18/06/2009 09:35
Posted by
sailomloy in
Blog

เปล่าดอกผมไม่ได้ประกวดตั้งชื่อแพนด้าน้อยในกระแสข่าวตอนนี้(มิถุนายน๒๕๕๒) หากแต่เป็นนามแปลกของไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งซึ่งเปรี้ยวได้ใจพระเดชพระคุณมาแต่โบราณจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ด้วยว่าไม้ชนิดนี้สามารถเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ ออกดอกออกผลได้ทั้งปี ดกดื่นรอบเปลือกตั้งแต่โคนจนถึงยอด ดังนั้นแค่ในหมู่บ้านๆ หนึ่ง มีต้นไม้ชนิดนี้เพียงต้นเดียวก็กินกันไม่หมดไม่สิ้น
..ต้นไม้ชนิดนี้จึงมีคนปลูกกันน้อย สุ่มเสียงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง
คนต่างจังหวัดคงเคยรู้สึก ที่ว่าอยู่ๆ พบว่าต้นไม้หลายต้นที่คุ้นเคย หายไปจากความทรงจำชนิดที่เรียกคืนกลับมาไม่ได้เลย หากไม่ได้เห็นบางอย่างที่คุ้นตา คุ้นลิ้นหากได้ชิม และคุ้นกลิ่นเมื่อได้สูดอีกครั้ง
และอาจเป็นครั้งที่สายเกินไปแล้วก็ได้
บ้านผมเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ว่า ลิงติง ทางใต้เรียก ลี้งตี้ง ลี้งปลี้ง หลี้งปลี้ง แล้วแต่สำเนียง แต่มีบางชุมชนเรียก มุงมัง (นครศรีฯตอนบน)น่ารักดีเหมือนกัน
ลักษณะต้นโดยรวมคล้ายมะยม แต่กลับเป็นญาติสนิทกับมะเฟือง เสน่ห์งามอีตรงดอกสีเลือดเข้ม ห้ากลีบ ก้านเกสรสีขาว โผล่ออกมาจากกลางดอก ปลายก้านมีเกสรสีเหลืองอ่อนแต้มแต่น้อย ยามออกดอกในกลุ่มก้านช่อดอกเดียวกัน จึงกระจุกแน่นดูแปลกตา
นอกเหนือจากน้ำคั้นจากผลผสมกับน้ำผึ้งแล้ว ตำรับยาโบราณใช้ดอกทำน้ำชาดื่มแก้ไอได้เหมือนกัน
ดอกผลกลมมนยาวราวนิ้วมือ สีเขียวเป็นกระจุกแน่น แทบจะไม่มีดอกไหนที่ฝ่อ เพราะติดผลแน่นขนัด ผลอ่อนใช้เป็นอาหารได้สารพัน ทั้งน้ำพริก แกงส้ม แกงเผ็ด เทโพ ยำ ต้มกระทิ หรือจะกินเล่นแบบผลไม้จิ้มพริกเกลือ
ทำน้ำหวานใส่น้ำแข็งเกล็ด ก็ต้มกรองหรือปั่นด้วยเครื่องปั่น ปรุงรสทำน้ำตะลิงปลิงเสริมวิตามินซีให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
เมนูอาหารพื้นบ้านหลายถิ่นใช้ต้มส้มกับปลาทู เมื่อเบื่อรสคุ้นล้นที่ปรุงด้วยน้ำส้มที่หมักจากน้ำตาลโตนดสด บางเมนูใช้แกงเผ็ดแกงปลาแทนผักรสเปรี้ยว เทียบเคียงกับพวกสับปะรดในแกงคั่วส้มหรือเทโพคงคล้ายกัน แต่รสชาติแตกต่าง
รักความจัดจ้านแบบส้มตะลิงปลิง ใช้แทนมะนาวทั้งคั้นน้ำและแทนผักในการปรุงเมนูต้มยำทะเลน้ำใส แค่คิดน้ำสายก็ใส
ผลดกมากก็หาวิธีถนอม ทำแห้ง แช่อิ่ม เป็นการถนอมผลไม้แบบเปลี่ยนรสชาติกันไปได้อีก
นอกเหนือจากนั้นแล้วความเป็นส้มเป็นกรดของตะลิงปลิงสามารถใช้ขัดพวกเครื่องทองเหลืองให้แวววาวสวยงามได้
ไม่แน่ใจว่าในยุคก่อนที่ผมจะทันจำความ บ้านสวนฯเคยมีตะลิงปลิงอยู่บ้างหรือไม่ ขอเพียงในยุคผม ปลูกไว้ จำเป็นกินใช้หยิบฉวยได้สะดวก เป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้านไปในตัว
ต้นตะลิงปลิงหาง่าย แต่ไม่ใช่ทุกต้นที่มีผลแล้วมีต้นล็กๆ งอกตรงโคนต้น ผลดกแต่ไม่ใช่ทุดผลที่มีเมล็ด ไม่ใช่ทุกเมล็ดที่ปลูกแล้วงอก
แต่ผมก็สามารถเสาะหามาปลูกไว้ในสวนขี้คร้านจนได้
ต้นเล็กๆ หลายต้นถูกขุดขึ้นมาจากสวนของเพื่อนต่างอำเภอเมื่อเจ็ดปีก่อน นำมาปลูกไว้ในสวนฯ เหลือรอดเพียงสามต้น ล่าสุดถูกไฟคลอกตายอีกต้น เหลือสอง หนึ่งในนั้นออกดอกออกผลให้เห็นปีครั้งแรกในเดือนนี้(มิถุนายน ๒๕๕๒)
อีกไม่กี่วันก็ได้กินได้ใช้แล้ว….ตะลิงปลิงเจ้าเอยฯ
การรอคอยในบางสิ่งสำหรับมนุษย์ เวลาเจ็ดปีอาจยาวนานเกินการ แต่สำหรับต้นไม้ ผมว่าแม้ใช้เวลายาวนานทั้งชีวิตหรือเกินเลยไปหลายชั่วชีวิตของคน การหยัดยืนขึ้นอย่างแข็งแรง ต้านลมต้านฟ้า กระทั่งออกดอกออกผลสืบทอดเผ่าพันธุ์ของต้นไม้ได้นั้น อาจมีความหมายเพียงแค่กระพริบตา
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคนต่างจังหวัดอาจเคยรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวนับแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน จะเป็นห้องแถวเก่าๆ ในตลาด ต้นไม้ บทเพลง อาหาร หรือผลไม้ที่คุ้นเคย มีบางช่วงเราพบว่ามันหายไปจากความทรงจำชนิดที่เรียกคืนกลับมายาก หากไม่ได้เห็นบางอย่างที่คุ้นตา คุ้นลิ้นหากได้ชิม คุ้นเสียงหากได้ยิน และคุ้นกลิ่นเมื่อได้สูดดมอีกครั้ง
ไม่แน่ว่า……….อาจเป็นครั้งที่สายเกินไปแล้วก็ได้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
09/04/2009 18:35
Posted by
sailomloy in
Blog
รอยลูกปัด : BEYOND BEADS กำลังอยู่ในกระแสนิยม ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นเจ้านายเก่าของผมในสายงานประจำยุคโน้น ทั้งยังเคยเป็นผู้ที่ให้ที่พักพิง แหล่งมั่วสุมทางปัญญา ห้องสมุด ที่ซุกตัว เพิ่มหยักสมองในยุคที่ผมเริ่มแปลกแยกและตั้งคำถามต่อสังคมแล้วหัดขีดเขียนในเวลาต่อมา
ครับ,คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เจ้าของลูกปัดสุริยะเทพอันโด่งดัง ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปในยุคที่ผมเริ่มห้อยลูกปัดเส้นเล็กๆ ที่คนในบ้านผมขุดหามาร้อยให้ผมสวมใส่ในยุคหนึ่ง
สามสิบกว่าปีก่อน ยุคสมัยที่กรุเขาสามแก้วแตกใหม่ๆ
รู้จักเขาสามแก้วไหม?
“เขาสามแก้ว เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่รับอารยธรรมจากอินเดีย จากการสำรวจและขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2524 -2525 พบหลักฐานสำคัญ เช่น กลองมโหระทึกสำริด ประติมากรรมจำลองสำริด (รูปคน,สัตว์) เครื่องมือเหล็กรูปใบหอก แท่นหินบดมีลายตัดทอนส่วนของสถูปและธรรมจักร ลูกปัด (แก้ว, หิน) กำไล (แก้ว,หิน) แหวนและแผ่นทอง รวมทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนแกะสลักอักษรโบราณ
จากผลการขุดค้นทางโบราณคดี สามารถสันนิษฐานได้ว่า บริเวณเขาสามแก้วเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคน ๒ สมัย คือ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่พบจากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บนเนินและพื้นที่ราบ โดยยังคงสืบทอดวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอินเดีย (สมัยอินโด – โรมัน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ ) และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง เช่น วัฒนธรรมดองซอน เป็นต้น และจากการพบเศษแก้วหลอม หินวัตถุดิบที่มีรอยขัดแต่ง รวมทั้งลูกปัดและเครื่องประดับจำนวนมากที่แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว อาจสันนิษฐานได้ว่า แหล่งโบราณคดีนี้น่าจะเป็นแหล่งผลิตลูกปัดและเครื่องประดับ เพื่อตอบสนองคนในชุมชนและชุมชนอื่นๆ รวมทั้งน่าจะเป็นเมืองท่ารุ่นแรกๆ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยที่รับวัฒนธรรมอินเดีย” ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร (ข้อมูลโดย สุขกมล วงศ์สวรรค์)
ยุคนั้น,แม่และคนในหมู่บ้านได้ข่าวของเก่าที่ถูกค้นพบ คงเกิดกระแสตื่นของ เหมือนตื่นทอง(มีคนเคยพบทองเก่า เงินเก่า สมบัติต่างๆ) จึงรวมกลุ่มกันไป เตรียมข้าวกลางวัน พลั่วเสียม และนั่งรถไฟหวานเย็นหายไปวันหนึ่งเต็มๆ ก่อนจะกลับมาตอนหัวค่ำพร้อมกับสมบัติเต็มหอบ…
สมบัตินั่นบางส่วนผมยังเก็บไว้จนถึงก่อนทำบ้านหลังนี้ (จำไม่ได้แล้วว่าตอนนี้เก็บไว้ตรง
ไหนของบ้าน ทั้งที่มันไม่ได้มีราคาค่างวดแค่เพียงเศษหม้อดินเผาแตกๆ ที่ไม่มีลวดลายอะไรเลย )
แต่สมบัติอีกส่วนหนึ่งหล่นหายไปนานแล้วครับ ตั้งแต่ผมยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือ หรือ อาจจะเข้าเรียนป.1 ป.2 ไม่แน่ใจ ความจำช่วงนั้น..ลางเลือนเหลือเกิน
ลูกปัดครับ…ลูกปัดแก้วสีฟ้าหรือสำน้ำเงินเข้ม เม็ดขนาดนิ้วก้อยเด็ก แม่ประจงร้อยเป็นสร้อยใส่คอผมไว้ แต่ด้วยความซุกซนประสาเด็กกระโลดเต้นวิ่งเล่นซนในสวน สร้อยลูกปัดฝีมือแม่จึงขาด ลูกปัดตกหล่นสูญหายไปไหนไม่ทราบ รอบๆ บ้าน ในสวนเพื่อนบ้าน ในทุ่งนา หรือที่อื่น
คิดแล้วยังอดเสียดายอยู่เนืองๆ

ผมจึงฝังใจกับลูกปัดแก้วสีฟ้าอย่างมาก พบเห็นที่ไหนเป็นอันต้องปรี่เข้าไปนั่งดู ลูบคลำอย่างมีความสุข แต่ไม่มีปัญญาจับจ่ายซื้อหามาเป็นสมบัติประจำตัว จนทำงานประจำได้เงินเดือนแล้วนั่นแหละ
วันหนึ่ง..ไปนั่งดูแถวๆ ท่าพระจันทร์ในยุค 2534 -2535 ได้ลูกปัดอ่างทองมาประจำตัวไว้เส้นหนึ่ง,อย่างเท่ห์
สวมใส่อยู่หลายปี,ท้ายที่สุดผมก็ให้เพื่อนสนิทครอบครองไป..
ประมาณปี 2541 เพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนปวช.มาด้วยกัน ติดต่อถึงกันกันตลอด บ้านเกิดของเพื่อนไม่ไกลจากวัดสามแก้วมากนัก
เพื่อนได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ มีการขุดหาลูกปัดกัน ยังมีลูกปัดให้ค้นขุดอยู่เรื่อยๆ จริงบ้างสวมรอยบ้างว่ากันไป
เพื่อนเล่าถึงชั้นหินและแนวของของเส้นทางลูกปัดใต้ดินที่มีการค้นพบ เพื่อนว่ามันไม่เหมือนการขุดหลุมศพเพื่อค้นหาสมบัติคนตายมาครอบครองหรือขายไป แต่มันคือแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่มีลูกปัดตกหล่นอยู่แทบทุกที่ ไม่ใช่มีลักษณะเป็นหลุมๆ เหมือนที่อื่น
ยุคหลังที่เราติดต่อกัน เพื่อนว่าเจ้าของที่ใช้วิธีการให้สัมปทานกันคนละกระสอบ คิดราคากันไป ขุดๆ ดินใส่กระสอบจ่ายเงิน แล้วแบกไปร่อนได้มากน้อยแล้วแต่ดวง เพื่อนเล่าเสียเห็นภาพ จนต้องขอติดสอยห้อยตามเพื่อถ่ายภาพข้อมูล พร้อมทั้งบอกให้เพื่อนหาลูกปัดแก้วสีฟ้าไว้ให้ผมเส้นหนึ่งด้วย
เพื่อนรับปาก…
เพื่อนว่า หากผมจะไปเก็บภาพเก็บเรื่องวันไหน เดี๋ยวจะพาไป ให้เตรียมตัวไว้
ผมรับปาก…
ปี 2551 คนแก่ที่บ้านไม่สบายหนักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง ผมโทรเข้าหาเพื่อน ก่อนคนแก่จะออกจากโรงพยาบาล 1 วัน เพื่อนหิ้วของฝากมาเยอะแยะเพื่อเยี่ยมคนแก่และผมที่โรงพยาบาล พร้อมกับล้วงสร้อยลูกปัดมายัดใส่มือผม
พร้อมกับสำทับว่า “มึงเอาเส้นนี้ไปก่อนนะ เส้นก่อนลูกมันใหญ่กว่านี้ กูเก็บไว้ให้มึงนานแล้วมึงไม่ไปเอาซักที กูเลยขายไปแล้ว ร้อนเงินหมุนไม่ทัน ไว้วันหลังกูจะหาให้ใหม่ให้ลูกใหญ่กว่านี้”
ผมจับมือเพื่อนแล้วบอกขอบอกขอบใจ
เดือนหนึ่งหลังจากนั้น……เพื่อนตาย

ทุกวันนี้เมื่อได้ยินข่าวเรื่องลูกปัดที่โน่นที่นี่ยังสะทกถึงลูกปัดสีฟ้าที่หายไป และพวงลูกปัดขนาดเล็กที่เพื่อนผมมอบให้ก่อนละสังขาร
วันไหนหยิบลูกปัดพวงนั้นมาสวมใส่ห้อยคอ ผมคิดถึงคำบางคำที่มิตรคนหนึ่งเคยสนทนากับผม
“ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็โดดเดี่ยวด้วยกันทั้งสิ้น”
อีกหลายปีข้างหน้า..ลูกปัดในมือผมพวงนี้ตกอยู่กับใครไม่รู้
มาจากดินคงกลับไปสู่ดินดังเดิม จะคงอยู่หรือเสื่อมไป ช้าหรือเร็ว กาลเวลาเท่านั้นที่บอกเล่าเรื่องให้กับคนรุ่นต่อไปได้
มีคุณค่าสำหรับคนรุ่นนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องล่วงรู้
ใช่ไหม?
………………………………………………………
30/03/2009 12:26
Posted by
sailomloy in
Blog
|

เธอเอ๋ย…..
ฉันมีหน่วยคำ(คีย์เวิร์ด)อยู่หน่วยหนึ่ง กับกลุ่มคำอีกกลุ่มหนึ่ง ประสมกันเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งฝังใจมาตั้งแต่วัยเด็ก
ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เหมือนคนรำลึกชาติ เห็นไอ้โน่นก็วูบ ได้กลิ่นนี่ก็วาบ
สมัยที่เด็กยุคนั้นยังไม่รู้จักกางเกงลิง ในสวนยังเตียนโล่งทว่าร่มด้วยพรรณไม้ผล นาหน้าแล้งซังแห้งกรอบ เด็กน้อยโรงเรียนปิดเทอมใหญ่แล้ว ผลไม้หน้าแล้งเริ่มออกดอกออกผล ดอกกาแฟบาน เด็กวิ่งเล่นในสวนหากินลูกไม้เล่น
ปวดหนักก็วิ่งแจ้นเข้าสวนในมุมอับ ที่นั่น เม็ดไม้จากการกลืนกินเริ่มต้นเพาะตัว เพื่อเติบโตให้ดอกให้ผลในเวลาต่อมา
ทะลึ่งสงสัยว่าเด็กน้อยเอาอะไรมาทำความสะอาด(ตูด)?
ใบไม้ใกล้ตัวอย่างสาบเสือและขี้ขมน่าจะเป็นใบไม้ตัวเลือกชนิดแรกๆ ด้วยใบที่อ่อนนุ่ม หาได้ง่าย และไม่มีพิษระคายเคืองต่อผิวอันอ่อนบาง

ในหมู่บ้านยุคนั้น…แม้บ้านที่มีฐานะดียังไม่เคยรู้จักส้วมซึม อย่างดีแค่เว็จปิดล้อมบังตา หากใครผ่านเส้นทางที่มีการนั่งทุ่งอยู่เพียงเห็นหัวผลุบโผล่ก็รู้โดยทันทีว่าโลกส่วนตัวห้ามยุ่งเกี่ยว และกรุณาจำเส้นทางนั้นไว้ด้วย หากผ่านไปอีกครั้งอาจได้พบกับระเบิดแดดเดียว แข็งนอกนุ่มในเล็ดง่ามตริงได้อย่างมีอิสระพร้อมกลิ่นอันแสนรัญจวน
เจอเข้ากับใครเป็นได้จำไปเล่าอีกหลายเดือน – หากไม่อับอายเสียเอง
เรื่องเล่าอันสืบเนื่องจากการนี้มีอีกนับไม่ถ้วนทั้งขันและขื่นในเวลาเดียวกัน ไว้โอกาสต่อมาจะสรรหามาสู่กัน
หน่วยคำหน่วยแรกไว้ คือต้นขี้ขมและกลุ่มคำที่ว่าคือเรื่องเล่าข้างบนนั่นเอง
ฉันหลงลืมไปนานแล้ว ว่าขี้ขมมีความน่าสนใจตรงไหน นอกจากใบไว้ใช้เช็ดตูดคนในยุค 30 ปีลงไปในชนบทหมู่บ้านถิ่นใต้ตอนบน
กระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ดอกขี้ขมบานสะพรั่งไปทั้งสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนข้างเคียงหรือไกลออกไปที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไร้สารฯ ไม่มีการตัดฟันด้วยว่าเห็นเป็นพืชเบียดเบียนมายา(ปุ๋ย)ของต้นไม้หลักในสวน
เห็นดอกตูมเป็นตุ้มโผล่ออกมาจากฐานรองดอกแปลกดีแฮะ..โดยรวมกลุ่มดอกเป็นช่อตรงยอดคล้ายนางแย้มทว่าไม่หนาแน่นเท่า กลีบดอกสีขาวคล้ายมะลิซ้อน เมื่อบานกลีบสีขาวจะชัดเจนมองเห็นแต่ไกล แต่ด้านในตรงโคนเกสรมีสีส้มแดง ชมพู ม่วงอ่อนไล่เฉดกัน
ก้านเกสรสี่อันสีขาวบริสุทธิ์ปลายก้านเกสรทั้งสี่คือเกสรสีม่วงแก่รูปหัวใจดวงน้อยๆ สี่ดวงติดแหมะอยู่ตรงนั้น อีกอันเป็นก้านเกสรหรืออะไรไม่รู้ แต่ปลายก้านซึ่งยื่นยาวกว่าสี่ก้านแรกมีแฉกเล็กๆ สีเขียวอ่อน ดูแปลกตา เหมือนหนวด เหมือนลิ้นงู เหมือนอะไรไม่รู้?
บ้าจริง…“อย่าสวยให้มากได้ไหม ฉันหัวใจจะวาย”

น่าเชื่อไหมเล่าว่านี่คือดอกไม้ที่ฉันเคยเด็ดใบมาเช็ดตูดเมื่อวัยเด็ก?
มองเจ้าต้นขี้ขมแบบกวาดสายตาผ่าน โดยรวมชอบงอกงามในนิเวศร่มรางๆ เย็นชื้นใต้ร่มไม้อื่น พื้นดินไร้สารเคมี ลำต้นขนาดกลาง สูงไล่เลี่ยกับนางแย้มอย่างมากเมตรครึ่งไม่เกินนี้ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ออกใบเป็นคู่ เส้นใบชัดเจน หนา นุ่ม เมื่อเทียบกับใบไม้ชนิดอื่น
ตำรายาบอกว่าโบราณใช้รากต้มแก้ไข้ ฉันแต่ไม่ยักรู้ว่าใบอ่อน ยอดอ่อนกินสดเป็นผักจิ้มได้
ค้นไปค้นมาพบว่าชื่อที่อาจรู้โดยทั่วกันเรียกนางแย้มป่า และชื่ออื่นๆ เช่น พินพี ปิ้งขาว ปิ้งหลวง โพพิง สืบค้นต่อไปอีกในเรื่องต้นไม้อัปมงคล ต้นไม้ต้องห้าม เขาว่านางแย้มป่าคนไทยเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่หากนำไปปลูกไว้ภายในบ้านวันดีคืนดีนางแย้มป่าสำแดงอิทธิฤทธิ์ทำร้ายรังแกผู้คนในบ้าน หวาดผวาเสียขวัญหรือป่วยไข้ได้
โอ…นอกจากจะมีความสวยแบบหัวใจจะวายแล้วยังออกแนวหลอนอีกด้วย ฉันแอบคิดถึงวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง ภูตผีเหล่านั้นคงเคืองที่ฉันเด็ดใบมาชำระอาจม คงเผ่นหนีไปสิงสู่อยู่ถิ่นอื่นแล้ว เพราะในยุคนั้นทุกบ้านก็ใช้บริการแทนทิชชูทั้งสิ้น

นั่นก็หมายฟายว่า….ขี้ขมหรือนางแย้มป่าบ้านฉัน ไร้ภูตผีสิงสู่อยู่อาศัย
ดังนั้นหากใครยินยอมจะหัวใจวายโดยไม่หลอน กรุณาลงชื่อเข้าแถวโดยพลัน
ฉันแจก..
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อมูลบางส่วนจาก พจนานุกรมสมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2531.
อีกนิดนึง สรรพคุณของรากที่ใช้แก้ไข้ได้ อย่าได้ใช้จนกว่าจะมีผู้รู้จริงบอกกล่าวเพราะอาจกลายเป็นภูติประจำต้นขี้ขมเสียเอง จะหาว่าฉันไม่เตือน |
18/03/2009 10:06
Posted by
sailomloy in
Blog
ปลายเดือนห้า ต่อ เดือนหก
ภาคใต้,ในหมู่บ้านของเด็กน้อยในยุคที่ท้องทุ่งทางทิศตะวันตก ยังมีการทำนากันเป็นปรกติแทบทุกครัวเรือนที่มีที่นาเป็นของตนเอง ยุคนั้นกิจกรรมของเด็กหนีเที่ยว ไม่พ้นหัวคันนา ต้นหว้า หลังควาย ปลากัด หนังสะติ๊ก คันเบ็ด และสัตว์เลี้ยงประจำตัว
ยุคนั้นไฟฟ้ายังไม่เข้ามาในหมู่บ้าน ไม่มีทีวี สิ่งบันเทิงเดียวที่ทันสมัยที่สุดคือวิทยุทรานซิสเตอร์
สิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลายเดือนสาม ฟ้าแล้ง ดินในนาแห้งแตกระแหงพร้อมกับการหายไปของปลาทุกชนิด พวกผู้ใหญ่เล่าว่าปลามันลงลึกหรือไม่ก็จมโคลนฝังตัวอยู่ใต้ดินที่มีซุ้มเฉพาะของมัน
เมื่อฝนพรัด(ฝนตะวันตก)ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ดินที่แห้งขังน้ำ กระทั่งอิ่มตัว ปลาจากไหนต่อไหนบ้าน้ำใหม่
ครับ…ปลากัดทุ่งก็เช่นกัน เด็กน้อยเดินลุยในนาอย่างสบายใจเฉิบเพราะดินยังแข็งไม่มีตมโคลนให้เดินยาก น้ำใสจนมองเห็นพื้นดิน หญ้าน้ำต้นเล็ก ๆ เริ่มผลิยอดออกจากรอยแตกระแหง ที่ธรรมชาติสร้างไว้ตั้งแต่หน้าแล้ง
ช่วงนี้…ฝนตกทั้งวันทั้งคืน
ตกค่ำ…ท้องทุ่งที่เคยเงียบเหงา จะเต็มไปด้วยเสียงมโหรี น่าแปลกที่มีแสงวอมแวมแต้มตรงนั้นตรงนี้ สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ
ในคืนที่ฝนตกหนัก คือคืนที่คนออกหาอาหารมื้อสำคัญ - กบนา
รุ่งเช้าฝนหยุดแล้ว ท้องทุ่งเต็มไปคนอีกพวก ต่างคนต่างเดินก้มหน้าสอดส่ายสายตาไปยังตอซังที่โผล่พ้นน้ำ ที่นั่น จะมีไข่ฟองเล็กๆ เบียดกันแน่น

ไข่แมงดานานั่นเอง….ใต้ซุ้มหญ้าในน้ำ แมงดานาตัวผู้กลิ่นฉุนจะเฝ้าฟองไข่เล็กๆ พวกนี้ หากไม่รีบหนีจะถูกมนุษย์จับทำตำน้ำพริกพร้อมกับเด็ดไข่พวกนี้ไปปิ้งไฟให้เด็กกิน
หลังจากนั้นอีกหลายวัน เด็กๆ เริ่มทะยอยลงไปในท้องทุ่ง คราวนี้กระจายกันเดินบนคันนาเงียบเชียบ
สายตาจ้องมองหาฟองสีขาวริมคันนา มันอาจจะเกาะนิ่งลอยน้ำอยู่กับกอหญ้าที่ไหนซักแห่ง เราเรียกว่า “หวอด” ในนั้นมีไข่เม็ดเล็กๆ อยู่ข้างใน เป็นจุดสีขาวขุ่นเต็มทุกฟอง
ค่อยๆ ย่องเข้าไป ขวดเปล่าเหน็บไว้ยังไม่เติมน้ำถือโชคลางที่ว่า ยังไม่ได้ปลา อย่าเพิ่งเตรียมให้พร้อมจนเกินไปอาจจะอด จากนั้นค่อยๆ คุกเข่า แหวกกอหญ้าเบาๆ ยื่นมือขวาออกไปตั้งพุ่มอุ้งมือดักทางขวา มือซ้ายค่อยๆ ดักอ้อมทางด้านซ้าย กวาดต้อนอุ้งมือเข้าหากัน โกยเข้าหาหวอด ซึ่งมักติดอยู่กับคันนา
ด้วยสองมือเปล่าเราคัดเลือกปลาตัวผู้อย่างผู้ชำนาญการ สวยก็เอาใส่ขวด ไม่สวยก็ปล่อยให้เฝ้ารังต่อไป โดยไม่ยกขึ้นมาจากน้ำด้วยซ้ำ
ปลาตัวผู้คือปลาที่เฝ้ารัง เฝ้าไข่จนกว่าจะมีลูกปลาออกมาจากไข่ออกหากินได้ หน้าที่อันแปลกประหลาดนี้เกิดจากพฤติกรรมของตัวเมียหลังจากที่วางไข่แล้ว มักจะกินไข่ของตัวเองเป็นอาหาร ธรรมชาติจึงมอบหมายหน้าที่อันสูงส่งนี้ให้ตัวผู้ทำหน้าที่แทน
ยุคสมัยที่ปลากัดทุ่งเฟื่องฟู ตอนนั้นปลากัดลูกหม้อเพิ่งเป็นที่รู้จักของเด็กๆ ไม่กี่คน แต่มีผู้เฒ่าในหมู่บ้านบางคนเสาะหามาไว้เล่นและเพาะพันธุ์กันแล้ว การพนันเริ่มขึ้นในบ้านหลังหนึ่งซึ่งทึบทึมเมื่อมองจากภายนอก แต่สว่างโพลนเมื่อเข้าไปข้างใน แสงแดดทะลุงผ่านหลังคาจากซึ่งเว้นบางจุดไว้สำหรับใส่กระจกโปร่งแสงแทนหลังคา แดดจึงตกกระทบไปยังโหลปลาซึ่งวางเรียงเป็นตับ สวยขลังมลังเมลือง

ปลาแพ้บางตัวถูกปล่อยลงนา จากนาสู่นา เกิดผสมกับปลากัดป่า หรือปลากัดทุ่งดั้งเดิมกลายเป็นปลาพานทางหรือพันธุ์ทาง ลูกผสมระหว่างปลากัดลูกหม้อซึ่งส่วนใหญ่มีสีเขียวมรกต ครามบางตัวสีแดงเข้ม
ยุคนั้น ปลากัดทุ่งกัดเร็ว ผลแพ้ชนะเร็ว แต่ปลากัดหม้อเป็นเวลาของความเอื่อยเฉื่อยนานหลายชั่วโมง เด็กๆ แม้ชอบความสวยและขนาดของปลากัดหม้อ แต่ด้วยความเชื่องช้าไม่ทันใจจึงไม่เสาะหามาเลี้ยง
ยุคปลากัดเฟื่องฟู เด็กตลาดซึ่งไม่ค่อยสนใจกิจกรรมพวกนี้ กลับข้ามถิ่นมาพร้อมกับชะนางเครื่องมือจับปลาขนาดเล็ก ไล่ไสไถดะตลอดงแต่ท้ายคลองยันริมคันนา เอาสิ้นแม้ปลากริม ไม่สวยเหมือนปลากัดเลยต้องเอาไปเป็นลูกไล่
เราดูแคลนเด็กตลาดแบบเจ้าถิ่นหวงก้างหยามหยันพฤติกรรมอันไม่ใช้สองมือเปล่าแบบเด็กบ้านทุ่งเยี่ยงเรา ไม่เป็นลูกผู้ชาย…ไม่ให้โอกาสปลา
โธ่เอ๋ย..เด็กน้อย วิธีไหนก็บาปเดียวกันแหละหนอ
ปลากัดแท้หายไปจากเด็กวัยนั้นและวัยถัดมา เพียงเพราะชาวบ้านเริ่มไม่ทำนาหันมาซื้อข้าวกิน เด็กๆ ไม่ลงเที่ยวเล่นในนา กิจกรรมที่เชื่อร้อยถัดมาจึงขาดไปโดยปริยาย
ปลากัดทุ่งแท้ๆ อาจกำลังสืบสายพันธุ์อยู่อย่างเงียบๆ กระทั่งวันนี้ คนที่เล่นปลากัดยังเป็นวัยผู้ใหญ่ ปลากัดหม้อและลูกผสมพันธุ์ทางยังเป็นที่นิยม ปลากัดทุ่งแท้ขนาดเล็กกลายเป็นปลาที่ถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง – ลูกไล่

ศักดิ์ศรีของปลากัดทุ่งหายไปจากห้วงคำนึงของเด็กน้อยในยุคโน้นเสียแล้ว แม้เด็กยุคนี้ยังเล่นปลากัดเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวคนเดียว
ยุคนี้ในหมู่บ้านมีทั้งไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ทความเร็ว(ค่อนข้าง)สูง เด็กๆ วัยรุ่นหมกอยู่กับเกมส์ตู้ ยาเสพติดสูตรพิสดาร ขณะที่ผู้ใหญ่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบเด็กๆ พวกนั้น กลับใช้เวลานอกเหนือจาการงานเลี้ยงชีพไปสุมรุมอยู่กับไก่ชน ปลากัด นกกรงหัวจุก
ข้อดีคือ ปลากัดทุ่งแท้ๆ ยังอยู่ และจะยังอยู่ตลอดไปตราบที่สิ่งแวดล้อมที่พวกมันสามารถอาศัยสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ ยังไม่เปลี่ยนไปจนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด
ส่วนข้อเสีย…ช่างมัน |
08/03/2009 20:52
Posted by
sailomloy in
Blog

กลางกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้งเหลือเกิน…
คนในสวนสงสารต้นไม้อ่อนหลายต้นที่เพิ่งปลูกไว้ในปีที่แล้ว เริ่มเหี่ยวเฉาและตายไปอย่างน้อยสามสี่ต้น
คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้ในแผ่นดินแม่ ซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นต่อมา ได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
…………อย่างน้อยเพื่อละทิ้งในที่สุด
อย่าง…เช้านี้อากาศเย็นสบาย หมอกหนา น้ำค้างพรู เย็นอากาศเช้าสดชื่น สบายใจ ใบหน้ายิ้มแย้ม แม้นอนดึกและตื่นเช้า เช้ามืด..ได้สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ อีกหลายชั่วโมงต่อมาจะพบว่าร่างกาย,จิตใจ….โปร่งเบา
ช่วงนี้ดอกไม้หลากชนิดบานสลอน ทั้งริมสวน ในสวน ริมทาง ดอกหญ้าสาระพัน เวลาที่เหลือว่างจากการงานเลี้ยงชีพจึงออกเดินตามดู
สายแล้ว…ขณะเดินไปขนไม้ฟืนมาเผาถ่าน จมูกได้กลิ่นหอมเย็นลอยมา กลิ่นของดอกไม้ที่คุ้นชินมาแต่เด็ก - กลิ่นดอกกาแฟ

ในสวนของอาข้างบ้านมีต้นกาแฟกำลังออกดอกสีขาว – หอม เดินกลับมาดูในสวนขี้คร้านก็มีดอกขาวเบ่งบานเหมือนกัน
หอมไกล หอมยวนใจ ขณะทำงานหนักชวนให้รื่นมากกว่าตั้งใจสูดดม
ดอกกาแฟเหมือนดอกไม้กลิ่นแรงทั่วไป เข้าใกล้เกินไปพาลจะขาดใจตายตรงนั้นเพราะกลิ่นแรงเหลือร้าย แต่ถ้ากลิ่นหอมนั่นลอยไกล ตามสายลมอ่อน ยามสาย แตะจมูกใครก็ชื่น ก็รื่น
กลิ่นทำให้ฉันรำลึกความหลัง(อีกแล้ว)
กลิ่นดอกกาแฟในสวนขี้คร้านในยุคโน้น ยุคที่จังหวัดชุมพรแทบไม่มีต้นกาแฟในสวน มีเพียงคนเดินทางไกลเพื่อค้าขายด้วยเรือกลไฟจากบางกอกล่องมาทางทะเลอ่าวไทยไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักและน้ำต้นพันธุ์ต้นแรกมาเผยแพร่
คนแก่ที่บ้านเคยเล่าให้ผมฟังถึงต้นกาแฟต้นแรกที่ได้นำมาปลูกในสวน ปลูกจนได้เก็บเมล็ดตากแห้ง ตำ ร่อนเลือกเอาเฉพาะ “สาร” ตากแห้งดีแล้วส่งรวบรวมใส่กระสอบฝากขายด้วยเรือกลไฟส่งขึ้นบางกอก
หลายเดือนต่อมาก็ได้รับเงินค่าเมล็ดกาแฟ – ยาวนานจนลืมเลือนกันเลยเชียว

ต้นกาแฟยุคแรก เป็นต้นพันธุ์พื้นเมืองที่ชอบอากาศร้อนแบบปักษ์ใต้(คาดเดาเอาโดยคร้านจะสืบค้นข้อมูลเชิงวิชาการให้เมื่อยต่อมว่า..น่าจะเป็นสายพันธุ์โรบัสต้ารุ่นเก่าแท้และดั้งเดิม) ต้นสูง ร่มครึ้ม แตกกิ่งก้านจนเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่ เด็กๆ มักชอบที่หาที่ทำของเล่นกันใต้ต้นกาแฟนั่นเอง หนักเข้าก็หาโครงไม้ไผ่มาขึ้นรูปทรงเป็นบ้านบ้านหลังน้อยๆ มุงด้วยใบมะพร้าว
วันหยุดขลุกกันอยู่ในขนำน้อยใต้ต้นกาแฟนั่นเอง
อย่างที่ฉันบอก กาแฟดอกหอม – หอมในช่วงที่ย่างเข้าฤดูกาลแล้ง เข้าช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กๆ พอดี ความทรงจำของคนที่จัดระเบียบความจำอันแสนห่วยอย่างฉัน จึงอาศัยกลิ่นดอกกาแฟเป็นตัวเชื่อมโยง
ยุคนี้ กาแฟเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดชุมพร บางคนอาจคุ้นเคยกับกาแฟเขาทะลุ - สวี ชุมพร ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ซึ่งผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ระยะเวลาหลังจากการปลูกเพียงสามปีก็ออกดอกให้ผล กาแฟพื้นเมืองรุ่นเก่าแทบหายไปจากสวนของชาวบ้านแล้ว คงเหลือแต่ในสวนโบราณไม่กี่แห่ง
ครับ..ในสวนขี้คร้านยังมี
บอกตามตรง….ฉันไม่เคยได้พิศดอกกาแฟอย่างจริงจังแบบใกล้จนเห็นละอองเกสรแบบนี้ เห็นผึ้งมุดดอกโน้นดอกนั้นแล้วอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้
เออ..นี่เหวย ของสวยงามใกล้ตัวเยอะแยะให้ยลยอ สูเจ้าจักทดท้อไปทำไม…….นิ?
กลุ่มดอกสีขาวรวมกันเป็นกระจุกในแต่ละจุดบนกิ่งแบบนอนกิ่ง แทรกในจุดเดียวกันทั้งสองด้านของก้านใบ ถัดไปอีกกลุ่ม อีกกลุ่ม
สวยไหมนั่น….มองไกลเหมือนผมจุกสีขาว ขาวเป็นจุก ขาวเป็นจุด
เพื่อให้ชัดขึ้นฉันเก็บภาพดอกตูม มด ดอกบานเดี่ยวๆ เพื่อให้ได้ชื่นชมกันแจ้งแจ้ง รวมไปถึงก้านช่อดอกที่ทำให้มองเหมือนไม้เสียบดอกไม้สีขาว เอาไว้เป็นกลุ่มๆ พาดไปพาดมาท่ามกลางสีเขียวของใบ
พูดถึงใบ…มีคนเคยบอกฉันเรื่องสรรพคุณบางอย่างของกาแฟ..
ว่าด้วยใบอ่อน – ตำส้ม ส้มตำไทย แทนที่ใบผักบุ้งด้วยใบกึ่งอ่อนกึ่งแก่(เพสลาด – อ่านว่า เพ - สะ - หลาด)ของกาแฟห่อส้มตำ พอดีคำ ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ อร่อยแท้…
ฉันไม่ได้อำเล่นนะเธอ…ลองดู อร่อยแท้
อีกเรื่องของใบกาแฟ ใบแก่ ล้างสะอาดแล้ว ตากแดดแห้ง ใส่กาน้ำร้อนรสเข้มตาสว่างเฉกเดียวกับ(ผล)กาแฟบดปรุงรสเทียว อันนี้ฉันไม่เคยลอง – ฟังเขาเล่ามา

กลับมาที่ดอก
…ดอกกาแฟบานไม่เกินสามวันร่วง เหลือกลีบดอกสีตุ่นซบก้านใบ แต่ก้านดอกยังเขียวสดต่อไปอีกหน่อย กลุ่มผลเล็กๆ เริ่มปรากฏชัด
สุกแดงก็สวยไปอีกแบบ ช่วงนี้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ตากแห้ง ส่งโรงสีกาแฟส่งขายเปลี่ยนเป็นเงิน
แล้งแล้ว……เป็นเวลาของดอกไม้หลากชนิดบาน คนในสวนแบบฉัน..ผู้ฝากอนาคตไว้กับวันนี้(ปัจจุบันขณะ) ในแผ่นดินซึ่งถูกสร้างทำไว้โดยคนรุ่นก่อน เพื่อคนรุ่นฉันได้อาศัยพึ่งพา ย่ำเดิน ค้นตัวตนอย่างแจ่มชัดในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างน้อย……………ก็เพื่อละทิ้งในที่สุด
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
๐
ปล.เพื่อสืบสายพันธุ์ของกาแฟโบราณ(อันมีชีวิต)ฉันขุดต้นเล็กๆ ใส่ถุงดำอนุบาลไว้รอเธอในสวนขี้คร้าน ฝนไหนถ้าเธอว่างก็มาหิ้วไปนะ ปลูกไว้ริมชายคาเพื่อเชยกลิ่นดอกหอม ….หอมรื่น รื่น ด้วยกัน |
07/03/2009 22:07
Posted by
sailomloy in
Blog
| เธอ…
รู้จักต้นพญายอไหม?

บางคนอาจเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย บางคนบางถิ่นอาจเรียก ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องดำ พญาปล้องทอง ฯลฯ
ตามบ้านเรือนทั้งในเมืองและชนบทมักปลูกกันไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน นอกเหนือจาก รางจืด ไพล ฟ้าทะลายโจร ทองพันชั่ง ว่านสาระพัน ฯลฯ แล้ว พญายอคือสมุนไพรอีกชนิดที่มีติดสวน
บาดแผลที่เกิดการใช้ชีวิตประจำวันพวก แมลงมีพิษกัดต่อย แค่เอาใบสดมาตำพอกก็หายเร็ว
ด้วยบ้านสวนของฉัน มียาน้ำมันสารพัดประโยชน์อยู่ขนานหนึ่ง สูตรของแม่…ฉันเอามาประยุกต์โดยใส่ใบพญายอลงในส่วนผสมนี้ด้วย มีน้ำมันมะพร้าวเป็นหลัก รวมไปถึงส่วนผสมอื่นอีกมากมาย ยาของแม่ขนานนี้ เรามีติดบ้านไว้มากเกินความจำเป็นเฉพาะตนเองเสมอ เพราะมักมีคนอื่นๆ ทั่งเพื่อนบ้านและคนไกลแวะเวียนมาขอแบ่งใช้เสมอ เสมือนยาสามัญประจำบ้าน
ฉันปลูกพญายอไว้หลายต้นโดยการปักชำกิ่งแก่ลงดิน ด้วยว่าปลูกง่าย…ไม่นานก็แตกกอจนรกเรื้อ พิเศษตรงที่งอกริมโคนต้นสุพรรณนิการ์เลื้อยขึ้นเกี่ยวพันกิ่งต้นจนสูงลิ่ว ถูกทิ้งให้เลื้อยงอกงามยาวเฟื้อย กระทั่งมีบางอย่างเกิดขึ้น…
วันนี้…ฉันพาดพะองไม้ไผ่ปีนต้นสุพรรณิการ์เพื่อถ่ายภาพ ยามสายแดดแรงแสงสวย กวาดสายตาสะดุดกับสีสดของดอกไม้ดอกน้อยบนเรียวก้าน
ฉันเพิ่งรู้วันนี้เองว่า…คนโบราณใช้สมมติฐานไหนมาบ่งชี้ว่าพืชชนิดนี้แก้พิษได้ นอกเหนือจากการเดาสุ่มซึ่งเสี่ยงด้วยชีวิตหากพืชนั้นมีพิษ
เมื่อได้เห็นดอกของพญายอหรือเสลดพังพอนตัวเมีย จึงแจ่มชัด….ว่าบางที รูปแบบของดอกอาจเป็นแรงดลใจแรกในการค้นคว้าทดลอง
ในกลุ่มของกิ่งก้านขัดกันไปมาดอกสองดอกที่เคียงกันปากดอกอ้าเผยให้เห็นเกสรสองอันลักษณะเหมือนเขี้ยวงูซึ่งกำลังอ้าปาก โดยมีกลีบดอกสีแดงส้มห่อหุ้ม

…อืมห์…สวยแปลก
ฉันถ่ายภาพเจ้าดอกพญายอในมุมมองต่างๆ เท่าที่สามารถเล่นมุมบนที่สูงได้ จนกระทั่งแบตฯ กล้องหมด จากนั้นปีนพะองกลับมายืนขาสั่นอยู่เบื้องล่าง
ตำราเขาว่าพญายอออกดอกเป็นช่อ อาจสามดอกถึงหกดอก หากพร้อมใจกันบานพร้อมกันฉันว่าคงเหมือนกับรูปลักษณ์ของพญานาคทีเดียวเชียว ผิดที่ขนาดของเธอเล็กสั้นเพียงสองสามเซ็นติเมตรแค่นั้น
สองสามวันมานี้หลังจากเสร็จงานนา ฉันบ่ายหน้าเข้าหาบ้านและสวน เริ่มพินิจต้นไม้ท่ามกลางอากาศแห้ง ดินแล้ง ลมร้อน ในสวนขี้คร้านที่แล้งและรกมีอะไรแอบซ่อนอยุ่อีก ทั้งที่ปลูกไว้ด้วยมือของฉันเอง ทั้งที่งอกด้วยธรรมชาติประจง

ไม่นานหรอก…อาจมีต้นไม้ต้นไหนที่ดอกสวย ใบงาม หรือมีความพิเศษไหนเก็บงำอยู่อีก หากมี…ฉันจะเก็บมาเล่าสู่เธออีก ดีไหม?
ด้วยรัก
๑๙ กุมภ์ ๒๕๕๒
สวนขี้คร้าน |
12/02/2009 23:30
Posted by
sailomloy in
Blog
เหมือนความหลังย้อนกลับ…
ผมกำเคียวและลากอุปกรณ์ช่วยในการเก็บเกี่ยวข้าวสังข์หยดเมื่อปี ๒๕๕๐ ดุ่มๆ บ่ายหน้าสู่แปลงนาคนเดียว ขณะที่ข้าวบางส่วนเริ่มสุกเกินการ เกินระยะพลับพลึงที่พอดี เพียงเพราะอารมณ์เกรงใจคนในนารุ่นเก่าซึ่งอบรมสั่งสอนวิชาให้
เกรงใจจนหลุดพ้นจากความเกรงใจ ลุยเองคนเดียว…..
มือขวากำด้าวเคียววงกว้างที่เพื่อนชาวนาพิจิตรให้มา ค่อยๆ สอดโค้งคมมือซ้ายรวบกำดึงคมเกี่ยวควับ เสียงกรวบกรวมเหมือนเสียงเคี้ยวเอื้องของวัวควาย
เกี่ยวข้าวไม่ใช่เรื่องยาก….แต่ไม่ง่าย เพราะเมื่อไรที่สติหลุด อารมณ์แปร ตอนนั้นเองที่คมสากๆ แว้งมาที่นิ้วก้อย เผลอๆ อาจลุกลามมาที่นิ้วนาง….ยางออก เจ็บปวด เสียเวลา เสียการ เปล่าปลี้
ไม่ต้องถึงขนาดทำสมาธิ เพียงรู้สติว่า นี่ข้าฯ กำลังเกี่ยวข้าวหนอ เคียวคมหนอ ดึงหนอ รวบหนอ….สางหนอ… วางหนอ…
เฮ้อ….หนอ
ย่างกลางกุมภา ๒๕๕๒ ผมกำเคียวด้ามเดิม แต่ความคมลดลง เคียววงกว้าง
ไม่สามารถเกาะบ่าได้เหมือนอย่างที่เคยเป็น คนในนาไม่ได้เพิ่มมากขึ้นในแง่ของจำนวน มีเพียงคู่หูอดีตนักเลงถอดคม แขวนปืนทิ้งลวดลายก้าวร้าวมากำเคียวและฟ่อนข้าว ทำนาด้วยกันกับผม
เจอหน้ากันทุกวัน บางวันพูดคุยกันไม่เกินสิบคำ แต่ได้งานมากกว่าทำงานร่วมกับคนเกินห้าคน บางวันที่ผมติดธุระ พี่แกก็ลุยเดี่ยว
บางวันสลับกลับ…..
งานในนาช่วงเดือนยี่ต่อเดือนสาม ไม่มากไปกว่าการเกี่ยว ฟาด ออกแรงให้มาก ใช้สมองให้น้อย จุดสำเร็จของการงานก็คือมีข้าวกินเอง…ข้าวที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานแห่งตน มอบให้คนรัก ให้เพื่อน ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ทำบุญหรือแม้แต่เอาไว้เป็นเสบียงกรังแห่งตนแสนเกษมฯ
เพราะรู้ทุกหล่มตม ทุกลุ่มดอนที่ย่ำเท้านับแต่ตัดหญ้า,เดินตามรอยล้อของ
ควายเหล็กรุ่นบุโรทั่งเพื่อไถคราด,ยกคันนา
เพราะรู้ที่มาแห่งข้าวทุกเมล็ดที่หว่านหลุดออกจากฟายมือตกพรูลงบนเปียกโคลนในแปลงกระทั่งงอกงามเป็นต้นข้าวเขียว เขียว เหมือนพรมนุ่มนิ่มพริ้ว พริ้ว ยามต้องลมอ่อน อ่อน
ต้นข้าวต้นน้อย ผ่านฤดูกาล ผ่านการกัดกินของหนู ผ่านแล้ง ผ่านน้ำท่วม มา
จนกระทั่งโค้มรวงเปลี่ยนเป็นสีทอง
ใครไหนบ้างไม่ภาคภูมิ ?
แม้การงานจะหนักเหนื่อยแลดูไม่คุ้มค่ากับแรงกาย ทุนรอนที่ลงไป แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าเมล็ดข้าวที่เพิ่มจำนวนจากกระสอบเดียวเป็นสามกระสอบ หรือเพิ่มมากเป็นทวีคูณ
บางคนอาจเรียกมันว่าบทเรียน บางคนเรียกภูมิคุ้มกัน บางคนเรียกประสบการณ์ ฯลฯ
น่าแปลกที่คนทำนาหลายคนไม่ได้คิดถึงความคุ้มค่าที่ว่าด้วยอารมณ์สนาน อาจด้วยปากท้องและความคาดหวังอันเกินความสามารถที่ผู้ให้จักสามารถบันดาลให้ได้ จึงบ่น จึงทุกข์
ครับ…ใน(จำนวน)นั้น มีผมอยู่ด้วย!!
แต่….ผมค่อนข้างโชคดีที่แม้มีสายตาที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว หากเป็นข้างเดียวที่มองเห็นแง่งามในความเหน็ดหน่ายได้เสมอ เหมือนได้ยาดี เหมือนมีสรรพสิ่งที่คอยบำบัดความก่นทุกข์ได้ หากไม่ล้า,โรยอ่อน จนเกินทน
แปลงนาบางแปลงซึ่งผ่านทั้งมรสุม น้ำท่วม ฝนแล้ง รกหญ้า โรคลง แมลงรุม เมื่อย่างเช้าฤดูการเก็บเกี่ยวจึงมีภาพแปลกๆ ให้คนตาเดียวได้ตื่นตะลึง

ภาพของแมลงตระกูลเต่าทองขณะที่พร้อมใจกันบินพรูออกจากต้นใบและรวงข้าว เหลืองส้มแต้มตรงนั้น ตรงนี้ บ้างขยับปีก บ้างเตรียมบิน บ้างพรูไปแล้วเหนือใบข้าว
แม้แมลงพวกนี้จะสร้างความเสียหายให้กับเมล็ดและใบข้าว แต่ผมเห็นสวย เห็นสวยจึงเป็นสุข
ขณะเกี่ยวข้าว ก้มมองดูดิน ที่แต้มสีแทรกมวลหญ้าอยู่นั้น คือเจ้าดอกไม้เล็กๆ
เล็กเกินกว่าที่คนในนาจะยอมเสียเวลาเพ่งพินิจ ยิ่งต้องขุดกล้องออกมาจากกระเป๋ามาจัดแจงนอนราบกับพื้นด้วยแล้ว – เสียเวลาทำมาหากิน,ว่างั้น
แค่ดอกหญ้าจะไปอะไรนักหนา
เพราะเป็นดอกหญ้าซึ่งมีเวลาบานให้ชื่นรื่นได้เพียงเช้า บ่ายก็หรุบกลีบหลบเร้นเสียสิ้น ใครไหนมองหาไม่เห็นหน แม้จะพลีเวลาเพื่อปากท้องโดยส่วนใหญ่ของวัน แต่เวลาเพื่อเติมจิตวิญญาณให้แย้มยิ้มมีให้บ้างไหม?
ถามตัวเองพอให้สติกลับมาจดจ่อกับสิ่งเล็กๆ ตรงหน้า
สิ่งเล็กๆ ที่มีชีวิต และงดงามเกินกว่าภาพถ่ายบันทึก เกินถ้อยคำจักแจกแจง ใครเล่าสามารถเมินหนี?

ดังนั้น….ทุกขจริตเรื่องได้ผลผลิตข้าวน้อยจึงเล็กกระจิริด
ทุกวันที่ทำงานหนักอยู่กับสำเนียงของคมเคียว นกทุ่ง วัวหิวน้ำ แม้แต่เสียงลมกระทบใบข้าวเสียดสีแสกสาก ยังสามารถปลีกหัวใจให้รื่นได้
ใครไหนบ้างไม่ริษยา
…..หืมม์?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
30/01/2009 13:10
Posted by
sailomloy in
Blog
๑. วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันคิดถึงอดีต (24 ต.ค. 2538 09.20 -12.39) เส้นทางป่าเหนือน้ำตกคลองลานขึ้นไปจนจรดเส้นทางสายคลองลาน – อุ้มผาง) เราหลายคน ทั้งพวกเรากันเองและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน เดินป่าในเส้นทางโบราณที่เต็มไปด้วยหลุมลึกในพื้นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราวสองศอกยาวเกือบสามเมตร ลึกจนมืดสนิท เดินไปสยองไปสามวันสองคืนจนทะลุเส้นทางหมายเลข 1117 ถนนลาดยางสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าบนไหล่ภู
นิตยสารบางเล่มเคยเขียนถึงเส้นทางนี้ว่า เป็นเส้นทางเดินทัพเก่าจากกำแพงเพชรไปยังประเทศพม่า หลุมเรียงรายที่เห็นระหว่างเส้นทางเกิดจากการขุดหาของเก่าของชนเผ่า เพื่อนำออกมาขายนักท่องเที่ยวและนักสะสม คงไม่ต้องบอกว่าหลุมเหล่านั้นเคยใช้ประโยชน์อะไรมาก่อน
เราปักหลักค้างแรมที่หน่วยย่อยพิทักษ์อุทยานฯ 1 คืน ก่อนที่จะเตรียมตัวรับตะวันดับยามสายของอีกวัน
นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็น สุริยุปราคาเต็มดวงจนเกิดปรากฏการณ์วงแหวน ทั้งยังได้ถ่ายภาพด้วยตัวเอง โดยการใช้กล้องแมนน่วลโฟกัส กลไกล้วน บวกกับเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ต่อกับท่อเพิ่มทางยาวโฟกัสขนาด 2x

หลังอาหารมื้อเช้า เรานั่งริมถนน เซ็ทกล้องแหงนเลนส์ไปยังองศาที่จะเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า รอเวลา…
เก้าโมงเช้ายี่สิบนาทีโดยประมาณ สัมผัสแรกจากด้านบนของดวงอาทิตย์เมื่อมองผ่านเลนส์ขณะที่เงาของดวงจันทร์เริ่มปรากฏที่โค้งแรกของดวงอาทิตย์ ผ่านฟิลเตอร์กรองแสงสองชั้น ดูเหมือนพระจันทร์ในคืนจันทรุปราคา เพียงแต่ไม่มีหุบมืดของพื้นผิวให้เห็นแค่นั้นเองยี่สิบกว่านาทีก่อนสิบเอ็ดโมง….ก่อนที่ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนหมดดวง เกิดเป็นวงแหวนเพชรขนาดมหึมาฉายโชน ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มีผู้คนนับแสนนับล้านเฝ้ามองจากแต่ละจุดบนโลก ขณะที่เราเพียงไม่กี่คนบนเส้นทางเถื่อนท่ามกลางป่าเขาอากาศพิสุทธิ์
ไม่ถึงสองนาทีหลังจากนั้น..เต็มดวง..บังมิดสนิท อาทิตย์กลายเป็นสีดำ หัวแหวนเพชรหายไปกลายเป็นสนามแม่เหล็กสีขาวฟุ้ง ปรากฏอยู่โดยรอบ
ทันใดนั้นเอง……..เหมือนเสียงของความเงียบปกคลุมเหนือหุบผาแห่งนั้น บนไหล่ภูที่สายลมยามสายโชย รอบตัวมืดแบบแปลกๆ จะว่ามืดก็ไม่เชิง คล้ายแสงในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
บอกไม่ถูก บรรยายยาก ทันทีที่อาทิตย์ดับ เราเงียบ…ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง จากนั้นเสียงชัตเตอร์รัว มีบางคนเพิ่งผ่านทางมาแวะชม ยิงปืนขึ้นฟ้า บางคนตบกระเป๋าเงินตัวเองแล้วขอพร อาการแต่ละคนแตกต่าง ผมกดชัตเตอร์ไปหลายภาพก่อนที่จะเรียกเพื่อนร่วมทางให้เข้ามาดูผ่านวิวไฟเดอร์
เราสามารถมองอาทิตย์ด้บด้วยสายตาเปล่าได้ในยามที่อาทิตย์ดับสนิท แต่ทันทีที่เกิดปรากฏการณ์วงแหวนเพชรช่วงนี้เราต้องมองผ่านแผ่นฟิล์มทึบแสง น่าแปลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่มีใครจ้องมองจนสายตาพร่ามัวหรือตกหล่นขั้นตอนใดๆ ทั้งที่เป็นครั้งแรกของทุกคน
เที่ยงวันกว่าๆ ฉันถ่ายภาพตามขั้นตอนสำคัญจนสไลด์หมดไปหลายม้วน (จนบัดนี้ยังหาสไลด์ที่เป็นภาพวงแหวนและคราสเต็มดวงไม่เจอ พบเพียงภาพตอนเดินป่าและสัมผัสแรกของการเกิดคราส)จึงขอนำภาพจากการบันทึกของ Fred Espenak of NASA Goddard Space Flight Center จาก http://umbra.nascom.nasa.gov/eclipse/images/eclipse_images.html มาประกอบเรื่องแทน จนกว่าฉันจะหาสไลด์ชุดนั้นเจอ
๒. งานเก็บเกี่ยวในทุ่งนายังคงซ้ำซากมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ หลังปีใหม่เพียงสองวัน กระทั่งถึงวันนี้(๒๖ มกราคม ๒๕๕๒) แม้กระทั่งวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน เราไม่เกินสามคนยังขลุกอยู่กับคมเคียว ฟ่อนข้าว และลำพวนที่แสนคายคัน

ข้าวในทุ่งปีนี้แม้จะมีคนทำหลายกลุ่ม หลายคน ทั้งมือใหม่และมือเก่า รวมไปถึงมือเก่ามาเล่ากันใหม่ช่วยกันรื้อฟื้นไถทำที่นารกร้างโดยการขอเช่า(แบ่งข้าวแทนค่าเช่า)จากเจ้าของนา แต่อุปสรรคของนาข้าวในยุคที่พื้นที่ทำนาเหลือเพียงกระจุกเดียวรวมๆ แล้วไม่ถึงยี่สิบไร่จากพื้นที่นาดั้งเดิมกว่าพันไร่นั้นยากกว่าในยุคโน้นมากมาย หลังจากฝนแรกในเดือนหก จากนั้นก็ทิ้งช่วงเรื่อยมาเกือบสามเดือน เราเริ่มไถทำกันล่าช้ากว่าปกติ ทั้งพันธุ์ข้าวและช่วงเวลาอันไม่เหมาะสมจึงผิดพลาดต่อเนื่องกันมา เจอทั้งฝนหนักน้ำท่วมขณะที่เราเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในตมเลน
ไม่ทันข้าวจะแตกกอนาของเราเจอมรสุมหนัก น้ำท่วมจนติดโรคราสนิมกันแทบทุกแปลง จากนั้นฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกครั้ง กระทั่งถึงวันที่ข้าวตั้งท้อง และสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีทองเกือบทั้งทุ่ง
ผลผลิตไม่ดี ข้าวพันธุ์แนะนำจากกรมการข้าวจึงต้นเตี้ยเพียงครึ่งของต้นที่สมบูรณ์ที่สุด บางต้นสูงเพียงคืบเดียวยังอุตส่าห์ออกรวงให้คนในนามองด้วยสายตาสงสาร
โถ…ยังอุตส่าห์ออกรวง
ช่วงไหนน้ำในนาเริ่มแห้ง ช่วงนั้นหนูเริ่มระบาดหนัก กัดกินต้นอ่อนเป็นลาน เป็นหย่อม ที่สุกก็สุกไป ที่แตกกอออกใหม่จึงยังเขียว บางกอเพิ่งตั้งท้อง วุ่นวายคนเก็บเกี่ยว เพราะความไม่สม่ำเสมอของรวงข้าว
จากการก้มเกี่ยวจึงกลายเป็นคนนั่งเกี่ยวข้าวแทน สบายไป…ไม่ต้องปวดหลัง(แต่มาปวดเข่าแทน)
เมื่อฟ่อนข้าวสั้น การมัดฟ่อนเพื่อการฟาดนวดจึงยาก ทุกกระบวนการจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค
แม้จะเป็นกระบวนการแทบจะสุดท้ายของการปลูกข้าวเพื่อกินเอง ก็ไม่วายจนบ่น…เบื่อ!!!
กลับจากนาทุกวันตอนเย็น จึงเอนหลังพักผ่อน แทบไม่อยากทำอะไรอีก นั่นสำหรับคนที่พร้อมทั้งคนในบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
แต่สำหรับฉัน,ยังมีงานบ้านซึ่งต้องทำเองอีกร้อยแปดอย่าง แทบไม่มีเวลาหยุดพัก เลยหลงลืมเวลาสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งกำลังจะผ่านเลยไปหากไม่มีโทรศัพท์จากน้องชายซึ่งกำลังเดินทางมาบอกว่า “วันนี้มีสุริยุปราคาใช่ไหม?”
ใช่..ฉันลืมไปแล้ว เหลือบตาดูเวลา ยังทัน เพิ่งสี่โมงเย็นนิดๆ แสงข้างนอกยังแรง รีบค้นกล่องเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพหาฟิลเตอร์ ND คู่เก่าที่เคยใช้เมื่อปี 2538 เตรียมกล้องดิจิตอลซึ่งอยู่ในสภาพพังแหล่มิพังแหล่ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้องวางกางที่นอกชาน

หยิบฟิล์มเอ็กเรย์เก่าออกมาส่องดู
ภาพตรงหน้าเหมือนความหลังวิ่งเข้าชน….
ฉันตื่นเต้นอีกแล้ว แม้จะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งนานๆจะเกิดซักครั้ง แต่เมื่อมาเกิดในยุคที่ตัวเองได้เคยสัมผัสมาก่อนจึงแอบดีใจเล็กๆ ว่าแม้เวลาล่วงเลยผ่านพ้น แต่การกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยาน ท่องภู เที่ยวถ้ำ ปีนหน้าผา ดำน้ำลึก เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ชีวิตแบบนี้อาจหาโอกาสมองดวงอาทิตย์ดับได้ยากยิ่ง
แม้จะดับเพียงครึ่ง แต่เป็นครึ่งหนึ่งที่เพียงก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านแห่งวัยเยาว์ ภาพในคลองจักษุก็เปลี่ยนแล้ว
ในหมู่บ้านเริ่มมีเสียงพลุ เสียงปืน เสียงประทัดตอกย้ำความเชื่อเก่าๆ เรื่องเป็นสูรย์ เป็นจันทร์ ว่าจะต้องปลุกต้นหมากรากไม้มาช่วยโดยการส่งเสียงดัง เสียงเคาะ ฯลฯ
ฉันเดินท่อมๆ อยู่กลางถนนลูกรังซึ่งตัดผ่านสวนขี้คร้านออกไปยังถนนอีกสายเพื่อหาคนอื่นๆ มาร่วมดู ตั้งแต่ชาวบ้าน เด็กน้อย และเพื่อนสนิท พูดคุยโขมงโฉงเฉงริมถนนสลับกับการบันทึกภาพ จนกระทั่งการ์ดบันทึกความจำของกล้องเต็ม
ประจวบกับเป็นช่วงที่สุดท้ายที่พระจันทร์จรออกไปทางด้านบนของพระอาทิตย์

น่าแปลก…สัมผัสแรกของปรากฏการณ์ในครั้งโน้นและสัมผัสสุดท้ายของปรากฏการณ์ในครั้งนี้เป็นด้านบนของพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน
อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ ปุ่มกดเลือกเมนูระบบแมนนวลของกล้องดิจิตอลตัวจ้อยซึ่งใช้งานไม่ได้อยู่หลายเดือน วันนี้กลับใช้งานได้ปรกติดี
สุดท้าย..ขอบคุณ Fred Espenak (ซึ่งผมไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเลย)of NASA Goddard Space Flight Center สำหรับภาพประกอบ 2 ภาพ
|
20/01/2009 19:50
Posted by
sailomloy in
Blog

เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ให้ความหลังกลืนกลบ
ให้ดอกไม้ร่วงโรยริมทาง,ธรรมชาติ
ให้หยาดน้ำตาเหือดแห้ง
ให้เกือกม้าคู่สุดท้ายกลายสภาพเป็นเครื่องประดับฝาผนัง
ให้สาบกลิ่นขื่นคาวคือความหอมหวานอันจางหาย
ค่อย ค่อย จางหาย
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
การเยียวยาซึ่งไร้ค่า
บาดแผลไม่เคยสมาน
กลับขีดกรีดให้เลือดกลืนกลบรอยเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ดอกไม้ในสัญญ์ยังตรา
รอยจูบครั้งสุดท้ายข้ามฝั่งโพ้นมหาสมุทร,ไกล
ความทรงจำหมาดหม้าง – คาวขม
ใครเลยจักเอื้อนวจีแห่งการจากพรากได้สนิท
ใกล้คือห่าง
ไกลคือไกลยิ่งขึ้น
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
โลกอันแห้งแล้งในเงาสลัว
สีเดียวทาบทา
อิจฉาแม้เวลาซึ่งผันไปอย่างสุขเขษมของบางใคร
ไม่ยินแม้ภาพในหางตา
ไม่ยลแม้สำเนียงกรอกโสต – แผ่วโหย
ใช่,ไม่เคยปฏิเสธ…หางตานั้นประดับแก้วแห่งหยาด
สะท้อนแสงโศก
ลด,ตรึง,นอบ,ปีติ,อ่อนไหว ฯลฯ
เพราะจริงยิ่งกว่าจริงพล่านอยู่ในมโน
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
วิญญ์ตนไม่เคยไปไหน
วนเวียนอยู่ใกล้หลุมศพอาชาตัวสุดท้าย
ที่เขารักยิ่งกว่าปืนเกรอะสนิมในซองหนังอาบหม่นราเปียกชื้น
ยิ่งกว่าชุดจอมปลอมที่เขาสวมใส่
ยิ่งกว่าจิตวิญญาณลอกเลียน
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
เปล่าเปลืองถ้อยเพ้อเจ้อสาไถย
ความจริงที่ซ่อนอยู่ในลึก
ปลายทางเท่านั้นที่รู้
ว่าความสมบูรณ์แบบไม่เคยมี
เขารู้,แม้กระทั่งตัวตนที่เคยยึดถือ
ว่าแท้แล้วไม่เคยมี
………ไม่เคยมี
เสมือนเวลาคือการปลดปล่อย
ความไม่มีคือไม่มี
ตลอดกาลฯ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เขียนให้ตัวเองในวันคล้ายวัน คืนคล้ายคืน
กลางทุ่งรวงทองในฤดูเก็บเกี่ยว
กลางมกราคม ๒๕๕๒
09/01/2009 13:11
Posted by
sailomloy in
Blog
ลมหนาวเดือนธันวา พัดพาความแห้งแล้งและหนาวเย็นมาเยือนสวนขี้คร้าน ยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกขาวเรี่ยยอดไม้ ยอดหญ้า บนผิวน้ำ อ้อยอิ่ง เชื่องช้า
ใบไม้ใบหญ้าในสวนอาบอวลด้วยหยดน้ำค้าง เมื่อแดดเช้าสาดพรม แต่ละหยดก็วาววาม
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ฝนตกหนักและน้ำท่วม ยามนี้กลับแห้งแล้งจนไม้พื้นบ้านอย่างเงาะบ้าน ทุเรียน ลางสาด สะตอ กระท้อน ปลิดขั้วใบหล่นคลุมโคนต้น กรอบเกรียม แห้งแล้งเกินจินตนา
ขณะเดียวกับที่ทางใต้ฝนตก น้ำท่วม โลกกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคสมัยที่ตำราดูลมดูฟ้าอาจต้องเขียนขึ้นใหม่ โดยผนวกตัวแปรที่หลากหลายเข้าไป นี่คือความผิดเพี้ยนหรือปรกติโลก?

เดือนสามอาจไม่มีน้ำท่วม ลมว่าวอาจไม่มาตามจังหวะที่ควรเป็น การเพาะปลูกของชนชั้นกสิกรรมอาจต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น นั่นหมายถึงหากหลงอยู่ในวงแห่งการซื้อขาย ชีวิตอาจต้องแขวนจำนำไว้ในร้านขายอุปกรณ์ช่วย(ปุ๋ย,ยา ฯลฯ)
ทันทีที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนในเดือนสุดท้ายของสมมติปี ๒๕๕๑ ข้ามปียังแห้งแล้ง ฝักเพกาในสวนเริ่มแก่ ลำต้นอวบอ้วนด้วยเปลือกหนาสีเปลือกไข่สะสมพลังงานไว้รอแล้ง ใบที่เคยร่มครึ้มก็ทิ้งกิ่งทิ้งก้านร่วงเกลื่อนโคนต้น
วันหนึ่ง ฝักยาวรูปรีซึ่งประกอบด้วยสองฝาประกอบกันเป็นโค้ง ด้านในของฝาคือผลเล็กๆ บางๆ สีขาวเงินเบียดกันแน่นอย่างเป็นระเบียบ ถึงเวลาปริแตก ปล่อยผลมีปีกให้โบยบินไปตามสายลมกรูเกรียว
ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง คุณเคยเห็นผลเพกาบินไหม ความจริงน่าจะเรียกร่อน เพราะแลดูงดงามและตรงกับกิริยาอาการของพวกเด็กๆ ใส่เสื้อสีขาวเหล่านั้นมากกว่า
ใช่..ผมมองเห็นเป็นกลุ่มของเด็กๆ ที่กรูกันออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นที่ไหนสักแห่งริมหน้าผาอันสูงชัน แผ่นดินสีเขียวปูพรมรองรับไว้แล้วเบื้องล่าง พวกเขาพากันมายืนออที่ริมหน้าผา จากนั้นเมื่อสายลมพริ้ว ทั้งหมดจึงโบยบิน,เดินทาง
ร่อนถลาเป็นวง วง ก่อนจะสัมผัสพื้น เด็กมีปีกเปลี่ยนจากร่อนเป็นโฉบซ้ายขวา เหมือนไกวเปลด้านข้าง เหมือนคลื่นเล็กๆ ทะเลสงบลม ซ้ายขวา ถี่ขึ้น ก่อนจะแปะลงบนใบไม้แห้งเบื้องล่าง
ผลเพการ่วงเมื่อลมแรง ธรรมชาติจัดให้อย่างเหมาะเจาะดีแล้ว
จากต้นสูงสู่แผ่นดินใหม่เพื่อเติบโต หยั่งราก กลายร่างจากเด็กน้อยมีปีกเป็นต้นไม้สูงใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อสร้างเด็กน้อยมีปีกรุ่นถัดไป และถัดไป
ไปไหม?….เดินเข้าไปในสวน ลุยใบไม้แห้งที่ส่งเสียงกราวๆ ด้วยกัน สอดส่ายสายตาไปยังความแห้งแล้ง ซึ่งทับถมด้วยใบไม้สีน้ำตาล สีแดงแก่ สีเทา สีปูน แทบจะไม่มีสีเขียวให้สายตารื่น เด็กน้อยมีปีกสีขาวเงิน นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น สว่างโพลน เงียบเชียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว
ค่อยๆ หยิบขึ้นมาเพ่งมองใกล้ย้อนแสง เห็นเส้นใยที่สานกันประดุจงานศิลป์ชั้นสูง ห่อหุ้มเมล็ดรูปหัวใจอ้วนๆ ไว้ตรงกลาง เหมือนหัวใจติดปีก
งดงามไหมเล่า?

ใช่ใครจะสามารถปีนต้นเพกาเนื้ออ่อนสูงลิบลิ่วเพื่อสอยฝักอ่อนมาเป็นสินค้าได้โดยง่าย เพกาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นค่อนข้างสูง กิ่งก้านน้อย เปลือกให้สรรพคุณทางยา ฝักอ่อนรสขมเป็นอาหารสมุนไพรอย่างดี สดหรือเผา ลวก จิ้มน้ำพริก ราคาในท้องตลาดฝักละไม่ต่ำกว่าสิบบาท ยิ่งออกฝักผิดฤดูกาล ยิ่งเป็นที่ต้องการยิ่งราคาแพง
ลักษณะฝักซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนลิ้นยาวๆ มีร่องตรงกลางฝัก บางถิ่นจึงเรียกลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า ฯลฯ
หากจะเพิ่มปริมาณต้นและลดความสูง เพียงตัดต้นแก่ออกเป็นท่อนๆ นำด้านโคนฝังลงในดิน ลึกแค่ศอกในยามฝนเยือน
ดูแลรดน้ำเมื่อแล้ง ชั่วฤดูกาลก็ผลิยอดอ่อน ได้เพกาอีกหลายต้นซึ่งเตี้ย ทั้งยังสามารถทำเป็นเสารั้วกันสัตว์เลี้ยงได้อย่างประหยัดยาวนานเป็นรั้วที่มีชีวิต หากอยากให้ต้นแข็งแรงโตเร็ว มีรากแก้ว เพียงขุดต้นเล็ก ๆ ในสวน ย้ายไปปลูกในแปลงที่ต้องการ ยังทำเสาค้างให้พริกไทยเกาะเลื้อยได้อีก ประหยัดสองต่อ
วันไหนเมื่อแล้งมาเยือน ผมอาจชวนคุณๆ มานั่งดูฝักเพกาแตก ปูเสื่อนอนฟังเสียงลมจูบใบไม้ จ้องมองเด็กๆ มีปีกสีขาวเงินห่อหุ้มหัวใจอ้วนร่อนลมด้วยกัน
ดีไหม?

สำหรับแล้งนี้,ไม่ทันแล้วละสหายเอ๋ย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ |
—
Next Page »