมีดคมฉวัดเฉวียนเสียวไส้ ยอดมะพร้าวสั่นสะเทือนเสมือนสงครามย่อย ๆ ในสมรภูมิที่มีความได้เปรียบและเสียเปรียบแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
การกวัดแกว่งมีดปาดตาลไปมา ขณะที่มือตีนต้องเกี่ยวเหนี่ยวรั้งร่างไว้ไม่ให้หลุดออกจากยอดมะพร้าว แม้จะเป็นภาพที่ดูน่าขบขันเมื่อมองจากด้านล่าง
แต่สำหรับคนบนยอดไม้..นี่คือนรกชัด ๆ
หะแรกผมเชื่อว่าสามารถปกป้องจากการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของมันได้ แต่แล้วยังไม่สามารถหยุดความกราดเกรี้ยวของมันได้ หากขืนวืดไปวืดมามีหวังฟันฉับเข้าที่แขนตัวเอง เผลอ ๆ อาจตกต้นมะพร้าวคอหักตาย

จึงตัดสินใจทิ้งมีดลงเบื้องล่าง
มันโจมตีอีกครั้ง ผมเหนี่ยวเหวี่ยงตัวเองจากทางมะพร้าวหนึ่งไปยังอีกทางหนึ่งอ้อมรอบยอดมะพร้าวซึ่งกำลังกลายเป็นการปิดประตูตีแมว
ตัวต่อตัวน้อย ๆ มีชัยภูมิคือเวิ้งฟ้าที่ไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่มนุษย์ตัวโตแบบผมมีเพียงพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งตารางศอกที่จะหลบหลีกให้รอดพ้นเพียงอย่างเดียว พื้นดินเบื้องล่างยังรอรับร่างที่จะตกลงมากระแทกเมื่อไรก็ได้หากมือผมหลุดออกจากการเหนี่ยวรั้งทางใบ
อีกครั้งและอีกครั้งที่ผมพยายามเบี่ยงตัวเองหลบการโจมตี
กระทั่งต้องเสี่ยงหลบฉากลงมาทางพะองที่พาดไว้ พร้อมกับรูดตัวเองลงเร็วราวกับเฉินหลงในหนังของเขา
พรืดเดียว….ถึงพื้น เพื่อที่จะพบว่ามือตัวเองห่างจากคมมีดที่ปักอยู่บนพื้น - เฉียดฉิว
ตัวต่อยังตามติดลงมาไม่ลดละ ตะเกียกตะกายป่ายทั้งมือตีน ใส่เกียร์โกยแผลววนไปมาในสวนจนหญ้าราบเป็นทาง
โกยไปเหลียวไป เมื่อไม่เห็นเจ้าตัวน้อยนั่น จึงหยุดนั่งหอบซี่โครงบานอยู่ชายสวน ตาเลิ่กลั่กเหลียวมองซ้ายขวาหวาดระแวง ปากสั่น ใจสั่น หายใจแทบไม่ทัน สารแห่งความกลัวฉีดไปทั่วร่าง
เหนื่อยแทบขาดใจ

นานแค่ไหนแล้ว ๑๐ ปี ๑๕ ปี ที่ผมไม่ได้โดนไล่ตามอย่างบ้าคลั่งจากตัวต่อ
ผมประมาทสมุนที่น่ารักของธรรมชาติ เพื่อนบ้านที่คุ้นชินของสวนขี้คร้านไปอย่างไม่น่าให้อภัย เผลอคิดไปว่าตัวเองคือเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในสวน
ลืมคิดไปว่า ธรรมชาติต่างหากที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่จริงและสัมผัสได้ทุกเวลาที่มนุษย์ “นิ่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
14/09/2006 20:57
Posted by
sailomloy in
Blog
กันยายน ๒๕๔๙ (๑ ปี ที่ผ่านมาวัฏฏ์หวนคืน)
ฝนทิ้งช่วงไปหลายวัน
อากาศร้อนอ้าวต้นเดือนกันยายน…ร้อนจนใครบางคนบ่นได้ทุกวัน ต้นข้าวหลังจากหว่านเม็ดลงในโคลนไปเกือบครึ่งเดือน กล้าเขียวซึ่งแตกใบอ่อนเพียงสองใบสูงเพียงสองนิ้วไม่งอกงามตามจังหวะปกติ ฝนทิ้งช่วงทำให้ต้นข้าวชะงักงัน
ฝนทิ้งช่วงเกือบเดือน ทำให้โคลนสีโคลนกลายเป็นแผ่นดินสีขาวและแตกระแหงรานร้าวจนน่ากลัว

แม้ชะงักการเจริญเติบโต ทว่า..กล้าต้นน้อยยังไม่เหี่ยวเฉาไปตามอัตราความร้อนของอากาศอย่างที่พวกเราวิตกกังวล ความชื้นยังคงแทรกซึมอยู่ใต้ดินระแหงนั่น ปู หอย กบ เขียด ยังฝังตัวแอบซ่อนอยู่ในความชื้นข้างล่าง
กล้าข้าวต้นเล็กจึงยังคงยืนหยัด แต้มเขียวเป็นแพรบาง ๆ ปกคลุมทั่วทั้งแปลงนาส่วนกลางของพวกเรา
แต่ความวิตกกังวลนั้นยังคงอยู่และมากไปสำหรับผู้นำในกลุ่มของพวกเราบางคน การกอบกู้วิกฤติขาดน้ำจึงเริ่มต้นในวันที่ร้อนมากที่สุดวันหนึ่ง
เราใช้เครื่องสูบน้ำ ๕ แรง ผ่านท่อน้ำผ้าชนิดอ่อนแบบเดียวกับท่อดับเพลิง จากคูน้ำสาธารณะข้ามถนนลูกรังสู่แปลงนาอีกฝั่ง เพียงสองวันนาสามกระทงจึงฉ่ำน้ำ กบเขียดป่ายปีนขึ้นมาจากดินชื่น หลงน้ำใหม่ส่งเสียงร้องหาคู่ระงม
ถัดจากนั้นบ่ายกว่า ๆ ฝนโปรยปรายลงมาบาง ๆ ช่วยให้ดินระแหงสีขาวกลายเป็นสีโคลนขึ้นมาอีกครั้ง

สายฝนเพียงเล็กน้อยช่วยให้ท้องทุ่งเริงร่า จากบ่ายถึงค่ำ - ค่ำคืนเดือนเพ็ญ
ขึ้น ๑๕ ค่ำ…จันทร์นวลลอยสูงขึ้นสะท้อนเวิ้งน้ำเพียงเล็กน้อยในแปลงนา ผมขี่มอเตอร์ไซค์เก่าคันเดิมออกจากบ้านสวนมายังแปลงนา
สัตว์ในนายังร้องระงม ทั้งกบเขียดและมวลแมลง ริมชายป่าหิ่งห้อยวอบวาม สูงขึ้นไปจากเรือนยอดไม้…แสงจันทร์นวลทอดทอ เสพภาพที่ปรากฏตรงหน้าด้วยสายตาเนื้อเพียงข้างเดียว เมื่อรวมกับการได้สูดกลิ่นฝนใหม่ในคืนเดือนเต็ม กลับรู้สึกดีกว่า
ค่ำนี้…จึงอิ่มเอม อิ่มเอมเท่าที่คนเล็กท่ามกลางโลกแคบในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง พึงรู้สึก
10/09/2006 20:53
Posted by
sailomloy in
Blog
กันยายน ๒๕๔๙
เราจบงานหนักในแปลงนาก่อนสิ้นสิงหาคมเพียงไม่กี่วัน ฟ้าหมาดฝน แดดแรงสาดความร้อนลงมายัง ต้นข้าว แผ่นดิน และผืนหลังของคนในนา
แดดร้อนหลังฝนเป็นความร้อนในระดับชิบอ๋ายวายป่วง งานกลางแจ้งถัดจากการไถหว่านพื้นที่นาส่วนรวมแล้ว คือการกลับไปยังแปลงนาส่วนตัวเองเพื่อซ่อมแซมต้นกล้ารุ่นก่อนที่มีอายุร่วมเดือนให้กระจายทั่วพื้นที่ว่างในนา
นาหว่านน้ำตมมีข้อจำกัดอยู่ที่ความชำนาญของคนทำ หากไถคราดโคลเลนไม่ได้ระดับของการเทลาดหรือหลังเต่าตรงกลางแปลง จะมีแอ่งน้ำขังอยู่ในพื้นที่มากจนไม่อาจทำให้เมล็ดข้าวงอกขึ้นมาอย่างที่ตั้งใจ
ยิ่งมือใหม่แบบผม….ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ศิลปินนักเขียนบางท่านที่เดินทางเข้ามาในเส้นทางเกษตรกรรมเคยกล่าวไว้ว่า นี่คือ บทกวีชิ้นสุดท้าย นี่คือการเขียนวาดสี และชีวิตลงบนผืนแผ่นดิน
ผมไม่อาจเอื้อมเทียบแนววิถีปฏิบัติและวิธีคิดไปถึงขนาดนั้น แต่การวาดแต้มสีลงบนแผ่นดิน ผมว่าน่าทำได้บ้างแม้เพียงเล็กน้อยปีละหนึ่งฤดูกาล
เม็ดข้าวสีทอง เปลี่ยนสีสันเมื่อรากงอก ต้นกล้าเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนชูขึ้นมาจากดินตมสีดำ กลายเป็นสีเขียวประดับผืนนา
………..ถัดจากนั้นและจากนั้น…โอย….ใครไม่รู้สึกอิ่มเอมกับงานตรงหน้าไม่รู้ …แต่ผมรู้สึก
ผมรู้เพียงชีวิตมันสิ้นสุดแล้วเพียงแค่นี้ ทุกคำถามจบลงเมื่อข้าวออกรวง เปลี่ยนจากรวงสีเขียวเป็นสีทองในเวลาต่อมา ก่อนจะกราว ๆ ลงบนพื้นลังนวดฟาด แต่ละเมล็ด ทีละเมล็ด นี่คือ ความอิ่มเอมที่ชีวิตคนเล็ก ๆ คนหนึ่งในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของดาวโลกจะรู้สึกกับงานตรงหน้า
ตอนเริ่มต้นทำนาใหม่ ๆ ผมนึกถึงตัวเอง การใช้จ่าย ความเป็นอยู่อย่างกระเบียดกระเสียน หากมีข้าวกินชีวิตในอุดมคติจะเป็นจริงมากขึ้น และคงตอบทุกคำถามได้ไม่ยาก แต่เมื่อลงไปคลุกคลีกับคน พันธุ์ข้าว ดินโคลน น้ำ นก หนู มวลแปลง โรคภัย และฤดูกาล นานไป….ผมพบว่าชีวิตในอุดมคตินั้นล้วนถูกผูกโยงอยู่กับชีวิตผู้อื่น,สิ่งอื่นแทบทั้งสิ้น แทบทุกด้าน
วิธีและวิถีในการดำเนินชีวิตในยุคหลังปฏิวัติเขียว ผู้คนดูเหมือนหยิบฉวยอะไรง่ายดายขึ้น เร็วขึ้น ฉาบฉวยขึ้น กิน อยู่ เดินทาง และ แม้กระทั่งเรื่องการขับถ่ายทิ้งอาจมลงเบื้องล่าง - เบื้องหลัง
วัฒนธรรมแดกด่วน ไม่ใช่คำที่เกร่อเกินจริงที่ใช้กันในแวดวงของการกินอาหารขยะในเมือง ทว่ามันลุกลามไปยังหญ้าแห้งแห่งชนบทหมู่บ้าน กระทั่งใช้กันเกร่อในแวดวงของนักกินเมืองฉบับภูธร ง่ายดาย…รีบร้อน….รวดเร็ว…. ประมาณนั้น
สิ่งง่ายดายเหล่านั้นไม่เว้นแม้แต่ “วิธีคิด”
อุบายอันแยบยลในการเอาเปรียบคนอื่นแม้เพียงกระผีก ถูกหยิบมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อในกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนของพวกเราซึ่งทำนาเป็นหยิบมือสุดท้ายของหมู่บ้าน ผมเรียกกลวิธีแบบนี้ว่า “เหลี่ยมลูกทุ่ง” การรวมกลุ่มแบบที่เจ้าลัทธิบางลัทธิบอกไว้ว่า…เป็นการรวมกลุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจ เหมือนการขึ้นรถเมล์ การดูหนัง ฯลฯ เพียงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้
ยิ่งเป็นคนในแถบด้ามขวานยิ่งแล้วใหญ่ จะว่าไป….ทุกคนล้วนเป็นลักเลง
ใช่…ลักเลง , เลง , นักเลง ล้วนมีความหมายไม่ไกลกันมากนัก ความใจถึง มือเติบ ไม่ยอมเสียเหลี่ยมให้ใคร อารมณ์ความคิดแบบกูแน่ กูไม่ต้องพึ่งใครก็ได้ มีอยู่ในสายเลือดลูกปักษ์ใต้แท้เกือบทุกคน
ดังนั้นหากมีการร่วมกลุ่มไม่ว่าจะเพื่อการใดก็ตามในสังคมของคนด้ามขวานเรา การเอาเปรียบเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติวิสัยที่ใครก็ได้พึงกระทำต่อใครก็ได้
ทีใครทีมัน…ว่ากันยังงั้น

นาข้าวในชีวิตปกติของการทำเพื่อเสพกินซึ่งเป็นปกติของดินแดนปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่ผลิตเพียงเพื่อกินในครัวเรือน ปีต่อปีหรือสองปีในกรณีเกิดพิบัติภัย ยุ้งสำรองเม็ดข้าวเปลือกไว้เสมอ
หลังการเข้ามามีบทบาทของสารเคมีในทุกรูปแบบของกระบวนการผลิตพืช คนในหมู่บ้านลืมความยากลำบากของการเสาะหาขี้ค้างคาวในเถื่อนถ้ำลึกลับมาปรุงใส่ที่นาของตนเอง ปุ๋ยเคมีจากตลาดสามารถแบ่งซื้อได้ง่ายดาย หว่านโปรยไม่นานก็เขียวพรึ่บตามมือ ความง่ายดายแบบนี้เองที่ผมพูดแต่ต้น
ท่ามกลางความง่ายดายเหล่านั้น ผมทำตัวแปลกแยก เหมือนคนบ้าหอบฟาง ข้าวซึ่งควรจะเขียวเหมือนอย่างเพื่อนในทุ่ง กลับค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปจนน่ามั่นไส้
ความอดทนของผมกลายเป็นการต่อสู้กับจิตใจตัวเอง กลัวว่าข้าวในนาจะกลายเป็นหญ้าเจ้าชู้ซึ่งออกดอกชะลูดไม่แตกกอชูช่อรวงงามเหมือนอย่างใครเขา ร่ำ ๆ ว่าจะเปลี่ยนไปใช้เคมีทุกวี่วัน
แน่นอน….ความอดทนแบบนี้ไม่ได้มีกันทุกคนในกลุ่มของการหาอยู่หากินอย่างเป็นคนปกติ
ซึ่งก็หมายถึง การให้ความสำคัญกับงานที่แปรมันมาเป็นเงินเพื่อแลกกับสิ่งของ ความสะดวกสบาย ค่านมลูก ค่า ฯลฯ
งานปลูกข้าวจึงไม่ได้ถูกจัดเป็นงานละเมียดหรือสำคัญต่อชีวิตอีกต่อไป ความประหยัดอาจเป็นประเด็นแรกของคนในกลุ่มเรา ราคาข้าวเปลือกต่อถังกำลังย่างเข้า และย่างออกจากสนนราคา ๑๐๐ บาท อย่างเงียบเชียบ ควักเงินในกระเป๋าของครอบครัวขยันทำมาหากินออกไปทุกเดือน ทุกเดือน ความตระหนักในแง่ของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว จึงทำให้คนหลายคนในกลุ่มคิดเพียงดีกว่า “ข้าวแพง…ปลูกข้าวกินเองดีกว่าซื้อข้าวกิน”

เมื่อเริ่มต้นเข้ากลุ่ม ผมใช้แนววิธีของคนโง่ดุ่มเดินเข้าไปในดงคนฉลาด แล้วกราบขอวิชาทั้งธรรมะและอธรรม การถูกเบียดเสียด เอาเปรียบ และถูกหัวร่อไยไพจึงเป็นเรื่องที่ผมคุ้นชิน หลากล้วนวิธีการที่ถูกถ่ายทอดจากคนทุกรุ่นที่ผมยกย่องเป็นครูของผม ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักของความทรงจำ
ความโง่งมของผมยังมีอยู่และใช้อยู่ทุกที่ ทุกเวลา….แม้ในขณะนี้ (ผมหมายถึง ตรงนี้)

และ…เมื่อฟ้าหมดฝน
แดดแรงสาดกระจายความร้อนลงมากระทบแผ่นดินและแผ่นหลังของผู้คนในแปลงนา แดดร้อนหลังฝนเป็นความร้อนในระดับวายป่วง งานกลางแจ้งถัดจากการไถหว่านในส่วนที่เป็นนาส่วนรวมแล้ว คือ การกลับไปยังแปลงนาส่วนตัวเอง ซ่อมแซมกล้ารุ่นก่อนที่มีอายุร่วมเดือนให้กล้าเล็กกระจายทั่วพื้นที่ว่าง รอวันเจริญเติบโตต่อไป
08/09/2006 20:35
Posted by
sailomloy in
Blog
|
|
๑. เพื่อน…ไม่รีบ
หลายปีมาแล้ว ผมพบตัวเองเดินดุ่มตามหาฝันอยู่แถบชายฝั่งตะวันตก ขอบอันดามันละแวกหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง ต้อยๆ ตามติดเพื่อนนักถ่ายภาพคนหนึ่งเสาะหาเรื่องราวและมุมมองจากป่าสวย-ทะเลงาม-ผู้คนอารีย์
เพื่อนแบกขาตั้งกล้องยี่ห้อดีไม่มีเงี่ยงหนักอึ้ง พาผมขี่มอเตอร์ไซค์ลัดเลาะเข้าไปยังดงเสม็ดทางทิศออกของที่ทำการอุทยานแห่งชาติทางทะเล หาดเจ้าไหม จ.ตรัง
ที่นั่นเคยเป็นป่าพรุสองน้ำซึ่งกลายสภาพเป็นป่าบก เราเดินก้มเงยเดินอ้อมวกไปวนมา สายตาสอดส่ายมองหาดอกไม้ชนิดหนึ่งใต้ร่มของต้นเสม็ด
อาจเพราะความผิดที่ผิดทางที่มีดอกกล้วยไม้ป่าชนิดนี้มาโผล่ที่นี่ ทั้งยังชูช่อออกดอกสลอนให้คนเดินทางได้เชยชม จึงนับเป็นเรื่องแปลกน่าค้นหา เราเข้าใจกันว่ากล้วยไม้ชนิดนี้มักพบตามลานหินแถบท้องถิ่นอิสาน แต่ในสถานที่ดินเค็มไม่ไกลจากชายหาดยิ่งชวนให้อยากพิสูจน์ด้วยสายตาจริงมากยิ่งขึ้น
เดินมุดอยู่ไม่นาน เราพบดอกกล้วยไม้ชนิดนั้นชูช่อหลากสีสันขาวไล่ไปจนแดงสด จนถึงสีอมม่วง แต้มอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ท่ามกลางสายลมพริ้วเบาอากาศค่อนข้างดีแม้ฟ้าปิด
เพื่อนผมเดินวนเวียนไปมาเพื่อหามุมภาพที่ดีที่สุด ขณะที่ผมตกตะลึงเหมือนโดนมนต์สะกดไม่สนใจจะเสาะไปไหนแล้ว กางขาตั้งหามุมมองได้ก็อัดตู้ม ๆ
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฟิล์มสไลด์สองม้วนหมดเกลี้ยง !!
ถ่ายภาพจนพอใจแล้ว ผมมายืนดูการทำงานของเพื่อน
น่าทึ่ง..เพื่อนค่อย ๆ ทำงานอย่างละเอียดเชื่องช้า ราวกับว่าข้างหน้าคือจานอาหารหรูเลิศ เขาเดินหามุม ค่อย ๆ กางขาตั้งกล้องอย่างระมัดระวัง เช็คแสง อ่านทิศทางลม จัดองค์ประกอบ แล้วรอคอย
ที่แปลกใจมากกว่านั้นคือ แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบแล้ว เขายังไม่ได้ชัตเตอร์แม้เพียงแชะเดียว
“ ลมแรง รออีกหน่อย” เขาว่า
“ ตามสบาย เดี๋ยวผมขอตัวไปรอที่ทำการนะ” ผมหมายถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ป่าเสม็ดกว้างใหญ่แห่งนั้นมีข้อตกลงระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และส่วนงานอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ กินพื้นที่กว้างใหญ่ การใช้งานจากไม้ต้องมีการขออนุญาตและเข้าที่ประชุมชาวบ้านด้วยกัน จากนั้นก็ทำเรื่องขอใช้ประโยชน์จากหน่วยงานของอุทยานฯ ข้อตกลงอันละเอียดอ่อนเหล่านี้จึงทำให้ป่าคงยังสมบูรณ์ สวยงาม
………..สามชั่วโมงหลังจากการรอคอย เพื่อนเดินยิ้มละไมแบกขาตั้งออกมาจากป่า ส่ายหัวไปมาสีหน้าปกติ
เขาไม่ได้ถ่ายภาพกล้วยไม้นั่นเลย ทั้งยังไม่ได้ถ่ายอะไรในป่าเสม็ดแม้แต่ภาพเดียว เหตุผลคือ แสงไม่ได้ ลมแรง และยังมีกล้วยไม้ที่ยังไม่บานอีกหลายกอ
“ไม่ต้องรีบ…เดี๋ยวก็ได้ถ่าย” นี่คือเหตุผลของเขา
หลังจากนั้นเราเดินทางร่วมกันอีกครั้งสองครั้ง และมีเรื่องราวสองเรื่องที่ผมเขียนถึงเขา
|
|
 |
|
| |
 |
|
| |
๒. พระกับผี
.
ภูเขาลูกนั้น ห่างจากบ้านสวนขี้คร้าน บ้านผมไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณครึ่งกิโลเมตร รายรอบด้วยหมู่บ้านเรือกสวน พื้นโดยธรรมชาติด้านบนสุดแทนที่จะเป็นยอดสูงชันกลับเป็นพื้นที่ตัดเรียบคล้ายยอดภูทางภาคอิสาน ผิดกันเพียงภูเขาที่มีความสูงประมาณ ๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลแห่งนี้เป็นภูเขาดิน ไม่ใช่ภูเขาหินปูนอย่างทางถิ่นที่ราบสูง
อดีต..บนไหล่และยอดภูแห่งนี้เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ทั้งหญ้าคา และหญ้าชนิดอื่น ๆ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งวัวควาย ทำให้ที่แห่งนี้ชุกชมไปด้วยนักล่าเนื้ออย่างเสือโคร่ง
วันนี้….สภาพทุ่งหญ้ากลายเป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ พื้นที่ด้านบนที่เรียบสวยเคยมีการจัดตั้งเป็นวัดมาก่อน และกลายเป็นวัดร้างมาหลายครั้ง ก่อนเป็นสำนักสงฆ์ในปัจจุบันโดยมีพระหนุ่มวัยเดียวกันเติบโตมาด้วยกันกับผมเป็นเจ้าอาวาส ท่านว่ามีแรงขับอะไรบางอย่างทำให้ท่านต้องขึ้นมาสร้างวัดบนนี้ นี่อาจเพราะหนทางหนึ่งของการคงไว้ซึ่งพื้นที่ป่า สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจกับความกลัว เช่น “พระกับผี” อาจเป็นวิธีของการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและป่าไม้ได้
แน่นอน..มันใช้ได้กับบางที่เท่านั้น
รุ่งของอีกวันสำนักสงฆ์แห่งนี้จะมีงานทอดผ้าป่า ชาวบ้านร่วมกันกันมาปรุงอาหารไว้รอท่า มีหนังตะลุงชื่อดังจากทางใต้มากางจอรอกลางคืนเพื่อเล่นเงาให้ชาวบ้านดู ทำนองย้อนวัฒนธรรม
แสงเช้าบนยอดเขากำลังดี ผมถือโอกาสแวะทักทายเพื่อนในเพศสมณะ ก่อนจะเดินทุ่มเที่ยวป่าเพื่อทบทวนความหลัง
ก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด นอกเหนือจากภาระงานประจำที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพ วันว่างจากการงานจึงออกเที่ยวป่า ท่องหมู่บ้านเพื่อถ่ายภาพเก็บเรื่องราวรายทาง ท่องไปเกือบทั่วประเทศพานพบกับผู้คนมากมาย เพื่อนแท้บางคนได้พบในเส้นทาง ยังคงคบหากันจนถึงทุกวัน
เมื่อกลับมาหยุดนิ่งที่บ้านเกิด จึงรู้สึกโหยหาเส้นทางป่า วันไหนเว้นว่างจากการงานในสวนจึงออกเดินเท้าขึ้นยอดภู ไปนั่งฟังเสียงนก ยอดไม้สีสด มวลแมลง
ชีวิตเยี่ยงนี้ชวนเงียบเหงาเศร้าหดหู่ หรือน่าอิจฉาในสายตาคนติดงานประจำ ? |
|
|
๓. รำลึกในรอยทาง
ทางเก่ากว้างไม่เกินศอกคดเคี้ยวทอดสู่ดงไม้เหมือนเชื้อเชิญให้เดินไป ผมย่องเงียบเชียบไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สอดส่ายสายตามองแบบไม่กะเกณฑ์ว่าจะพบอะไรที่น่าสนใจรายทาง ความชื้นของฤดูกาลยังคงร่องรอยไว้ พื้นดินถูกปกคลุมด้วยใบไม้เก่าแน่นหนา นุ่ม หยุ่น เหมือนพรมสีน้ำตาลดำ ปกคลุมทั่วไป
ต้นไม้เล็ก ๆ บางชนิดแทงยอดออกมาจากใต้พรมหนานั่น ชีวิตใหม่เกิดขึ้นอย่างกล้าหาญเมื่อย่างเข้าฤดูฝนของทุกปี แต่เมื่อแล้งเยือน ต้นไม้เล็ก ๆ อาจรอดพุ่งสู่ฟ้าขอส่วนแบ่งแสงจากไม้ใหญ่อื่นเพื่อเติบโตเป็นไม้ใหญ่เช่นเดียวกัน
…ไม่นาน ป่าเริ่มเปลี่ยนจากร่มครึ้มสู่ที่ค่อนข้างโล่ง สายตาไล่ไปตามพื้นดิน พบสีแดง สีม่วง สีขาวอมม่วง แต้มอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ล้อลมไสว
แสงกำลังดี ผมปรี่เข้าไปพร้อมกล้องในมือ ต่อมันติดเข้ากับขาตั้งกล้องเบาหวิว เล็กเตี้ยติดพื้น ผมตรวจแสง ดูความสอดคล้องสมดุล น้ำหนักภาพ กลั้นหายใจ แล้วกดแช๊ะ!!
สีสันหลายหลาก ตั้งแต่ขาวสวยถึงม่วงสด กลีบสวยห้ากลีบนั่นลู่เอนไปด้านหลัง ผมเลือกบางกอที่ต้องแสง กลีบดอกสะท้อนเข้าตาระยิบ
บางมุมมองดอกตูมกลับแสดงเสน่ห์น่าค้นหามากกว่าดอกบาน กลีบรูปกลม ไล่ระดับความใหญ่เล็กจากโคนสู่ปลายสีสวยคงซ่อนตัวเองไว้ภายใน รอคลี่บาน…
หวนคิดถึงวันเก่าก่อน ยุคเสือซ่อนตัว ยุคที่พรานโบราณสะพายปืนแก๊ปมาอยู่โยงเฝ้าสัตว์เลี้ยง ลูกไม้บางชนิดอาจปลิวลมมาตก งอกงามเป็นป่าผืนใหญ่ในเวลาต่อมา ต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่รอดพ้นการตัดฟันไปใช้ประโยชน์บอกสภาพความสมบูรณ์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ใครจะรู้ว่ากล้วยไม้ป่าชนิดนี้เดินทางมาอยู่บนยอดภูข้างบ้านผมได้อย่างไร เหมือนกับไม่รู้ว่าต้นไม้อีกนับร้อยนับพันต้นในยุคเริ่มแรก เกิดขึ้นได้โดยฝีมือใคร

คิดถึงสวนขี้คร้านของผมเอง ทิ้งไว้ไม่ถากถางเกินสิบปี ไม้ใหญ่น้อยหลากชนิดงอกงาม จากสวนมะพร้าวและลานหญ้าเลี้ยงควาย กลายเป็นสวนป่าได้อย่างน่าอัศจรรย์
ธรรมชาติ….สามารถยึดทุกสรรพสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เสมอ เพียงปล่อยไว้
……..ขอเพียงปล่อยทิ้งไว้
วันนั้นผมลงจากยอดภูยามเที่ยงวัน อิ่มเอมใจบอกไม่ถูก วูบนึง…ผมไพล่คิดถึงบางวลีของเพื่อน
“ไม่ต้องรีบ…เดี๋ยวก็ได้ถ่าย” โธ่….ขอโทษเถิดเพื่อนเอ๋ย สิบปีล่วงแล้วผมยังติดนิสัยรีบเร่งเช่นเดิม หรือ..อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
……………………………………………………………. |
| |
 |
|
| |
|
มอง
|
|
| |
|
| |
 |
|
| |
| หมายเหตุ
- ดอกไม้นั้นคือ กล้วยไม้ ที่รู้จักกันในนาม แดงอุบล ดอกหิน หญ้าดอกดิน กล้วยหิน กล้วยไม้ม้า หรือเอื้องม้าวิ่ง
- เพื่อนผมคนนั้นชื่อ ไทยรัฐ แซ่ลิ้ม(รู้จักกันดีในนาม ไทยรัฐ ‘ลิ้ม) อดีต ๕๐ ช่างภาพ บันทึกแผ่นดินทอง
เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลอง พระราชพิธีกาญจนาภิเษก ผู้ล่วงลับ |
|
|

|
|
|
| จารสุดท้ายที่ ฮ้ง มอบแด่เพื่อน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็จร |
|
พรม |
|
ประชากร-ใหม่ ? |
|
| |
|