ณ ห้วงยามนี้ เด็กน้อยจูงมือพ่อ มุ่งหน้าสู่ถนนสีฝุ่น ซึ่งตัดผ่านทุ่งนาขณะใบข้าวเขียวระบัดลมหนาว พริ้ว พริ้ว ใบหน้าเด็กน้อยแต้มรอยยิ้ม พ่อยิ้มมองว่าวในมือ ไม่ได้สวยงามเหมือนลุงเจิมช่างฝีมือในหมู่บ้าน แต่สิ้นบุญช่าง พ่อยังทำเองได้ ขอเพียงลูกความสุข พ่อยิ่งมีความสุข ………………. ลมพริ้ว เด็กน้อยหัวเราะกระโดดโลดเต้น ผมเปียกวัดแกว่งไปมา ว่าวโฟมสีขาวปีกหักหมุนติ้ว ติ้ว พ่อหน้านิ่วคิ้วผูก,เด็กน้อยหัวร่อร่า เด็กสุข สีหน้าของพ่อเหมือนคนท้องผูก …………………………………. บนถนนสีฝุ่น ข้าวระบัดใบ ฉันนั่งจมอยู่ในทุ่งข้าว กำซาบความสุขซึ่งปลิวมาตามสายลมหนาว ทันใดนั้น,ฉันยิ้ม ………………………………………… |
………….ในสายลมความสุข……………
……..ด้วงงวงมะพร้าวโปรตีนริมสวน…….
การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง นับเนื่องแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน
ยุคนี้เป็นยุคของความเปลี่ยนแปลง เรือกสวนไร่นาแบบดั้งเดิมหดหายไป กลายเป็นสวนเชิงเดี่ยว ท้องนากลายเป็นสวนท้องร่อง
ก่อนหน้านี้ประมาณ ๑๐ ปี สวนท้องร่องคือกลุ่มของคนปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลและทำน้ำตาลปี๊บ สวนท้องร่องที่เคยเต็มไปด้วยมะพร้าวเพิ่งมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้งกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง
ชาวสวนจ้างตัดมะพร้าวออก อาจะขายต้นหรือยอดอ่อนกลายเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของมนุษย์
กองเศษต้นและยอดอ่อนที่ยังเหลือถูกทิ้งกองไว้อย่างเดิมโดยไม่มีอะไรรบกวนไม่นานหากกลับไปที่กองเศษพวกนั้น จะได้ยินเสียงสวบสาบภายในยอดอ่อนที่กำลังจะเน่าเปื่อย แมลงบางชนิดกำลังกัดกินอยู่ข้างใน

มนุษย์รู้จักการเอาตัวรอดในยุคแรกของการก่อนกำเนิด อาจเพราะการรู้จักสังเกตรอบตัว จดจำและบอกต่อ กลายเป็นตำรับตำราให้คนรุ่นต่อมาได้ถือเป็นวิถี
ในยอดอ่อนของต้นมะพร้าวซึ่งเริ่มผุ ใช้ขวานหรือมีดพร้าตัดฉีกออกเป็นริ้วพบตัวอ่อนของด้วงชนิดหนึ่ง ขนาดกำลังอ้วนพีเพราะอาหารที่เจาะกินได้รอบตัว ปากแข็งสีน้ำตาลดำจะกัดกินเจาะชอนไชไปเรื่อยๆ พร้อมกับทิ้งเศษอาหารที่ย่อยแล้วไว้ข้างหลังเป็นการปิดทางป้องกันศัตรูไปในตัว
ด้วงงวงมะพร้าวหรือด้วงมะพร้าวจัดเป็นแมลงศัตรูพืชตระกูลปาล์มต้นมะพร้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งหากตัวอ่อนพวกนี้เจริญเติบโตกลายเป็นด้วงตัวเต็มวัย สามารถระบาดเข้าไปทำลายยอดอ่อนของมะพร้าวที่ยังยืนต้นให้ตายได้โดยการกัดกินยอดอ่อน
ธรรมชาติในยุคที่นักล่ากับเหยื่อมีความสมดุลกัน นกบางชนิดกินแมลงปีกแข็งพวกนี้เป็นอาหาร พืชที่มนุษย์ปลูกไว้เพื่อดำรงชีพคือพืชอาหารของสัตว์ในธรรมชาติเช่นกัน ความเชื่อมร้อยโยงใยเป็นเครือข่ายอาหารซึ่งมองไม่เห็นนี้ เป็นไปอย่างช้าๆ ในอดีต กระทั่งวงจรบางอย่างขาดสะบั้นรวดเร็วปัจจุบัน
แมลงศัตรูพืชระบาดลุกลามไปในแต่ละท้องถิ่นล้วนมีที่มาที่ไปที่สามารถสืบเสาะได้ไม่ยาก ทว่ากลับกลายเป็นภาระของหน่วยงานทางราชการที่เข้ามาจัดการเรื่องราวแนวๆ นี้ แทนที่จะเป็นไปอย่างสอดคล้องสมดุลด้วยวิธีวิถีอย่างโบราณกาล
ครับ..วิถีโบราณหลากหลายวิธีแม้จะไม่เหมาะกับยุคนี้ หากแต่บางวิธียังคงใช้ได้ตลอดกาล..
สมัยละอ่อน, ผมเดินตามพ่อต้อยๆ เข้าสวน ตรงไปยังต้นมะพร้าวเตี้ยซึ่งโดนดัดยอดไปแล้ว เหลือกาบทางปิดปลายเอาไว้กันน้ำฝน พ่อเปิดกาบทางออกแล้วก้มลงเอาหูไปฟังเสียงจากในนั้น,ผมทำตาม ได้ยินเสียงสวบสาบดังลั่นภายในต้น จากนั้นพ่อใช้ขวานค่อยเฉาะเปลือก แกะออก แล้วความสนุกสนานก็บังเกิด

หนอนน้อยตัวอ่อนสีเหลืองอ่อนอ้วนพีขนาดหัวแม่โป้ง เดินกระดุ๊บกระดิ๊บไปตามช่องที่ตัวเองกัดกิน
นี่คืออาหารโปรตีนชั้นยอดของคนบ้านสวนซึ่งมีทรัพยากรที่เอื้อให้เกิดหนอนพวกนี้ได้เท่าที่สามารถตัดต้นมะพร้าวหรือพืชตระกูลเดียวกันให้พวกนี้ได้มาวางไข่ สร้างตัวอ่อนและเติบโต
ทางใต้แถบสุราษฎร์ธานีตอนล่างไปจนจรดจังหวัดสตูล มีต้นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่งอกงามริมคลองน้ำจืด ให้แป้งและให้ประโยชน์อื่นๆ หลากหลาย แต่ที่สำคัญ ลำต้นสามารถนำมาเลี้ยงหนอนด้วงพวกนี้ขายเป็นล่ำเป็นสัน เพราะราคาของหนอนด้วงในยุคนี้ ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 200 บาท
แพงจนคนหัวใสบางคนคิดค้นวิธีเลี้ยงโดยให้อาหารบดจากต้นพืชชนิดอื่น เพียงนำตัวเต็มวัยมาปล่อยในโรงเรือนที่ปิดมิดชิด ให้มันวางไข่ในภาชนะที่บรรจุอาหารไว้จนเต็มจากนั้นรอคอย วิธีนี้สามารถทำรายได้ให้ผู้เลี้ยงโดยไม่ต้องโค่นต้นมะพร้าวหรือต้นสาคูอีก
วิธีการเปลี่ยนจากหนอนตัวอ้วนซึ่งบางคนกินสด หากจะปรุงสุกให้เป็นอาหารหรือกับแกล้ม สามารถปรุงได้ง่ายๆ โดยชุบน้ำเกลือหรือเนย เหยาะพริกไทยดำกลั้วๆ ทอดในกระทะน้ำมันร้อน รอให้ผิวนอกเหลืองเข้ม กรอบนอกนุ่มใน
แค่นั้น,อร่อยล้ำแล้ว
แม้จะมีการจับตัวอ่อนของหนอนด้วงมาบริโภค แต่ดูเหมือนไม่ได้ลดปริมาณลงไปเลย เพราะยังมีแหล่งอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากมะพร้าวและสาคู ซึ่งหนอนด้วงพวกนี้สามารถเติบโตแพร่เผ่าพันธุ์ได้อีก
ไม่แปลก หากจะพบว่าในแวดวงเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมันปลูกใหม่บางแปลงในบางท้องถิ่น จะถูกกัดเจาะยอดอ่อนโดยด้วงชนิดนี้จนต้องมีการประกาศเป็นเขตระบาด

ต้นตอของการระบาดก็รู้ๆ กันอยู่ ใช่ไหม?
ครับ,การเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีงานประจำ ไม่มีเงินเดือน ทำให้มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านในหลายด้านชัดเจนขึ้น สังคมเล็กๆ แห่งนี้สอนผมหลายอย่าง ตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหนอนตัวอ้วน ที่คลานกระดื๊บกระดื๊บอยู่ในยอดมะพร้าวซึ่งสามารถเชื่อมร้อยไปถึงสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
………………………………………………….
……….อาคันตุกะและความวางใจ………..
ลมหนาว ในปี ๒๕๕๑ เพิ่งเข้ามาเยือนสวนขี้คร้านเมื่อปลายตุลาคม จรดต้นพฤศจิกายน เหยี่ยวอพยพบนท้องฟ้ายังคงเดินทาง บางวันหนาตาจนนับได้มากกว่าสองร้อยตัวต่อฝูง อากาศช่วงนี้กำลังดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆขาวเกาะตัวกันเป็นกลุ่มลอยเอื่อย จากตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ สายลมทิศนี้อาจเป็นช่วงสุดท้ายก่อนมรสุมจะมาอีกครั้ง กระแสลมที่พัดผิดทิศทางในช่วงฤดูที่ควรจะเป็น กลายเป็นอุปสรรคของนักเดินทาง ผู้ซึ่งใช้ลมเป็นเครื่องนำทางและผ่อนแรง เหยี่ยวกลุ่มนั้นจึงบนวนซ้ำไปมาอยู่กับที่เหมือนรออีกกลุ่มซึ่งบินวนแบบเดียวกันเข้ามาสมทบอย่างช้า ช้า ผมยืนดูฉากนั้นนานสองนาน กระทั่งเหยี่ยวกลุ่มใหญ่กระพรือปีกบินลับขอบฟ้าไปทางทิศใต้ วันนั้นเป็นวันที่ผมกำลังขนไม้เสม็ดจากสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งห่างออกมาจากสวนขี้คร้านประมาณสองกิโลเมตร ต้นเสม็ดเหล่านี้ปลูกขึ้นมาจากโครงการปลูกต้นไม้ในที่นาร้างซึ่งถูกปรับสภาพเป็นสวนท้องร่อง รุ่นต่อรุ่นไม้เหล่านี้ถูกตัดใช้งานและขายไป จนกระทั่งมีการปลูกปาล์มน้ำมันขึ้น ต้นเสม็ดในปีนี้จึงถูกโค่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ในท่องร่องที่ตื้นเขิน มีกองต้นเสม็ดสุมรวมกันระเกะระกะ บางต้นขนาดเพียงข้อแขน แต่บางต้นโตเกือบเท่าต้นมะพร้าว ขณะที่การหารายได้เข้าบ้านเพื่อเลี้ยงชีพของผมกำลังเข้าตาจน จากอาชีพรับจ้างทั่วไปทั้งงานศิลปะและงานออกแรง ออกเหงื่อ กลายเป็นอาชีพเผาถ่านขาย เศษไม้เพียงเล็กน้อยที่ถูกทิ้งขว้างคือค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า และ ฯลฯ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยคนเคยชิน กระทั่งในยุคนี้..กลายเป็นยุคที่ขาดพร่อง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยหาได้ง่ายดายด้วยเรี่ยวแรงและมิตรจิต กลับต้องอาศัยเงินซื้อหาเพื่อใช้งานและดำรงชีพแทบทุกอย่าง ช่องทางในการดำรงชีพตามสัญชาตญาณในยุคดิจิตอลแม้จะค่อนข้างยากลำบาก แต่หากมองเห็นคุณค่าของสิ่งทิ้งขว้าง เพื่อนำมาปรับใช้กับวิชาชีพที่เคยมี หรือแม้แต่การฝึกปรือขึ้นภายหลัง ทำให้มุมมองที่คิดว่ายากกลับง่ายดายเกินคาดเพราะเพียงแค่รายได้ต่อวัน วันละร้อยสองร้อยบาท ผมสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างสบาย …เชื่อไหม? ผมเอ่ยปากขอต้นเสม็ดจากเจ้าของสวน เพื่อนำไม้เหล่านี้มาสร้างอาคารเตาเผาถ่าน โรงเรือนเลี้ยงม้า เก็บปุ๋ยคอก และศาลาพักผ่อนในสวนเท่าที่มีเรี่ยวแรงขนได้ ที่เหลือจากนั้นกลายเป็นฟืนเผาถ่าน แปลงเศษไม้ที่รอวันผุเปื่อยเป็นเงินเลี้ยงชีวิต คนๆ เดียวสามารถทำโน่นทำนี่ได้อย่างสนุกสนานในขณะที่เวลาหมุนไปแต่ละวัน อย่างรวดเร็วจนลืมวันลืมคืน กลางวันงานหนัก กลางคืนร่ำเรียนเสาะหาความรู้จากเครือข่ายที่เชื่อมโยงได้ทั่วโลก ตกกลางวันอีกวันจึงนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ นี่นับเป็นความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในยุคนี้ที่น้อยคนจะมีโอกาส ยามเช้าของวันหนึ่ง เป็นวันแดดอุ่นฉายโชนอาบคาคบของต้นสะตอสูงลิบ เสียงของนกขมิ้นร้องผสานกับนกโพระดกและนกแซงแซวกลายเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้คนในผ้านวมอุ่นสลัดความง่วงงุนอุ่นสบาย มารับลมหนาวและแดดอุ่นอย่างกระฉับกระเฉง เปิดบานหน้าต่างทางทิศตะวันออกแล้วแหงนหน้ามองไปทางนั้น ภาพที่เห็นจากระยะไกลเป็นนกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่นกขมิ้นหรือโพระดกต้นเสียง เพราะหงอนเล็กๆ สีดำบนหัว ลายขาวพาดหน้าอก ปีกแซมลวดลายขาวดำสลับซ้อน
ใช่…. นานมาแล้ว…สมัยที่ผมยังเป็นละอ่อน พิศมัยการเดินทางมากกว่าการเข้าไปนั่งฟังเพลงในผับหรูกลางกรุง เราหลายคนพบตัวเองอยู่กลางหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะยาวใหญ่ พังงา เพื่อนต่างวัยของเราบนเกาะให้การต้อนรับเหมือนลูกหลาน ถึงกับหยุดกิจกรรมทำมาหากินตามปกติมาพาพวกเราเยี่ยมเกาะนั้นเกาะนี้ทั้งวัน บนเกาะในยุคนั้น หากแหงนมองขึ้นไปยังคาคบต้นไม้สูงลิบมีนกขุนทองเกาะตามกิ่งก้านต้นไม้นั่นพราวไปทั่ว ชุกชุมจนอดแปลกใจไม่ได้ว่า นี่คือป่าดงดิบหรือหมู่บ้านซึ่งผู้คนพลุกพล่าน? คนบนเกาะไม่ได้ยากไร้จนต้องเสาะแสวงหานกมาเลี้ยงบำเรอท้องหรือขายไปเพื่อเลี้ยงครอบครัว นกป่าจึงอยู่ร่วมกันกับผู้คนบนเกาะอย่างสงบสุข ตกกลางคืนพาเพื่อนบางคนซึ่งกล้าหาญหน่อยออกไปตกหมึกตกปลา และกู้ลอบกู้อวนเพื่อนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำ ทั้งยังห่อพกใส่เป้นำกลับไปด้วยเมื่อถึงวันที่ต้องจากลา นี่นับเป็นความภาคภูมิและแสดงถึงน้ำใจของเจ้าถิ่นเมื่อมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมเยือน ด้วยความเข้าใจในความเป็นเจ้าบ้าน เจ้าถิ่น จึงพอรู้ว่าความไว้วางใจอันเกิดแต่สิ่งมีชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เมื่อมีมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งแล้ว วูบแรกแค่มองเห็นก็เข้าใจได้โดยง่าย ครับ………ทั้งเขาและเรา รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะผม,นก,และมิตรบนเกาะ 00000000000000000000000000000000 |
………..คลาย………….

มีอะไรที่รบกวนใจเธออยู่หรือ?
ดูเธอลุกลี้ลุกลนไร้ซึ่งสมาธิในการสดับ
ภวโลกหรือรักที่เปล่าดายทิ้งร้าง?
หากหลากล้วนเหล่านั้นคือปลีกเปลือก
และเธอเลือกที่จะก่นกด
สักครู่
ขอเวลาเพียงสักครู่
นั่งนิ่งนิ่ง
เอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่
เขียนบทกวีให้กับตัวเองสักบท
.
.
.
แล้วอ่านออกเสียง
……………………………………….
๑๕ ตุลย์ ๒๕๕๑ - สวนขี้คร้าน - สวี - ชุมพร
………..เครื่องตัดหญ้า ๑ แรงม้า,คุ้ม……….
ก่อนลาออกจากงานประจำประมาณหนึ่งปี ผมเก็บเงินบางส่วนไว้สำหรับซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องทุ่นแรงหลายอย่างเพื่อเก็บไว้ใช้ในสวนในนาทั้งของมือสองและของใหม่ หนึ่งในนั้นคือเครื่องตัดหญ้าชนิดสะพาย ใช้งานหนักได้หลายปีติดต่อกันโดยไม่ต้องซ่อมอะไรมากนัก เปลี่ยนเฉพาะใบมีดและเติมน้ำมัน ใช้งานจนป่ารกเกิดใหม่โล่งเตียนกลายเป็นลานหญ้าแทรกตัวระหว่างโคนต้นมะพร้าวและไม้ผล ผมใช้งานเครื่องตัดหญ้าทั้งงานสวนและในนา โดยไม่เข้าใจการใช้งานอย่างถูกต้อง จนกระทั่งออกจากงานมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา บางเดือนสิ้นไร้ชนิดหลังชนฝาต้องดิ้นรนหางานหาเงินเพื่อเลี้ยงตนเองและคนใกล้ตัว เครื่องมือที่มีจึงได้มาใช้งานรับจ้างตัดหญ้าในสวนปาล์ม สวนยางพาราอยู่หลายครั้งหลายหน – คุ้มครับ…คุ้มกระทั่งวันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว(๒๕๕๐) ผมรับงานในสวนยางพาราใกล้บ้าน ทำงานไปด้วยความเพลิดเพลินจนสติหลุดลอย เหวี่ยงคมมีดซึ่งหมุนเร็วด้วยแรงจากเครื่องยนต์เบนซิน กดฉับเข้าที่ก้อนหินซึ่งโผล่พ้นดินเพียงสององคุลี เสียงเคร้งหวือ!!!รู้สึกเหมือนลมผ่านใบหูวืดตามด้วยเสียงวิ้งๆ หายไปทางทิศตะวันตก ผมใจหายแว๊บ ดับเครื่องยนต์นั่งแหมะหมดเรี่ยวแรง หินก้อนนั้นไม่กระดิกเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีก็เพียงรอยเล็กๆ อันเกิดจากของมีคมกระแทกจนเห็นรอยแหว่งกดลึกลงไปจากผิวด้านนอก …แต่ชิ้นส่วนของใบมีดด้านหนึ่งหักครึ่งปลิวไปตกไกลจากจุดที่ผมยืนตัดหญ้าประมาณสองร้อยเมตร ซักพักมีเสียงโวยวายดังมาจากบ้านกลางสวนซึ่งชิ้นส่วนนั้นปลิวไปตก ห่างจากคนทำงานบ้านนั้นไม่กี่เมตร ตัดกิ่งเงาะขนาดปลายนิ้วไปอีกกิ่งหนึ่ง ก่อนที่จะปักจมนิ่งอยู่บนพื้นดิน เจ้าบ้านส่งเสียงโหวกเหวก..เดินถือชิ้นส่วนนั้นมายังผมซึ่งนั่งหน้าซีดเหงื่อโทรม ผมยกมือไหว้ขอโทษขอโพยในความประมาทของตัวเอง โชคดีที่ไม่มีคนบาดเจ็บ ทั้งผมและคนอื่นๆ เสร็จงานในแปลงนั้นผมไม่คิดรับงานรับจ้างตัดหญ้าอีกเลย - ไม่คุ้มครับ…..ไม่คุ้ม ในสวนขี้คร้านจำเป็นต้องใช้เครื่องตัดหญ้าเพื่อควบคุมในส่วนที่ต้องการความโล่งเตียนและลดทอนการแย่งปุ๋ยจากไม้หลักที่ปลูกไว้เก็บผลผลิต สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่จึงเป็นทางเลือกของผม หลายคนมองว่าสวนขี้คร้านเหมาะที่จะเลี้ยงแพะ เลี้ยงวัว เลี้ยงกวาง และสัตว์ป่าขนาดต่างๆ กัน ผมรู้ว่าสำเนียงเหล่านั้นพูดออกมาด้วยการประชด ด้วยมองเห็นว่าสวนมันรกนั่นเอง แต่ผมกลับมองไปอีกอย่างหนึ่ง วัว แพะ เป็นสัตว์ที่เลี้ยงมาขายไป โดยปลายทางสิ้นสุดอยู่ที่โรงฆ่า ส่วนกวางบางชนิดราคาตั้งต้นแพงเกินกำลังจึงตัดไป ผมไม่อยากสร้างกรรมเพิ่มจากที่มีสะสมพอตัวอยู่แล้ว โจทย์เรื่องการนำแพะหรือวัวมาเลี้ยงจึงตกไปเช่นกัน ก่อนหน้าที่ผมจะกลับมาใช้ชีวิตแบบบรรพชนเช่นทุกวันนี้ เคยคิดว่าหากจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งไว้เป็นเพื่อนหรือใช้งานจริง คงเลือกเลี้ยงควายเพราะหุ่นกลมเกลี้ยงดำปิ๊ดปี๋บวกกับสายตาที่เว้าวอน อีกทั้งรอยปลักอันกลมเกลี้ยงเก็บน้ำให้เด็กวัยซนได้เพาะเลี้ยงปลากัด ใช่ครับ…ความหลัง หลายคนดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยความหลังและความหวัง….ผมเองก็เช่นกันกิจกรรมทำนาเลี้ยงควายเป็นเรื่องปกติของชีวิตชนบทในยุคก่อนไฟฟ้าจะเข้าหมู่บ้าน ชีวิตวัยเด็กที่แสนสนานคือบ่อเกิดของความเป็นตัวตนในปัจจุบัน
แม้ที่บ้านจะเลี้ยงควายไว้ใช้งานในนา แต่ตอนเด็กผมเคยขี่ควายครั้งเดียวโดยการชักชวนของรุ่นพี่หมู่บ้าน เมื่อตะกายขี้นหลังได้ก็โดนแกล้งทันที รุ่นตีใช้ไม้เรียวอันเล็กการตีลงไปบนหลังของควายหนุ่มอย่างแรงทำให้มันตกใจ กระโจนพรวด..สะบัดผมตกแอ๊กลงมากระแทกส้นตัวเองเข้ากับเม็ดอัณฑะ จุกเจ็บตัวงอพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่เป็นนานสองนานจนเข็ดขยาด จากนั้นดินตามหลังคันไถในยุคสมัยที่หางยามยังเพียงกระโดงคาง เสียงผาลกินดินอ่อนแล้วพลิกวูบ เสียงบังคับซ้ายขวา รื่นหูชะมัด,ความทรงจำนั่นชัดเสียจนได้กลิ่นฝนใหม่แทรกมาในอากาศ ยุคนี้ดูพื้นที่แถบถิ่นหมู่บ้านแม้จะยังคงมีร่องรอยของปลักควายเก่าแก่ทิ้งร้างเป็นหลุมแห่งอดีต แต่หากจะเลี้ยงควายเป็นเรื่องเป็นราวคงยาก เพราะพื้นที่หากินไม่เหมือนอย่างเคย เราไม่สามารถจะเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งเหมือนสมัยยี่สิบสามสิบปีที่แล้วได้อีก ทุ่งโล่งกลายสภาพเป็นสวนที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือไม่ก็ปลูกพืชพรรณจนเต็มพื้นที่ อีกทั้งพื้นที่เหล่านั้นก็ไม่อนุญาตให้ใครนำสัตว์เลี้ยงมาปล่อยให้กินหญ้าได้ เช่นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะมีความเชื่อว่า สัตว์เลี้ยงจะทำให้รากผิวดินของปาล์มขาด ทำให้ได้ผลผลิตไม่ได้เต็มที่ ยิ่งสวนยางพารายิ่งแล้วใหญ่ เพราะสัตว์เลี้ยงจะไปสีตัวเองกับต้นจนเกิดความเสียหายเป็นคดีความให้เสียเงินเสียทองเสียความเป็นญาติกันก็เยอะ สัตว์ใหญ่ใช้พื้นที่หากินและสร้างอาณาเขตส่วนตัวมากกว่าสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอย่างเป็ดไก่ ยิ่งทำให้มีข้อจำกัดมากมายในการเลี้ยงดู พื้นที่บางส่วนในหมู่บ้านมักมีที่สาธารณะที่ได้จัดไว้ให้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ บางส่วนบางท้องที่ถูกบุกรุกกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นการคาดหวังถึงพื้นที่ส่วนกลางนั้นยากนัก ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ใหญ่มีอยู่หลายอย่าง เช่น การกำจัดวัชพืชในสวน เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน เลี้ยงไว้เป็นการค้า เลี้ยงไว้เพื่อผลิตปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งผ่านกระบวนการหมักย่อยแล้ว เลี้ยงไว้เพื่อสนองความต้องการในวัยเด็ก กระทั่งเลี้ยงไว้เพื่ออาศัยแรงงานโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ หากโลกถึงกาลล่มสลาย(มากกว่านี้)รูปแบบและแนวคิดของคนใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าแบบผม จะมุ่งหน้าตีเข็มทิศเข้าสู่ระบบการจัดการฟาร์มอย่างสวยหรูหรือแสวงหากำไรงามก็ใช่ที่ แค่พึ่งพาตัวเองเท่าที่สามารถทำได้ก็นับว่าคุ้มแล้วที่เกิดเป็นคนท่ามกลางยุคสมัยที่ทรัพยากรร่อยหรออย่างทุกวัน การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ทำให้เกิดภูมิรู้หลายอย่างเชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องของอาหาร อาการเจ็บป่วย และการดูแลรักษาเบื้องต้น การใช้ยาสมัยใหม่และสมุนไพรเพื่อขับถ่ายพยาธิ วัคซีนป้องกันโรค การทำโรงเรือน การรักษาความสะอาด สุขอนามัย การดูแลให้ความรักและเอาใจใส่อย่างเพื่อนไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง กระทั่งการฝึกฝนเพื่อนำไปสู่การใช้แรงงาน ยิ่งหากเป็นสัตว์ที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งต้องมีความรู้เพื่อรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้
แค่ผมอยากจะเลี้ยงม้าไว้ซักตัว เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้สวยสดงดงาม อย่างที่ตัวเองคาดหวังไว้ แค่อยากจะสนองความเป็นเด็กในตัวของตัวเองตั้งแต่สมัยนั่งรถม้าเข้าสวนในยุคที่ถนนสายย่อยยังเป็นสีแดงจากฝุ่นกรวด ทางเข้าบ้านสวนคือร่องทางที่ชุ่มชื้นซึ่งปูลาดด้วยโคลนสีดำตลอดแนวสวน
เพียงโจทย์เล็กๆ ไม่กี่ข้อ..ทำให้ผมต้องศึกษาหาความรู้ทั้งจากผู้รู้ในหมู่บ้าน ผู้รู้ในระบบการเลี้ยงม้าอย่างเป็นวิชาการ นำมาสู่มิตรภาพไร้พรหมแดนที่ก่อเกิดจากการเสาะหาม้ามาเลี้ยง เสาะหาม้า ทว่าได้เพื่อนว่ากันอย่างนั้นเห็นจะได้
ครับ..ม้าของผม….เป็นม้าสายพันธุ์พื้นบ้าน มีความทรหดอดทนสูง เป็นเครื่องเปนเครื่องตัดหญ้าที่มีกำลังแรง สมรรถภาพในการตัดฟันหญ้าหลายชนิด(ไม่ทุกชนิด) ออฟชั่นพิเศษซึ่งแถมติดมากับกับเครื่องตัดหญ้าเป็นเครื่องผลิตปุ๋ยน้ำและปุ๋ยคอกเกรดดี ทั้งยังสามารถผลิตปุ๋ยเป็นอาหารดินและพืชได้ปีละประมาณ ๑ ตัน มูลของมันยังสามารถแปรเป็นพลังงานความร้อน,แสงสว่าง,อาหารของเห็ดกินได้บางชนิดได้อีก ของแถมหลังจากนั้นหากโลกมีอันต้องย้อนกลับสู่วิถีเดิม…ผมยังมีพลังงานจากม้าเพื่อการลากจูงขนถ่ายวัสดุและผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอ้อ..อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า นั่งดูม้ากินหญ้ายังเรียกอารมณ์แห่งความสุขได้ คุ้มไหมเล่า ท่านที่รัก |
……………ฉันคือ,ฉันเป็น…………

ฉันคือตั๊กแตนตัวเขียว
นั่งบนใบไม้ กลางทุ่งดอกอ่อมบาน
กลีบดอกด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงอ่อน
ผึ้งมุดดอกโน้น บินออกมายังดอกนี้
ตัวนั้นบินออก ตัวนี้บินเข้า
สลับสับเปลี่ยนกันไปมา
ฉันเฝ้ามอง,เพลิน
ทันใดนั้น
เสียงประทัดดัง
เด็กน้อยสามสี่คน
เดินลุยทุ่งดอกไม้ตรงมา
เพิ่งรู้ว่าเด็กน้อยตามหาตั๊กแตนเพื่อเกี่ยวเบ็ดตกปลา
ในวันที่แดดแรง และปิดเทอม
ฉันเป็นตั๊กแตนตัวเขียว
และเป็นเหยื่อ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
๐๗ ตุลย์ ๒๕๕๑
สวนขี้คร้าน สวี ชุมพร บ่าย,แดดแรง
…….บางสิ่งที่หายไป,บางสิ่งที่กลับมา……..
หลายครั้งที่ผมออกจากบ้าน เพื่อสังเกตโลกภายนอก จุดหมายส่วนใหญ่อยู่ที่การออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังมีการทำนาหลงเหลืออยู่ สังคมของคนทำนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน หากนับย้อนจากปี 2550 ลงไปนับว่าน้อยลงทุกวัน เสมือนลมหายใจอันรวยรินรอวันขาดตอน แม้จะมีคนทำนาอยู่บ้างทั้งนาสวนน้ำน้อย นาลุ่ม และกลุ่มของคนทำข้าวไร่อยู่หลายกลุ่ม แต่หลายกลุ่มเหล่านั้น มีคนทำนาอยู่เพียงสองหรือสามครอบครัวเท่านั้น พื้นเพเดิมของคนทำนาภาคใต้ตอนบนส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อขายอย่างในภาคกลาง อิสานหรือภาคเหนือ ยุคนี้มีแปลงนาที่ปลูกข้าวเพื่อกินภายในครอบครัวน้อยลงแม้ราคาขายจะจูงใจ แต่เมื่อเหลียวมองยุ้งฉางแล้วอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ ยุคนี้ยุ้งฉางเก่าแก่แปรเปลี่ยนกลายเป็นโรงเก็บแผ่นยางพาราและอุปกรณ์การเกษตรไปหมด แต่ที่น่าเสียดายมากกว่าคือโดนรื้อทิ้งแทบจะหาดูไม่ได้แล้ว ท่ามกลางวิกฤติของการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย กระแสของการปลูกพืชพลังงานเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันในภายหน้า ทำให้พื้นที่นาดั้งเดิมลดน้อยถอยลงทุกวัน ทุกวัน กลุ่มคนที่ตั้งใจย้อนวิถีดั้งเดิมไม่สามารถจะใช้พื้นที่เองหรือเช่าทำได้โดยสะดวก ทั้งโดยเครื่องมือ พื้นที่อันน้อยนิดและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พืชพลังงานบางชนิดเป็นพืชที่ต้องการน้ำในการเลี้ยงลำต้นมาก จึงทำให้แหล่งน้ำเริ่มแห้ง การทำนาที่แวดล้อมอันแปลกปลอมจึงนับว่ายากมาก และยิ่งยากมากขึ้นเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยน ศัตรูพืชยิ่งเพิ่มปริมาณยกตัวอย่างเรื่องของแปลงปลูกปาล์มน้ำมันโดยส่วนใหญ่เป็นที่นาเก่า จะมีหนูนาประเภทหนึ่งระบาดหนัก มันจะคอยกัดกินต้นปาล์ม ราก และยอดอ่อนของต้นปาล์มปลูกใหม่ บางแปลงมีพื้นที่เป็นร้อยไร่ เหลือรอดเพียงไม่กี่สิบต้นภายในเวลาไม่ถึงเดือน ทั้งการดักและเบื่อ หนูพวกนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมด แต่กลับเพิ่มมากขึ้นจนระบาดหนักขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สวน ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ยางพารา ยังถูกกัดกินต้นจนเปลือกเปลือยยืนต้นตายไปก็มาก ยังไม่นับถึงผลผลิตอื่นๆ ที่ต้องปกป้องกันเป็นพิเศษ หนักเข้าหาทางออกไม่เจอชาวบ้านจึงลือกัน มีประเทศเพื่อนบ้านนำหนูชนิดนี้มาปล่อยบ้านเราเพื่อให้ทำลายต้นอ่อนเป็นการสกัดคู่แข่งทางการค้า เมื่อต้นปาล์มสูงขึ้น อาหารของหนูเริ่มลดลง แต่ปริมาณของลูกหลานหนูมากขึ้น ใครทะลึ่งปลูกข้าวในช่วงเวลานี้ก็จะเหมือนการเอาอาหารจานโปรดไปให้ ทดแทนสิ่งที่เคยกิน ยิ่งพื้นที่นาข้าวจำนวนน้อยๆ ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีกหลายเท่า การทำนาในยุคนี้จึงเหมือนบทเรียนอันหนักหนาสาหัสที่ต้องจดจำและหาทางแก้ไขกันอย่างมาก พืชอาหารที่หล่อเลี้ยงให้คนในระดับล่างนับวันแต่จะมีราคาแพงขึ้น และต้องซื้อหามาติดบ้านไว้ทุกครัวเรือน ทั้งนี้ยังไม่นับถึงองค์ประกอบย่อยอื่นๆ เช่น ผัก หญ้า ปลาปิ้ง เป็นเป็นส่วนประกอบของคนทำนาในยุคโน้น จึงทำให้คนยุคนี้ต้องซื้อหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นสังคม ไม่แปลกที่คนจนเพิ่มมากขึ้น ในยุคที่ข้าวของขึ้นราคา เงินบาทกลายเป็นเศษเหรียญไร้ค่าที่เด็ก ๆ ไม่ลักขโมยไปซื้อขนมขบเคี้ยวอีกแล้ว แต่เมื่อย่างปี 2551 ราคาข้าวแพงขึ้น พื้นที่นาที่เคยถูกทิ้งร้างหลายแห่งฟื้นคืน ผู้คนหวนกลับมาทำนามากขึ้น ข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มต้นก่อนในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งสิ่งแวดล้อม พันธุ์ข้าว และความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คือประสบการณ์ใหม่ภายใต้ข้อจำกัดแบบใหม่ซึ่งคนรุ่นก่อนอาจจะคาดไม่ถึง แม้คนรุ่นเก่าจะมีประสบการณ์ในการทำนาอันโชคโชนเชี่ยวชาญในสายเลือดก็ตาม แต่อย่างที่บอกครับโจทก์เปลี่ยน วิธีการย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตาม หลังจากผ่านเดือนพฤษภาคม 2551 ไม่กี่วัน ฝนตกหลายวันติดต่อกัน ดินชุ่ม น้องชายผมโทรมาบอกว่าเปิดสวนใหม่ เพิ่งกวาดพื้นที่จนเตียน น่าจะลงข้าวไร่ได้ ผมจึงหอบหิ้วพันธุ์ข้าวที่ได้รับมาจากมิตรไกลถึงจังหวัดนครพนมติดมือไปบ้านน้องชายอีกอำเภอหนึ่ง แม้ทำเลจะไม่เหมาะกับการปลูกข้าว แต่เราคิดเองว่ามันไม่เหมาะ น่าจะให้ต้นข้าวตัดสินเองว่าแสงสว่าง ดิน น้ำ หรือธัญญาหารในดินจะเหมาะแก่การเพาะปลูกหรือไม่
วันนี้ น้องชายโทรมาหาผมด้วยเสียงตื่นเต้น “มันมาแล้ว….มันหายไปยี่สิบกว่าปีไม่เคยเห็น ตอนนี้เห็นแล้ว ยี่สิบกว่าตัวเห็นจะได้” “หืมม? อะไร?” ผมถาม“นก…นกจาบ..มันกินข้าว รวงที่กำลังสุกสวยที่พี่ถ่ายภาพไว้นั่น มันกินจนโกร๋นแล้ว” “ออ….” ไอ้เราก็นึกว่ามีอะไรมากกว่านี้ “ จริงๆ เขาเรียกนกติ๊ด…ปากสั้นๆ ตัวเล็ก ๆ ชอบกินข้าว..เป็นฝูง” ผมอธิบาย “ มีหนูด้วย หนูมันทำทางเข้ามากัดกินต้นแล้ว ” เขาบอกต่อ ครับ…น่าตื่นเต้นอยู่หรอก สำหรับคนที่ไม่เคยมองเห็นความเจริญเติบโตของต้นข้าวต้นน้อย ๆ ที่บรรจงหยอดกับมือทีละหลุม ละหลุม จนกระทั่งเติบโต ค่อยๆ ถอนหญ้า บำรุง ดูแล จนกระทั่งออกดอก ตื่นเต้นกับหยาดน้ำค้างตอนเช้าๆ จนสามารถถ่ายภาพมาอวดใครต่อใครได้ แล้ววันหนึ่ง ขณะที่กำลังชื่นชมรวงบางรวงที่กำลังเข้าระยะพลับพลึง คือกึ่งแก่กึ่งสุก สวยงาม พออีกวัน กลับพบว่ามันถูกกินจนโกร๋นด้วยนกตัวเล็กๆ ฝูงนั้น สิ่งที่น่าดีใจคือ นกบางชนิดที่ไม่เคยได้เห็นมานานร่วมยี่สิบปี กลับมาให้ชื่นชมถึงหน้าบ้าน ขณะที่ความโมโหร้ายก็เข้าสวมรอย เพราะบังอาจมาแย่งแม่โพสพอันแสนหวงแหนของเขาไปต่อหน้าต่อตา สำหรับมือใหม่,มันยอมไม่ได้ ครับ…ผมหมายถึงน้องชายของผม น้องชายที่ผมเคยสอนวิชาการนวดข้าวโดยการฟาดรวงลงในลังฟาดข้าว สอนวิธีหารมัดเชือกเข้ากับฟ่อน การร่อนลำพวนข้าว สิ่งที่ผมเพิ่งจะสอนไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคือการน่ำหรือการทำนาหยอด ผลที่ปรากฏบนแผ่นดินที่เราลงแรง หยอดเมล็ดพันธุ์ไปไม่นาน ข้าวเริ่มแทงหน่อสีเขียวออกมา กระทั่งแตกกอ ออกรวงในเวลาต่อมา แรงใจและความละเมียดละไมที่เกิดจากการดูแล ติดตาม สังเกต กระทั่งสามารถมองเห็นความงามท่ามกลางผลิตผลได้นั้น ผมถือว่าบางส่วนของความเป็นลูกหลานเกษตรกรกลับคืนมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นส่วนใหญ่ที่หายไป และเป็นส่วนน้อยที่กลับมา ช้าหน่อย..ดีกว่าไม่มาเลย..ใช่ไหม? ครับ,หลายครั้งที่ผมขับรถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน เพื่อสังเกตโลกภายนอก จุดหมายส่วนใหญ่อยู่ที่การออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังมีการทำนาหลงเหลืออยู่ สังคมของคนทำนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน หากนับย้อนจากปี 2550 ลงไปนับว่าน้อยลงทุกวัน เสมือนลมหายใจอันรวยรินรอวันขาดตอน แม้จะมีคนทำนาอยู่บ้างทั้งนาสวนน้ำน้อย นาลุ่ม และกลุ่มของคนทำข้าวไร่อยู่หลายกลุ่ม แต่หลายกลุ่มเหล่านั้น มีคนทำนาอยู่เพียงสองหรือสามครอบครัวเท่านั้น ที่น่าดีใจคือ หนึ่งในนั้นคือน้องชายผมเอง
|
……..ถ่านเลี้ยงชีวิต………..
![]()
๑.ภาคใต้ตอนบนฝนทิ้งช่วงหลายวัน ขณะที่งานในนาบนพื้นที่ของตนเองเริ่มซา มีจะบ้างเล็กน้อยเรื่องการดูแล หว่านปุ๋ย เกลี่ยคันนา ถางหญ้าริมคูน้ำเพื่อป้องกันมิตรสี่ขาฟันแทะมาทำรังรอเสพต้นอ่อนของกล้าข้าวเหมือนปีที่แล้ว ว่างจากงานนาจึงเริ่มต้นเผาถ่านอย่างจริงจัง โดยเลาะต้นไม้ที่งอกริมต้นมะพร้าว สะตอและพืชพรรณอื่นๆ ที่ต้องการผลผลิตออก ทั้งไม้พวกพลับพลาและไม้เนื้อแข็งอื่นๆ จึงทะยอยล้ม หั่นท่อน ลำเลียงเข้าเตาเผาแทบทุกวัน คงจำกันได้ที่ผมเคยเขียนถึงการเผาถ่านด้วยวิธีการใช้ถังสองร้อยลิตรแบบนอน ช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ ผมเผาถ่านได้เพียงกำมือ(http://www.oknation.net/blog/suankikran/2007/08/14/entry-1) พร้อมกับบทเรียนอีกเล่มโต ซึ่งสามารถบอกกล่าวเป็นวิทยาทานสำหรับมิตรสหาย และเพื่อนในสายใยแก้วอีกหลายคน จากความเดียงสาสู่ความเชี่ยวชาญ กระทั่งสามารถแจกจ่าย แลกเปลี่ยน บรรจุลงถุงเพื่อส่งขายตามร้านค้าในหมู่บ้านได้ถึงสามร้าน โดยวางไว้ทีละห้าถุงสิบถุง เป็นรายได้เลี้ยงตัวได้อย่างไม่เดือดร้อน แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีลูกค้ารายหนึ่งติดต่อถึงบ้านพร้อมกับยื่นข้อเสนอว่าต้องการถ่านวันกระสอบเพื่อนำไปปิ้งไก่ขายราวัน ซึ่งเวลานั้นเป็นช่วงที่ถ่านในสต็อกใต้ถุนบ้านเริ่มขาดแคลน เพราะเพิ่งส่งร้านค้าไปเมื่อเย็นวาน ผมแบ่งรับแบ่งสู้เพราะยังไม่ได้เตรียมตัวที่จะเริ่มต้นงานที่หนักเกินตัว แต่เมื่อสร้างเตาใหม่อีกเตาเสร็จ ติดตั้ง เดินเครื่อง ทุกอย่างก็ลื่นไหล ทุกเช้าในช่วงนี้ ต้นไม้ในสวนจะได้กินคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเต็มอิ่มไปจนจรดเย็น คุณเคยเห็นแสงยามเช้าที่ลอดผ่านหลังคาใบไม้ลงต้องควันที่ลอยอ้อยอิ่งนั่น งดงามเหลือเกิน ไม่ว่างานจะเหนื่อยหนักแค่ไหน ท้ายที่สุดก็แค่ความชื่นมื่นส่วนตัวที่ได้มาจากแง่มุมเล็กๆ ที่สายตาสอดส่ายไปพบเจอ วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังลำเลียงไม้ในสวนใส่รถเข็นเพื่อเข็นกลับบ้าน ก้มลงมองพื้นดินพบต้นหญ้าเล็กๆ ออกดอกเป็นปุ่มปมสวยงาม ไม้เล็กๆ ชนิดนี้ออกดอกยามหน้าฝนบนพื้นดินที่ไร้สารเคมีใดๆ เท่านั้น
๒. น่าแปลกที่กิจกรรมในการดำรงชีพในช่วงวัยเด็กแทบทุกอย่างที่ผมเคยชิงชังสาปส่ง กลับต้องมาใช้มันอย่างจริงจังในการใช้ชีวิตในช่วงวัยนี้ ช่วงวัยที่ผม(ตอนเด็ก)เคยแหงนหน้ามองคนในวัยเดียวกับผมในขณะนี้อย่างทึ่ง กระทั่งคิดเอาเป็นรูปเคารพ เป็นวีระบุรุษเป็นครูในใจ คาดหวังว่า หากเราถึงวัยนี้ คงจะขลังน่าดูชม
แต่ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ ณ ตอนนี้ กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเดินยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิอย่างที่คนรุ่นก่อนเคยเป็น ครับ,กิจกรรมหนักหนาอย่างโค่นต้นไม้ เลื่อยหั่นบั่นตัด ปลูกต้นไม้ ถางสวน ไถนา คราดนา เพาะกล้า ดำนา ขุดดิน เลี้ยงสัตว์ใหญ่ ธรรมดาเสียจนตัวเองตกใจ นี่เราตกอยู่ในบ่วงกรรมหรือเป็นความชมชอบในส่วนลึกกันแน่? ขณะที่กระแสเมืองและความล้ำยุคร้อยแปดวิ่งอยู่รอบตัว ผมกลับทำกิจกรรมอยู่กับบ้านกับสวนอย่างเชื่องช้า เหมือนทวนกระแส แต่ไม่ได้ขัดขืน กลับรู้และเอนอ่อนอย่างมีความสุข แม้จะวุ่นวายไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เช้าจรดเย็นถึงค่ำและดึกดื่นในบางวัน อาจเป็นที่ชีวิตที่น่าอิจฉาที่ใครอาจพบว่าผมนั่งเลื่อยไม้อยู่หน้าเตาไฟ ขณะที่เสียงวิทยุที่แว่วมาจากหน้าบ้านนั้น เป็นสถานีเพลงนิวเอจจากประเทศแถบถิ่นเอเชียกลาง ตะวันตก ยุโรป อเมริกา อังกฤษ และบางวันในประเทศจีน ดีนักหนาแล้วที่ไม่มีใครอุตริบริจาคเครื่องแลปทอปให้ผมนั่งโพสถ้อยคำลงในบอร์ดสนทนาของบางเว็บไซด์ โดยใช้อินเตอร์เน็ทไร้สาย ครับ,นั่นเป็นช่วงทางหนึ่งของการติดต่อโลกภายนอกของคนที่ขับเคลื่อนชีวิตอย่างโบราณที่สุดด้วยวิธีการที่ทันโลกทันเหตุการณ์ที่สุดเท่าที่เครื่องมือและงบประมาณจะเอื้อให้ คุณคงไม่ทราบว่าเงินจ่ายรายเดือนสำหรับอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงของผมได้มาจากการและเปลี่ยนจากหยาดเหงื่อ ถ่านสีดำและเทคนิควิธีที่คนยุคเก่าเคยใช้ในการใช้ชีวิต มาแจกถ้อยคำและภาพถ่ายมาแลกเปลี่ยนสู่กัน ด้วยการเรียนรู้กิจกรรมที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน แทนที่จะรู้สึกฉลาดเฉลียวและปราดเปรื่องขึ้น ผมพบว่าตัวเองยิ่งจมดิ่งลงสู่ความมืดมนโง่งมลงทุกที
บางทีผมอาจจะต้องเปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะมาใช้แลปท็อปแทน ไม่แน่ว่าเรื่องต่อไปที่ผมจะเขียนมาให้อ่าน อาจจะมาจากการนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ในสวนต้นใดต้นหนึ่งเป็นแน่…แต่จะเฉียบคมแค่ไหนนั้นรุ่นของแลปท็อปอาจมีส่วนสำคัญ(ฮา)
๓. จากวันที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ถ่านหลายสิบกระสอบ น้ำส้มควันไม้หลายสิบลิตร ต้นไม้หลายร้อยต้นทะยอยแปรสภาพกลายเป็นถ่านและพลังงานความร้อนสู่ครัวเรือน ชุมชน กลายเป็นเม็ดเงิน อาหาร ความร้อน และฯลฯ ครับ มาจากคนเล็กๆ คนหนึ่งในอำเภอเล็กๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ คนหนึ่งที่มีเรี่ยวแรงสานให้กิจกรรมในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเล็กๆ ปนเปกับหยาดเหงื่อและเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้าในแต่ละวัน นาทีนี้ผมมองเห็นความมั่นคงเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ ซึ่งต่อให้ข้าวของราคาแพงระยับเพียงไหนก็ตาม ผมมองเห็นทางรอดที่ทอดยาวจากอนาคตจนถึงหัวกระไดบ้านสวนขี้คร้านในยุคนี้ - แม้เส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยหลุมบ่อและขวากหนามมากมายก็ตาม ในการมีและใช้ชีวิตของคุณล่ะ…มองเห็นเส้นทางข้างหน้าบ้างไหม?
|
…………เพาะ…………..
ฝนตกแล้ว ฉันคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ทันทีที่นกแซงแซวเปลี่ยนเสียง มุ่งเข้ากอไผ่ตัดสองลำพอดีมือกำ เสี้ยมปลาย สะพายย่ามเมล็ดพันธุ์ ดุ่มเดินไปบนแผ่นดินญาติ ดายหญ้าพอให้เห็นดินสีดำ ระหว่างแนวต้นยางพาราเล็ก เปิดอกพระแม่ธรณีออก ตั้งสมาธิมั่นสมาต่อแผ่นดิน,สรรพชีวิตจิตวิญญาณของบรรพชน จากนั้นสักไม้ลงปักดินหนึ่งสอง หนึ่งสอง สลับซ้ายขวา เดินไปข้างหน้า หลุมรอยปรากฏอยู่ข้างหลัง เดินไปมาซ้ำซากเกิดหลุมเล็กปรากฏเต็มผืนดิน หยุดนั่งพัก จากนั้นกลับมาโรยเมล็ดพันธุ์ลงไปในหลุมรอย บอกกล่าวแก่แม่ธรณีให้ช่วยอุ้มโอบ บอกฝนฟ้าให้ชีวิต บอกสายลมให้ช่วยเติมความหอมหวานบำบัดความเศร้าของมวลมนุษย์ผู้หิวโหย เพราะทั้งหมดฉันเชื่อว่า แม้เป็นเพียงกิจกรรมเพาะปลูกของคนเล็ก
|
…………………………………………………………………………………………………………………
……..ปลวกใต้ใบไม้…..
๑.ต้นฝน..
นั่งจับเจ่ามองหยดน้ำริมชายคา ฟ้าสีมอ อากาศเย็น,ไม่รื่น
กับชีวิตที่ฝากไว้กับรายได้และรายจ่าย,เม็ดเงิน
ทอดอาลัยกับความไม่มั่นคงในชีวิต ใกล้วัยอันสมควรจะนั่งมองชีวิตมันเคลื่อนไป แต่หาเวลาละเมียดไม่เจอ ชีวิตดังใบไม้เปียกฝน ทับถมภายใต้ร่มที่ชื้นชุ่ม รอให้ราและปลวกกัดกร่อนจนไม่เหลือเส้นใย
กิ้งกือกอดดอกเห็ดอันอวบอ้วน ค่อย ค่อย แทะเล็ม ซึ่งต้องอดทนรอคอยนับแรมปี
แลเห็นปลวกชักแถวเดินลอดใต้ใบไม้ เห็นเงาดำเป็นสายทอดจากริมทางมุ่งลึกเข้ารก ย่างย่องเงียบเชียบ มองไป..แถวนั่นคล้ายเครื่องจักรบดเคี้ยว ปลวกแต่ละตัวส่งเสียงงึมงัม,งึมงัม มุ่งทางไหน ใบไม้กร่อนเรียบเป็นร่อง ซึ่ง, ต่อให้แนบใบหูติดพื้นดิน หากไม่ปิดเสียงภายข้างใน ไฉนเลยจักยินเสียงปลวกใต้ใบไม้
ตลอดกาลฯ
๑๘ พฤษภ์ ๕๑ / สวนขี้คร้าน / ฉ่ำน้ำ,ฝนพรู |






