….นกในสวน…

27/07/2006 09:02
Posted by sailomloy in Blog

๑. นาฬิกาของแม่

เสียงร้องแก่ก ๆ  ยามสายของวันหนึ่งทำให้ผมต้องรีบคว้ากล้องตัวเล็กออกมา ล็อคติดกับขาตั้ง เดินย่องเสาะหาต้นเสียง

เสียงนั้นชักนำไปสู่ต้นมะขามหลังบ้าน เพื่อที่จะพบว่าต้นเสียงไม่ใช่นก กลับเป็นกระรอกน้อยตัวอ้วนเกาะคาคบต้นมะขามท่าทางมีความสุข  


…สุขเหมือนคนสุขภาพดี,กินอิ่มนอนหลับ,เสียงใส เห็นภาพตรงหน้า ทำให้คนในสวนพลอยได้รับกลิ่นอายของความสุขชวนให้รอยยิ้มแต้มหน้า

ขณะเพลิดเพลินถ่ายภาพ มีเสียงร้องดังก้องมาเป็นจังหวะ..ไม่ไกลกันคล้ายกับจะเปิดเผยตัวเพื่อแสดงความสำคัญ  ค่อย ๆ ย่องเงียบเชียบตามเสียงนั้น กางขาตั้ง มองด้วยสายตาก่อนจะแพนกล้องตาม
 

นกเค้าโมงนั่นเอง เธอหมุนคอมามองผมนิ่งอยู่ไม่นานพอที่จะให้ผมถ่ายได้สามเฟรมก่อนจะบินไปเกาะต้นไม้อื่นในสวน ส่งเรียงร้องสั้น ๆ ลั่นบ่งบอกถึงเวลาโมง

นอกเหนือจากเงาของแดด นกเค้าโมงเป็นนาฬิกาของแม่ในช่วงเวลาตอนกลางวัน

ช่วงเช้ามืดจะมีนกอีกชนิดซึ่งแม่ใช้เป็นเครื่องมือนับเวลา คือ นกกระปูด

กระปูดหลายตัวในสวนชอบเดินกระย่องกระแย่งตามหลังผมเวลาที่ตัดหญ้าถางสวน พวกเธอรู้ว่ามวลแมลงจะบินพรูออกมาให้มันได้จิกกิน หากเดินตามเสียงเครื่องยนต์ชนิดนี้ 

กระปูดร้องขณะฟ้าสาง แม่ตื่นขึ้นมาตำนังเคี้ยวหมากสวดมนต์นั่งสมาธิ พอฟ้าสาง แม่จะถือไม้เท้าออกเดินเรียกเหงื่อ กิจวัตรทุกเช้าของแม่จะเป็นแบบนี้

วันไหนอากาศเปลี่ยนกระปูดไม่ร้อง ฟ้าไม่มีแดด แม่จะสับสนเรื่องเวลาไปตลอดวัน เผลอ ๆ ตอนเช้ามืดแม่จะตื่นสาย หรือไม่ก็ตื่นตั้งแต่ตีสอง วุ่นวายไปทั้งบ้าน

สิ่งแวดล้อมของโลกมีผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่….แม่กับนกอาจเป็นห่วงหนึ่งของโซ่สิ่งแวดล้อมที่ยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติไว้สม่ำเสมอ ธรรมชาติของแม่คือรักษาความเป็นโบราณสมัยไว้อย่างแนบและเนียน ธรรมชาติของนกร้องหรือไม่ร้องแล้วแต่อารมณ์ของนก


“วันนี้นกหลอกเรา” แม่บ่นในบางวัน   
“ แกงนาฬิกาซะเลยดีมั้ยแม่…มื้อเย็นนี้เลย” 
 “ทั้งสาบ ทั้งหมินเขียว นกคูดมันกินขี้” แม่ทำหน้าปูเลี่ยน
 นกคูดที่แม่พูดถึงคือกระปูดตาแดงนั่นเอง
 

๒. นกในสวน 

หลังจากเดินทางป่ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงวัยหนุ่ม นับรวมกับภาพถ่ายที่ผมได้มาจากการถ่ายภาพนกในป่าทึบ พบว่าการหยุดนิ่งอยู่กับบ้าน กลับได้ภาพนกหลายชนิดได้ชัดเจนหลากหลายกว่า แม้จะเป็นแค่นกพื้นถิ่นหาง่ายก็ตาม  

กล้องถ่ายภาพที่ใช้เป็นกล้องที่เพื่อนฝูงในแวดวงฝากฝังให้ช่วยดูแลแทนกัน ข้อดีของกล้องชนิดนี้คือมันไม่ต้องใช้ฟิล์ม สามารถลบได้ทันที สามารถถ่ายกี่ภาพก็ได้จนกว่าจะพอใจหรือแผ่นความจำเต็ม    

ข้อเสียคือจะควบคุมมันให้ได้ดั่งใจแสนยาก ทั้งภาพที่ได้ไม่ได้อารมณ์เยี่ยงฟิล์ม 

ทักษะการดูนกที่กูรูท่านได้เคยสั่งสอนมารุ่นต่อรุ่นว่า จงอย่ามองตรง จงใช้ตาขาวเหลือกไปยังพุ่มไม้ต้องสงสัย ใช้ความเร็วจับความเคลื่อนไหวเมื่อแสงจากท้องฟ้าถูกบดบังอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ ให้คาดเดาก่อนว่านั่นคือ สิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ลมพัดกิ่งไม้ไหวจนทำให้เกิดภาพลวง  

จากนั้นวาดสายตาเจาะไปยังจุดนั้นอย่างเร็ว เมื่อพบเป้าหมายจดจำภาพของกิ่งก้านที่พาดไปมาให้ดี แล้วแพนกล้องตามจับภาพกว้าง ๆ ก่อน เจอเป้าหมายจึงค่อยดึงภาพนั้นมาให้ใกล้พอที่เราจะถ่ายภาพได้-ดีที่สุดเท่าที่กล้องและเรามีความสามารถ

  

จะว่าไปแล้วการที่ผมออกไปหางานในเมือง แล้วปล่อยปละละเลยให้สวนที่เคยเตียนโล่ง กลายเป็นสวนที่รกเรื้อ ดุจป่าไพรอันอบอุ่นของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเป็นแหล่งอาศัย หลบภัย หากินของเพื่อนร่วมโลกที่น่ารักเหล่านี้ กระทั่งกลายเป็นแหล่งพักใจ ซ้อมถ่ายภาพของผมได้อีกทางหนึ่ง เมื่อยามที่ตัวเองย้อนกลับมาในมุมมองใหม่ของคนที่เคยวิ่งเล่นเติบโตมาที่นี่           

นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองเพศผู้ บินโฉบมาเกาะกินมะละกอหลังจากที่นกโพระดกธรรมดาเจาะกินจนอิ่มแล้วบินจากไป      

ไม่นานหัวขวานตัวเมียบินมาจิกกินอีกตัว สีสันของวันธรรมดาทำให้หัวใจคนเล็กรู้สึกตัวโตคับสวน


แซงแซวหางบ่วง ถ่ายภาพได้ง่าย แต่ดุร้ายหวงถิ่นฐาน ผมเคยเห็นฉากหายากหลายครั้งเกิดขึ้นในสวน

วันนั้นเป็นวันที่เข้าฤดูกาลเหยี่ยวอพยพ เสียงเอะอะโวยวายบนเรือนยอดของมะพร้าวในสวนดึงความสนใจของผมจากงานในมือ สาวเท้าตามเสียงนั้นไป ภาพที่เห็นคือภาพของเหยี่ยวกิ้งก่าดำกำลังถูกไล่จิกจากเจ้าตัวเล็กกว่าสีดำนิลตัวนั้น

ใช่ครับ…แซงแซวหางบ่วง

  

นกน้อยชนิดนี้ทั้งดุทั้งน่ารัก ยามเช้าทุกเช้าที่ผมตื่นสาย เสียงของเธอจะแซะผมออกจากที่นอนอุ่น ขึ้นมานั่งมองเธอบินโฉบอวดโฉมและกางยาวกวัดไกว หางยาวนั่นมีลักษณะคล้ายขาหรือคันของกรรไกรคีบผมโบราณ รุ่นเดียวกับที่นางนากคีบ(ตัด)ผมให้ไอ้มากนั่นแหละ 

คนบ้านผมเรียกนกชนิดนี้ว่า นกขาไกร

มีนกอีกหลายชนิดที่ผมไม่สามารถตามเก็บภาพได้ทัน เช่น นกกินปลีอกเหลือง นกบั้งรอก ไก่ป่า นกตบยุง(ปากกบ) รวมทั้งนกกินแมลง ฯลฯ
ทั้งที่รู้นิสัยของนกหลากชนิดในสวน แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่ผมสามารถถ่ายภาพได้ทัน บางตัวชอบเกาะแล้วกระโดด บางตัวบินไปโฉบไปมาไม่ยอมหยุดพัก เล่นเอาล่อเอาเถิดกับคนในสวนจนเวียนหัว

๓. ใกล้ตัว

คุณเชื่อไหม…ผมเคยพบงูเห่าสองตัว ขนาดข้อแขนกำลังร้อยรัดตัวเป็นเกลียวดุจเชือก ทั้งนี้ยังไม่นับถึงคราบขาวในสวนอีกหลายแห่ง บางครั้งขณะที่ผมเงยหน้าจ้องมองยอดไม้สูง ใกล้เท้าเคยมีงูเลื้อยผ่านไปอย่างช้า ๆ

น่าแปลก…ผมมองอย่างไม่ตกใจ ไม่กระโดดแหย็ง ทว่ามองมันเหมือนเพื่อนร่วมชานบ้าน 
 
“ เดินในสวนไม่กลัวงูเหรอ? ” มีคนเคยถามผม

“ กลัว….แต่เชื่อว่างูไม่กัดคน ถ้าไม่ไปทำอะไรมันก่อน ” ผมเชื่อของผมอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเดินทางป่าเป็นว่าเล่นเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา

   
 

เป็นไปได้ไหมที่เส้นทางการดูนกของคุณและลูกหลาน จะเริ่มต้นที่บ้าน - สวน ใกล้ตัว ก่อนจะขยับไกลออกไปสู่ป่าเข้าและทะเลกว้าง ป่าชายเลน ภูเขาสูง ตามแต่โอกาสเอื้ออำนวย              

แม้จะเป็นเพียงนกตัวเล็ก แมลงตัวน้อย กระทั่งสัตว์ปีพิษ หลากหลายสีสัน หลากหลายพฤติกรรม ล้วนแต่เป็นสื่อที่ดีให้กับบุตรหลานของท่านเอง เพื่อที่จะให้เขาได้เรียนรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อย่างไม่เบียดเบียนกัน อย่างสันติ เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ การเกื้อกูลกันของปัจจัยแห่งโลกอันมีโครงสร้างที่แสนมหัศจรรย์

ในนามของ “ธรรมชาติ” 

 

…หน้าฝนของเห็ด…

23/07/2006 20:33
Posted by sailomloy in Blog
……..ปีที่ ๒๕๔๘ แล้งยาวนาน

ระยะเวลาจากสิ้นปีจนถึงย่างเดือน ๖ ของปีถัดมา แล้งจนจังหวัดประกาศภาวะภัยแล้งฉุกเฉิน กระทั่งฝนแรกเริ่มตกจึงมีเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเสียหายอันเกิดแต่ภาวะภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปศุสัตว์ และเกษตรกรรม

ปีนี้จึงนับเป็นครั้งแรกในหมู่บ้านของเราที่มีการสำรวจอะไรแบบนี้

แม่บ่นถึงเห็ดชนิดหนึ่งในสวนตั้งแต่ฝนเพิ่งตกในวันแรก เห็ดชนิดนี้เคยเป็นเห็ดประจำครัวในหน้าฝนมาช้านาน เป็นที่ชื่นชอบในรสชาติของมันมาหลายยุคสมัย

มันมีรสขมขื่น ดังนั้นจึงมักเป็นอาหารโปรดของคนรุ่นกลางคนขึ้นไป แต่น้ำพริกสูตรพิเศษนี้จะมีให้กินได้ก็ต่อเมื่อฝนตกและมีเห็ดชนิดนี้งอกเท่านั้น ปีหนึ่งถึงจะมีครั้งหนึ่ง ไม่ได้กินเห็ดเด็กบางคนแค่ขอกินน้ำพริกก็เอิบอิ่มแล้ว

ฝนตกติดต่อกันสองถึงสามวันแล้วหยุด…แดดร้อนอบอ้าวสองวันติดต่อกัน ความชื้นที่ซึมอยู่ใต้ใบไม้ทับถมภายใต้ต้นไม้ในป่าพรุเสื่อมสภาพที่มีต้นเสม็ดเป็นส่วนใหญ่ มีราสีขาวครอบคลุมเลื้อยระดะไปทั่ว

ความชื้นและความร้อนเหมาะสม อับสะปอร์ของเห็ดรุ่นก่อนที่สะสมอยู่ตามรากและใบไม้ผุ จึงแทงตัวเองขึ้นมาจากกองมวลอันต่ำต้อยนั้นสู่โลกกว้างด้านบน สีของมันเป็นสีม่วงแก่อมดำ สีตุ่นคล้ายใบไม้ที่ปกคลุม จนดูกลมกลืนยากสังเกตเห็นโดยมือใหม่

เห็ดชนิดนี้ถูกเรียกว่า เห็ดเสม็ด ตามใต้ต้นไม้ที่มันงอกอยู่ใต้ร่มที่ใบและรากไชชอนไปถึง
จริง ๆ แล้วมันก็คือ เห็ดตับเต่าชนิดหนึ่งที่มักพบในถิ่นภาคใต้ และภาคตะวันออก อาจเพราะมีทะเล และป่าพรุที่เสื่อสภาพ ที่มีต้นเสม็ดงอกงามอยู่ทั่วไป

เชื่อไหม เห็ดเสม็ดเดือนห้าต่อเดือนหก ในปี ๒๕๔๔-๒๕๔๘ ในท้องถิ่นเล็กๆ ในจังหวัดชุมพร ราคาตกอยู่ที่กิโลกรัมและ ๖๐-๑๐๐ บาท ทั้งที่รสชาติของมันทั้งขมและขื่นเหลือกำลัง ความลับทั้งหมดทั้งสิ้นอาจอยู่ที่ความต้องการบริโภคมีมากกว่าจำนวนของดอกเห็ดที่มีอยู่
             
นอกเหนือจากนั้นอาจอยู่ที่ศิลปะการบริโภค

เก็บเห็ดดอกตูมกำลังดีเลือกที่อวบอ้วนตัดตีนเอาดินและเศษใบไม้ออก  ต้มน้ำร้อนใส่เกลือพอประมาณ น้ำเดือดใส่เห็ดลงไปต้ม ยกราดด้วยน้ำเย็น..เสร็จในขั้นตอนของเห็ด

จากนั้นก็น้ำพริก…เตรียมพริกขี้หนู ข่าอ่อน กระเทียม กระปิดี โขลกเคล้าให้เข้ากัน หากมีปลาย่างให้ใส่ลงไปตำด้วยกัน จำไว้เถอะท่านที่รักให้ใส่ข่าอ่อนเยอะหน่อยอร่อยลืมอิ่ม แค่น้ำพริกกับเห็ดบวกข้าวสวยหุงใหม่ร้อนๆ สวรรค์ของคนบ้านนอกแทบก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า

ปัญหามันอยู่ตรง ป่าเสม็ดซึ่งส่วนใหญ่ถูกจับจองเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลนับกว่าชั่วอายุคนกำลังหมดสิ้นไป สิ่งที่มาทดแทนกลายเป็นนากุ้ง หมดยุคนากุ้งกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมัน

หรืออาหารพื้นบ้านที่ชื่อเห็ดเสม็ดกำลังหายไปจากชุมชน ?

จะนับเป็นโชคร้ายหรือโชคดีของชุมชนไม่ทราบได้ เพราะมีเห็ดในลักษณะคล้ายกันหรืออาจเป็นชนิดเดียวกันนี้ งอกงามในป่าไม้รุ่นใหม่โตเร็วชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กระถินเทพาและยูคาลิบตัส

กระถินเทพา เป็นไม้โตเร็วที่ทางราชการแจกจ่ายใช้เป็นไม้เบิกนำในการสร้างป่าเพื่อพลิกฟื้นความชุ่มชื้นในดินให้กลับคืนมา  ซึ่งหากปลูกในปริมาณที่เหมาะสมในพื้นที่เสื่อมโทรม สามารถเรียกความอุดมสมบูรณ์กลับคืนได้ไม่ยาก วัดบนภูข้างบ้านผมได้รับแจกต้นไม้ชนิดนี้มาร่วมพันกว่าต้น และมันถูกปลูกตามไหล่ภูจนร่มครึ้ม สิ่งที่ตามมาคือเห็ดชนิดที่ว่านี้งอกงามดาษดื่น     

แม่ได้รับแจกพันธุ์ไม้ชนิดนี้มาจากเจ้าอาวาสหลายต้น แกปลูกไว้ในสวนเหลือรอด่านแล้งผ่านฝนกระทั่งเติบโตสูงลิบขนาดลำต้นเท่ากับต้นมะพร้าว ระยะเวลาร่วมเกือบสิบปีสามารถแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ได้แล้ว

ความพอดีของธรรมชาติที่จัดสรรให้กับท้องถิ่นที่ยังคงความเป็นดั้งเดิม ให้แล้งจนฝุ่นป่าฟุ้ง ใบไม้กรอบเกรียม จากนั้นฝนตกสามวันติดกัน แดดโชนในเช้าวันต่อมา

นั่นแหละ…ราสีขาวจะเลาะเลื้อยรอบใบและกิ่งของไม้ผุ เมื่อราสีขาวครอบคลุมหนาแน่นใต้ใบสีน้ำตาล จากนั้นเห็ดจะงอกตามขึ้นมา

ล่าสุดเมื่อหลายวันก่อนผมออกไปหาต้นไม้มาปลูกในสวน ได้ข่าวว่าทางหน่วยงานเพาะพันธุ์กล้าไม้ ได้คิดค้นต้นกระถินเทพาชนิดมชนิดใหม่ที่ไม่กลวง สิ่งที่ตามมาอาจจะไม่มีราเกาะ และเห็ดอาจจะสูญไปหากมีการปลูกต้นไม้พันธุ์ใหม่

……ผมอาจคิดมากไป
  

ย่างเข้าหน้าฝนของทุกปีโดยเฉพาะสามสี่ปีที่ผ่านมา แถบตีนภูจนถึงบนยอดเขากลางหมู่บ้าน เนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาหาเห็ด โดยเฉพาะชาวอิสานซึ่งทำไร่กาแฟอยู่แถบรอยต่อจังหวัดชุมพร - ระนอง    

ปีนี้ก็เช่นกัน แตกต่างกันเพียงแต่คนในพื้นที่เท่านั้นที่มาหาเห็ดเพื่อการบริโภคและขาย ดอกเห็ดหน้าฝนพร้อมใจกันออกพรึ่บสะพรั่งไปทั้งแนวของตีนเขา

ผมไม่ได้ออกไปหาเห็ดอย่างที่ตั้งใจ เพราะเฉพาะในสวนผมเอง ผมก็หาเห็ดชนิดนี้ได้ร่วมสามกิโลกรัม มากพอที่จะกินกันในครอบครัว และแจกจ่ายให้กับญาติสนิทมิตรสหายบ้านใกล้เรือนเคียง

ผมเชื่อเสมอว่าแม้ผมรับเงินจากการขายเห็ดสามร้อยบาท ภาษาชาวบ้านเรียกว่าตดไม่ทันหายเหม็น เงินก็หมด

หากแจกจ่ายผมจะมีกินตลอดปี อาจไม่ใช่เห็ด

แต่เป็นน้ำใจ!!

ก้อนเนื้อในเปลวไฟ

20/07/2006 23:22
Posted by sailomloy in Blog

วันธรรมดาวันหนึ่ง…ที่วัด
เด็กน้อยวัยประถมเดินมาฉวยพระเครื่องสมเด็จในรัชกาลที่ 5 จากคนรุ่นพี่พ่อมันแล้วเอ่ยปาก
 “พระรุ่นไหนเนี่ยะ..รุ่นหลักเมืองหรือเปล่า?”เจ้าของนั่งนิ่งเฉยเมย ดูเด็กน้อยวุ่นอยู่กับพระที่แผงอก

 “รุ่นไหนก็ไม่รู้”  ส่ายหน้าก่อนจะปล่อยพระแนบอกดังเดิม พระรุ่นนั้นเป็นเหรียญสี่เหลี่ยม ในขณะที่พระเครื่องรุ่นที่มันเอ่ยปากถามเป็นรุ่นวงกลม

เวลาเคลื่อนไป…

เด็กน้อยคนเดียวกันมายืนมองเชิงตะกอนที่กำลังโชนด้วยไฟสุดท้าย ไฟไหม้เนื้อส่วนขาและศีรษะ ก่อนจะไหม้ไปยังส่วนกลาง เหลือเพียงก้อนดำ ๆ และกลิ่นเนื้อย่างลอยมาตามลมยามค่ำคืน


เด็กน้อยเอ่ยปากคุยกัน “โน่นกระดูกขา….ไหนหัวกระโหลกวะ?”
 

ก้อนเนื้อสีดำก่อนนั้นเคยมีชีวิต และค่อนข้างจะใกล้ชิดกับผมไม่ใช่น้อย  เธอเป็นผู้หญิง มีศักดิ์เป็นอาของผม สถานะภาพล่าสุดเธอบวชเป็นชี อาศัยอยู่ที่วัดในหมู่บ้าน ผมพาคนชราบ้านผมไปทำบุญที่วัด  ขากลับเธอฝากข้าวและขนมก้นบาตร มาให้ลูกชายของเธอบ่อยครั้ง ฝากผมไปหลายครั้งกระทั่งเธอเกรงใจเอง จนต้องหาทางเปลี่ยนไปฝากคนอื่นไปเรื่อยๆ


ด้วยวัย ๘๒ เธอเริ่มป่วยโรคหลายชนิดเข้ามาคุกคามร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงแบกภาระเกินตั้งรับ
วันนั้น…ผมเริ่มต้นไถนาวันแรก เธอตาย
เนื่องจากลูกชายของเธอบวชเป็นพระ และเป็นเจ้าอาวาสของวัดที่เธออยู่ งานศพจัดขึ้นที่วัด  ๙ วัน ๙ คืน ก่อนจะทำการเผาแบบเชิงตะกอนโบราณ เธอถือเพศนักบวชลูกชายจึงเลี่ยงที่จะใช้เมรุร่วมกับศพชาวบ้านธรรมดา อีกทั้งสถานที่เผาศพห่างจากบ้านเกิดของเธอเพียงสิบวา เนื่องจากลูกชายของเธอบวชเป็นพระ และเป็นเจ้าอาวาสของวัดที่เธออยู่ งานศพจัดขึ้นที่วัด  ๙ วัน ๙ คืน ก่อนจะทำการเผาแบบเชิงตะกอนโบราณ เธอถือเพศนักบวชลูกชายจึงเลี่ยงที่จะใช้เมรุร่วมกับศพชาวบ้านธรรมดา อีกทั้งสถานที่เผาศพห่างจากบ้านเกิดของเธอเพียงสิบวาการเผาศพแบบโบราณเป็นภาพที่หาดูได้ยาก การปลดปลงต่อภาพและกลิ่นที่ได้เห็นและสัมผัสตรงหน้าจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ความน่าสนใจไม่ใช่ความแปลก แต่เป็นความนิ่งงัน เหมือนเราเองอยู่ริมของของความตายเพียงแค่เส้นบาง ๆ
ความสงบ ความอิ่มเอม ความสุขที่ยังมีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง การรำลึกถึงเรื่องราวแต่เก่าก่อน เสมือนโลกคือความเป็นธรรมดา การเหยียบย่างเข้าไปยังขอบของความสุขนั้น อาจใช้เวลายาวนาน แต่หากเพียงครั้งหนึ่งที่ได้มีโอกาสเห็นความตาย และการจากพรากอย่างใกล้ชิด อารมณ์ในปัจจุบันขณะจึงคิดได้เพียง….
 

 ชีวิต….ก็แค่นี้เอง
 

 
   เวลาย้อนไป  

 …เด็กน้อย เคยยืนมองเชิงตะกอนที่กำลังโชนด้วยไฟสุดท้าย ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเนื้อก้อนสุดท้ายที่เป็นสีดำตัดกับเปลวไฟสีส้ม ท่ามบรรยากาศของยามค่ำคืนที่ไร้แสงไฟฟ้า ก้อนเนื้อสีดำก้อนนั้น เคยมีชีวิต และใกล้ชิดกับผมพอสมควร

 …เด็กน้อย เคยยืนมองเชิงตะกอนที่กำลังโชนด้วยไฟสุดท้าย ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเนื้อก้อนสุดท้ายที่เป็นสีดำตัดกับเปลวไฟสีส้ม ท่ามบรรยากาศของยามค่ำคืนที่ไร้แสงไฟฟ้า ก้อนเนื้อสีดำก้อนนั้น เคยมีชีวิต และใกล้ชิดกับผมพอสมควร 

เขาเป็นสามเณร บวชตอนผมเริ่มต้นเรียนชั้นมัธยม โลกของคนสองคนมาเจอกันในวัดแห่งเดียวกันกับที่ผมมางานศพในวันนี้
สามเณรอาศัยในกุฎีชั่วคราว สร้างห่างจากกันในแต่ละหลัง สามเณรกลัวความมืดและผี เทียน มุ้งกรด ผ้าจีวรซึ่งขึงรอบห้องซึ่งกั้นด้วยใบของต้นจาก

สมัยนั้นวัดบนภูเขาไม่มีไฟฟ้า สามเณรน้อยใช้เปลวเทียนส่องสว่างยามค่ำคืน

เขาเล่นซุกซนตอนกลางวัน จนอ่อนเพลีย หลับลึก และเทียนล้มลุกโชนในคืนสงัดคืนนั้น

รุ่งเช้ากุฎีเหลือเพียงเสาสีดำ เถ้าถ่าน และกลิ่นของไฟ กว่าจะค้นพบศพ ย่างเข้าช่วงเที่ยงวัน ศพถูกหาบที่ตีนภู คนค้นตามรอยของหนักกลิ้งจากกุฎีลงเขาไปไกลเกือบร้อยเมตร !!

ผมนึกภาพตามคำบอกเล่าของคนหาศพ จมูกพลันได้กลิ่นของความทรมาณโชยฉิว
สารเณรถูกไฟคลอกจนตาย  และในท้ายที่สุด ซากของชีวิตที่ไหม้เกรียมมาจบอยู่ที่เชิงตะกอน

ไฟกลับมามีบทบาทอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เปลวไฟทำหน้าที่เปลี่ยนร่างที่ไหม้เกรียมให้กลายเป็นเถ้าธุลี

ผมยังจำภาพและกลิ่นสุดท้ายนั่นได้เสมอ …

ไฟเริ่มไหม้เนื้อส่วนขา ก่อนจะไหม้ไปยังส่วนกลาง เหลือเพียงก้อนดำ ๆ และกลิ่นเนื้อย่างลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน

เวลาย้อนกลับมา

ผมไม่ได้สงสัยการเกิดขึ้นในระยะแรก ตั้งอยู่ในระยะกลาง หรือดับไปในท้ายที่สุดในรูปแบบของแก่นธรรม การค้นพบถ้อยคำบางคำที่เด็กน้อยเอ่ยปากคุยกันเรื่องส่วนหัว ส่วนขา ของก้อนเนื้อในเปลวสีส้มนั้น อาจไม่มีคุณค่าอะไรมากมาย แค่ถ้อยคำของเด็กน้อย ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์-แก่นของการเกิดขึ้น อาศัยเวลาผ่านไป เด็กน้อยในวันนี้อาจย่างเข้าสู่ช่วงเวลาของการตั้งอยู่ และเห็นการดับไปของชีวิตอีกหลายชีวิต หากตัวของเด็กน้อยเอง ยังมีชีวิต และรู้จักพินิจพิเคราะห์เรื่องราวผ่านเหตุการณ์    

แต่…สิ่งที่ผมสงสัยในช่วงเวลานี้กลับเป็นความคิดของของตัวเอง ว่าจริงหรือไม่ ที่ชีวิตมันก็แค่นี้เอง?   

…………………………………….. 

“พระรุ่นไหนเนี่ยะ..รุ่นหลักเมืองหรือเปล่า?”เจ้าของนั่งนิ่งเฉยเมย ดูเด็กน้อยวุ่นอยู่กับพระเครื่องที่แผงอก

 “รุ่นไหนก็ไม่รู้”  ส่ายหน้าก่อนจะปล่อยพระแนบอกดังเดิม พระรุ่นนั้นเป็นเหรียญสี่เหลี่ยม ในขณะที่พระเครื่องรุ่นที่มันเอ่ยปากถามเป็นรุ่นวงกลม

เวลาเคลื่อนไป…

  

…………..มะมุด…………..

06/07/2006 21:43
Posted by sailomloy in Blog

   

๑. ฝนตกหรือเปล่า ? เพื่อนผมส่งเสียงมาจากพิจิตรด้วยเครือข่ายไร้สาย ไถ่ถามบอกข่าวถึงกัน ขณะที่เขา

เล่าเรื่องราวจากผืนนา  ผมกำลังเหนี่ยวมือและก่ายตีนอยู่บนคาคบต้นมะมุดสูงปรี๊ด!!


 มะมุด…ถูกต้องครับ มะมุด ไม่ใช่ละมุด

มะมุดเป็นพืชพื้นถิ่นภาคใต้ รูปร่างโดยรวมทั้งต้นและผลคล้ายมะม่วง แต่ผลใหญ่กว่า ยามสุกจะมีกลิ่นแรง

พอๆ กับจำปาดะ

 น่าแปลกที่พืชพื้นถิ่นภาคใต้หลายชนิด มีกลิ่นจรุงแรงพอกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงพื้นถิ่นที่เต็ม

ไปด้วยพายุกล้าและคลื่นร้ายจากสองฟากฝั่งทะเล

 สะตอ ลูกเนียง เม็ดเหรียง จำปาดะ และมะมุด

 ยังมีพืชชนิดอื่นอีกมากที่มีกลิ่นจรุงร้ายที่ผมอาจยังไม่รู้จัก

 

มะมุดนี่เมื่อสุกจะทิ้งขั้วหรือหวิ้นในภาษาบ้านผม หลุดผล็อยทิ้งดิ่งลงมาจากบนสู่ล่างเสียงตุ่บ

 หนักหน่วง ดินโอบอุ้มความหอมหวานไว้ในอก ทิ้งไว้แต่รอยบุ๋มครึ่งลูก มะมุดหน้าฝนดินชื้นพอดีรองรับผลสุก

 

บางหล่นเสียงอาจจะดังกราง ๆ ตุ่บ!! ไอ้กรางๆ ที่ว่านั้นอาจะเกิดจากการรั้งไม้ของมวลใบที่หนาแน่น จาก

กิ่งบนสู่กิ่งก้านถัดมา-และถัดมา ก่อนจะตกถึงดิน

 เด็ก ๆ สนุกได้ทุกเสียง การวิ่งเก็บมะมุดนับเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง มากกว่าการกินเนื้อของมัน ซึ่งต้อง

อาศัยศิลปะชั้นสูง

 

 

๒. มะมุดสุกกลิ่นแรงหล่นใหม่ไม่ได้กินในทันที แต่เก็บไว้จนลืมต้น สองถึงสามวันดมดูกลิ่นจะอมหวาน

ปอกเปลือกปาดจากตูดเป็นวงสู่ขั้วหวิ้น เปลือกร่อนออกเป็นวงแหวนรูปก้นหอย  เด็กชอบเอาไปครอบหัว

เล่น ผู้ใหญ่จะด่ากราด

 ระวังยางจะเข้าตา


 ความหวานของมันอยู่ที่ ตูด คือส่วนที่ห้อยมองดิน ส่วนขั้วนั้นเปรี้ยวกว่า เด็ก ๆ รอกินจากผู้ใหญ่ ส่วนที่เด็ก

ทุกคนหมายปองคือ หัวน้ำ ส่วนที่หวานที่สุดและชิ้นโตสวยงามที่สุดเพราะมีดคมนั้นปาดทีเดียวทางขวาง

ใคร ๆ ก็รอหัวน้ำทั้งนั้น แม้กระทั่งผู้ใหญ่เอง เด็กเผลอก็แผล่บเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ

ด้วยเส้นใยอันมโหฬารของผลมะมุดทำให้การกินมะมุดนั้นแตกต่างจากกินมะม่วงโดยสิ้นเชิง การฝานหรือ

ปาดออกนั้น เมื่อตัดส่วนหัวน้ำออกไปแล้ว ต่อมาคือตัดบากทีละหยัก บิออกเป็น

 ขั้นกระไดจากตูดจรดหัว แต่ไม่ทันถึงหัวต้องทิ้ง เพราะส่วนนั้นเปรี้ยว

 เอาหละ..ยังนึกภาพไม่ออกไม่เป็นไรไว้มะมุดสุกแล้ว ผมจะชวนคุณมาเสพมะมุดใต้ต้น

วันนี้..แม่ค้าในหมู่บ้านเข้ามาติดต่อเพื่อซื้อมะมุดอ่อน ขณะที่มันกำลังย้วยกิ่งห้อยลูกโตงเตง สีเหลืองเขียวยัง

ไม่เปลี่ยนจากอ่อนเป็นปานกลางหรือ ยังไม่เข้าเบื้อง จึงพอที่จะเป็นสินค้าประเภทเป็นผักได้ดี

 ผลอ่อนปอกเปลือกสับบาง ๆ ยำเปรี้ยวเหมือนมะม่วง ใส่ปลาหมึกวง ปลาจิ้งจั้ง พาลได้กลิ่นหญ้าฮอฟฟ์ฉิว ๆ

 ฝานทางขวาง หรือทำเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าแกงส้มปลาทะเล(จะปลาอะไรแล้วแต่ท่าน) หอมยวนน้ำลายไปถึง

ชาติหน้า

 แม่ค้าให้ราคาผม ลูกละ ๑ บาท ผมต่อรองเพิ่มอีก ๕๐ สตางค์ แล้วจะสอยให้ ๕๐ลูก

 แม่ค้าดูสินค้าแล้วพยักหน้าหงึก ๆ การขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเกิดขึ้นใต้ต้นมะมุด ในยามตะวันรอนของ

วันนี้
 

 

๓.ฝนตกหรือเปล่า ?เพื่อนผมส่งเสียงมาจากพิจิตรด้วยเครือข่ายไร้สาย ไถ่ถามบอกข่าวถึงกัน

ขณะที่เขาเล่าเรื่องราวจากผืนนา  ผมกำลังเหนี่ยวมือและก่ายตีนอยู่บนคาคบต้นมะมุดสูงปรี๊ด!!


 ฝนน่ะไม่ตก….แต่ตูกำลังจะตก(โว้ยยยยยยยยยย)
 
  

 

 

……….กระจูดกอสุดท้าย……….

04/07/2006 23:53
Posted by sailomloy in Blog

ก่อนเที่ยง..       

ฟ้าครึ้มตั้งแต่ผมเริ่มปั่นจักรยานออกจากบ้าน ลมแรงและเย็น ลัดเลาะออกไปตามทางเล็กๆ ไปยังบ้านหลังสุดท้ายกลางทุ่งนา     

ฟ้าครึ้มตั้งแต่ผมเริ่มปั่นจักรยานออกจากบ้าน ลมแรงและเย็น ลัดเลาะออกไปตามทางเล็กๆ ไปยังบ้านหลังสุดท้ายกลางทุ่งนา  

 ใช่..เดิมทีที่นี่คือทุ่งกว้างใหญ่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ยามเข้าฤดูหว่านไถทุ่งกว้างจะเต็มไปด้วยผู้คน ทันทีที่เม็ดข้าวแตะพื้นเลน มันแทบจะทะลึ่งพรวดๆ ชูยอดสลอนรับแดดและลมฟ้าอย่างร่าเริง   ฟ้าครึ้มตั้งแต่ผมเริ่มปั่นจักรยานออกจากบ้าน ลมแรงและเย็น ลัดเลาะออกไปตามทางเล็กๆ ไปยังบ้านหลังสุดท้ายกลางทุ่งนา   ใช่..เดิมทีที่นี่คือทุ่งกว้างใหญ่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ยามเข้าฤดูหว่านไถทุ่งกว้างจะเต็มไปด้วยผู้คน ทันทีที่เม็ดข้าวแตะพื้นเลน มันแทบจะทะลึ่งพรวดๆ ชูยอดสลอนรับแดดและลมฟ้าอย่างร่าเริง

   ฟ้าครึ้มตั้งแต่ผมเริ่มปั่นจักรยานออกจากบ้าน ลมแรงและเย็น ลัดเลาะออกไปตามทางเล็กๆ ไปยังบ้านหลังสุดท้ายกลางทุ่งนา   ใช่..เดิมทีที่นี่คือทุ่งกว้างใหญ่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ยามเข้าฤดูหว่านไถทุ่งกว้างจะเต็มไปด้วยผู้คน ทันทีที่เม็ดข้าวแตะพื้นเลน มันแทบจะทะลึ่งพรวดๆ ชูยอดสลอนรับแดดและลมฟ้าอย่างร่าเริงความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งกว้างแห่งนี้เกิดจากลำห้วยหลายสายที่ไหลชะเอาปุ๋ยตามธรรมชาติที่มาจากหน้าดินบนเทือกเขาที่ทอดขนานกับทุ่งกว้าง ท้องทุ่งจึงอุดมข้าวกล้างอกงามอ่อนช้อยยามรวงงอนนั้นสุกเหลือง

ความอุดมสมบูรณ์นั้นทอพรมไปยังสัตว์น้ำ นก นาก งู ปู ฯลฯ อาหารตามธรรมชาติทำให้เด็กน้อยในยุคนั้นรุ่มรวยจินตนาการ ความใฝ่ฝันของพวกเขายามเยาว์วัยอาจไปไกลเพียงแค่ขอบฟ้าของท้องทุ่งเขียวขจีของกินของเล่นมีอยู่เต็มท้องไร่ท้องนา

 

เดินหกเดือนเจ็ด ฝนเพิ่งตกท้องนายังไม่อิ่มน้ำ กอซังยังชูสลอน ตกดึกแมงดานาบินออกมาจากพื้นดินแห่งไหนสักแห่ง ออกมาหาที่ผสมพันธุ์ วางไข่ แล้วก็ทิ้งตัวผู้ไว้ให้เฝ้ารัง เด็กน้อยตาไวเห็นไข่เรียงเป็นตับอยู่บนกอซังห่างจากพื้นน้ำไม่เกินสองนิ้ว

มองเห็นแต่ไกล ค่อยๆ เดินย่องเงียบเชียบน้ำใสเห็นตัวแอบอยู่ใต้น้ำ จับอย่างระมัดระวังพลาดไปอาจจะโดนต่อยเจ็บลึกถึงจั๊กกะแร้ ตัวผู้ที่เฝ้ารังมักตกเป็นอาหารของชาวนา กลิ่นที่หอมชื่นใจยามที่ตำผสมกับข่าอ่อน พริกสด และกะปิดี เมื่อรวมกับข้าวสวยร้อนๆ จึงพร้อมจะเปิบกับมือเปล่าอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มเอม โชคดีเด็กน้อยได้เที่ยวทั้งยังเก็บอาหารมาฝากแม่ แต่โชคดีมิได้มีทุกวัน

วันไหน….เลวร้ายเล่นเพลินอาจจะโดนไม้เรียวริมทุ่งหวดก้นลาย โทษฐานเล่นไม่เป็นเวลา

…อดีตนั่นยังลอยคว้างอยู่ที่นั่นที่นี่ ยังอวลกลิ่นหอมอยู่ ไม่รู้หาย

ลมที่กรรโชกแรงกลับชักพาความครึ้มหายไป แทนที่เม็ดฝนจะตกพรูกลับกลายเป็นแดดจ้าที่ร้อนแรงสาดไปทั่วทุ่ง
ซึ่งเปลี่ยนแปลงเป็นสวนปาล์มจนหมดสิ้น ท้องทุ่งแต่เดิมเปลี่ยนไปหลายที่หากไม่นับมะม่วงคันต้นโตหลายต้นที่ยังคงยืนต้นท้าลมฝนอย่างงดงาม แล้ว สระน้ำกว้างใหญ่ที่เพื่อนเคยขุดเพื่อปลูกบัว ถูกกลบกลายเป็นคันเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันไปแล้วเช่นเดียวกัน 

นี่เป็นแปลงเล็กๆ เท่านั้น หากแต่ผืนนาหลายร้อยเจ้าของหลายพันแปลงกลับกลายเป็นสวนปาล์มหมด จากตีนสวนจรดริมแม่น้ำซึ่งเดิมคือป่าชายเลนรกเรื้อและเต็มไปด้วยสัตว์สองน้ำหลากหลายชนิด ทั้งกุ้งหอยปูปลา กระทั่งลิงแสมและสัตว์ล่าเนื้อหลากชนิด

วันนี้เหลือเพียงนกเด้าดินทุ่ง นกชายลนน้ำจืด และนกกระแตแต้แว๊ดบินว่อนเหนือท้องฟ้าที่เริ่มจะอึมครึมขึ้นมาอีกครั้ง
ผมออกมาปั่นจักรยานเพียงเพื่อจะค้นหาพืชเพียงสองชนิดที่เคยงอกงามในป่าชายเลนติดแม่น้ำและท้องนา(เดิม)แห่งนี้

การใช้ชีวิตอยู่กับท้องไร่ท้องนาทำให้ความสามารถในการจักรสานเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวบ้านแถบนี้เกี่ยวเนื่องกับวัตถุดิบ นอกเหนือจากหวายและเสื่อหลากชนิด พืชสองอย่างที่เคยถูกใช้งานอย่างมากมายคือ กระจูด และ เตยหนู

กระจูด……เป็นชื่อไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ลำต้นกลมภายในกลวงและมีเยื่ออ่อนหยุ่นคั่นเป็นข้อๆ ชอบขึ้นตามหนองน้ำและพรุดินชอบน้ำกร่อย

เตยหนูหรือเตยแกะ……งอกงามในพื้นที่ใกล้เคียงกัน


 
และที่สำคัญคือ พืชสองอย่างกำลังสูญพันธุ์ไปจากริมแม่น้ำแถวบ้านผม การนอกเหนือจากการใช้แผ่นดินเพื่อการทำนากุ้งที่เคยบูมอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อนากุ้งซบเซา ปาล์มน้ำมันจึงมาแทนที่ ป่า ชายเลนที่เคยอุดมสมบูรณ์จึงกลายสภาพกลับไปกลับมาชวนเวียนหัว

ที่แน่ๆ มันไม่ได้กลายเป็นป่าชายเลนอย่างเดิมแน่นอน นอกเสียจากว่าจะปรับพื้นที่ให้คล้ายเดิมมากที่สุดแล้วปล่อยให้เวลาเป็นตัวเยียวยา

ซึ่งในยุคที่ใช้เงิน และการแปรสภาพสินทรัพย์เป็นทุนนั้น มันเป็นไปได้ยาก…ใช่ไหม?
ผมใช้เวลาในการปั่นจักรยานบนเส้นทางดินลูกรังกลางสวนปาล์มร่วมชั่วโมง กว่าจะค้นพบว่าป่าชายเลนที่ผมคาดว่าน่าจะมีต้นไม้สองชนิดนั้นอยู่ไกลสุดโพ้นฟ้า ที่ผมเคยเขม้นมองเมื่อตอนเยาว์วัย  เลยป่าชายเลนผืนนี้คือสุดท้ายปลายทางของท้องทุ่งที่ทอดยาวมาจากจุดเริ่มต้น

    จอดจักรยานแล้วเดินลุยเข้าไปในป่าโปร่ง เจอชายวัยกลางคน เขาเอ่ยถามแต่ไกลว่าจะไปไหน ผมถามไถ่ถึงต้นไม้ชนิดนั้น เขาบอกว่าอาจจะอยู่แถวๆ นั้น กอนึง….ลองเดินดู
   มันอยู่ที่นั่น….สงบเสงี่ยมเจียมตัวกว่าต้นไม้ชนิดไหนในโลกของป่าชายเลน เอนลู่ไปตามกัน สุดปลายที่สูงร่วมสองเมตรมีดอกะจิริดเกาะอยู่

กระจูดนั่นเองครับ…

ด้วยความที่มันไม่ได้มีใครมาเก็บเกี่ยวถอนไปเพื่อใช้งานใดๆ มันจึงมีต้นสีน้ำตาลเหี่ยวแห้งกรอบเกรียมปะปนอยู่มากมาย ดูคล้ายหญ้าแห้งที่รอไฟมาเผาผลาญ

นับเป็นความดีใจอย่างสุดซึ้ง ผมเคยได้ยินเพียงเรื่องเล่าที่ชาวบ้านรุ่นพ่อรุ่นแม่พายเรือไปถอนกระจูดเพื่อเอามาสานเฌอ หรือกระสอบ เป็นเพียงจินตนาการที่เด็กน้อยกระทำได้ บัดนี้มันกำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้าผม ต้นอ่อนต้นแก่ ทุกชนิดล้วนงอกงามปะปนอยู่กับเสม็ด ปอทะเล
 
กระทั่งเหลือบตามองไปไม่ไกล จึงพบเตยหนูกอใหญ่กางใบและหนามสวยงาม

 ทำไมคนจึงมักมองข้ามความงดงามของความไร้ระเบียบของธรรมชาติไปได้ แทบทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินคือความมหัศจรรย์ ทำไมมนุษย์จึงอาศัยเกราะของความกลัวเพื่อทำร้ายสิ่งต่างๆ รอบตัว มากกว่าที่จะใช้เพียงเพื่อดำรงชีพและดำรงเผ่าพันธุ์ ?

ผมเอ่ยถ้อยคำในใจขอขมาต่อฟ้าดินและแม่ธรรมชาติ ตัดฟันต้นกระจูดผูกอานท้ายรถปั่นออกจากป่าชายเลนแห่งนั้นด้วยใจอิ่มเอม 

แม้หลังจากนั้นมันอาจโดนรถแบคโฮถากไถเพื่อใช้ประโยชน์จากแผ่นดินเพื่อปลูกพืชพันธุ์อันผิดแผกก็ตาม ……………ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์

ผมตามหาไม้ชนิดหนึ่งมาตั้งต่วัยเด็กจนเติบใหญ่ และผมก็ได้ค้นพบแล้วที่สำคัญผมได้เขียนถึงมันแล้ว แม้จะไม่ทุกด้านของความสามารถที่มันเอื้อแก่สังคมเล็กๆ แห่งนี้ 

………กลิ่นในเดือนกุมภาฯ………..

02/07/2006 17:31
Posted by sailomloy in Blog

ค่ำคืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

 

ขณะที่สายฝนเพิ่งทิ้งช่วงไปเพียงสองวัน อากาศกำลังเย็นสบาย ลมเอื่อยหอบเอาหนาวเลาะเลื้อยเข้าสู่ห่มผ้าผวยชวนให้สะท้านยะเยือก ไม่อยากออกมานั่งนอกชาน…แม้จะเกิดอารมณ์เหงาเงียบเพียงใด  เสียงลมหายใจของแม่ยังดังแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนเข้านอนผมห่มผ้าให้หล่อนถึงสองผืนเพื่อให้ความอบอุ่น เพราะต่อรุ่งเช้า..รู้ว่าอากาศต้องเย็นกว่านี้หลายเท่า

 หลายวันที่กลับมาอยู่ใกล้ชิดหล่อน ผมเรียนรู้ว่าความชราภาพกับความอบอุ่นในการดำรงชีวิตคือปัจจัยหนึ่งเดียวกัน หลายครั้งที่ผมอาบน้ำให้แม่ แม้ยามเที่ยงวันก็ต้องต้มน้ำให้ร้อนผสมกับน้ำในตุ่มจนกลายเป็นน้ำอุ่น  จะทำให้หล่อนอาบได้อย่างสบาย

ใครบางคนเคยบอกไว้ คนแก่…เลือดน้อย 

 

   ยามพลบค่ำเสียงหรีดหริ่ง..ดนตรีของรัตติกาลประโคมเป็นมโหรีวงใหญ่ ช่วงเวลานี้หากมีกลิ่นของดอกไม้บางชนิดในสวนลอยมาแตะจมูก ยิ่งจะบรรยากาศเหงาเงียบมากขึ้น

เพียงไม่ทันสุดปลายของความคิด กลิ่นบางๆ ของดอกไม้จากทางทิศไหนของบ้าน ลอยตามสายลมเย็นเรี่ยยอดไม้ แทรกมาตามช่องลม ฝาเรือน ช่องว่างของไม้ฉลุมาแตะโพรงนาสิก

กลิ่นบางๆ นั้นหอมอวล ฉายแว่บ เพียงไม่นานก็หายไป

ผมผุดลุกนั่ง คิดถึงไม้หลายชนิดที่หน้าบ้าน ซึ่งปลูกไว้ตอนเรือนไม้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ  จำปาไทย สุพรรณิกา ปีบ จันทร์กระพ้อ กระทั่งเล็บมือนางป่าหลังบ้านซึ่งงามใบไร้ดอกมาหลายปี ? (ไม่สงสัยจำปูนกับสายหยุดเพราะกลิ่นนั้นแตกต่าง)

  

 

ความสงสัยมีมากกว่าความเกียจคร้าน สลัดผ้าห่ม ผวาไปคว้าไฟฉายเปิดประตูหน้าบ้าน กราดแสงไปยังกระดังงาไทยต้นสูงใหญ่หน้าบ้าน..ไม่มี 

ต้นปีบ…ไม่มี

ลงจากบ้านเดินหยิบสุพรรณิกาที่หล่นบนลานหญ้ามาดอมดม  ไม่ใช่…ไหนอีก เจ้าต้นจันทร์กระพ้อน้อยนั่นก็ยังเล็กเกินไปที่จะออกดอกให้เชยชม

หน้าบ้านหมดแล้ว หลังบ้าน…..เล็บมือนางป่า…ปีบ(ซึ่งรอบบ้าน) ไม่ใช่อีก

กลิ่นหอมลึกนั่นโชยมาอีกครั้ง คราวนี้เนิ่นนาน ผมทรุดนั่งบนเก้าอี้เท้าแขนเอนหลังพริ้มตาแหงนหน้าสูดกลิ่นนั่นอย่างเป็นสุข เพิ่งรู้ตัวว่ากลิ่นบำบัดนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตของคนบางคนจริง หากสิ่งแวดล้อมที่รายรอบใครคนนั้นสมบูรณ์เพียบพร้อม

แน่หละ..ความสมบูรณ์พร้อมของคนแต่ละคนย่อมผิดแผก กระทั่งบางครั้งอาจจะแตกต่างกันชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังเท้า

 

สวนขี้คร้านมีซอกมุมของไม้ป่าซึ่งมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกมากมายที่ผมละเว้นไว้เพื่อความรกเรื้อโดยไม่คิดจะถางให้เตียนโล่งเหมือนสวนข้างเคียง สมุนไพรหลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากสวนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหลายสวนเพราะเครื่องตัด ยาเคมี ฮอร์โมนสำหรับไม้ผล  หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมีเม็ดเล็กๆ ที่แสนสะดวกสะบายในการโปรยหว่านเพื่อเร่งผลลิต

สวนที่เลียนแบบมาจากป่า มีระบบการจัดการตัวมันเองอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแต่รู้จักสังเกต จดจำ เรียนรู้การมีอยู่ของมันเองเพื่อปรับให้เข้ากันและกัน  ด้วยความรกเรื้อนี่เองที่ทำให้มวลแมลง นก และสัตว์ฟันแทะหลายชนิดชุกชุม ยามเช้าจึงเริงร่าร้องเพลงเสียงเจื้อย ยามค่ำจึงปล่อยหน้าที่ให้ตกอยู่กับหรีดหริ่ง และค้างคาว

บางเวลาในสวน…ผมคิดเล่นๆ ว่าคนเราเป็นเพียงเศษของจุลชีวิตในพื้นที่หนึ่งตารางมิลลิเมตรแค่นั้นเอง เพียงแต่อาศัยสมองอันสลับซับซ้อน เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ และเพื่อการสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็สามารถทำลายความงามและเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งรอบตัวเองได้มากกว่าพื้นที่กลบฝังร่างของตนเองหลายเท่า

 ผมสงสัยว่า…ฤทธานุภาพแห่งการทำลายล้างนั้นอาจจะมาจากความกลัวซึ่งฝังอยู่ในหัวของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ?

เมื่อตัดความสงสัยออกไป..ผมหลับไหลอย่างเปี่ยมสุขในคืนนั้น

รุ่งเช้า เดินสำรวจรอบบ้านพบว่าทางทิศออกเฉียงเหนือของบ้าน มีต้นไม้ชนิดหนึ่งสูงประมาณ ๓ ฟุต ผลิดอกขาวโพลนเต็มต้น กลีบบางสีขาวบริสุทธิ์เพียงห้ากลีบสามารถให้กลิ่นหอมที่เป็นไทยได้มากกว่าดอกไม้สีสวยหลายชนิดที่นำเข้ามาจากต่างเมือง

ชื่อพื้นบ้านของต้นไม้ชนิดนี้คือ ดูกไก่ เนื่องจากลำต้นที่ดูคล้ายกระดูกไก่ แตกกิ่งก้านและผลิใบเป็นคู่ชาวบ้านนิยมนำลำต้นมามัดรวมกันเพื่อทำไม้กวาดๆ ลานบ้าน

จากวันนั้น…ผมจำได้ขึ้นใจว่าไม้ดูกไก่ออกดอกโชยกลิ่นรัญจวนในคืนหนึ่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ กลิ่นที่ทำให้เขาเผลอคิดไปว่า ชีวิตนี้เพียงพอเพียบพร้อมดีแล้ว

ใช่เพียบพร้อมดีแล้ว…มีความสุขแล้ว…

แม้บางวันจะไม่มีเธอ ก็ตาม

……..สละซัด-ระกำช้ำ….ซวนเซ…….

01/07/2006 21:22
Posted by sailomloy in Blog

กลางเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา สวนขี้เกียจของเราขายผลระกำหวานได้เงิน ๔๕ บาท น้ำหนักรวมของระกำ ๔ กิโลครึ่ง ราคา กก.ละ ๑๐ บาท

-

จริง ๆ แล้วผมได้กำไรมากมาย แค่เลี้ยงดูดินที่ระกำมันงอก ให้ปุ๋ยน้ำเท่าที่โอกาสอำนวย คอยตัดแต่งทางใบที่เต็มไปด้วยหนาม-หนาม และหนาม คอยดูแลผลที่กำลังสุกด้วยการเอาทางใบปูปิดกันเน่า ดูแลยิ่งกว่าลูกไม้อื่นที่ให้ผมตอบแทนมากกว่านี้หลายเท่านัก

แล้วผมก็ได้ราคากก. ละ ๑๐ บาท อิจฉาตัวเองชะมัด วันนั้นหลังขายระกำเสร็จผมกำเงินเข้าปั๊มน้ำมันเติมรถด้วยน้ำมันสารตะกั่วไป ๕๐ บาท ได้น้ำมัน ๑.๗ ลิตรกว่า

ผมได้จ่ายเพิ่มจากรายได้ ๕ บาท เล่นฉิวกลับบ้านด้วยหัวใจระกำ

วัยเด็กเคยถูกขู่ว่าอย่าเข้าใกล้ต้นระกำ เพราะหนามมันจะตำลึกแล้วมันจะเดินเข้าหาหัวใจตามเสียงเต้นและเส้นเลือดเข้าไป พอถึงหัวใจก็ตาย

 ตายเพราะหนามระกำตำใจ 

ก่อนหน้าที่ระกำจะสุก ญาติผู้พี่ในหมู่บ้านผมมาจ้างวานให้ผมช่วยตัดทางใบ ให้ ๑๗ อัน ยามจากโคนถึงปลาย ประมาณวากว่า

ริดให้เรี่ยมแล้วขนไปส่งที่ลานขายของประจำหมู่บ้านให้ด้วย เพื่อเอาไปทำระแนงหลังคาอาคารขายของชั่วคราว วันนั้นผมได้ค่าทางระกำ ค่าขนส่ง เบ็ดเสร็จ ๑๐๐ บาท พร้อมกับหนามที่ติดอยู่ที่มือข้างซ้ายอีกสองรู

 แฮะหนามระกำตำมือข้างซ้าย - ข้างเดียวกับหัวใจผมฉิบเลย

 ระกำแถบบ้านผมเคยดังถึงบางกอก ใครก็ตามที่ล่องใต้ต้องถูกร้องให้แวะซื้อหาผลไม้สองสิ่งจากแถบนี้ทุกครั้ง อย่างหนึ่งคือสับปะรด อีกอย่างหนึ่ง คือ ส้มกำ-ระกำ

 กว่าสิบปีให้หลังมานี้ พืชชนิดเดียวกันแต่หวานกว่า ราคาแพงกว่ามาตีตลาดระกำจนระกำไปทั้งคนปลูกและคนขาย จะว่าไปเจ้าของสวนนี่แหละที่ระกำกว่าใครเพื่อน

 พืชผลไม้ที่ว่านั้นคือ สละ ครับ ชื่อสละ แต่ราคาชวนสละให้กับสละ หรือจะสละให้กับเจ้าของแผงไม่ทราบได้ ชาวสวนหลายคนที่บ้านผมปลูกสละหลายเจ้า แต่ที่เหลืออยู่และนำผลผลิตออกขายมีไม่กี่เจ้า แค่เพียงเลี้ยงคนในจังหวัดหรือคนผ่านทางไม่พอป้อนตลาด

 สละจากทางภาคตะวันออกจึงเข้ามาเสียบแทน

 แล้วระกำก็ต้องสละแผงให้กับสละที่เข้ามาเบียดราคาสร้างความต่างระดับของชนชั้นผลไม้ให้ระกำช้ำใจ ระกำที่เคยเป็นพระเอก เผล่ตกลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ริมแผง ไม่โดดเด่นโด่เด่เหมือนสละ น่าน้อยใจชะมัด

 ราคาระกำจึงระกำด้วยประการฉะนี้  แม้จะเป็นพืชญาติพี่ญาติน้องในสกุลรุนชาติเดียวกัน ทว่ารสชาติของระกำกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจากสละ ทั้งความเพลิดเพลินและสุนทรียะของการเสพระกำ กับสละนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ยังไม่นับถึงอนาโตมี่ของมันทั้งสองอีกด้วย

 ใครอยากรู้ ต่างกันอย่างไร ไปเที่ยวเมืองจันท์โน่น กินสละให้ท้องเสียซะก่อนแล้วค่อยมาล้างท้องที่บ้านผมด้วยระกำ

 ดูถี…ว่าระหว่างสละกับระกำ ใครจะซอกช้ำกว่าใคร