26/08/2006 08:30
Posted by
sailomloy in
Blog
จำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องการทำนาหนที่สองของกลุ่มของพวกเรามาครั้งหนึ่งแล้ว ผมเป็นคนสุดท้ายที่รู้ว่าจะมีการขอที่นาเก่ามาปลูกข้าวกันในปี ๒๕๔๙ นี้ แม้จะดูไกลออกจากฤดูกาลเพาะปลูก แต่ข้าวหลายชนิดพันธุ์ที่สามารถงอกงามให้ผลผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับช่วงแสง บางท้องถิ่นจึงอาจพบเห็นการไถทำของเกษตรกรง่วนอยู่กับควายเหล็กและดินพลิกขึ้นมองฟ้า มวลหญ้าพลิกทิ่มลงใต้น้ำสีขุ่น 
ผมทราบข่าวการตกลงกันเพื่อทำนาเพิ่มจากที่ได้ทำกันก่อนหน้านี้เป็นคนที่ห้า ในจำนวนสมาชิกที่จับมือกันห้าคน การรับรู้ท้ายสุดดูเหมือนกันการตกกระไดพลอยกระโจน เพราะทุกคนเบนเข็มไปทางเดียวกันหมดแล้ว
ที่สำคัญ ผมเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาสี่คนในกลุ่ม
จากปีที่แล้วผมเรียนรู้หลายเรื่องเกี่ยวกับการทำนาหว่านน้ำตม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนพื้นที่ที่พอเหมาะพอควร ไม่มากไปและไม่น้อยไป ความพอดีพอควรเฉพาะเรี่ยวแรง เงินทุน และเวลาที่จะให้การใส่ใจพืชพรรณที่เพาะปลูกลงบนแผ่นดินอย่างเต็มที่ และปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทั้งหลาย

แม้ไม่ได้รับมาตรฐานพืชอินทรีย์จากหน่วยงานของรัฐ แต่ผมมั่นใจในข้าวของผมทุกเม็ด เพราะแม้ปุ๋ยเคมี - สารเคมีกำจัดพืช กำจัดสัตว์ จากตลาด ก็ไม่ได้กล้ำกรายผืนนาของผมเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึงการปะปนอยู่ในอากาศ ในสายฝน และสายน้ำที่ไหลมาจากแหล่งเกษตรที่สูงกว่า
ความปลอดภัยในระดับมาตรฐานของผมจึงมิอาจเทียบเป็นหน่วยวัด
ความเชื่อมโยงกันของการเรียนรู้แปลงนาประมาณสองไร่แม้ไม่ละเอียดถี่ถ้วนทุกเม็ดทุกหน่วย ทุกตารางนิ้ว แต่ผมเป็นคนทำนาเพียงคนเดียวที่เดินลงแปลงนาบ่อยที่สุด แม้ไม่ได้ทำอะไรเลย ผมยังใช้เวลาเพื่อดูอย่างเดียวอย่างพึงใจ
แต่เมื่อพื้นที่รับผิดชอบมากขึ้น มีปัจจัยเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงมากขึ้น แรงกาย ทุนทรัพย์และเวลาที่ต้องจ่ายออกมากขึ้น ผมจึงมองตัวเองในขณะเวลานี้เหมือนกับมดซึ่งกำลังแบกช้างขึ้นบ่า
แค่คิด…ก็เจียนตาย
ทุกวันตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ งานในแปลงนาของพวกเราเริ่มต้นเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. จบลงเมื่อ ๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. หลังจากนั้น ผมปลีกตัวออกไปดูแปลงนาส่วนตัว ซ่อมแซมข้าวที่จมน้ำหรือไม่งอก โดยถอนเอาต้นกล้าจากแปลงที่หว่านไว้หนาแน่น มาปักดำซ่อมแซมในแปลงที่เว้าแหว่ง จบงานในแปลงนี้ประมาณ ๑๘.๐๐ น. กลับบ้าน อุ่นกับข้าว อาบน้ำ กินข้าว มืดสนิท
บางวันงานในแปลงถูกแทรกด้วยการปรุงน้ำปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นลงในแปลงนา เพื่อเร่งให้ต้นกล้างอกงามทัดเทียมหรืออย่างน้อยก็ให้ข้าวที่กำลังจะแตกกอได้รับสารอาหารทันกับข้าวในแปลงเคมีของเพื่อนร่วมอาชีพ
บางวันเป็นวันที่เราหว่านเม็ดข้าวงอกลงนา การเตรียมพื้นที่นาก่อนหว่านจึงค่อนข้างวุ่นวาย หลังหว่านเสร็จแล้วยิ่งวุ่นวายมากกว่า ทั้งการปรับทางน้ำให้ไหลออกจากแปลงจนหมด เสร็จจากนั้นก็ทำตะเกียงจุดไล่นกที่จะลงมากินเม็ดข้าวของเรา
วันนั้นอาจเป็นวันที่ผมกับแม่กินข้าวกันในเวลาที่ดึกดื่นผิดปกติ

คุณหลายคนคงคุ้นชินกับการงานที่เรียกว่า เกินตัว
อะไรที่มันเกินตัวมักเกิดปัญหาเสมอ ไม่ทางกายก็ทางใจ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมเตรียมตั้งรับไว้ก่อนเท่าที่สมองมี ด้วยความระมัดระวังและเจียมเนื้อเจียมตนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามาเป็นดั่งตำราเล่มโตให้ชีวิตได้ศึกษาเรียนรู้ หากผ่านได้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผมจะชักชวนคุณ ๆ ไปช่วยกัน
ดีไหม?

17/08/2006 21:54
Posted by
sailomloy in
Blog

วันนี้ เป็นวันที่สามแล้วที่เราเริ่มต้นไถนาอีกครั้ง เป็นผืนนาที่ผ่านการทิ้งร้าง(รั้ง)มาสองปี หญ้ารกเป็นทุ่งปศุสัตว์ เรารวมกลุ่มจับมือกันทำนาครั้งใหม่หลายคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มคนที่ร่วมกันเริ่มต้นไถหว่านไปแล้วเมื่อสิบกว่าวันที่แล้ว
บางคนในกลุ่มเป็นครูของผมในช่วงที่ผมเริ่มทำนาครั้งแรก หนนี้เป็นครั้งที่สอง ใครบางคนกลุ่มเราขออนุญาตจากเจ้าของที่นาซึ่งเป็นคนหมู่บ้าน แล้วเราก็ได้รับฉันทานุมัติให้พวกเราได้ใช้ประโยชน์จากความว่างเปล่าของผืนดินนาเดิมในปีนี้
“ ดีกว่าปล่อยทิ้งเฉย ๆ ” เจ้าของนาบอกมายังเรา
ณ ที่แห่งนี้นี่เองที่เมื่อสองปีที่แล้วผมปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางเพื่อขี่เสือภูเขาเที่ยว มาเจอผืนนาที่ข้าวกำลังสุกเหลือง เลยหยุดรถดูด้วยอารมณ์อ่อนไหวต่อภาพตรงหน้า แต่แล้วอารมณ์ศิลปินก็พลันต้องสะดุด….
ณ ที่แห่งนี้นี่เองที่เมื่อสองปีที่แล้วผมปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางเพื่อขี่เสือภูเขาเที่ยว มาเจอผืนนาที่ข้าวกำลังสุกเหลือง เลยหยุดรถดูด้วยอารมณ์อ่อนไหวต่อภาพตรงหน้า แต่แล้วอารมณ์ศิลปินก็พลันต้องสะดุด…. นกกระจาบตัวจ้อยบินสวนสนามกันขึ้นลงนับสิบนับร้อยจากกลุ่มของรวงงอนสีทองเหล่านั้น ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นรวงข้าวที่ไร้แป้งในเปลือก บางรวงกลับไม่พบแม่แต่เม็ดข้าวแม้เพียงเม็ดเดียว
…ทราบข่าวอีกทีปรากฏว่านาผืนนี้ได้ถูกทำโดยพี่ที่เป็นคู่หูทำนากับผมเมื่อปีที่แล้ว
ผลผลิตที่ได้จากกลุ่มนาผืนนี้นับว่าน้อยมาก เพราะนกตัวเล็ก ๆ นับร้อยนับพันนั่นเอง
ปีนี้เราเสี่ยงกับภาวะของนกตัวเล็กนั่นอีกครั้ง แต่เป็นคนทำนากลุ่มใหม่ โดยมีสายตาของพี่คู่หูของผมในปีที่แล้วแอบดูอยู่ห่าง ๆ อาจด้วยความห่วงใยหรือทุเรศ มิอาจคาดเดา
รู้แต่เพียง วันที่เราเริ่มต้นแรกไถนาเป็นแปลงแรก วันนั้นเป็นวันที่พายุฝนกระหน่ำฉ่ำชื้นไปทั่วภาคใต้ตอนบน บางท้องที่น้ำท่วมจนต้องอพยพผู้คนขึ้นที่สูง

แปลงนาแปลงเก่าที่หว่านเม็ดพันธุ์ลงไปเมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว(ก.ค. ๔๙) โดนน้ำจากเทวดาที่พร้อมใจกันกระหน่ำเทตูม ๆ ลงมาทั้งวันทั้งคืนจนท่วมมิดยอด ปูนาขาเกชักแถวดำมืดเดินสวนสนามจากที่นารั้งร้างตามสายน้ำใหม่ลงแปลงนาของเรา
ปูนาตัวน้อยในวัยกำลังซนกัดกินยอดข้าวอ่อนจนลอยฟูเขียวสะพรั่งประดับน้ำในแปลง
ธรรมชาติในปี ๒๕๔๙ เป็นเรื่องที่มิอาจคาดเดา หน้าที่ในการป้องกันข้าวอ่อนในส่วนที่เหลืออยู่เป็นหน้าที่ของผม
จากประสบการณ์ของปีที่แล้ว ผมใช้วิธีการโบราณที่สุดเท่าที่ใครจะสามารถคิดค้นกลับมาใช้อีกครั้งในยุคดิจิตอล
ผมใช้หัวของกลอย ซึ่งเป็นพืชพิษที่โบราณสมัยใช้ในการป้องกัน และหรืออาจจะกำจัดปูออกจากแปลงนาได้ และแน่นอน…มันเป็นพืชที่กินได้และอร่อยด้วย หากรู้วิธีกำจัดพิษที่ถูกต้อง
กลอยในสวนหลบอยู่ในดินร่วนชื้น ง่ายต่อการขุดเอามาสับเป็นชิ้นเล็ก หว่านพรมทั่วแปลงนาที่เต็มไปด้วยกล้าอ่อน มันไม่ได้ทำให้ปูก้ามหลุดหรือแดดิ้นตายไปนับร้อยนับพัน หากทว่าพิษของมันทำให้ปูหลบเร้นไปหากินที่อื่น
แปลงนาของคุณครูสอนทำนาให้ผม ใช้กากมะพร้าวคลุกกับสารพิษต้องห้ามวางล่อปูออกมากิน ตายเป็นเบือ เขามองเห็นผมนั่งสับหัวกลอย แล้วหัวร่อ
“ทำอะไรโบราณ..”
“โบราณนี่แหละได้ผล”
“…..” ครูของผมหัวร่อต่อไปอีกหลายคำ ผมคร้านต่อปากแม้จะมีแนวคิดเรื่องความประหยัดเกินไปของผมที่ฝังลึกอยู่กับครู แต่แนวคิดบางอย่างมันบอกได้ถึงความยั่งยืน
สารพิษอาจทำให้ปูนาตายเป็นร้อยก็จริง แต่แปลงนาที่ร้างรั้งมีมากมายเกินกว่าที่จะทำให้ปูนาเหล่านั้นตายไปจนหมด สารพิษในพืชที่ผมหว่านทิ้งลงในแปลงของผม ไม่ได้ทำให้มันตาย แต่มันหนีไปที่อื่น ไม่กัดกินต้นกล้าของผม แค่นั้น…ผมจบความคิดแค่กล้าของผมเติบโตเป็นต้นข้าวแข็งแรงและปลอดภัย ให้ผลผลิต
ที่แน่นอนที่สุดคือ ผมเคารพภูมิของความเป็นโบราณวิธีที่ผมกำลังดำเนินรอยตามอยู่ด้วยหัวใจ
ยังเหลืออีกวิธีนึงที่ผมอยากรู้ที่สุดคือ เราจะมีวิธีไล่นกกระจาบตัวเล็ก ๆที่มากินเม็ดข้าวยามที่ท้องทุ่งสีทองมีรวงงอนเต็มเม็ดย่างเข้าระยะพลับพลึง ? แม้จะเป็นวิธีที่ใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ หากไม่ทำร้ายนกน่ารัก(น่าชัง)พวกนั้น….ผมยินดีทดลอง
ว่าแต่……..ใครจะบอกผมได้มั่งเนี่ย?
09/08/2006 10:18
Posted by
sailomloy in
Blog

ต้นพฤษภาคม ๒๕๔๙ ผมหอบหิ้วของในสวนไปส่งที่บ้านของแม่ค้าซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน มันคือผลไม้พื้นถิ่นชนิดหนึ่ง ซึ่งออกผลดกดื่น จนเหลือกิน เหลือแจก และเหลือจากการทำบุญแล้ว
เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผลผลิตเล็กน้อยในสวนได้ถูกแลกเปลี่ยนเป็นน้ำใจจนกลายเป็นวัฒนธรรมเล็ก ๆ ที่เจือจุนกันโดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้สิ่งใดกลับคืนมา
หลายหนที่ผมได้รับผลไม้ที่ไม่มีในสวนของผมเป็นของฝาก จนกินกันแทบไม่ทัน
ก่อนหน้านี้ ผมหอบหิ้วผลผลิตชนิดเดียวกันไปฝากแม่ค้าขายอาหารทะเล พวกปลากุ้ง ปู ที่ตลาดสดยามเช้า แม่ค้าคนนี้เป็นผู้ซึ่งเอื้อเฟื้อเศษปลาให้ผมได้นำมาหมักทำปุ๋ยเสมอมา เช้านั้นผมกลับบ้านด้วยปูทะเลสามสี่ตัวกลับบ้าน

เช้านั้นแม่กินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย…
วันหนึ่งผมมานั่งคิดถึงความมั่นคง กับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คิดถึงพืชพรรณที่มีอยู่ในสวน กับอีกสามคนในร่มเงาของหลังคาบ้านและเรือนยอดของต้นไม้ เราสามารถใช้และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย
เราวัดความสบายด้วยปริมาณความทุกข์ที่เข้ามาเยือนในแต่ละขวบปีที่ผ่านไปด้วยมาตรฐานของเราเอง แน่นอน…ทุกข์น้อย ย่อมมีสุขปะปนในส่วนใหญ่
พื้นที่สวนดูรกเรื้อร่มเย็น อาจดูไม่สะอาดตาในสายตาของเพื่อนบ้านบางคน อาจทำให้เกิดความหมั่นไส้ที่ไม่เห็นผมทำอะไรเป็นชิ้นอันอย่างที่คนอื่นเขาทำ เห็นเดินไปเดินมาทำโน่นทำนี่วุ่นวาย แต่ไม่สามารถแสดงถึงความมั่งคั่งให้เห็นต่อสายตาขึ้นมาเลย
วันหนึ่งเพื่อนที่เคยเติบโตมาด้วยกันเอ่ยปากถามคล้ายจะชักชวน
“ในสวนไม่คิดจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายบ้างหรือ ?”
“ไม่” ผมสวนกลับไปทันควัน
“ทำใมบอกได้ไหม ?”เพื่อนถามกลับ
“ บายดีแล้ว” ผมตอบหน้าตาย
“งั้นหมดคำถาม” เพื่อนว่า
ไอ้คำว่า’ บายดี หรือ สบายดี แล้วนั้น อาจฟังดูกวนๆ ไม่คิดอยากสนทนาให้มากความ แต่สำหรับผม ความสบายนั้นอาจเกิดได้จากร่างกายที่อยู่ในร่ม แห้ง สะอาด อิ่ม และหลับลึก ส่วนภาระอย่างอื่นเมื่ออยู่ท่ามกลางการมีและใช้ชีวิตนั้นไม่ก่อให้เกิดทุกข์จนต้องค้านกับคำสนทนาเมื่อครู่
ส่วนความสบายที่เกิดมาจากข้างในนั้น ส่วนใหญ่มาจากฐานความสุขของร่างกายเป็นพื้น ส่วนที่แหลมออกไปล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่มาตกกระทบแทบทั้งสิ้น
ขณะนี้ ( ๒๕๔๙) พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชุมพรกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น ไม่ว่าจะ
เป็นปาล์มน้ำมันหรือยางพารา ซึ่งชาวสวนเองก็คาดหวังว่าราคาของผลผลิต(ยางพารา)จะยังคงดีอย่างนี้ หรือมากกว่านี้ไปตลอด ตราบเท่าที่ผลผลิตจากสวนของพวกเขายังคงผลิตออกมาสม่ำเสมอ

ชาวบ้านที่เคยมีสวนสมรมแบบเก่า เริ่มต้นหันมาโค่นไม้ในสวนออกเพื่อปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน
เสียงเลื่อยยนต์และรถแบ็คโฮทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ธุรกิจสองอย่างนี้จึงทำรายได้ให้มากมายมหาศาล
ทั้งไม้ผลและมะพร้าวในยุคคุณตา คุณยาย มาถึงยุคที่พ่อแม่ของเราเริ่มก่อร่างสร้างตัว ยืนสะทกสะท้านท่ามกลางเสียงเลื่อยยนต์
มันครวญครางเอี๊ยดอ๊าดก่อนล้มครืนลงกระแทกพื้นอย่างบอบช้ำ ผมใช้เวลาบางช่วงออกไปเก็บภาพต้นไม้โบราณถิ่นใต้บางชนิดอย่างมะมุด และทุเรียนบ้าน(ท้องถิ่นภาคกลางเรียกทุเรียนป่า) เอาไว้ก่อนที่ภาพนั้นจะกลายเป็นอดีต(แล้วมันก็กลายเป็นอดีตไปจริง ๆ )
สวนรกกลายเป็นโล่งเตียน แล้วเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้าส่งเสียงร้องครวญตามมา ท่ามกลางมรสุมน้ำมันแพง การโค่นต้นไม้ในสวนบางที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเจ้าของสวนกับผู้รับเหมาโค่นต้นไม้ เจ้าของได้สวนที่เตียน เจ้าของเลื่อยได้ต้นไม้นั้นไปแปรรูปขาย เศษไม้ทำฟืนส่งกลุ่มผลิตน้ำตาลมะพร้าว
ภาระต่อจากนั้นคือการจ่ายค่ารถแบ็คโฮเพื่อขุดตอไม้กลบฝัง ค่าฉีดยาฆ่าหญ้า ค่าตัดหญ้า ค่าต้นพันธุ์ ฯลฯ เป็นเงินอีกเหยียบแสน เพื่อปลูกพืชที่ต้องรอคอยผลผลิตไปอีกสามถึงเจ็ดปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปลูกพืชพรรณชนิดไหนลงไป
ชีวิตคือการดิ้นรนและไขว่คว้าหาความสุขในภาคหน้า ด้วยการเดินย่ำไปตามขวากหนามแห่งความทุกข์ อย่างนั้นหรือ ?
เราจะเอาความหวังของเราไปฝากไว้ที่ใคร ราคา นายทุน รัฐบาล หรือ?
เออหนอ – กรรมใครกรรมมัน
ต้น กรกฎาคม ๒๕๔๙ ผมขับคุณแก่สองท่อคู่ใจ เข้าสวนแถบหลังพระธาตุสวี หมู่บ้านเลียบคลองสวีหนุ่ม มีเสน่ห์ชวนค้นหา ผู้คนแถบนั้นใช้ชีวิตอย่างช้า-ช้า อยู่กับสวนโบราณซึ่งปลูกทุกอย่างที่มี มีทุกอย่างที่กิน ใช้ ขายได้ และคุ้นเคยมาแต่ปางบรรพ์
ผมเข้าไปเพื่อซื้อเมล็ดของจันทน์เทศนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของตัวยาสมุนไพรที่มีติดบ้านไว้เสมอ คนในหมู่บ้านและต่างถิ่นทราบสรรพคุณก็แวะเวียนมาหายาวนานกว่ายี่สิบปี ชนิดที่เรียกว่า ขาดบ้านไม่ได้ต้องมีไว้เสมอ

สวนสมรมที่ปลูกพืชพรรณหลากชนิดรวมกันหรือสมรมกัน เฉพาะในจังหวัดชุมพรอาจพบได้เกือบทุกอำเภอ สวนสมรมหรือสวนพ่อเฒ่าที่รวบรวมต้นไม้สาระพัดชนิดในพื้นที่เดียวกันนั้น น้อยลงทุกวันดุจลมหายใจที่รวยริน แต่ที่มีต้นจันทน์เทศปลูกไว้มากนั้นเห็นจะมีเฉพาะอำเภอหลังสวนและอำเภอสวีเท่านั้น
ผมนำยาสมุนไพรจากบ้านไปฝากเจ้าของสวนจันทน์เทศ พร้อมกับพูดคุยไถ่ถามสาระทุกข์สุกดิบ ไม้ในสวนกำลังออกผลดกดื่น ทั้ง หมาก มะพร้าว จันทน์เทศ กล้วยหอม กล้วยเล็บเมือนาง มะละกอ ขนุน สับปะรด เงาะ ทุเรียน ลางสาด ฯลฯ ไม่นับรวมพืชผักกินยอดอย่างผักเหมียงหรือยอดเหลียง และผักหวานบ้านที่ชูยอดอ่อนน่ากิน

“ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทุกวันทำแต่งานในสวน ยังทำไม่ทัน ” เธอเป็นเจ้าของสวนแห่งหนึ่งในบรรดาสวนโบราณอีกหลายที่ในชุมชนแห่งนี้
“ ทุกอย่างขายได้หมด ของในสวนเลี้ยงตัวเองอยู่ได้อย่างอิ่ม สบาย แต่ไม่รวยเหมือนอย่างใครคนอื่นเขา”
“คนอื่นที่ดูรวย ๆ เขาอาจจะรวยแค่เปลือกก็ได้ ใครจะรู้” ผมบอกกลับไป
“ ทุกวันนี้รายได้มีทุกวัน ขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้เกิดรายได้ขึ้นมาหรือเปล่าแค่นั้นเอง ” เธอทิ้งท้ายก่อนจะรวบรวมเมล็ดจันทน์แห้งส่งให้ผมฟรีๆ โดยไม่คิดเงิน อย่าลืมว่าเม็ดจันทน์เทศแห้งราคากันเองขายกันกิโลกรัมละ 70 บาทนะครับ
“ เอาไว้ให้รวบรวมครบกิโลนึงก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยเอาเงิน อันนี้ให้ฟรี อีกสองสามวันมาดูใหม่จะเก็บไว้ให้ ”ผมยกมื้อไว้ขอบคุณพร้อมกับสั่งต้นจันทน์เทศในถุงเพาะชำสามสิบต้นรอหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง สวนรกของผมคงจะรกขึ้นมากไปอีก
ตราบเท่าที่ผมยังใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ ต้นไม้พวกนี้จะมีประโยชน์โดยตรงกับผมและสมาชิกในร่มเงาเดียวกันเสมอ ไม่ต้องอ้างไกลถึงความร่มเย็นของโลกและความสงบของจักรวาลอันกว้างขวางและไกลโพ้น
กลับจากสวนจันทน์เทศหลังวัดพระบรมธาตุสวี ในใจยังอิ่มเอมไม่หาย ผมมานั่งคิดทบทวน
นี่กระมังที่เรียกว่าความสุข อันเกิดแต่การเคลื่อนที่ช้าลงทั้งร่างกาย และจิตวิญญาน

……………………………………………….
05/08/2006 07:47
Posted by
sailomloy in
Blog
- ชัยภูมิอันเหมาะเจาะ
สาย ๆ วันหนึ่ง กลางฤดูฝน ผมควบคุณแก่สองท่อปุเลง ๆ ไปนั่งดูทรายริมฝั่งทะเล หลีกหนีบรรยากาศอันคุ้นชินกลางสวนสีเขียว
ความคุ้นชินของวิวทิวทัศน์และกิจกรรมอันซ้ำซาก หน้าที่การงาน ฯลฯ อาจทำให้สมองอันมีคุณค่าต้องฝ่อลีบ แม้อากาศ บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะสมบูรณ์แบบแล้วก็ตาม
ผม(เสีย)ดายของ….
บรรพบุรุษของผมเข้าใจเลือกสถานที่ในการปลูกบ้านดำรงเผ่าพันธุ์ บ้านสวนขี้คร้านไม่ไกลจากแม่น้ำ และท้องทะเลตะวันออก
แม่น้ำที่ว่านั้นไหลมาจากสองต้นน้ำ
ต้นน้ำทางหนึ่งมาจากเทือกภูสูงทางทิศตะวันตก ปัจจุบันแทบจะหาไม้จริงยาก เพราะต้นน้ำนี้กลายเป็นสวนยางและสวนกาแฟเสียสิ้น
ต้นน้ำอีกทางหนึ่งไหลมาจากแหล่งน้ำซับทางทิศใต้ ร่องน้ำนั้นเคยมีตำนานของจระเข้นาม ด่างบางมุด ชื่อกระฉ่อนนั้นมาจากความดุร้ายของมัน ตำนานเคยบอกว่าต้นน้ำที่เห็นหายเข้าไปในดงเสม็ดนั้น ความเป็นจริงมีเส้นทางใต้น้ำที่เชื่อมต่อกันกับแม่น้ำหลังสวน กลายเป็นเครือข่ายสายน้ำอันน่าอัศจรรย์ที่ จระเข้ร้ายสามารถเดินทางออกล่าเหยื่อมนุษย์ได้ ไกล และเร็ว

ตำนาน มักมีแก่น - เศษเสี้ยวของความจริงแอบอยู่บ้างเสมอ ไว้โอกาสงามผมจะตามเรื่องนี้มาเล่าสู่กัน
ด้วยมีลำน้ำทางทิศตก และทะเลทางทิศออก มีภูเขาทางทิศใต้ กลางชัยภูมิที่เหมาะเจาะนี้ มีที่ลุ่มให้ชุมชนได้ทำนา ปลูกข้าว อาหารทะเล - ปลาน้ำจืด น้ำกร่อย กุ้งหอยสารพัน ริมห้วยหนองอุดมเต็มไปด้วยพืชผักพื้นบ้าน
ปีไหนที่น้ำท่วม - เราในหมู่บ้านออกไปตลาดไม่ได้ ชุมชนเราแม้มีสภาพเหมือนคนติดเกาะ แต่เราไม่เคยอด เพราะในยุ้งมีข้าว ท้ายสวน ร่องห้วย มีผักปลาให้กิน น้ำป่าไหลบ่าลงมาจากเหนือ น้ำทะเลหนุนเนื่อง ที่ลุ่มท้องนากลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เราพายเรือเล่นน้ำกันสนุกสนาน เหมือนงานเทศกาลที่ธรรมชาติเอื้ออวยให้
พายเรือไปพบยอดไม้ไหนที่ริมคลองน้ำกร่อย ปูแสมแออัดยั้วเยี้ยจนเก็บกินไม่หวาด
ไม่ไหว
ผมจินตนาการถึงการตั้งชุมชนหมู่บ้านครั้งแรก - ใครหนอเป็นคนริเริ่ม เขาและเธอ
คิดอะไรอยู่ในใจ…ผมอยากรู้นัก
เพราะเราไม่ไกลทะเล….เพียงไม่กี่นาทีในการกินลมชมวิวบนเบาะแมงกะไซค์เก่า ผม
มานั่งหลบแดดฟังเสียงคลื่นสบายใจเฉิบ
- ศิลปะ - ร่วมฤดู , ปู - ขาดบ้าน

เม็ดทราย…เรียงตัวในแนวขนานกับฝั่งและท้องทะเล เม็ดใหญ่ใกล้ทะเลมากว่าเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งถูกจัดแบ่งเป็นชั้น ๆ เหมือนงานศิลปะจัดวางอันยิ่งใหญ่ และไม่เคยซ้ำฉาก ฤดูกาล คือ อารมณ์ของศิลปิน ผืนดินคือพื้นรองรับงานแต่ละฉาก โดยที่พลังงานอันมหาศาลนั้นถ่ายเทมายังหาด วาบ วาบ แล้วหาย - วาบ วาบ - แล้วปรากฏงาน การสร้างกับการลบล้างเกิดขึ้นง่ายดาย หากจังหวะและความละเอียดอ่อนของผู้คนสบเหมาะพอดีกัน งานนั้นอาจปรากฏแก่สายตา
สิ่งเล็ก ๆ ยิ่งใหญ่เสมอ…หากผู้คนให้ความสำคัญในการเพ่งมองแล้ว…คิด

“กลับบ้านเมื่อไร ฝากไปริมทะเลเก็บเปลือกหอยมาด้วย จะเอาไปฝากปู” เพื่อนในเมืองถ่ายเท
ข้อความผ่านคนใกล้ชิดมายังผม
“ ปูที่หัวหินขาดบ้าน” เปลือกหอยว่างเปล่านอกเหนือจากประดับหาดทรายให้ดูครบองค์ประกอบแห่งทะเลแล้ว ยังอวยประโยชน์ไปยังสรรพสัตว์หลากหลายได้อิงอาศัย หลบภัย แม้กระทั่งสวมตัวเองกลายเป็นเกราะป้องกันเนื้อนุ่มอ่อนบาง
“ปูเสฉวน?”
“ใช่..”
หัวหิน นักเที่ยวมากมาย เพื่อนตาไวหลายคนกลับพบว่าปูเสฉวนขาดบ้านที่เคยอาศัย กลับกลายเป็นปลอกยาดม ขวดน้ำ ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ฯลฯ น่าเวทนา
…ใช่ น่าเวทนา หลายวันที่ผ่านมาเรารวบรวมเปลือกหอยขนาดเล็กที่คลื่นเดือนสิบสองหอบมากองริมสวนมะพร้าว ชายฝั่งทะเล ฝากไปยังน้องปู(เสฉวน)ที่หัวหิน
“ อย่างน้อยมันก็ทะเลเดียวกัน”
- ภารโรงชายหาด
หลังฤดูมรสุม ผลผลิตจากการเติบโตของเมืองหลากรูปแบบทั้ง แก้ว ไม้ พลาสติกและเชือก ลอยมาติดฝั่ง
บ่อยครั้งผมไปหาเศษไม้มาทำการฝีมือฝากเพื่อนฝูง รวมทั้งตกแต่งบ้านบ่อยครั้ง ไม้ดีหลายชนิดลอยมาจากทวีปไหนไม่รู้ เพรียงเจาะจนพรุนเป็นพื้นผิวที่สวยงามยากที่จะหาที่ไหนได้
ขวดแก้วสีแปลก ๆ จากเวียดนาม ทุ่นอวน จากจีน
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือาจเรียกให้ถูกว่า นวัตกรรม เกิดขึ้นทุกปี
ขยะจากท้องทะเลกลายเป็นขยะรกบ้านสวนอีกทอดหนึ่ง

วันนี้…แดดแรง จนผมต้องหลบเข้าใต้ร่มมะพร้าว ทว่าท่ามเปลวแดดนั้นกลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยังก้มเงยริมหาด เก็บขวดพลาสติก เชือก และอะไรบางอย่าง ใส่ลงไปในถุงกระสอบ
ทุกอย่างบนชายหาดล้วนสามารถเปลี่ยนเป็นเงินเลี้ยงชีวิตได้ หากผู้คนมองเห็นคุณค่า บวกกับความขยัน อดทน
คนกลุ่มนั้นทำหน้าที่เดียวกันกับผู้คนบนกองขยะในเมืองใหญ่ ต่างเพียงสิ่งแวดล้อมรอบตัว เสียงและกลิ่น

พลาสติกริมทะเลในฤดูมรสุม สามารถสร้างมั่งคั่งให้กับครอบครัวเล็ก ๆ ได้ หากโอกาสและจังหวะตรงกันระหว่างขยะ และคนค้นเสาะ
ขยะใหม่หากมีคนมาก ก็มีการปักธงจับจองพื้นที่ในการเก็บหา กติกาอาจถูกกำหนดโดยสังคมภารโรงริมชายหาดนั้น
อย่าลืมว่า กติกาเกิดขึ้นโดยคน ซึ่งมีกิเลสตัณหาครบถ้วนบริบูรณ์..การดำเนินการกติกา มักมีความเบี้ยวเฉเย - คดอยู่ทุกวงการ(?)
ชัยภูมิอันเหมาะสมแต่โบราณ ปั้นแต่ง-ขัดเกลาให้เรากลายเป็นเรา
ริมทะเลตะวันออกมีเรื่องราวของงานศิลปะ - เปลือกของหอยบ้านของปู และภารโรงริมหาดทรายให้เพ่งพินิจ เพียงผมย้ายตัวเองออกจากความซ้ำซากในแปลงนา และสวนรกสีเขียวออกมา รับลมเค็มในวันร้อน ๆ กลางฤดูฝน
……ไม่สนใจบ้างรึสหาย ?
…………………………………………………………..