นกในนา

28/06/2006 13:03
Posted by sailomloy in Blog

ย่างฝนเดือนหก-ต่อเดือนแปดนกในนาหลากชนิดเริ่มมาก ฝนตกหนักไม่กี่วันในปีนี้ น้ำใหม่ไหลจากสวนชายภู ชะปุ๋ย ปลาน้อยในร่องคูอาจระริกตื่นน้ำ ตื่นมวลแมลง ตื่นอาหาร จึงสวนกระแสจากคูลึกมาหาคู่วางไข่ในบิ้งนาที่รอผาลในฤดูกาลที่จะถึง

-

 ท้องนายามนี้จึงเต็มไปด้วยนกหลากชนิดสวนบินพรู พรู สวนไปมา ทั้งกระจิบ กระจาบ นกเขา นกเอี้ยง นกกวัก กระแตแต๊แว๊ด แซงแซว ฯลฯ

นกเอี้ยง นกเขา แซงแซว เป็นนกประจำถิ่น นกกวักเป็นนกที่ค่อนข้างขี้อาย ที่มีมากกว่าใครเพื่อนเป็นนกเป็ดแดง – นกน้ำขนาดเล็กมารวมฝูงหากิน วันไหนฝนตกนกชนิดนี้จะมาชุมนุมกันมากที่สุด 

-

คนทำนาค่อนข้างโกรธเกรี้ยวนกน้ำขี้เล่นชนิดนี้ เพียงเสียงร้องจิ๊บ ๆ เกรียว ๆ ยามที่นกบินผ่านทุ่งชวนขยาด คล้ายยินเสียงจากยมทูตล่าวิญญาณก็ปาน

 เรา-เขาเรียกนกชนิดนี้ว่า นกเป็ดน้ำ

-

ทำไมชาวนากลัวนกเป็ดน้ำหรือนกเป็ดแดงในภาษาของนักดูนก?

 เพื่อนครูในท้องทุ่งของผมเล่าให้ฟังในวันแรกที่ผมเริ่มหัดทำนาว่า..เย็นวันนั้นหลังจากที่หว่านข้าวลงนาแล้ว ฝนตกพรำ นกเป็ดน้ำฝูงใหญ่บินวนเวียนอยู่หลายรอบคล้ายหาลานลงจอด ไม่นานเขาพบว่ามันลงไปแช่น้ำในผืนนาของเขา เล่นน้ำและซุกไซร้โคลนใหม่แบบสบายใจเฉิบ

รุ่งเช้า…เม็ดข้าวในนาหายเรียบ!!
 การรวมฝูงของนกเป็ดแดงขี้ระแวงเหล่านี้มีการจัดระบบเตือนภัยอย่างดี มันจึงสามารถรักษาชีวิตรอดได้มากว่านกชนิดอื่น ในบรรดานกที่ไม่คุ้นเคยผู้คน ฝูงหนึ่งจะมีหนึ่งถึงสามตัวที่ไม่กินไม่ก้ม ไม่เหลียวซ้ายและขวา แต่จะชูคอนิ่งจ้องมองไปยังสิ่งที่ผิดปกติที่สุด ก่อนที่จะเตือนภัยเพื่อนร่วมฝูงให้กระพรือปีกบินหนี

-
 

แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่ชาวนาอย่างพวกเราทำได้แค่ป้องกัน ไฟเป็นสิ่งที่เพื่อนครูของผมนำมาใช้ในการไล่นก ทำตะเกียงจากกระป๋องนำอัดลม ใส่ไส้ที่ทำจากฝ้ายด้ายดิบ เติมน้ำมันดีเซล ปักโครงไม้ไผ่สี่ด้าน นำเอาถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ครอบทับด้วยดินกันปลิว เจาะรูระบายควัน เมื่อย่ำค่ำตะเกียงจึงแต้มความมืดเป็นจุด ๆ วอมแวมทั่วทุ่ง สวยคลาสสิคไปอีกแบบ
นี่คือรูปแบบหนึ่งของชีวิตในทุ่งนาในยุคดิจิตอล  

-

      

หนึ่งเดือนผ่านไป………..

ข้าวเริ่มแตกกอ นกน้ำอีกชนิดเริ่มเข้ามา เป็นพวกนกพริก นกอีลุ้ม นกกระยาง แม้แต่นกกวักเจ้าเก่ายังคงอยู่

นกพวกนี้เป็นนกที่เป็นทั้งมิตรและอาหาร ครูสอนทำนาของผมหลายคนเอาบ่วงไปวางในเส้นทางที่คิดว่านกผ่าน ริมคันนา อาหารมื้อเย็นของวันพรุ่งนี้คือนก

วิถีนี้ผูกพันธ์มาแต่สายเลือดนักล่ายุคโบราณ ตราบจนปัจจุบัน แม้ข้อความนี้จะไม่ค่อยถูกกาลเทศะของการดำรงอยู่แบบไม่มีการเบียดเบียนกันในโลกแล้ว นักดูนกอาจต้องเหลือบมองแบบฆ้องวงใหญ่ แต่วิถี คือ วิถี อาจไม่ใช่มรรคสู่นรกภูมิ หรือบันไดสู่สวรรค์

-

แน่นอน..ผมไม่กินนกทั้งโดยการล่าด้วยตัวเองและด้วยการเชื้อเชิญเข้าร่วมวงอาหารหรือกับแกล้ม และผมไม่ได้รังเกียจคนกินนกด้วยวิถีปฏิบัติแต่เดิม

จากวันที่ข้าวแตกกอกระทั่งรวงเริ่มย้วยโค้งงอน ในรวง-บางเม็ดเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองทอง นกอีกชนิดหนึ่งกำลังมา และไม่ได้มาเพียงตัวเดียว หากแต่เป็นฝูง และในหนึ่งฝูงมีนกชนิดนั้นมากกว่าห้าสิบตัว
-

นับเป็นเวลาที่ชาวนาเริ่มกราดเกรี้ยวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะหากนกชนิดนี้หว่านตัวเองลงทั้งฝูง โรงสีขนาดย่อมจะเกิดขึ้น แล้วชาวนาก็จะเหลือข้าวเพียงครึ่งแปลง ที่เหลือให้ดูต่างหน้าคือรวงเปล่ากับแกลบที่ปูพรมบนพื้นดินเป็นสีทองสวยตลอดบิ้ง

 เชื่อเถอะเวลานั้นไม่มีใครมองเห็นว่ามันสวยงามขนาดไหน

 พวกเขาแก้ปัญหาโดยการนำอวนตาถี่มาขึงขวาง ล้อม ปูบน หรือหลากหลายวิธีที่จะพอประทังให้ข้าวยังเต็มเม็ด ท้ายที่สุดอาจเหน็ดเหนื่อยท้อใจ จนเหลือเพียงคำพูดที่ว่า ช่างมัน..เหลือแค่ไหนก็แค่นั้น

 นกชุกชุมด้วยสมดุลที่เปลี่ยนจนยากจะกลับคืน ทุ่งนากว้างขวางนับพันไร่เหลือเพียงกระจุกของพื้นที่ว่างเป็นหย่อม ๆ นอกจากนั้นคือสวนมะพร้าว สวนปาล์มและนากุ้ง ปลายสุดทางทิศเหนือติดกับคลองน้ำกร่อย แต่เดิมมีป่าชายเลนอุดมไม่นานปีที่ผ่านมาผู้มีอิทธิพลนำเครื่องจักรส่วนตัวรุกล้ำจนเตียนโล่ง ชาวบ้านตามไปหลังจากนั้น นากุ้ง – สวนปาล์ม ตามมาสมทบอีกทอดหนึ่ง

-
 ใครจะสนใจ…ว่านก-หนูในท้องทุ่งจะบอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ หรือใบไม้อีกซีกโลกหนึ่งจะสั่นไหวยามที่ผีเสื้อปีกบางกระพรือปีกที่นี่?

 ใครจะสน…


 ครั้นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เสียงสวบสาบของมือ-เท้า เสียดสีกับตอซังและฟ่อนฟาง เสียงคมเคียวเกี่ยวซังซวบๆ รวงงอนถูกรวบอยู่ในกำ

 เกินกำก็วางลงบนตอ หลายรวงคือฟ่อน ฟ่อนต่อฟ่อนมัดแน่นให้ผู้ชายฟาดลงลัง เสียงเม็ดข้าวกรู กรูตกพื้นลังที่ว่างเปล่า จนกลายเป็นเสียงทึบทับบอกว่าลังนั้นข้าวเต็ม

 เสียง-กลิ่น ในท้องทุ่งจากหว่านถึงเก็บเกี่ยวมีมากกว่านั้น แล้วจะเล่าสู่กันภาคหลัง

 ที่น่าแปลกคือช่วงนี้จะมีนกอีกสองชนิดที่เข้ามาด้อม ๆ มอง ๆ และบินโฉบเฉี่ยวไม่ไกลจากคนเกี่ยวข้าว
หนึ่งนั้นคือนกกระยาง สีขาวนวลของมันจะใกล้เข้ามาจนน่าแปลกใจ เราไม่ได้ไล่มัน แต่จะสังเกตว่ามันใกล้เข้ามามากขนาดไหน บางคนนึกสนุกตบมือโห่ บางตัวตกใจบินหนี แต่ส่วนใหญ่กลับเฉยจ้องมองไปยังแอ่งน้ำขนาดเล็กที่เหลือเพียงไม่กี่ที่ อาหารของมันดิ้นขลุกขลักอยู่ในแอ่งน้ำนั้น

 - 

ยามพักเหนื่อย เรานั่งจ้องมองนกกระยางกันอย่างมีความสุข แม้คนที่กินนกยังมีความสุขที่เห็นนกเป็นโชว์ลีลาการจิกกลืน

 ริมคันนาแถวสุดท้ายของข้าวรอเกี่ยว แมลงนับร้อยนับพันบินหนีการเกี่ยวข้าวบ้างกระโดด บ้างบินไปข้างหน้า มวลแมลงแม้มีปีกบิน ทว่าในอากาศยังมีภัย

 จะว่าไป….ที่ไหนๆ ล้วนมีความปลอดภัยและมีภัยเท่าเทียมกัน

 - 

นกนางแอ่นตัวน้อยมาจากไหนเหมือนได้รับสัญญาณเรียกจากคมเคียว โฉบกินแมลงเหล่านั้นขณะบินเร็ว รอยยิ้มจากคนเหนื่อยที่ก้มตัวเกี่ยวข้าวผุดพราย ใบหน้าเปื้อนเหงื่อหลั่งสารความสุข-ระคน

 “นกมันฉลาด” ใครบางคนในทีมเพื่อนครูสอนทำนาของผมเอ่ยขึ้น

                 ใช่…นกมันฉลาด
 

ชีวิตสะพรั่ง เมื่อฝนพรำ

26/06/2006 21:13
Posted by sailomloy in Blog

 เสร็จจากหน้านาปีที่แล้ว 

กำลังจะย่างเข้าหน้านาอีกครั้ง

ผมนั่งซึมกระทืออยู่สองวันเต็ม      

 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกพรูทั้งวันกลางคืนอีกทั้งคืน ฝนตกอากาศเย็น ทำให้กลางคืนยาวนาน อาการตื่นสายของคนสองคนสองวัยซึ่งครองบ้านสวนขี้คร้านอยู่จึงไม่นับว่าแปลก

ฝนตกชวนให้ลุกออกไปปลูกต้นไม้ หาเห็ด เดินลุยสวนเก็บยอดผักจากมาต้มผัดแกงทอดกินกันตามประสาคนบ้านสวน   

 

-

แต่ฝนตกชวนให้ขี้เกียจแม้แต่จะเสาะหาอะไรมาใส่ท้อง ผมมาคิดเองอาจเป็นเพราะอุณหภูมิไม่เหมาะที่จะให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยในท้องทำงานได้ดีเช่นวันอากาศอุ่น ความหิวจึงยังคลานมาไม่ถึงสมองสั่งการให้กระเพาะส่งเสียงประท้วงโครกคราก
……………ฝนตกหิวช้ากว่าวันอากาศร้อน?

ความพึงพอใจต่อสภาพอากาศของผมไม่มีความพอดีที่วัดได้เป็นขนาด เช่น วันไหนที่แดดอุ่นกำลังดี ผมอาจบอกว่า
“ร้อนไป…ทำงานไม่ไหวเหนื่อยเร็ว……นอน!!” 
วันไหนอากาศเย็นเพราะฝนสาดเข้าหน้าต่างยามสาย ผมอาจบอกตัวเองว่า
“เย็นจังยังเช้าอยู่เลยขออีกหน่อยนะ..”
แต่….หลายวันที่ผ่านมา  ร้อนระอุเกินทน ผมบ่นอุบทุกวันว่า…
“ร้อน-เบื่อไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากทำอะไร ขยับตัวหน่อยเหงื่อท่วม…รำคาญ” 

อากาศร้อน อาหารที่รับทานไม่อร่อย ทั้งยังปรุงไม่ได้เรื่องอีก คนสองคนอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยมีช่องว่างระหว่างวัยห่างกันเกินกู่ แต่กลับตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน คือ เบื่อ !!

-

ผมพยายามนึกย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนหน้านี้ ว่าอากาศมีผลกับการเจริญอาหารของผมกับแม่หรือไม่…พบว่ามันอาจมีส่วนบ้าง  

การกินเป็นภาระกิจหลักอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิต แต่การกินไม่ลงนับเป็นภารกิจใหญ่ใหญ่ได้หรือไม่ ?

บ่ายแก่ ๆ ของวันนี้ อากาศยังทึม ผมปั่นจักรยานฝ่าละอองฝนบางๆ  ออกไปเสาะแรงบันดาลใจนอกบ้าน อย่างน้อยเมื่อวิวเปลี่ยน สมองอาจจะคิดสิ่งอื่นบ้าง นอกเหนือจากเรื่องกิน   

ปั่นจักรยานผ่านสวนปาล์ม พบญาติผู้พี่กำลังเดินดุ่มลงสวน ทั้งที่ไม่ได้มีภาระหน้าที่จะต้องไปถากถาง ใส่ปุ๋ยหรืออะไรเลย 

สอบถามได้ความว่า วันสามวันที่แล้วฝนตก หน้าบ้านแกมีเห็ดชนิดหนึ่งงอก และแกบอกว่าในสวนปาล์มแห่งนี้ มีบางจุดที่เห็ดชนิดเดียวกันงอกทุกปี
“เห็ดอะไร ?”  ผมถาม
-
“เห็ดพวมพร้าว”

“………………….” ผมเงียบไม่แน่ใจ

ใช่ครับ พวม ภาษาปักษ์ใต้ แปลว่า จาว

“ทำอะไรกินได้มั่ง..” ผมถามต่อ

“แกงเลียง ผัด ได้ทั้งเพ รสหวาน หรอย”  

ลานดินกลางสวนปาล์มแห่งนั้นเปียกชุ่ม ดอกเห็ดนิ่มนวลแทงขึ้นมาจากดินปนทราย แผ่นดินยังปรากฏเป็นรอยแยกลู่ตาม สวยงามแปลกตา

ผมรีบปั่นจักรยานหัวคลอนกลับบ้านทันที กลัวว่ารถด่วนสายความคิดมันจะแล่นผ่านโดยไม่จอดสถานีของผมอีก  ลองไปสืบค้นดูจากหิ้งหนังสือในบ้านไม่มี

จึงเสาะจากเว็บ ไม่มีคำว่า เห็ดพวมพร้าว พบแต่คำว่า เห็ดจาวมะพร้าว  ซึ่งเป็นเห็ดชนิดเดียวกันนั่นเอง 

เห็ดจาวมะพร้าว มีลักษณะกลมโต สีขาวเหลืองอ่อนเหมือนจาวมะพร้าว ทำเป็นอาหารได้ รสเย็นหวาน บำรุงร่างกาย กระจายโลหิต
จาก ( http://www.thaigreenagro.com/main_mushroom3/normushroom/nor13.htm)

-

หน้าฝนเป็นเวลาของเห็ดกับยอดอ่อนของผักหลากหลายชนิด ตำลึงหน้าแล้งไร้ใบเหลือเถาโล้น กลับแตกยอดเลื้อยเลาะเกาะเกี่ยวกิ่งต้นไม้อื่น ป่ายปีนขึ้นเรือนยอดอวดใบอวบอ้วนเขียวน่าเก็บมาปรุง  ในสวนที่ปลอดยาฆ่าหญ้าจะพบยอดและดอกบุก กระทืออ่อน หลากหลายล้วนอร่อยลิ้นหากผ่านการลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิ

ผมปั่นจักรยานหัวคลอน ออกจากบ้านไปอีกครั้งเพื่อเก็บภาพ จากนั้นตัดเอามาผัดน้ำมันกับยอดอ่อนของพูม ไม้ป่ากินยอดบางท้องถิ่นอาจเรียกยอดโต๊ะเด๊ะ

-
มือนั้น..ข้าวสวยร้อนกับข้าวเพียงอย่างเดียวเย็นนั้นคนแก่หนึ่ง คนหนุ่มหนึ่ง สองวัยเคี้ยวข้าวตุ้ย อร่อยล้ำในวันที่ลานดินเปียกชุ่ม
 -

อย่างที่ผมคิดแต่แรก เมื่อฝ่าฝนออกนอกบ้าน วิวเปลี่ยน สมองอาจจะคิดสิ่งอื่นบ้าง

แต่แล้วกลับไม่แคล้วเรื่องกิน(ฮา)
 

รวยรื่นรสสุคนธ์ - เพื่อนเอย

24/06/2006 20:46
Posted by sailomloy in Blog

 -

มะลิวันพันกอพฤกษาดาด                                  เหมือนผ้าลาดขาวละออหนอน้องเอ๋ย
รสสุคนธ์ขึ้นเป็นดงอย่าหลงเลย                            กำลังเผยกลีบเกสรสลอนชู
เงาะป่า….พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6
พักนี้ผมพูดถึงสวนที่รกเรื้อบ่อย อาจเพราะเป็นเรื่องที่ต้องเจอกันทุกวัน รอยต่อของหน้าร้อนชนหน้าฝน ว่างจากงานนาจึงเข้าสวน ทักทายต้นไม้ใส่ปุ๋ยรดน้ำตามแต่กำลัง

 หากวันไหนผมริอ่านขยันขึ้นมา ความเกียจคร้านจะถูกสลัดหลุดออกไป

 ใครหลายต่อหลายคนทั้งเพื่อนฝูงและเครือญาติเคยถามผมว่าทำอะไรอยู่ในตอนนี้ ผมบอกว่าก็ไม่ได้ทำอะไร ถางสวนมั่ง ตัดกิ่งไม้บ้าง แล้งจัดก็รดน้ำช่วยต้นไม้บ้าง

-

“ ปลูกอะไรมั่ง ?”

 “ก็มีทั้งไม้ดอกและไม้แ_กนั่นแหละ ผมสัพยอก

“ทำไมปล่อยให้สวนรก?”

“ทำไมไม่ปลูกยางพารา?”

  “ทำไม….ทำไม…ฯลฯ” ปล่อยคำถามนั้นล่องลอยเอื่อยเฉื่อยไปเถอะเพื่อนเอย

วันนี้ผมถือพร้าเข้าสวนเหมือนเมื่อวานและวันก่อน ๆ    

กลางสวนอวลกลิ่นหอมจากเถาว์ไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ไม้ใหญ่เป็นสะพานอย่างดีในการปีนป่ายไปหาแสงแดดที่เรือนยอดด้านบน
-

ชื่อทางการของเถาวัลย์ที่เหนียวและคงทนถาวรอย่างที่สุดนี้คือ รสสุคนธ์ บางท้องถิ่นอาจเรียก เสาวคนธ์ มะตาดเครือ งอกงามทั่วไปทั้งป่าแล้ง และป่าฝน โตเร็วเลื้อยเร็ว ความหอมของดอกที่หอมแรงกลางวัน และหอมอ่อนกลางคืน

กลิ่นหอมละมุนกับดอกสีขาวนวลคือเสน่ห์ที่เจ้าของบ้านสวนหลงรัก โบราณใช้ดอกทำยาบำรุงหัวใจ คงเพราะกลิ่นหอมแบบไทยแท้นี่เอง
 ผมถางสวนด้วยมีดงอ บางท้องถิ่นเรียกมีดชนิดนี้ว่ามีดขอ พร้าขอ พร้าโอ ลักษณะเป็นมีดด้ามยาว ปลายมีดงองุ้มอุ้มคมไว้ใน โค้งจากคอถึงปลายส่งน้ำหนักไปยังปลายคมให้ปาดตัดกิ่งก้านผ่อนแรง

ถางไม้ในสวนต้องใช้ทั้งสติและสมาธิ ปานจะไต่บันไดนิพพาน ผิดพลาดอาจได้เลือดซิบ มากกว่านั้นคือความพิกลพิการของร่างกาย น้อยที่สุดคือมีดบิ่น

มีดไม่มีคม เรียกว่ามีดได้อย่างเดิม แต่ต้องออกแรงมากกว่าเดิม ได้งานน้อยลง
-
กว่าสิบปีที่ปล่อยให้สวนรก ไม้เล็กเติบโตจนกลายเป็นป่าย่อย ๆ เถาวัลย์ชนิดนี้เลื้อยช้าทว่าหากเผลอเพียงปีเดียวจะรกครึ้ม สานเหนี่ยวกิ่งก้านไปสู่โพ้นฟ้า ซึ่งการถากถางตัดฟันอาจต้องออกแรงมากกว่าเดิม
หากเถาว์อ่อนถูกปล่อยให้ปกคลุมจนเกินการควบคุม มันจะไปกดทับการเจริญเติบโตของไม้ที่ถูกเกี่ยวพันยึดเกาะทันที
แน่หละ ไม่ว่าไม้เลื้อยหรือคน หากปล่อยไปตามใจโดยไร้หางเสือควบคุม อาจตกอยู่ในภาวะที่ไม่แตกต่างกัน ความเป็นจริงที่หลีกหนีไม่พ้นก็คือ ผู้คนมักเสนอตัวเองเข้าไปควบคุมธรรมชาติอยู่เสมอ จะทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

คนรุ่นก่อนใช้เถาว์ของมันเพื่อการก่อสร้าง การเกษตร และเพื่อมัดรัดไม้อื่นเวลาชักลากออกจากป่าลึก เถาว์ที่เหนียวหนาบุบพอแตกบิดเกลียวให้เชือกนั้นรัดแน่น สามารถทนทานต่อแรงบิดและการเสียดสีได้เป็นเวลานาน

ลูกป่าเติบโตมากับการเลือกสิ่งของใกล้ตัว ประยุกต์ใช้จึงไม่ยากเรียนรู้ แม้เพียงเล็กน้อย ครูพักลักจำ ผมสามารถใช้งานมันได้

-

ถางไป ตัดไป….ก่ายกองเกินคณา ผมเอามันมาสาน ๆ พัน ๆ ต่อกันเป็นก้อนกลม แล้วนั่งมองถึงประโยชน์ใช้สอยในแง่ของการประดับประดาในห้องสวยของคนเมือง
โครงสี่เหลี่ยมท้ายทายสำหรับสิ่งที่ยากแก่การถักทอ เพียงขึ้นโครงภายในและสานทับภายนอก ดูเป็นเหลี่ยมบุบบี้ในระยะแรก พอนานไปชินมือจึงทำแบบปล่อยหัวใจไม่ให้ยึดติดกับสิ่งตรงหน้า….สมาธิจึงก่อเกิด กลายเป็นว่าทุกครั้งที่ใจเริ่มฟุ้ง คิดเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย รีบจับเถาว์มาขัดสานดึงตลบสยบหัวใจว้าวุ่นได้เร็ว

แปลกแท้…เส้นทางสู่ความเงียบและสุข อาจเริ่มต้นได้ที่ขอบหัวใจและปลายนิ้วของคนธรรมดา ที่มีความยากจนเป็นริ้วประดับ
-

อยู่กับปัจจุบัน

24/06/2006 15:28
Posted by sailomloy in Blog

ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙
เจ้าสำนักสวนขี้คร้านได้มีโอกาสต้อนรับน้อง ๆ จากที่ทำงานเก่า ซึ่งแวะมาเยี่ยมเยือนมาพักผ่อน มาเที่ยว มาปั่นจักรยาน มาหาผลไม้ มาตกปลา กระทั่งมาหัดเรียนถ่ายภาพเพิ่มเติมจากที่ผมเคยถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพไปเมื่อหลายเดือนที่แล้ว
บรรยากาศของความเอื่อยเฉื่อยเกิดขึ้นเสมอหากการใช้ชีวิตในบ้านสวนเป็นไปคล้ายงานประจำที่เคยทำ หากเมื่อไรที่รู้ว่าเพื่อนมาเยือน ความกระตือรือร้นเกิดเมื่อเพื่อนมาเยือนบ้านสวนทุกครั้ง กวาดเช็ดถูทำความสะอาด ตัดหญ้า จัดเก็บข้าวของ จัดวางตกแต่งให้พอดูได ้

-
แม้จะต้องแลกกับโลกส่วนตัวอันไร้ระเบียบไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับความเปลี่ยวดาย น่าเบื่อหน่ายแล้ว คุ้มค่าครับ
 น้องชายคนนี้มาหาผมพร้อมเพื่อนอีกสองคน ความถนัดงานออกแบบโลโก การใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เก่งกาจของเขา ทำให้ผมได้พึ่งพาความรู้ของเขาเป็นการแลกเปลี่ยนกันละกัน
วันนั้นเราจับมือกันกอบกู้ความอืดอาดเชื่องช้าของเครื่องคอมพ์พิวเตอร์ของผม
เริ่มเริ่มลงลงโปรแกรมใหม่โดยไม่ได้ดึงเอาความละเมียดละไมในการอ่าน การศึกษา การรู้เท่าทันเทคโนฯ มาร่วมด้วยในกระบวนการ ลงไป เยส โน โอเค อยู่ร่วมชั่วโมง เพื่อที่จะพบว่าฮาร์ดดิสค์ส่วนที่เก็บความหลังของผมถูกฟอร์แม็ทไปหมดเกลี้ยง!!

ภาพของความหลังที่กำลังนั่งดูกันอยู่เมื่อคืนที่ผ่านมาค่อย ๆ ฉายโชนออกมาทีละภาพ จากนั้นเป็นเวลาของความเงียบซึ่งเข้ามาแทนเสียงหายใจของคนสองคนทันที

-

ใช้เวลาทำใจห้านาที  ผมพูดปลอบใจตัวเองและปลอบใจน้องไปว่า

“คนเรามักเอาตัวไปติดยึดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกลายเป็นความเคยชินเสมอ หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดหายไปความรู้สึกสูญเสียซึ่งจิตวิญญาณของตนเองก็เข้ามาครอบงำ  อาจเป็นนิยามหนึ่งของมนุษย์ในโลกของวัตถุนิยม  เสพติดอดีตและโหยหาอนาคต สมมติว่าเหล่านั้นคือความสุขอย่างหนึ่งในการรำลึกถึง เมื่อวันหนึ่งพบว่ามันแตกหัก เสียหาย ไม่มี ก็เกิดทุกข์” หยุดถอนหายใจหนึ่งเฮือก
“แต่แล้วมันก็ผ่านเลยไป ไม่เห็นว่าจะมีอะไรทำให้ความมีชีวิตของใครจะแตกหักเสียหายหรือขาดด้วนไป” อีกหนึ่งเฮือก
“ หากอดีตถูกลบเลือนจะด้วย ความหลงลืม สะเพร่า พลาดพลั้ง หรือจะเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ สิ่งที่ได้กลับเป็นความระมัดระวัง ความพลาดพลั้งเหมือนกับได้เพิ่มหยักหนึ่งให้กับสมองของเรา” อีกเฮือกโต

-
“สิ่งที่เราหลงลืมไปชัด ๆ คือ ความเป็นปัจจุบันต่างหากซึ่งควรให้ความสำคัญที่สุด เพราะความเป็นปัจจุบัน อาจหมายรวมถึงความรู้สึกของตนเองและคนใกล้ชิด อาจเป็นพ่อแม่ พี่น้อง คนรัก กระทั่งผองเพื่อน ซึ่งหมายรวมถึงเหตุการณ์วันนี้ สิ่งที่พี่จะทำหากเป็นเมื่อก่อนก็คือพี่จะว๊าก แล้วเราอาจเข้าหน้ากันไม่ติดไปอีกนาน” น้องคนนั้นพยักหน้าหงึกหงักคล้ายจะเข้าใจ   

เหตุการณ์วันนั้นผมสูญเสีย รูปภาพ งานเขียน และความทรงจำอันหลากหลายที่บันทึกไว้ในฮาร์ดดิสค์ตัวนั้น แต่สิ่งที่ได้มากลับทำให้ผมค้นคว้าอย่างหนัก หาญกล้าที่จะใช้เครื่องมือและนำโปรแกรมมาลงในเครื่องได้โดยไม่ซ้ำเหตุการณ์เดิมอีก 

ทั้งยังสามารถเสาะหาข้อมูล วางข่าวขอความช่วยเหลือพึ่งพาคนในโลกเสมือน เพื่อกอบกู้สิ่งที่คิดว่ามันเสียหายไปแล้วนั้น กลับมาได้อีกครั้ง 
-

 นี่อาจเป็นกลอุบายหนึ่งของการเดินทางตามรอยของปัจจุบันอย่างรู้เท่าทัน ? การใช้ชีวิตแบบไม่กลัว ไม่ประมาทเป็นสิ่งที่พึงกระทำและรำลึกอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นโลกจริง   หรือโลกเสมือน
“เฮ้อ…” อีกเฮือกหนึ่งเป็นการแถมท้ายอย่างโล่งโปร่งและเบาสบายอย่างที่เคยรู้สึกมาก่อน

-

ขอบคุณ

24/06/2006 10:05
Posted by sailomloy in Blog

ถัดจากการไหว้ครู แนะนำตัว จากนี้เป็นเรื่องราวแสดงถึงความคารวะ ขอบคุณที่มีต่อเพื่อนบางคน ภาพถ่ายหลากหลายที่แสดงออกมา ณ ที่นี่ เป็นความอนุเคราะห์อย่างล้นเหลือจากเพื่อนซึ่งอยู่ในแวดวงของเทคโลยี

-

มอบกล้องดิจิม่อนตัวหนึ่งให้ผม กล้องขนาดเล็กที่มีความสามารถเก็บเอาสรรพสิ่งรายทางได้อย่างฉับพลัน รวดเร็ว และดูได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านเข้าไปในโลกของเซลลูลอยด์
“ไอ้เจ้านี่นี่อยู่กับคุณท่าจะเหมาะกว่าอยู่กับผม” เขาว่า

 “เฮ่ย…ราคาไม่ใช่บาทสองบาทนะ” ผมหมายถึงหลักหมื่น

“ไม่เป็นไร ผมมีตัวใหม่แล้ว ตัวนี้ฝากคุณสร้างงาน ในฐานะที่คุณสอนผมให้กาวเข้ามาในโลกของศาสตร์แขนงนี้….คุณเป็นครูของผม”  นัยตาของเขาสะท้อนสิ่งที่เขาพูดจริง

 “…………………………….”
 “ได้เลย…ขอบคุณ แต่มันไม่ได้หมายความว่าผมจะคู่ควรกับสถานะที่เรียกว่าครูหรอกนะ มันสูงส่งเกินไป”
“ความเป็นครูของคุณอยู่ที่ผม เศษกระดาษลายมือห่วยของที่คุณเล็คเชอร์ให้ผม ทุกชิ้นยังอยู่ เขาหมายถึงลายมือของผมเมื่อเกิน ๑๐ ปีมาแล้ว
ผมตาวาวมองเครื่องมือชนิดใหม่ที่ไม่เคยคาดคิด

-

นานมาแล้ว ในบรรดาผู้ที่ผมถ่ายทอดความรู้ในเชิงนี้ให้ ผมเคยบอกว่า ไอ้กล่องสี่เหลี่ยมที่เรียกกันว่ากล้องถ่ายรูปนั้น ไม่ว่าจะราคาหลักล้าน จะใช้งานในอวกาศ หรือกล้องเล็ก ๆ แบบใช้ทีเดียวทิ้ง ล้วนอาศัยหลักการเดียวกัน

และผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ

มีคนหลายคนอยากได้สิ่งนี้มาครอบครอง เก็บเงิน ส่งชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ เพื่อชิงโชค  เมื่อได้มีโอกาสครอบครองมัน กลับทำได้แค่บันทึกเหตุการณ์ ความทรงจำ อาจหมายถึงกองขยะเพิ่มอีกกองหนึ่ง ในมุมอับของบ้าน หรืออีกกองหนึ่ง ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หลายคนพกพาเพื่อสร้างสิ่งเลวร้ายให้กับสังคม ทั้งภาพลับ ทั้งแบล็กเมล์ แฉแหลก ข่มขู่ หรือพลาดพลั้งตกอยู่ในมือของมือดีประสงค์ร้ายนำภาพลับเฉพาะของคุณไปขาย  หรือวางไว้ในสถานที่สาธาระโดยคุณไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ
- 
 หากนั่นคือความตั้งใจดั้งเดิมของใครคนนั้น ผมว่าน่าเสียดายยิ่ง
ผมปลุกปล้ำอยู่กับมันนานทีเดียวกว่าจะชินมือ หลังจากนั้นอีกหลายเดือน เพื่อนส่งข่าวมาบอกว่าให้ไปรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สถานีรถไฟด้วย ส่งมาแล้ว เอาไว้ใช้ร่วมกันกับกล้องตัวนั้น

 -

“ ผมให้หญิงสาวไป คุณทำมันท้อง แล้วหาที่กำเนิดบุตรไม่ได้ บาปคงตกอยู่กับผม” เขาทิ้งท้ายเป็นปริศนาธรรม

ทั้งหมดของเรื่องราวนี้คือ สิ่งที่อยากจะบอกเล่า แทนคำขอบคุณแด่เพื่อน ที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงนี้ด้วยสำนึกขอบคุณ และอยากบอกแด่เพื่อน พี่ น้อง ที่ได้อ่าน ดูรูปที่ผมนำมาวางที่นี่ว่า รูปคือตัวแทนของสายตาที่ได้มองเห็นในชีวิตประจำวันของผมกล้องคือเรื่องมือเท่านั้น ไม่ใช่รูปเคารพ เพียงแต่เครื่องมือทุกชิ้นที่ผ่านมือ ไม่ว่าจะเป็นจอบ เสียม หรือมีดพร้า กระทั่งคันไถและครกตำข้าว นั้นมีจิตวิญญาณของผู้ใช้งานแนบอยู่ด้วยเสมอ

-
ดังนั้นหากนี่คือแรงบันดาลใจที่จะทำให้ใครหลายคนมีความสุข ผมยินดีแม้ว่ารูปที่ผมถ่ายและนำมาวาง อาจไม่ได้สวยงามเหมือนมืออาชีพที่แท้ ขอโทษครับอาชีพหลักของผมในสวนขี้คร้าน คือทำมาหารับประทานเยี่ยงคนธรรมดา ทำนาเพื่อกินข้าว ทำสวนเพื่อกินผล ขุดดินเพื่อปลูกผัก 

ขอโทษครับอาชีพหลักของผมในสวนขี้คร้าน คือทำมาหารับประทานเยี่ยงคนธรรมดา ทำนาเพื่อกินข้าว ทำสวนเพื่อกินผล ขุดดินเพื่อปลูกผัก นอกเหนือจากนั้นเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความอยู่รอดประสาสัตว์โลกหน่วยนึง เฉกเดียวกัน 

ปรายหน้าบท

24/06/2006 09:26
Posted by sailomloy in Blog

แม้จะออกนอกขนบอยู่บ้าง แต่การออกรูปปรายหน้าบทนายหนังหัดใหม่อย่างผมเล่นรูปผู้ชายถือดอกบัว ซึ่งถือเป็นตัวแทนของผม ใช้เล่นเพื่อไหว้ครู ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เคารพนับถือ ตลอดทั้งฝากเนื้อฝากตัวกับท่าน  

โดยความตั้งใจเดิมของผม คือ แค่คนเดินทางผ่านเข้ามาในโลกเสมือน ซึ่งอาจเหมือนหรือเป็นอย่างคนอื่น ๆ ทั่วไป แต่ศาลาที่ชื่อเทร็คกิ้งไทย ผมเคยมาแวะพัก แวะทักทายฝากรอยจารึกไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว ดังนั้นหากเดินผ่านมาแล้วจากไปเฉย ๆ เยี่ยงคนไม่รู้จักกันก็กะไรอยู่

 
ดังนั้น ผมจึงฝากรอยจารเอาไว้อีกหลายครั้งในปีนี้ ด้วยความอนุเคราะห์จากคนในร่มเงา เพื่อแสดงความขอบคุณในมิตรจิตอันดีงามที่คนในศาลาหลังนี้มอบให้
นานไปจึงกล้าหาญชาญชัยที่จะป่ายกระไดเทคโนฯ รับปากรับคำชวนของเพื่อนที่นี่ให้ลองทำบล็อกก่ออิฐ สร้างหลักปักฐานซะที่นี่เสียเลย ก็เลยลอง…แต่พอลองไปแล้วเกิดความผิดพลาด ยุ่งยาก ฯลฯ ก็เลยบอกเลิกไปตั้งแต่เริ่มต้นก่ออิฐ
ทำให้ผมมาคิดว่า เอ..เรามันคนพื้นเมืองหรือคนพันธุ์นะเนี่ยะ ?  

 
ถ้าคนพันธุ์ จะงอกเร็วให้ผลผลิตเร็ว ดี และมาก ขายได้ราคา แต่ข้อเสียคือไม่ค่อยมีรากแก้ว ไม่ค่อยทนต่อโรคและความแห้งแล้ง แต่พันธุ์พื้นเมืองแบบผมนี่ ภาษาบ้านผมเรียก  “ ขี้ดูก หรือ ขี้โดก” คือเม็ดเยอะ เนื้อน้อย ต้นโต สูงลิบ แต่ผลน้อย  ขายยาก ไม่ได้ราคา แต่อดทนต่อทุกสถานการณ์

 

 

วันต่อมาผมมาลองใหม่ และเข้าได้ เริ่มหัด และนำลงในเวลาต่อมา ผิดพลาดประ การใด พาดพิงถึงใคร กล่าวอ้างเรื่องราวไหนที่เป็นจริงและไม่เป็นจริง ทั้งรับได้ และทนรับไม่ได้ โปรดบอกล่าว ตักเตือน เคาะกระบาลได้ทุกเมื่อที่มีโอกาส ทั้งในฐานะผู้มาใหม่ และผู้ที่เคยผ่านมา
ครับ…ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

 

 

 

ตั้งเครื่อง

24/06/2006 09:08
Posted by sailomloy in Blog

ตามธรรมเนียมของลูกปักษ์ใต้ หากคุณบล็อกที่ผมกำลังเล่นอยู่นี้ คือจอหนัง  ผมในฐานะนายหนังหรือว่าคนเชิดหนังก็น่าจะคงไว้ซึ่งธรรมเนียมของนายหนังยุคเก่า มีลำดับขั้นตอนในการเล่น เชิด หรือแสดงเหมือนกัน
การตั้งเครื่องเบิกโรง คือการทำพิธีเอาฤกษ์ ขอที่ตั้งโรงและปัดเป่าเสนียดจัญไร(ซึ่งติดมากับตัวผมเองออกไปบ้าง) เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมจะตีกลองเอาฤกษ์ ลูกคู่บรรเลงเพลงเชิด-ตั้งเครื่อง แก้แผงหนังออก ปักวางรูปให้เป็นระเบียบ นายหนังที่เพิ่งลงโรงครั้ง

แรกอย่างผมจะทำพิธีเบิกโรง….โดยพลัน

 

 

โหมโรง

24/06/2006 09:07
Posted by sailomloy in Blog

โหมโรงเป็นการบรรเลงดนตรีล้วน เพื่อเรียกคนดูและเปิดโอกาส ให้นายหนังหัดใหม่อย่างผมได้เตรียมพร้อม ช่วงโหมโรงนี้ใช้ทับเป็นตัวหลักและเติมจังหวะโดยดนตรีชิ้นอื่น บรรเลงตามทับ  

หากใครเคยดูมโนราห์ ของปักษ์ใต้ ก็จะรู้ว่า ทับกับปี่ จะเป็นเครื่องดนตรีหลัก หนังตะลุงก็เช่นกัน หากแทนเสียง ทับ ด้วยการกำหนดความเป็นตัวผม ก็เน้นไปที่การถ่ายทอดอารมณ์ด้วยตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปี่อาจแทนด้วยรูปภาพซึ่งผมขลุกอยู่กับมันในชีวิตประจำวัน ในโลกใบเล็ก ๆ ที่รายรอบตัวผมและบ้านสวนขี้คร้าน  

แน่นอนยังมีเครื่องดนตรีชนิดอื่นอีกมากมายที่เป็นตัวช่วยให้หนังตะลุง คือ หนังตะลุง ไม่ใช่มโนราห์ แล้วเราค่อยมาว่ากันเมื่อผมปีกกล้าขาแข็งแรงมากว่านี้  

ลงโรงหนแรกไม่รู้ว่าจะรอดไปได้แค่ไหนด้วยซ้ำ อย่าได้คิดว่าหนังเรื่องต่อไปใครจะรับไปเล่นที่ไหน หรือเรื่องอะไร  

-