21/02/2010 19:37
Posted by
sailomloy in
Blog

๑. แดดยามเย็นสีแดงคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง
แสงสนธยากำลังมา
ดาวบางดวงเริ่มส่องสว่างเป็นจุดเล็กๆ ในจักรวาล
ต้นทุ้งฟ้ายืนนิ่งในสายลมเหงา
ดอกหญ้าเอนตามน้ำหนักดอก
สูงขึ้นไป….นกบางตัวยังบินโฉบแมลงเป็นอาหารมื้อค่ำ
ลมเย็นพัดยอดหญ้าไหว
๒. ผมปลีกออกจากการงานในเตาเผาถ่านและเตาเผาเหล็ก ถือกล้องตัวเล็กตกรุ่น ขี่รถเครื่องออกมาหามุมบำบัดตัวเอง อาการเฉียดภาวะซึมเศร้าไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่หากเกิดขึ้นจะคงที่อยู่นาน
สำหรับผม…ภาวะดังกล่าวมีทั้งความน่ากลัวและน่ายึดติด
ที่ ว่าน่ากลัวเพราะมันกัดกร่อนตัวเอง ทำลายความน่าเชื่อถือ บั่นทอนพลังชีวิต เนือย เฉื่อยและจ่อมจม มองตัวเองอย่างไร้ค่า(ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป)
ส่วน เหตุผลที่ว่าน่ายึดติดนั้น เพราะผมสามารถเอาภาวะดังกล่าวมาครุ่นคิดเข้าใจคนที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกันจะ เนื่องด้วยเหตุผลใดก็ตาม เข้าใจกระทั่งว่าทำไมบางคนคิดสั้นปลิดชีวิตตนเอง
เมื่อคิดแล้วก็ถึงเวลาที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ อาจจะเขียน ถ่ายภาพ หรืองานอื่นใดที่กลั่นออกมาในช่วงนั้นๆ
ซึ่งมักได้ชิ้นงานออกมาอย่างบริสุทธิ์ และลื่นไหล
๓. ณ ช่วงเวลานี้ ผมเกิดภาวะเฉียดซึมเศร้า จะด้วยเหตุผลกะไรก็ช่างที่สำคัญคือผมกำลังหาหนทางในการบำบัด
สิ่ง ที่ทำได้สำหรับคนที่พูดกับตัวเองมากไป คิดเสียงดัง และอยู่กับตัวเองทุกวันทุกคืนแบบผมคือการบันทึกเรื่องราวในสมุดบันทึก ถ่ายเทภาพที่อยู่ในหัวออกมาเป็นรูปธรรมในแง่ของการบันทึกภาพด้วยกล้อง
เย็นนี้…..ผมระเห็จออกนอกเส้นทางปรกติ เฉออกไปหามุมสงบที่สามารถมองเห็นแสงสุดท้ายฉาบฟ้า
นั่งนิ่งกลางพงหญ้าริมถนนซึ่งเปิดโล่งและยกเป็นเนินสูงขึ้นมาจากระดับพื้นปรกติ เห็นฟ้าที่ไม่มีขยะมาบดบังทัศนียภาพ
ปรับปุ่มต่างๆ บนกล้องตัวเล็กๆ เล็งไปยังภาพตรงหน้า เอียงองศาหามุมตามที่ชอบใจ แล้วกดปุ่มบันทึกภาพ
เสียงคุ้นหูดังมาจากกล้องยุคใหม่แต่เป็นรุ่นเก่าตกสมัย ปล่อยหัวใจไปตามจินตนาการ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เห็น ณ ตอนนั้น
คิดล่วงหน้าไปถึงภาพที่ได้หลังจากลดโน่นเพิ่มนี่ในกล้องถ่ายภาพ
อย่างน้อย…เวลานี้ ผมลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า
๔. เคยมีคนบอกว่าหากบทสนทนาในตัวเองดังเกินไป มากเกินไป หมกมุ่นเกินไป แสดงว่าใกล้เข้าขั้นวิกลจริตจิตฟุ้งหรือไม่ก็เป็นหนทางหนึ่งซึ่งพาไปสู่อาการนั้น
วันทั้งวันในหลายวันที่ผ่านมา ผมขลุกอยู่กับตัวเอง ถ้อยคำและความคิดร้อยแปดวิ่งวนอยู่ในมโน
น่าดีใจที่ตอนนี้ ผมลืมไปแล้ว
……น่าดีใจยิ่ง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
01/02/2010 20:27
Posted by
sailomloy in
Blog
ยามเช้า
ก่อนน้ำร้อนในกาต้มจักเดือดพล่าน
ชีวิตเคลื่อนไหวไปในแนวทางของตน
ยุคสมัยคือช่วงจังหวะของเวลาที่ผินผัน
เหมือนยกเอาทุกอย่างมาวางบนเส้นเวลา
บ้างทับซ้อนพร้อมเพรียง บ้างเถิดถับ มีลำดับก่อนหลัง
ชีวิตสนุกอยู่กับการใช้เวลา ฤ เพียงการเป็นอยู่โดยสัญชาตญาณ
ถี่ ห่าง ใกล้ ไกล ปลดปล่อย หรือจดจับ?
ท้ายที่สุด…เหมือนเส้นด้ายเล็กเส้นเล็กอันเปราะบางเปื่อยยุ่ย
หลุดสลาย จากพราก
ชีวิตอื่นชายตามองเป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมี
แค่มองเห็น ไม่ได้แปลความ
โอ….หูสองข้างที่น่าสงสาร เฝ้ากอดพวงสมองไว้เพื่อการหลั่งสารสุข
สรรพสำเนียงที่ยิน แสงในสายตายล – เพิก
ยามเช้า
ก่อนการเดือดพล่านของน้ำร้อนในกา
นกเอี้ยงตัวหนึ่ง โดนรถชนตายฯ
โลกนี้ไม่สะทกฯ
ฤ ?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
09/11/2009 19:47
Posted by
sailomloy in
Blog
โอ้เธอ
ฟื้นไข้หายป่วยแล้วดอกหรือ
หรือยังก่นโศกเศร้าสร้อย
เสียเรี่ยวแรงไปกับเชื้อโรคร้าย
เจตนาอันพิสุทธิ์มีจริงในเธอ แต่ยากแท้ในโลกโลกย์
เด็ดดอกน้ำตาหยาดสุดท้ายทิ้งอย่างหมดจด
แล้วมองไปยังทิศทางที่เธอชอบ
โอ้เธอ
ฉันพลันนึกถึงดอกบุกในสวนยามฝนเดือนหก
ผลิดอกมาแต่ดิน ขรุขระแปลกปลอม ดูไปคล้ายเศียรพระพุทธ
ใครไม่เคยพบเห็นถึงกับจุดธูป ปิดทองบูชา
ไม่กี่นานต่อมา ส่งกลิ่นหมาเน่าตรลบ
ไหนสำคัญ ไหนดี ไหนมีคุณ
เพียงความงามความดีที่มีให้อาจไม่พอ
ฤ โลกย์ต้องการสิ่งแปลกปลอมมากกว่านั้น?
โอ้เธอ
อย่าเสียน้ำลายขากเสลดถ่มถุย
เพียงนิดหนึ่งของเสียจากเธอ
ไม่ควรค่าแก่การสาดส่งไปสู่หุบเหวอบายซึ่งลวงลม
บ้วนรดไม้ไร่ขาดน้ำยังจะคุ้มค่ากว่า
โอ้เธอ
….ทุกปรารถนาดีที่เธอมอบ มีคนอ้าแขนโอบรับ
ทุกอณูแห่งเมืองใหญ่มีแง่งามให้แอบอิง
มีมิตรแท้ให้ผูกพัน
ทุกถ้อยคำของเธอมีคนฟัง
เพียงรอยยิ้มเล็กน้อย เสียงหัวร่ออันเบิกบาน
….รู้ใช่ไหม?
เพียงเธอฟื้นไข้หายป่วย แข็งแรงทั้งใจและกาย
อย่างน้อยก็เพื่อคนไข้อีกคนหนึ่ง….ในอีกซีกโลก
อย่างน้อยความมีอยู่อย่างสดใสของเธอคือเรี่ยวแรงและกำลังของอีกคน
และหรือหลายคน
รู้ใช่ไหม
แค่มีอยู่….
…….แค่เธอมีอยู่ฯ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
18/08/2009 19:43
Posted by
sailomloy in
Blog

๑. ช่วงปลายปี ๒๕๔๕ ผมเริ่มกำหนดตัวเองออกจากงานประจำที่ทำมาเกือบครบ ๕ ปี แม้เป็นงานประจำในต่างจังหวัด ในท้องถิ่นภาคใต้ด้วยกัน แต่การเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรจากบ้านโดยอาศัยเพียงรถประจำทาง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพนักงานระดับล่างเงินเดือนน้อย
ผมทิ้งคนแก่อายุ ๙๐ ขวบที่ผมเรียกว่าแม่ไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว
จะว่าไป..กำหนดที่ต้องออกจากงานประจำไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัดซึ่งไม่ใช่ท้องถิ่นตนถูกร่างไว้ในใจตั้งแต่อายุของแม่เริ่มย่างออกจากเลข ๗๐ ขวบปีเล็กน้อย คนแก่ซึ่งหาอยู่หากินตามประสาคนแก่บ้านนอกทั่วไป ผิดก็แต่ แม่มีวิชาปรุงยาติดตัวมาหลายขนาน ทั้งเพื่อช่วยคนอื่นและรักษาตัวเองในวันที่เจ็บป่วยจนหายขาด แข็งแรงและปลอดโรคจนถึงทุกวันนี้
มีวัดข้างบ้านเป็นที่พึ่งทางใจ มีผักหญ้าริมทุ่งนา ในสวน ไว้เก็บขายเลี้ยงชีพ และเหลือไว้ทำบุญสุญทาน
ขณะเดียวกันที่คนหนุ่มอย่างผม ยังมองเห็นความสนุกสนานของการเดินทางเป็นดังอาหารเลี้ยงจิตวิญญาณ ถึงกับพูดกับตัวเองว่า หยุดเดินทางเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น
เมื่อใกล้ถึงปีที่จะต้องกลับบ้าน ผมรีบเร่งสะสมข้าวของบางอย่างไว้เพื่อการดำรงชีพในความเป็นธรรมดาอย่างชาวบ้านทั่วไป ช่วงเวลานี้เองที่ได้พบกับของเก่าชิ้นหนึ่งซึ่งสะดุดตาน่าสนใจ แม้ไม่ใช่ของสำคัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อชะตาเราต้องกัน
ชิ้นแรกเป็นท่อนไม้กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบศอก ทำจากไม้นุ่น เบาหวิว ข้างในกลมกลวงมีเหล็กขนาด ๑๐ มม. โผล่ออกมาเสมือนเป็นด้ามจับ
“ท่อสูบลมที่เขาใช้เป่าไฟตีเหล็ก” เพื่อนมุสลิมซึ่งเกิดและเติบโตในจังหวัดนครศรีธรรมราชบอกเล่าให้ฟังว่า เจ้าของข้าวของแปลกตาตรงหน้าผมแกเคยประกอบอาชีพตีเหล็ก ตอนนี้อายุมากแล้ว ไม่สามารถแม้แต่จะยกเหล็กชิ้นเล็กๆ ขึ้นทั่งได้อีกแล้ว
“ถามซื้อแกขายนะ จะเอาทั่งด้วยไหม เหล็กเสียบอยู่บนไม้ฝังดินอยู่ หนักมาก ต้องหาม” ผมพยักหน้าแบบงงๆ ว่าถ้าเอาแล้ว เอาไปทำอะไรนอกจากขยะหนักมากชิ้นหนึ่ง ให้เอาไปขายก็ไม่มีในความคิดขณะนั้น
ของสองอย่าง ผมซื้อแกมขอในราคา ๕๐๐ บาท คนแก่ยิ้มมีเลศนัยเหมือนมีตัวตายตัวแทน ก่อนจะพยักหน้าให้
เมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่จังหวัดบ้านเกิด นานทีเดียวกว่าที่ผมจะรู้ว่าควรทำอย่างไรกับมัน
สำหรับท่อลมผมดัดแปลงเป็นชั้นวางของโดยเจาะคว้านเป็นช่อง วางไว้กลางห้องในมุมที่คิดว่าดีที่สุด เป็นการให้เกียรติเครื่องมือมีครูอย่างดีที่สุดเท่าที่สมองผมคิดได้ในตอนนั้น
ขณะที่ทั่งหรือเรียกให้ถูกว่าเป็นท่อนเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ นิ้ว..ถูกวางทิ้งขว้างอยู่หลายนาน ก่อนกลายมาเป็นทั่งเหมือนเดิมในเวลา ๘ ปีหลังจากนั้น

สำหรับบางเหตุการณ์ บางปรากฏการณ์ ๘ ปี ดูเหมือนนานแต่ยังรู้สึกชัดแจ้งเหมือนเมื่อวาน
ทั่งดัดแปลงสไตล์พื้นบ้านท่อนนั้น มีความยาว จากหน้าตัดแบนไปจรดอีกด้านเหมือนโดนหักไม่เป็นระเบียบโดยรวมเกือบฟุต หนักเกินคนเดียวหยิบฉวย ใช้งานได้ดีตราบที่ฝีมือการนวดเหล็กของผมเป็นเพียงเด็กน้อยในชั้นป. เตรียม
ตอนนี้(ส.ค. ๒๕๕๒)ทั่งโบราณอันนั้นแทบไม่มีเวลาพักร้อนอีกแล้ว
ผมอาศัยการเรียนรู้หลายๆ กระบวนการของการตีเหล็กให้เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันด้วยทั่งอันนี้ และนับถือเป็นทั่งครู
แม้จะไม่ได้รับการครอบครูจากเจ้าของทั่ง(ซึ่งไม่มีพิธีเหล่านี้ในวิถีของมุสลิมอยู่แล้ว)ก็ตาม
๒. ย้อนกลับสู่ช่วงปี ๒๕๓๕ จนถึงปี ๒๕๔๕ ผมทำงานประจำอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้ชีวิตเมืองผสมผสานกับชีวิตในป่าเขาในวันหยุดและวันที่อยากหยุด โอกาสกลับบ้านมาดูแลคนแก่ที่ผมเรียกว่าแม่เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น มีเพียงจดหมาย เครื่องยา ตัวยา กระปุกยาสมุนไพรที่แม่ปรุงเอาไว้ดูแลคนในหมู่บ้านที่ผมส่งมาให้แม่ แม่หาเงินเลี้ยงชีพและทำบุญได้เก่ง ขณะที่อายุของแกย่างเข้าวัย ๘๐ ปี
แม่ขายผักที่หาได้ง่ายๆ จากริมท้องไร่ท้องนาและสวน ทุกเช้าวันจันทร์แม่นั่งรถไม้สองแถวจากในหมู่บ้านไปขายของที่ตลาดนัด พร้อมกับยาสมุนไพรและพืชผักที่เสาะหาตระเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น
ขณะเดียวกันในช่วงปีนั้นเองที่ญาติข้างบ้านผมมีเรื่องราวของการลงทุนทำกิจการหลายอย่าง ต้องรวบรวมเงินทุนเข้าอุดหนุน หลายคนในหมู่บ้านเป็นเหยื่อของการลงทุนที่ล้มเหลว ถูกเชิดเงินไปโดยไม่ได้คืน ทั้งยังไม่มีหลักฐานใดๆ ค้ำประกันเงินกู้
ครับ,แม่เป็นหนึ่งในหลายคนเหล่านั้น
เงินสะสมจากคนแก่ซึ่งสมควรพักผ่อนและใช้เงินเลี้ยงตัวทำบุญสุนทานอย่างมีความสุขในเบื้องปลายของชีวิต กลับถูกหยิบยืมลืมหายไปโดยไม่ได้กลับคืนแม้สตางค์แดงเดียว บวกลบคูณหารแล้ว ไม่น้อยกว่า สองแสน
โอ้….บาปกรรม
ทั้งหลายเหล่านั้นไม่น่าเศร้า เท่าผมไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้….กระทั่งสายเกินไป
ครับ…ในช่วงเวลานั้นผมสับสนว่าควรโกรธตัวเองที่ไม่กลับบ้านมาใช้ชีวิตร่วมกับแม่เหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้นับแต่จบป. ๖ เพราะฐานะทางการเงินอันง่อนแง่น และมีเพียงผมกับแม่เท่านั้นที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนขี้คร้านฯ หรือควรโกรธญาติ(เขย)ที่กระทำต่อแม่เพียงเพราะวัยอันแก่เฒ่าและไว้ใจคนปากหวาน
แม้ว่าทุกวันนี้ผมปลดปลงอาการเคียดแค้น อาฆาตมาดร้ายต่อผู้ที่ทำกับแม่ แต่สำหรับความทรงจำด้านลบ บางเหตุการณ์ บางปรากฏการณ์ ยังรู้สึกชัดแจ้งเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
……….แม้จะล่วงมาหลายปีแล้วก็ตาม
๓. ต้นปี ๒๕๔๖ ผมกลับถึงบ้านในทุกค่ำคืนวันศุกร์
คืนหนึ่ง..หลังจากก้าวเข้าบ้าน เปิดสวิทช์ไฟฟ้า มองดูข้าวของเครื่องใช้ในบ้านซึ่ง รกและเน่า พอกพูนเหมือนบ้านร้าง ยืนหมุนดูรอบตัวด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ ตารื้น ก่อนน้ำตาจะร่วงพรู และปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่ง
ครับ แม่ยังมีชีวิต แข็งแรง และยังเดินเหิรได้ปรกติผิดกับคนวัย ๙๐ ปีคนอื่นๆ
เหตุที่ผมต้องร่ำไห้เพราะที่เห็นอยู่ตรงหน้าผมตอนนั้น คือภาพของหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็กซึ่งผมซื้อไว้โดยหัดให้แม่หุงข้าวเองด้วยไฟฟ้าอย่างง่ายๆ อย่างไม่อันตรายสุ่มเสี่ยง
ภายในหม้อมีข้าวสุกซึ่งเริ่มส่งกลิ่นเหม็นบูด กองอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าซึ่งไร้หม้ออะลูมิเนียมด้านในรองรับ แม่ใส่ข้าวสวยซึ่งรับมาจากข้าวก้นบาตรพระที่วัดข้างบ้านมาในไว้บนทำความร้อนนั้นตรงๆ เพราะหลงลืม
ผมแทบทรุดกองกับพื้นด้วยไร้เรี่ยวแรงพยุงร่าง คิดฟุ้งซ่านไปไกล
“นี่เราทำอะไรอยู่ ชีวิตภายนอกมันสนานมากใช่ไหม………….ฯลฯ ”
ครับ…….สำหรับบางอย่าง อาจต้องรอกันทั้งชีวิต ก่อนค้นพบว่าแท้ที่จริงแล้วคนเราไม่ต้องรอคอยสิ่งใดเลย ทุกสรรพสิ่ง ทุกเหตุผล มีวันเวลาของมันเอง เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างนั้นเอง จังหวะของการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในช่วงเวลานั้นเวลานี้ ทุกข์เศร้าเหงาท้อหรือชื่นรื่นสมหวัง มันก็เป็นเวลาของมันเอง อย่างนั้นเอง
ถึงเวลาไปจะเหนี่ยวรั้งอย่างไรก็ไม่สามารถ หากจะต้องกลับ ผลักไสอย่างไรก็ไม่เคลื่อน
บทจะหวนคืน แค่อะไรบางอย่างมากระตุกต่อม ต่อให้ช้างทั้งโขลงมายืนขวางก็ต้องฝ่าข้ามไปให้ได้
ชีวิตมักเป็นแบบนี้ – เสมอ

ตอนนี้อายุของแม่ ย่าง ๙๖ ไม่มีโรคภัยประจำตัวอย่างคนชราคนอื่นๆ แข็งแรงตราบเท่าที่คนแก่วัยนี้พึงมี ผมสามารถจูงเดินออกกำลังได้บ้าง ขึ้นลงบันไดโดยการพยุงโดยมีเสียงหอบหายใจพอเหนื่อย ความจำดี แม้มีอาการหลงๆ เบลอๆ ย้อนยุคบ้างในบางวัน
สายตาที่มองมายังผมสะท้อนภาพของเด็กน้อยคนหนึ่ง,ไม่ยอมโต เด็กน้อยผู้ซึ่งดูแลให้แม่ได้ลาพักร้อนทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ติดต่อกันมานับแต่วันแรกที่เริ่มเข้ามาใช้ชีวิตอย่างที่แม่ปูไว้ให้
ดีใจและเป็นเกียรติอย่างสูงครับที่ได้เป็นลูกของแม่
……….แม้ว่า…แม่จะไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดผมมาก็ตาม
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
10/07/2009 08:38
Posted by
sailomloy in
Blog
ขาวอมเหลืองเป็นพวงร้อย นี่คือสร้อยต้นลอกอ
เติบตั้ง กระทั่งก่อ เป็นปฐม(มะ)ภูมิ มา
อดหิวหยิบกินได้ เจ็บป่วยไข้ช่วยรักษา
ประทังชีวิตมา ค่าเพียงไหน ชายไฟ,ครัว?

เพื่อนเอ๋ย….ฉันจะเล่าให้ฟัง
บ้านฉันเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วมีต้นลอกอ เป็นสายพันธุ์พื้นบ้านงอกเรียงรายอยู่โดยรอบ
ลอกอ(ลอ – กอ)ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึง มะละกอ พืชมากประโยชน์ที่เป็นได้ทั้งผักและผลไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งแสนจะธรรมดา หากทว่าแฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดามากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเพื่อการกินอย่างผัก อย่างอาหาร อย่างผลไม้ อย่างขนม น้ำคั้นผลสุก หรือใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิด
คำว่า “ลอกอ” แสลงถิ่นใต้(สะ –แลง)หมายถึง ไม่ได้ ไม่จ่าย ชิ่ง (ค่ารถ ค่าโดยสาร ตั๋วหนัง) โดยการหนีหรือหลบหลีกเพื่อใช้บริการใดๆ ที่ปรกติต้องจ่ายค่าบริการแต่ดันใช้ฟรีเราเรียกลอกอทั้งสิ้น
ในยุคเก่า…มะละกอเป็นพืชประจำครัวเรือน เจ้าบ้านมักไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักอาจเพราะด้วยอายุของต้น และความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหารอื่นๆ จนหลงลืมมะละกอในสวน ซึ่งแม้จะมีเพียงต้นเดียว ก็สามารถกินใช้และแจกจ่ายกันได้นาน
มีคำเปรียบเปรยบางคำที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับมะละกอในท้องถิ่นใต้ โบราณว่าไว้ ว่า
“ แก่พร้าว เฒ่าลอกอ” ความหมาย อาจพอกล้อมแกล้มได้ว่า แก่ อายุมากเสียเปล่าปลี้ ไม่มีแก่สาร กลวงใน ไร้สาระ ฯลฯ
มีชุดคำหนึ่งว่าไว้ว่า
“…เหมือนลอกอชายไฟ” บางที่ว่า “…เหมือนลอกอชายครัว”
ครับ มะละกอมักงอกอยู่ริมครัวเรือน ชานบ้าน ชายคา หรือไม่ไกลจากครัว (ซึ่งมักใช้ไฟเตาถ่านในการหุงหาอาหาร) เมล็ดของมะละกอสุกมักทิ้งขว้างไว้ริมชายคานั่นเอง ไม่ต้องอาศัยการดูแล งอกงามออกดอกออกผลดกดื่น แต่มักไม่ได้รับการสนใจนำมากินมาใช้เท่าไร ไม่ว่าจะเป็นการสอยเอามาต้มผัดทอดหรือตำส้มตำ
ยกเว้นวันหนึ่ง ครอบครัวนั้นเข้าสู่สภาวะคับขัน เมื่อฝืดเคืองจึงต้องสอดส่ายสายตามองหาสรรพสิ่งใกล้ตัว
พบมะละกอ….นำมาปรุงอาหารเลี้ยงชีพแก้ขัดไปได้
เช่นชีวิตคนเรา…ใกล้ตัวมักมองไม่เห็นความสำคัญของการมีอยู่ หรือมองเห็นสาระประโยชน์ซึ่งสามารถเอื้อให้กัน คิดได้ดังนี้จึงเอ่ยกระแนะกระแหนขึ้นมาว่า
“ ไอ้เราก็เหมือนลอกอชายครัวนั่นแหละ…สิ้นท่าแล้วละซี ต้องซมซานกลับมาหา.. ”
มะละกอต้นน้อยๆ ถูกกระทบกระเทียบไปถึงพฤติกรรมและวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติไปโน่น

ในสวนขี้คร้านเคยมีมะละกออยู่สองชนิดพันธุ์ คือแบบลูกกลม(ภาคกลางน่าจะเรียกว่ามะละกอฮาวาย) ต้นสูงลิบลิ่วขนาดโตเกือบเท่าต้นมะพร้าว แตกกิ่งก้านมากมาย แต่ละยอดมีผลเล็กๆ ติดแน่น ดกจนแทบไม่มีที่ว่าง
วัยเด็กของฉันเป็นช่วงเวลาที่ป่วยไข้บ่อยมาก เดี๋ยวตัวร้อน ชัก เป็นไข้
แม่ใช้เยื่อของลำต้นด้านใน(ซี่งกลวง) มาแช่น้ำแล้วอุ้มลงไปแช่เพื่อลดไข้ และลดอาการชัก
มะละกอช่วยชีวิต
รากอ่อนๆ ของต้นมะละกอขนาดนิ้วโป้งเท้า ลอกเปลือกออกแช่น้ำ ตัดเฉือนเฉียงแกงเผ็ดปลาย่างอร่อยดีแลฯ
ยางอันเกิดจากการกรีดผิวของผลแก่ นำไปกัด “ตุด” หรือ “หูด” หายถึงรากถึงโคน
ช่อดอกของมะละกอพวกนี้จะติดอยู่กับลำต้นส่วนปลายยอดติดกับทางใบซึ่งยื่นยาวออกไป
แต่มีมะละกออีกชนิดหนึ่ง บ้านฉันเรียก “ลอกอสร้อยหรือมะละกอสร้อย” บางคนเรียกลอกอผู้หรือมะละกอตัวผู้ ลักษณะช่อดอกยื่นยาวออกมาจากลำต้นส่วนยอด แตกช่อดอกออกมาเป็นก้านยาว เป็นช่วงๆ ในแต่ละช่วงมีกลุ่มช่อดอกสีเขียวอ่อน บางดอกบานแล้วเผยให้เห็นกลีบดอกสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ แต้มกระจุกสีเหลืองอยู่ตรงกลาง ยิ่งบานสุด กลับดอกจะพับเอียงไปด้านหลังคล้ายวงล้อกงจักร

ก้านดอกที่มองไกลคงมีลักษณะเหมือนสร้อยคอประดับอัญมณี สวมใส่หลายเส้นอยู่บนต้น จึงอาจเรียกลอกอสร้อย
มะละกอสร้อยเป็นคนละชนิดกับพันธุ์ที่มีก้านดอกยื่นยาวเพียงก้านเดียวแล้วติดดอกหรือผลเพียงผลเดียวที่ปลายก้านนั้น เกษตรกรปลูกมะละกออาจเรียกมะละกอตัวผู้เหมือนกับมะละกอสร้อย(หรือลอกอสร้อย)
โบราณว่ามะละกอสร้อยมีสรรพคุณทางยามากกว่ามะละลอพื้นบ้านใน พยายามสอบถามคนรุ่นเก่าหลายคนได้ความว่ามะละกอสร้อย นำทั้ง 5 (ราก ต้น ใบ ดอก ผล ) มาเข้ากับเครื่องยาชนิดอื่น ใช้เป็นยารักษาโรคมุตกิต ระดูขาวของผู้หญิง
เพื่อนเอ๋ย….ฉันจะบ่นให้ฟัง
ยังมีต้นไม้ ทรัพยากร ผู้คน ในหมู่บ้าน จังหวัด ในประเทศ อีกมากมายที่ทรงคุณค่า
เราท่านทั้งหลายไม่เพียงไม่มอง ไม่เห็นคุณค่า ไม่รักษา ไม่ทำนุบำรุง ยังทุบทึ้งทำลายให้เสียหายสูญพันธุ์อีกต่างหาก
หรือจะรอให้ถึงวันที่เราไม่มีอะไรเสาะใส่แล้วกระมัง จึงชะม้ายชายตามอง
เอาอย่างนั้นไหม - เพื่อน?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
18/06/2009 09:35
Posted by
sailomloy in
Blog

เปล่าดอกผมไม่ได้ประกวดตั้งชื่อแพนด้าน้อยในกระแสข่าวตอนนี้(มิถุนายน๒๕๕๒) หากแต่เป็นนามแปลกของไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งซึ่งเปรี้ยวได้ใจพระเดชพระคุณมาแต่โบราณจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ด้วยว่าไม้ชนิดนี้สามารถเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ ออกดอกออกผลได้ทั้งปี ดกดื่นรอบเปลือกตั้งแต่โคนจนถึงยอด ดังนั้นแค่ในหมู่บ้านๆ หนึ่ง มีต้นไม้ชนิดนี้เพียงต้นเดียวก็กินกันไม่หมดไม่สิ้น
..ต้นไม้ชนิดนี้จึงมีคนปลูกกันน้อย สุ่มเสียงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง
คนต่างจังหวัดคงเคยรู้สึก ที่ว่าอยู่ๆ พบว่าต้นไม้หลายต้นที่คุ้นเคย หายไปจากความทรงจำชนิดที่เรียกคืนกลับมาไม่ได้เลย หากไม่ได้เห็นบางอย่างที่คุ้นตา คุ้นลิ้นหากได้ชิม และคุ้นกลิ่นเมื่อได้สูดอีกครั้ง
และอาจเป็นครั้งที่สายเกินไปแล้วก็ได้
บ้านผมเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ว่า ลิงติง ทางใต้เรียก ลี้งตี้ง ลี้งปลี้ง หลี้งปลี้ง แล้วแต่สำเนียง แต่มีบางชุมชนเรียก มุงมัง (นครศรีฯตอนบน)น่ารักดีเหมือนกัน
ลักษณะต้นโดยรวมคล้ายมะยม แต่กลับเป็นญาติสนิทกับมะเฟือง เสน่ห์งามอีตรงดอกสีเลือดเข้ม ห้ากลีบ ก้านเกสรสีขาว โผล่ออกมาจากกลางดอก ปลายก้านมีเกสรสีเหลืองอ่อนแต้มแต่น้อย ยามออกดอกในกลุ่มก้านช่อดอกเดียวกัน จึงกระจุกแน่นดูแปลกตา
นอกเหนือจากน้ำคั้นจากผลผสมกับน้ำผึ้งแล้ว ตำรับยาโบราณใช้ดอกทำน้ำชาดื่มแก้ไอได้เหมือนกัน
ดอกผลกลมมนยาวราวนิ้วมือ สีเขียวเป็นกระจุกแน่น แทบจะไม่มีดอกไหนที่ฝ่อ เพราะติดผลแน่นขนัด ผลอ่อนใช้เป็นอาหารได้สารพัน ทั้งน้ำพริก แกงส้ม แกงเผ็ด เทโพ ยำ ต้มกระทิ หรือจะกินเล่นแบบผลไม้จิ้มพริกเกลือ
ทำน้ำหวานใส่น้ำแข็งเกล็ด ก็ต้มกรองหรือปั่นด้วยเครื่องปั่น ปรุงรสทำน้ำตะลิงปลิงเสริมวิตามินซีให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
เมนูอาหารพื้นบ้านหลายถิ่นใช้ต้มส้มกับปลาทู เมื่อเบื่อรสคุ้นล้นที่ปรุงด้วยน้ำส้มที่หมักจากน้ำตาลโตนดสด บางเมนูใช้แกงเผ็ดแกงปลาแทนผักรสเปรี้ยว เทียบเคียงกับพวกสับปะรดในแกงคั่วส้มหรือเทโพคงคล้ายกัน แต่รสชาติแตกต่าง
รักความจัดจ้านแบบส้มตะลิงปลิง ใช้แทนมะนาวทั้งคั้นน้ำและแทนผักในการปรุงเมนูต้มยำทะเลน้ำใส แค่คิดน้ำสายก็ใส
ผลดกมากก็หาวิธีถนอม ทำแห้ง แช่อิ่ม เป็นการถนอมผลไม้แบบเปลี่ยนรสชาติกันไปได้อีก
นอกเหนือจากนั้นแล้วความเป็นส้มเป็นกรดของตะลิงปลิงสามารถใช้ขัดพวกเครื่องทองเหลืองให้แวววาวสวยงามได้
ไม่แน่ใจว่าในยุคก่อนที่ผมจะทันจำความ บ้านสวนฯเคยมีตะลิงปลิงอยู่บ้างหรือไม่ ขอเพียงในยุคผม ปลูกไว้ จำเป็นกินใช้หยิบฉวยได้สะดวก เป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้านไปในตัว
ต้นตะลิงปลิงหาง่าย แต่ไม่ใช่ทุกต้นที่มีผลแล้วมีต้นล็กๆ งอกตรงโคนต้น ผลดกแต่ไม่ใช่ทุดผลที่มีเมล็ด ไม่ใช่ทุกเมล็ดที่ปลูกแล้วงอก
แต่ผมก็สามารถเสาะหามาปลูกไว้ในสวนขี้คร้านจนได้
ต้นเล็กๆ หลายต้นถูกขุดขึ้นมาจากสวนของเพื่อนต่างอำเภอเมื่อเจ็ดปีก่อน นำมาปลูกไว้ในสวนฯ เหลือรอดเพียงสามต้น ล่าสุดถูกไฟคลอกตายอีกต้น เหลือสอง หนึ่งในนั้นออกดอกออกผลให้เห็นปีครั้งแรกในเดือนนี้(มิถุนายน ๒๕๕๒)
อีกไม่กี่วันก็ได้กินได้ใช้แล้ว….ตะลิงปลิงเจ้าเอยฯ
การรอคอยในบางสิ่งสำหรับมนุษย์ เวลาเจ็ดปีอาจยาวนานเกินการ แต่สำหรับต้นไม้ ผมว่าแม้ใช้เวลายาวนานทั้งชีวิตหรือเกินเลยไปหลายชั่วชีวิตของคน การหยัดยืนขึ้นอย่างแข็งแรง ต้านลมต้านฟ้า กระทั่งออกดอกออกผลสืบทอดเผ่าพันธุ์ของต้นไม้ได้นั้น อาจมีความหมายเพียงแค่กระพริบตา
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคนต่างจังหวัดอาจเคยรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวนับแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน จะเป็นห้องแถวเก่าๆ ในตลาด ต้นไม้ บทเพลง อาหาร หรือผลไม้ที่คุ้นเคย มีบางช่วงเราพบว่ามันหายไปจากความทรงจำชนิดที่เรียกคืนกลับมายาก หากไม่ได้เห็นบางอย่างที่คุ้นตา คุ้นลิ้นหากได้ชิม คุ้นเสียงหากได้ยิน และคุ้นกลิ่นเมื่อได้สูดดมอีกครั้ง
ไม่แน่ว่า……….อาจเป็นครั้งที่สายเกินไปแล้วก็ได้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
09/04/2009 18:35
Posted by
sailomloy in
Blog
รอยลูกปัด : BEYOND BEADS กำลังอยู่ในกระแสนิยม ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นเจ้านายเก่าของผมในสายงานประจำยุคโน้น ทั้งยังเคยเป็นผู้ที่ให้ที่พักพิง แหล่งมั่วสุมทางปัญญา ห้องสมุด ที่ซุกตัว เพิ่มหยักสมองในยุคที่ผมเริ่มแปลกแยกและตั้งคำถามต่อสังคมแล้วหัดขีดเขียนในเวลาต่อมา
ครับ,คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เจ้าของลูกปัดสุริยะเทพอันโด่งดัง ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปในยุคที่ผมเริ่มห้อยลูกปัดเส้นเล็กๆ ที่คนในบ้านผมขุดหามาร้อยให้ผมสวมใส่ในยุคหนึ่ง
สามสิบกว่าปีก่อน ยุคสมัยที่กรุเขาสามแก้วแตกใหม่ๆ
รู้จักเขาสามแก้วไหม?
“เขาสามแก้ว เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่รับอารยธรรมจากอินเดีย จากการสำรวจและขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2524 -2525 พบหลักฐานสำคัญ เช่น กลองมโหระทึกสำริด ประติมากรรมจำลองสำริด (รูปคน,สัตว์) เครื่องมือเหล็กรูปใบหอก แท่นหินบดมีลายตัดทอนส่วนของสถูปและธรรมจักร ลูกปัด (แก้ว, หิน) กำไล (แก้ว,หิน) แหวนและแผ่นทอง รวมทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนแกะสลักอักษรโบราณ
จากผลการขุดค้นทางโบราณคดี สามารถสันนิษฐานได้ว่า บริเวณเขาสามแก้วเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคน ๒ สมัย คือ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่พบจากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนเนินและพื้นที่ราบ โดยยังคงสืบทอดวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอินเดีย (สมัยอินโด – โรมัน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ ) และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง เช่น วัฒนธรรมดองซอน เป็นต้น และจากการพบเศษแก้วหลอม หินวัตถุดิบที่มีรอยขัดแต่ง รวมทั้งลูกปัดและเครื่องประดับจำนวนมากที่แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว อาจสันนิษฐานได้ว่า แหล่งโบราณคดีนี้น่าจะเป็นแหล่งผลิตลูกปัดและเครื่องประดับ เพื่อตอบสนองคนในชุมชนและชุมชนอื่นๆ รวมทั้งน่าจะเป็นเมืองท่ารุ่นแรกๆ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยที่รับวัฒนธรรมอินเดีย” ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร (ข้อมูลโดย สุขกมล วงศ์สวรรค์)
ยุคนั้น,แม่และคนในหมู่บ้านได้ข่าวของเก่าที่ถูกค้นพบ คงเกิดกระแสตื่นของ เหมือนตื่นทอง(มีคนเคยพบทองเก่า เงินเก่า สมบัติต่างๆ) จึงรวมกลุ่มกันไป เตรียมข้าวกลางวัน พลั่วเสียม และนั่งรถไฟหวานเย็นหายไปวันหนึ่งเต็มๆ ก่อนจะกลับมาตอนหัวค่ำพร้อมกับสมบัติเต็มหอบ…
สมบัตินั่นบางส่วนผมยังเก็บไว้จนถึงก่อนทำบ้านหลังนี้ (จำไม่ได้แล้วว่าตอนนี้เก็บไว้ตรง
ไหนของบ้าน ทั้งที่มันไม่ได้มีราคาค่างวดแค่เพียงเศษหม้อดินเผาแตกๆ ที่ไม่มีลวดลายอะไรเลย )
แต่สมบัติอีกส่วนหนึ่งหล่นหายไปนานแล้วครับ ตั้งแต่ผมยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือ หรือ อาจจะเข้าเรียนป.1 ป.2 ไม่แน่ใจ ความจำช่วงนั้น..ลางเลือนเหลือเกิน
ลูกปัดครับ…ลูกปัดแก้วสีฟ้าหรือสำน้ำเงินเข้ม เม็ดขนาดนิ้วก้อยเด็ก แม่ประจงร้อยเป็นสร้อยใส่คอผมไว้ แต่ด้วยความซุกซนประสาเด็กกระโลดเต้นวิ่งเล่นซนในสวน สร้อยลูกปัดฝีมือแม่จึงขาด ลูกปัดตกหล่นสูญหายไปไหนไม่ทราบ รอบๆ บ้าน ในสวนเพื่อนบ้าน ในทุ่งนา หรือที่อื่น
คิดแล้วยังอดเสียดายอยู่เนืองๆ

ผมจึงฝังใจกับลูกปัดแก้วสีฟ้าอย่างมาก พบเห็นที่ไหนเป็นอันต้องปรี่เข้าไปนั่งดู ลูบคลำอย่างมีความสุข แต่ไม่มีปัญญาจับจ่ายซื้อหามาเป็นสมบัติประจำตัว จนทำงานประจำได้เงินเดือนแล้วนั่นแหละ
วันหนึ่ง..ไปนั่งดูแถวๆ ท่าพระจันทร์ในยุค 2534 -2535 ได้ลูกปัดอ่างทองมาประจำตัวไว้เส้นหนึ่ง,อย่างเท่ห์
สวมใส่อยู่หลายปี,ท้ายที่สุดผมก็ให้เพื่อนสนิทครอบครองไป..
ประมาณปี 2541 เพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนปวช.มาด้วยกัน ติดต่อถึงกันกันตลอด บ้านเกิดของเพื่อนไม่ไกลจากวัดสามแก้วมากนัก
เพื่อนได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ มีการขุดหาลูกปัดกัน ยังมีลูกปัดให้ค้นขุดอยู่เรื่อยๆ จริงบ้างสวมรอยบ้างว่ากันไป
เพื่อนเล่าถึงชั้นหินและแนวของของเส้นทางลูกปัดใต้ดินที่มีการค้นพบ เพื่อนว่ามันไม่เหมือนการขุดหลุมศพเพื่อค้นหาสมบัติคนตายมาครอบครองหรือขายไป แต่มันคือแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่มีลูกปัดตกหล่นอยู่แทบทุกที่ ไม่ใช่มีลักษณะเป็นหลุมๆ เหมือนที่อื่น
ยุคหลังที่เราติดต่อกัน เพื่อนว่าเจ้าของที่ใช้วิธีการให้สัมปทานกันคนละกระสอบ คิดราคากันไป ขุดๆ ดินใส่กระสอบจ่ายเงิน แล้วแบกไปร่อนได้มากน้อยแล้วแต่ดวง เพื่อนเล่าเสียเห็นภาพ จนต้องขอติดสอยห้อยตามเพื่อถ่ายภาพข้อมูล พร้อมทั้งบอกให้เพื่อนหาลูกปัดแก้วสีฟ้าไว้ให้ผมเส้นหนึ่งด้วย
เพื่อนรับปาก…
เพื่อนว่า หากผมจะไปเก็บภาพเก็บเรื่องวันไหน เดี๋ยวจะพาไป ให้เตรียมตัวไว้
ผมรับปาก…
ปี 2551 คนแก่ที่บ้านไม่สบายหนักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง ผมโทรเข้าหาเพื่อน ก่อนคนแก่จะออกจากโรงพยาบาล 1 วัน เพื่อนหิ้วของฝากมาเยอะแยะเพื่อเยี่ยมคนแก่และผมที่โรงพยาบาล พร้อมกับล้วงสร้อยลูกปัดมายัดใส่มือผม
พร้อมกับสำทับว่า “มึงเอาเส้นนี้ไปก่อนนะ เส้นก่อนลูกมันใหญ่กว่านี้ กูเก็บไว้ให้มึงนานแล้วมึงไม่ไปเอาซักที กูเลยขายไปแล้ว ร้อนเงินหมุนไม่ทัน ไว้วันหลังกูจะหาให้ใหม่ให้ลูกใหญ่กว่านี้”
ผมจับมือเพื่อนแล้วบอกขอบอกขอบใจ
เดือนหนึ่งหลังจากนั้น……เพื่อนตาย

ทุกวันนี้เมื่อได้ยินข่าวเรื่องลูกปัดที่โน่นที่นี่ยังสะทกถึงลูกปัดสีฟ้าที่หายไป และพวงลูกปัดขนาดเล็กที่เพื่อนผมมอบให้ก่อนละสังขาร
วันไหนหยิบลูกปัดพวงนั้นมาสวมใส่ห้อยคอ ผมคิดถึงคำบางคำที่มิตรคนหนึ่งเคยสนทนากับผม
“ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็โดดเดี่ยวด้วยกันทั้งสิ้น”
อีกหลายปีข้างหน้า..ลูกปัดในมือผมพวงนี้ตกอยู่กับใครไม่รู้
มาจากดินคงกลับไปสู่ดินดังเดิม จะคงอยู่หรือเสื่อมไป ช้าหรือเร็ว กาลเวลาเท่านั้นที่บอกเล่าเรื่องให้กับคนรุ่นต่อไปได้
มีคุณค่าสำหรับคนรุ่นนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องล่วงรู้
ใช่ไหม?
………………………………………………………
30/03/2009 12:26
Posted by
sailomloy in
Blog
|

เธอเอ๋ย…..
ฉันมีหน่วยคำ(คีย์เวิร์ด)อยู่หน่วยหนึ่ง กับกลุ่มคำอีกกลุ่มหนึ่ง ประสมกันเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งฝังใจมาตั้งแต่วัยเด็ก
ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เหมือนคนรำลึกชาติ เห็นไอ้โน่นก็วูบ ได้กลิ่นนี่ก็วาบ
สมัยที่เด็กยุคนั้นยังไม่รู้จักกางเกงลิง ในสวนยังเตียนโล่งทว่าร่มด้วยพรรณไม้ผล นาหน้าแล้งซังแห้งกรอบ เด็กน้อยโรงเรียนปิดเทอมใหญ่แล้ว ผลไม้หน้าแล้งเริ่มออกดอกออกผล ดอกกาแฟบาน เด็กวิ่งเล่นในสวนหากินลูกไม้เล่น
ปวดหนักก็วิ่งแจ้นเข้าสวนในมุมอับ ที่นั่น เม็ดไม้จากการกลืนกินเริ่มต้นเพาะตัว เพื่อเติบโตให้ดอกให้ผลในเวลาต่อมา
ทะลึ่งสงสัยว่าเด็กน้อยเอาอะไรมาทำความสะอาด(ตูด)?
ใบไม้ใกล้ตัวอย่างสาบเสือและขี้ขมน่าจะเป็นใบไม้ตัวเลือกชนิดแรกๆ ด้วยใบที่อ่อนนุ่ม หาได้ง่าย และไม่มีพิษระคายเคืองต่อผิวอันอ่อนบาง

ในหมู่บ้านยุคนั้น…แม้บ้านที่มีฐานะดียังไม่เคยรู้จักส้วมซึม อย่างดีแค่เว็จปิดล้อมบังตา หากใครผ่านเส้นทางที่มีการนั่งทุ่งอยู่เพียงเห็นหัวผลุบโผล่ก็รู้โดยทันทีว่าโลกส่วนตัวห้ามยุ่งเกี่ยว และกรุณาจำเส้นทางนั้นไว้ด้วย หากผ่านไปอีกครั้งอาจได้พบกับระเบิดแดดเดียว แข็งนอกนุ่มในเล็ดง่ามตริงได้อย่างมีอิสระพร้อมกลิ่นอันแสนรัญจวน
เจอเข้ากับใครเป็นได้จำไปเล่าอีกหลายเดือน – หากไม่อับอายเสียเอง
เรื่องเล่าอันสืบเนื่องจากการนี้มีอีกนับไม่ถ้วนทั้งขันและขื่นในเวลาเดียวกัน ไว้โอกาสต่อมาจะสรรหามาสู่กัน
หน่วยคำหน่วยแรกไว้ คือต้นขี้ขมและกลุ่มคำที่ว่าคือเรื่องเล่าข้างบนนั่นเอง
ฉันหลงลืมไปนานแล้ว ว่าขี้ขมมีความน่าสนใจตรงไหน นอกจากใบไว้ใช้เช็ดตูดคนในยุค 30 ปีลงไปในชนบทหมู่บ้านถิ่นใต้ตอนบน
กระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ดอกขี้ขมบานสะพรั่งไปทั้งสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนข้างเคียงหรือไกลออกไปที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไร้สารฯ ไม่มีการตัดฟันด้วยว่าเห็นเป็นพืชเบียดเบียนมายา(ปุ๋ย)ของต้นไม้หลักในสวน
เห็นดอกตูมเป็นตุ้มโผล่ออกมาจากฐานรองดอกแปลกดีแฮะ..โดยรวมกลุ่มดอกเป็นช่อตรงยอดคล้ายนางแย้มทว่าไม่หนาแน่นเท่า กลีบดอกสีขาวคล้ายมะลิซ้อน เมื่อบานกลีบสีขาวจะชัดเจนมองเห็นแต่ไกล แต่ด้านในตรงโคนเกสรมีสีส้มแดง ชมพู ม่วงอ่อนไล่เฉดกัน
ก้านเกสรสี่อันสีขาวบริสุทธิ์ปลายก้านเกสรทั้งสี่คือเกสรสีม่วงแก่รูปหัวใจดวงน้อยๆ สี่ดวงติดแหมะอยู่ตรงนั้น อีกอันเป็นก้านเกสรหรืออะไรไม่รู้ แต่ปลายก้านซึ่งยื่นยาวกว่าสี่ก้านแรกมีแฉกเล็กๆ สีเขียวอ่อน ดูแปลกตา เหมือนหนวด เหมือนลิ้นงู เหมือนอะไรไม่รู้?
บ้าจริง…“อย่าสวยให้มากได้ไหม ฉันหัวใจจะวาย”

น่าเชื่อไหมเล่าว่านี่คือดอกไม้ที่ฉันเคยเด็ดใบมาเช็ดตูดเมื่อวัยเด็ก?
มองเจ้าต้นขี้ขมแบบกวาดสายตาผ่าน โดยรวมชอบงอกงามในนิเวศร่มรางๆ เย็นชื้นใต้ร่มไม้อื่น พื้นดินไร้สารเคมี ลำต้นขนาดกลาง สูงไล่เลี่ยกับนางแย้มอย่างมากเมตรครึ่งไม่เกินนี้ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ออกใบเป็นคู่ เส้นใบชัดเจน หนา นุ่ม เมื่อเทียบกับใบไม้ชนิดอื่น
ตำรายาบอกว่าโบราณใช้รากต้มแก้ไข้ ฉันแต่ไม่ยักรู้ว่าใบอ่อน ยอดอ่อนกินสดเป็นผักจิ้มได้
ค้นไปค้นมาพบว่าชื่อที่อาจรู้โดยทั่วกันเรียกนางแย้มป่า และชื่ออื่นๆ เช่น พินพี ปิ้งขาว ปิ้งหลวง โพพิง สืบค้นต่อไปอีกในเรื่องต้นไม้อัปมงคล ต้นไม้ต้องห้าม เขาว่านางแย้มป่าคนไทยเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่หากนำไปปลูกไว้ภายในบ้านวันดีคืนดีนางแย้มป่าสำแดงอิทธิฤทธิ์ทำร้ายรังแกผู้คนในบ้าน หวาดผวาเสียขวัญหรือป่วยไข้ได้
โอ…นอกจากจะมีความสวยแบบหัวใจจะวายแล้วยังออกแนวหลอนอีกด้วย ฉันแอบคิดถึงวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง ภูตผีเหล่านั้นคงเคืองที่ฉันเด็ดใบมาชำระอาจม คงเผ่นหนีไปสิงสู่อยู่ถิ่นอื่นแล้ว เพราะในยุคนั้นทุกบ้านก็ใช้บริการแทนทิชชูทั้งสิ้น

นั่นก็หมายฟายว่า….ขี้ขมหรือนางแย้มป่าบ้านฉัน ไร้ภูตผีสิงสู่อยู่อาศัย
ดังนั้นหากใครยินยอมจะหัวใจวายโดยไม่หลอน กรุณาลงชื่อเข้าแถวโดยพลัน
ฉันแจก..
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อมูลบางส่วนจาก พจนานุกรมสมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2531.
อีกนิดนึง สรรพคุณของรากที่ใช้แก้ไข้ได้ อย่าได้ใช้จนกว่าจะมีผู้รู้จริงบอกกล่าวเพราะอาจกลายเป็นภูติประจำต้นขี้ขมเสียเอง จะหาว่าฉันไม่เตือน |
18/03/2009 10:06
Posted by
sailomloy in
Blog
ปลายเดือนห้า ต่อ เดือนหก
ภาคใต้,ในหมู่บ้านของเด็กน้อยในยุคที่ท้องทุ่งทางทิศตะวันตก ยังมีการทำนากันเป็นปรกติแทบทุกครัวเรือนที่มีที่นาเป็นของตนเอง ยุคนั้นกิจกรรมของเด็กหนีเที่ยว ไม่พ้นหัวคันนา ต้นหว้า หลังควาย ปลากัด หนังสะติ๊ก คันเบ็ด และสัตว์เลี้ยงประจำตัว
ยุคนั้นไฟฟ้ายังไม่เข้ามาในหมู่บ้าน ไม่มีทีวี สิ่งบันเทิงเดียวที่ทันสมัยที่สุดคือวิทยุทรานซิสเตอร์
สิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลายเดือนสาม ฟ้าแล้ง ดินในนาแห้งแตกระแหงพร้อมกับการหายไปของปลาทุกชนิด พวกผู้ใหญ่เล่าว่าปลามันลงลึกหรือไม่ก็จมโคลนฝังตัวอยู่ใต้ดินที่มีซุ้มเฉพาะของมัน
เมื่อฝนพรัด(ฝนตะวันตก)ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ดินที่แห้งขังน้ำ กระทั่งอิ่มตัว ปลาจากไหนต่อไหนบ้าน้ำใหม่
ครับ…ปลากัดทุ่งก็เช่นกัน เด็กน้อยเดินลุยในนาอย่างสบายใจเฉิบเพราะดินยังแข็งไม่มีตมโคลนให้เดินยาก น้ำใสจนมองเห็นพื้นดิน หญ้าน้ำต้นเล็ก ๆ เริ่มผลิยอดออกจากรอยแตกระแหง ที่ธรรมชาติสร้างไว้ตั้งแต่หน้าแล้ง
ช่วงนี้…ฝนตกทั้งวันทั้งคืน
ตกค่ำ…ท้องทุ่งที่เคยเงียบเหงา จะเต็มไปด้วยเสียงมโหรี น่าแปลกที่มีแสงวอมแวมแต้มตรงนั้นตรงนี้ สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ
ในคืนที่ฝนตกหนัก คือคืนที่คนออกหาอาหารมื้อสำคัญ - กบนา
รุ่งเช้าฝนหยุดแล้ว ท้องทุ่งเต็มไปคนอีกพวก ต่างคนต่างเดินก้มหน้าสอดส่ายสายตาไปยังตอซังที่โผล่พ้นน้ำ ที่นั่น จะมีไข่ฟองเล็กๆ เบียดกันแน่น

ไข่แมงดานานั่นเอง….ใต้ซุ้มหญ้าในน้ำ แมงดานาตัวผู้กลิ่นฉุนจะเฝ้าฟองไข่เล็กๆ พวกนี้ หากไม่รีบหนีจะถูกมนุษย์จับทำตำน้ำพริกพร้อมกับเด็ดไข่พวกนี้ไปปิ้งไฟให้เด็กกิน
หลังจากนั้นอีกหลายวัน เด็กๆ เริ่มทะยอยลงไปในท้องทุ่ง คราวนี้กระจายกันเดินบนคันนาเงียบเชียบ
สายตาจ้องมองหาฟองสีขาวริมคันนา มันอาจจะเกาะนิ่งลอยน้ำอยู่กับกอหญ้าที่ไหนซักแห่ง เราเรียกว่า “หวอด” ในนั้นมีไข่เม็ดเล็กๆ อยู่ข้างใน เป็นจุดสีขาวขุ่นเต็มทุกฟอง
ค่อยๆ ย่องเข้าไป ขวดเปล่าเหน็บไว้ยังไม่เติมน้ำถือโชคลางที่ว่า ยังไม่ได้ปลา อย่าเพิ่งเตรียมให้พร้อมจนเกินไปอาจจะอด จากนั้นค่อยๆ คุกเข่า แหวกกอหญ้าเบาๆ ยื่นมือขวาออกไปตั้งพุ่มอุ้งมือดักทางขวา มือซ้ายค่อยๆ ดักอ้อมทางด้านซ้าย กวาดต้อนอุ้งมือเข้าหากัน โกยเข้าหาหวอด ซึ่งมักติดอยู่กับคันนา
ด้วยสองมือเปล่าเราคัดเลือกปลาตัวผู้อย่างผู้ชำนาญการ สวยก็เอาใส่ขวด ไม่สวยก็ปล่อยให้เฝ้ารังต่อไป โดยไม่ยกขึ้นมาจากน้ำด้วยซ้ำ
ปลาตัวผู้คือปลาที่เฝ้ารัง เฝ้าไข่จนกว่าจะมีลูกปลาออกมาจากไข่ออกหากินได้ หน้าที่อันแปลกประหลาดนี้เกิดจากพฤติกรรมของตัวเมียหลังจากที่วางไข่แล้ว มักจะกินไข่ของตัวเองเป็นอาหาร ธรรมชาติจึงมอบหมายหน้าที่อันสูงส่งนี้ให้ตัวผู้ทำหน้าที่แทน
ยุคสมัยที่ปลากัดทุ่งเฟื่องฟู ตอนนั้นปลากัดลูกหม้อเพิ่งเป็นที่รู้จักของเด็กๆ ไม่กี่คน แต่มีผู้เฒ่าในหมู่บ้านบางคนเสาะหามาไว้เล่นและเพาะพันธุ์กันแล้ว การพนันเริ่มขึ้นในบ้านหลังหนึ่งซึ่งทึบทึมเมื่อมองจากภายนอก แต่สว่างโพลนเมื่อเข้าไปข้างใน แสงแดดทะลุงผ่านหลังคาจากซึ่งเว้นบางจุดไว้สำหรับใส่กระจกโปร่งแสงแทนหลังคา แดดจึงตกกระทบไปยังโหลปลาซึ่งวางเรียงเป็นตับ สวยขลังมลังเมลือง

ปลาแพ้บางตัวถูกปล่อยลงนา จากนาสู่นา เกิดผสมกับปลากัดป่า หรือปลากัดทุ่งดั้งเดิมกลายเป็นปลาพานทางหรือพันธุ์ทาง ลูกผสมระหว่างปลากัดลูกหม้อซึ่งส่วนใหญ่มีสีเขียวมรกต ครามบางตัวสีแดงเข้ม
ยุคนั้น ปลากัดทุ่งกัดเร็ว ผลแพ้ชนะเร็ว แต่ปลากัดหม้อเป็นเวลาของความเอื่อยเฉื่อยนานหลายชั่วโมง เด็กๆ แม้ชอบความสวยและขนาดของปลากัดหม้อ แต่ด้วยความเชื่องช้าไม่ทันใจจึงไม่เสาะหามาเลี้ยง
ยุคปลากัดเฟื่องฟู เด็กตลาดซึ่งไม่ค่อยสนใจกิจกรรมพวกนี้ กลับข้ามถิ่นมาพร้อมกับชะนางเครื่องมือจับปลาขนาดเล็ก ไล่ไสไถดะตลอดงแต่ท้ายคลองยันริมคันนา เอาสิ้นแม้ปลากริม ไม่สวยเหมือนปลากัดเลยต้องเอาไปเป็นลูกไล่
เราดูแคลนเด็กตลาดแบบเจ้าถิ่นหวงก้างหยามหยันพฤติกรรมอันไม่ใช้สองมือเปล่าแบบเด็กบ้านทุ่งเยี่ยงเรา ไม่เป็นลูกผู้ชาย…ไม่ให้โอกาสปลา
โธ่เอ๋ย..เด็กน้อย วิธีไหนก็บาปเดียวกันแหละหนอ
ปลากัดแท้หายไปจากเด็กวัยนั้นและวัยถัดมา เพียงเพราะชาวบ้านเริ่มไม่ทำนาหันมาซื้อข้าวกิน เด็กๆ ไม่ลงเที่ยวเล่นในนา กิจกรรมที่เชื่อร้อยถัดมาจึงขาดไปโดยปริยาย
ปลากัดทุ่งแท้ๆ อาจกำลังสืบสายพันธุ์อยู่อย่างเงียบๆ กระทั่งวันนี้ คนที่เล่นปลากัดยังเป็นวัยผู้ใหญ่ ปลากัดหม้อและลูกผสมพันธุ์ทางยังเป็นที่นิยม ปลากัดทุ่งแท้ขนาดเล็กกลายเป็นปลาที่ถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง – ลูกไล่

ศักดิ์ศรีของปลากัดทุ่งหายไปจากห้วงคำนึงของเด็กน้อยในยุคโน้นเสียแล้ว แม้เด็กยุคนี้ยังเล่นปลากัดเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวคนเดียว
ยุคนี้ในหมู่บ้านมีทั้งไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ทความเร็ว(ค่อนข้าง)สูง เด็กๆ วัยรุ่นหมกอยู่กับเกมส์ตู้ ยาเสพติดสูตรพิสดาร ขณะที่ผู้ใหญ่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบเด็กๆ พวกนั้น กลับใช้เวลานอกเหนือจาการงานเลี้ยงชีพไปสุมรุมอยู่กับไก่ชน ปลากัด นกกรงหัวจุก
ข้อดีคือ ปลากัดทุ่งแท้ๆ ยังอยู่ และจะยังอยู่ตลอดไปตราบที่สิ่งแวดล้อมที่พวกมันสามารถอาศัยสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ ยังไม่เปลี่ยนไปจนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด
ส่วนข้อเสีย…ช่างมัน |
08/03/2009 20:52
Posted by
sailomloy in
Blog

กลางกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้งเหลือเกิน…
คนในสวนสงสารต้นไม้อ่อนหลายต้นที่เพิ่งปลูกไว้ในปีที่แล้ว เริ่มเหี่ยวเฉาและตายไปอย่างน้อยสามสี่ต้น
คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้ในแผ่นดินแม่ ซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นต่อมา ได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
…………อย่างน้อยเพื่อละทิ้งในที่สุด
อย่าง…เช้านี้อากาศเย็นสบาย หมอกหนา น้ำค้างพรู เย็นอากาศเช้าสดชื่น สบายใจ ใบหน้ายิ้มแย้ม แม้นอนดึกและตื่นเช้า เช้ามืด..ได้สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ อีกหลายชั่วโมงต่อมาจะพบว่าร่างกาย,จิตใจ….โปร่งเบา
ช่วงนี้ดอกไม้หลากชนิดบานสลอน ทั้งริมสวน ในสวน ริมทาง ดอกหญ้าสาระพัน เวลาที่เหลือว่างจากการงานเลี้ยงชีพจึงออกเดินตามดู
สายแล้ว…ขณะเดินไปขนไม้ฟืนมาเผาถ่าน จมูกได้กลิ่นหอมเย็นลอยมา กลิ่นของดอกไม้ที่คุ้นชินมาแต่เด็ก - กลิ่นดอกกาแฟ

ในสวนของอาข้างบ้านมีต้นกาแฟกำลังออกดอกสีขาว – หอม เดินกลับมาดูในสวนขี้คร้านก็มีดอกขาวเบ่งบานเหมือนกัน
หอมไกล หอมยวนใจ ขณะทำงานหนักชวนให้รื่นมากกว่าตั้งใจสูดดม
ดอกกาแฟเหมือนดอกไม้กลิ่นแรงทั่วไป เข้าใกล้เกินไปพาลจะขาดใจตายตรงนั้นเพราะกลิ่นแรงเหลือร้าย แต่ถ้ากลิ่นหอมนั่นลอยไกล ตามสายลมอ่อน ยามสาย แตะจมูกใครก็ชื่น ก็รื่น
กลิ่นทำให้ฉันรำลึกความหลัง(อีกแล้ว)
กลิ่นดอกกาแฟในสวนขี้คร้านในยุคโน้น ยุคที่จังหวัดชุมพรแทบไม่มีต้นกาแฟในสวน มีเพียงคนเดินทางไกลเพื่อค้าขายด้วยเรือกลไฟจากบางกอกล่องมาทางทะเลอ่าวไทยไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักและน้ำต้นพันธุ์ต้นแรกมาเผยแพร่
คนแก่ที่บ้านเคยเล่าให้ผมฟังถึงต้นกาแฟต้นแรกที่ได้นำมาปลูกในสวน ปลูกจนได้เก็บเมล็ดตากแห้ง ตำ ร่อนเลือกเอาเฉพาะ “สาร” ตากแห้งดีแล้วส่งรวบรวมใส่กระสอบฝากขายด้วยเรือกลไฟส่งขึ้นบางกอก
หลายเดือนต่อมาก็ได้รับเงินค่าเมล็ดกาแฟ – ยาวนานจนลืมเลือนกันเลยเชียว

ต้นกาแฟยุคแรก เป็นต้นพันธุ์พื้นเมืองที่ชอบอากาศร้อนแบบปักษ์ใต้(คาดเดาเอาโดยคร้านจะสืบค้นข้อมูลเชิงวิชาการให้เมื่อยต่อมว่า..น่าจะเป็นสายพันธุ์โรบัสต้ารุ่นเก่าแท้และดั้งเดิม) ต้นสูง ร่มครึ้ม แตกกิ่งก้านจนเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่ เด็กๆ มักชอบที่หาที่ทำของเล่นกันใต้ต้นกาแฟนั่นเอง หนักเข้าก็หาโครงไม้ไผ่มาขึ้นรูปทรงเป็นบ้านบ้านหลังน้อยๆ มุงด้วยใบมะพร้าว
วันหยุดขลุกกันอยู่ในขนำน้อยใต้ต้นกาแฟนั่นเอง
อย่างที่ฉันบอก กาแฟดอกหอม – หอมในช่วงที่ย่างเข้าฤดูกาลแล้ง เข้าช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กๆ พอดี ความทรงจำของคนที่จัดระเบียบความจำอันแสนห่วยอย่างฉัน จึงอาศัยกลิ่นดอกกาแฟเป็นตัวเชื่อมโยง
ยุคนี้ กาแฟเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดชุมพร บางคนอาจคุ้นเคยกับกาแฟเขาทะลุ - สวี ชุมพร ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ซึ่งผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ระยะเวลาหลังจากการปลูกเพียงสามปีก็ออกดอกให้ผล กาแฟพื้นเมืองรุ่นเก่าแทบหายไปจากสวนของชาวบ้านแล้ว คงเหลือแต่ในสวนโบราณไม่กี่แห่ง
ครับ..ในสวนขี้คร้านยังมี
บอกตามตรง….ฉันไม่เคยได้พิศดอกกาแฟอย่างจริงจังแบบใกล้จนเห็นละอองเกสรแบบนี้ เห็นผึ้งมุดดอกโน้นดอกนั้นแล้วอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้
เออ..นี่เหวย ของสวยงามใกล้ตัวเยอะแยะให้ยลยอ สูเจ้าจักทดท้อไปทำไม…….นิ?
กลุ่มดอกสีขาวรวมกันเป็นกระจุกในแต่ละจุดบนกิ่งแบบนอนกิ่ง แทรกในจุดเดียวกันทั้งสองด้านของก้านใบ ถัดไปอีกกลุ่ม อีกกลุ่ม
สวยไหมนั่น….มองไกลเหมือนผมจุกสีขาว ขาวเป็นจุก ขาวเป็นจุด
เพื่อให้ชัดขึ้นฉันเก็บภาพดอกตูม มด ดอกบานเดี่ยวๆ เพื่อให้ได้ชื่นชมกันแจ้งแจ้ง รวมไปถึงก้านช่อดอกที่ทำให้มองเหมือนไม้เสียบดอกไม้สีขาว เอาไว้เป็นกลุ่มๆ พาดไปพาดมาท่ามกลางสีเขียวของใบ
พูดถึงใบ…มีคนเคยบอกฉันเรื่องสรรพคุณบางอย่างของกาแฟ..
ว่าด้วยใบอ่อน – ตำส้ม ส้มตำไทย แทนที่ใบผักบุ้งด้วยใบกึ่งอ่อนกึ่งแก่(เพสลาด – อ่านว่า เพ - สะ - หลาด)ของกาแฟห่อส้มตำ พอดีคำ ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ อร่อยแท้…
ฉันไม่ได้อำเล่นนะเธอ…ลองดู อร่อยแท้
อีกเรื่องของใบกาแฟ ใบแก่ ล้างสะอาดแล้ว ตากแดดแห้ง ใส่กาน้ำร้อนรสเข้มตาสว่างเฉกเดียวกับ(ผล)กาแฟบดปรุงรสเทียว อันนี้ฉันไม่เคยลอง – ฟังเขาเล่ามา

กลับมาที่ดอก
…ดอกกาแฟบานไม่เกินสามวันร่วง เหลือกลีบดอกสีตุ่นซบก้านใบ แต่ก้านดอกยังเขียวสดต่อไปอีกหน่อย กลุ่มผลเล็กๆ เริ่มปรากฏชัด
สุกแดงก็สวยไปอีกแบบ ช่วงนี้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ตากแห้ง ส่งโรงสีกาแฟส่งขายเปลี่ยนเป็นเงิน
แล้งแล้ว……เป็นเวลาของดอกไม้หลากชนิดบาน คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้(ปัจจุบันขณะ) ในแผ่นดินซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นฉันได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างน้อย……………ก็เพื่อละทิ้งในที่สุด
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
ปล.เพื่อสืบสายพันธุ์ของกาแฟโบราณ(อันมีชีวิต)ฉันขุดต้นเล็กๆ ใส่ถุงดำอนุบาลไว้รอเธอในสวนขี้คร้าน ฝนไหนถ้าเธอว่างก็มาหิ้วไปนะ ปลูกไว้ริมชายคาเพื่อเชยกลิ่นดอกหอม ….หอมรื่น รื่น ด้วยกัน |
—
Next Page »