


photo : 3 ภาพบนจาก www.manager.co.th
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ดินแดนแห่งสุริยะวรมันที่ 2 ซึ่งหลังสิ้นพระชนม์ได้ถูกขนานนามเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ จากแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก่อนอาณาจักรสุโขทัยในครั้งโน้น ขอมศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทลายยุคเรืองรุ่งละทิ้งปราสาทราชวังมากมายตามเส้นทางบูรพาทิศนี้ สู่ดินแดนแห่งสงคราม 4 ฝ่ายในประวัติศาสตร์ใหม่ของกัมพูเจียได้อย่างไร จากสีหนุ พอลพต มาสู่วันนี้ของฮุนเซ็น เป็นเรื่องที่ผมเก็บความตื่นเต้นในใจไว้เมื่อก้าวเท้าผ่านแดน แม้ว่าจะเคยไปเมืองหลวงพนมเปญมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม แต่หนนี้ เราจะได้เดินทางเต็มที่ระหว่างรอยเท้าของเรา
วันแรกในบ่อนคาสิโนชายแดนปอยเปตที่ผุดขึ้นนับสิบ บ้างก็ของชาวไทยมาถือหุ้นใหญ่ บ้างก็ของนักธุรกิจ-การเมืองของกัมพูชา แน่นอนทั้งสองฝ่ายต่างเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวขแมร์เป็นอย่างดี ผมย่างเท้าเข้าไปที่แกรนด์ ไดมอนท์ คาสิโนอลังการของ ตระกูล อ. ซึ่งชั้นล่างเป็นคาสิโนโอ่โถง ผู้คนส่วนมากที่สุดแทบจะไม่มีชาติอื่นนอกจากคนไทย ไกลแผ่นดินชายแดนไม่เท่าไหร่ ไม่ยากเย็นเกินไปเลยที่มนุษย์จะเข้ามาเที่ยวแดนนรกแห่งนี้.. แน่นอน นรกสำหรับคนจนที่สิ้นเนื้อประดาตัว แม้บางคราวมันอาจคือสวรรค์ของนักเสี่ยงโชคก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้มีอันจะกินต่างหากที่มีโอกาสเข้ามา.. และบางครั้งบางคราวที่นี่ผู้คนจะหนาแน่นขึ้นเมื่อเมืองหลวงถูกตำรวจจับตาเข้ม หลายบ่อนจึงต้องมาเช่าชั้น V.I.P.ของบ่อนคาสิโนที่นี่บ่อยครั้ง.. และสำหรับแขกประจำบ่อนแล้วเขามีรถรับส่งกรุงเทพฯ-ปอยเปตเลยทีเดียว ยังไม่นับลูกค้าประจำของคาสิโนที่นี่ อัตราการแลกชิพสูงและหรือเป็นแขกประจำแล้ว จะมีโควต้าห้องพักให้ฟรีอีกต่างหาก ผมได้แต่ทึ่งในอาณาจักรแห่งใหม่ของชายแดนกัมพูชาแห่งนี้ ตึกรามใหญ่โตแทบจะยิ่งใหญ่กว่าพนมเปญในปัจจุบัน เมืองที่อธิบดีกรมตำรวจของกัมพูชาต้องบินมาจัดการปัญหาบ่อยครั้ง พนันได้ว่ามีเงินหมุนเวียน ณ ที่แห่งนี้วันละหลายสิบหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นที่เกรนติ้งไฮแลนด์ มาเลเซีย น่าจะวันละหลายพันล้านบาท) แน่นอนเงินเหล่านี้แพร่สะพัดในหมู่นักธุรกิจและผู้มีอำนาจการเมืองของกัมพูชา ท่ามกลางประชาชนที่ยากจนข้นแค้นมากแผ่นดินหนึ่งของโลก ผมได้แต่ตั้งคำถามว่า “หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ยังคงเดินทางไปในทิศเดิม..”
กัมพูชาไม่เหมือนไทยหลายอย่างตรงที่ มีประวัติศาสตร์สงครามอันโชกเลือดกว่า แม้ไทยจะไม่เสียเอกราชแต่ในฐานะชาตินิยมก็เสียดินแดนไปไม่ใช่น้อย ขณะที่ประเทศกัมพูชาและอื่นๆ ได้รับเอกราชหรือกู้ชาติได้สำเร็จ แน่นอนมันตามมาซึ่งอุดมการณ์ความรักชาติอย่างหนึ่งของพลเมืองที่ปลุกได้ นอกจากนั้นเพื่อนชาวขแมร์เล่าว่าการนับถือกษัตริย์ของที่นี่ 50/50 เพราะพลเมืองขแมร์ไม่โปรดปรานมากนัก ไม่เกือบเต็มร้อยดังเช่นพลเมืองในประเทศไทย และแน่นอนคนที่นี่นับถือฮุนเซ็นมากที่สุดในทางการเมืองขณะนี้ แต่การแสดงออกก็ไม่แน่ชัดตามนั้นเพราะการพูดถึงผู้นำของประเทศในทางเสียหายในที่สาธารณะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันมีความหวาดกลัวชนิดหนึ่งซึ่งเข้มแข็งมาช้านานแล้ว เพราะการเมืองที่นี่ยังคงเป็นบรรยากาศเผด็จการอยู่ซึ่งทำให้ประชาชนคุยกันเรื่องการบ้านการเมืองเสียงดังไม่ค่อยได้ อย่าลืมว่าขนาดสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ยังถูกเล่นงานทางการเมืองจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่..
เช้า 25 พฤษภาคม ผมเดินทางจากชายแดนมุ่งสู่เสียมเรียบ แผ่นดินแห่งนครวัด-นครธม ในเส้นทางสายฝุ่นสีแดงปอยเปต-ศรีโสภณ-เสียมเรียบ เส้นทางที่ ส.เทียนทองง รับเหมาไปนานแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาว่ากันว่าน่าจะมีการคอร์รัปชั่นกันมโหฬารเลยทีเดียว ผมนั่งมองสองข้างทางไปอย่างเรื่อยเปื่อย มีท้องนารายเรียงสุดตาและบ้านเรือนในหมู่บ้านที่ไกลห่างจากถนนออกไป เพราะในสมัยสงครามนั้น ถนนนี้เป็น “เส้นทางสงคราม” ที่มีการสู้รบกันตลอดเวลา ฝ่ายไหนขับรถมาเจออีกฝ่ายหนึ่งเสียงปืนก็แผดร้อง และบ้านเรือนที่อยู่ข้างทางมักเป็นเป้าหมายร่วม เพราะไม่รู้ว่าฝักใฝ่ฝ่ายใด
รถยนต์ที่ผมนั่งไปนั้นวิ่งเร็วราวกับพายุแม้ว่าถนนจะทรมานปานใด นั่นมันทำให้ผู้ร่วมเดินทางคอยตรวจจับดูร่างกายให้มั่นใจว่าตับไตไส้พุงไม่ได้เคลื่อนที่หรือสลับตำแหน่ง พอเราบ่นมากเพื่อนชาวขแมร์ก็บอกว่า “ดีแล้วจะได้ถึงเร็วๆ ถ้าเป็นรถที่วิ่งในเวียดนามนะ ในเมืองเขาให้วิ่งได้แค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเขตนอกเมืองก็วิ่งได้เพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รับรองเราไปถึงอีกวันแน่”
พวกเราต่างหัวเราะ แต่มากกว่านั้นเพราะว่า ท่วงทำนองการประชดประชันของเขาต่อประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์สงครามโดยเฉพาะหลังจากที่เขมรถูกเวียดนามพยายามกลืนชาติหลังยึดครอง ได้เป็นความคับแค้นใจของพวกเขา ยังไม่นับรวมถึงก่อนยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ “ขอม”รบกับ “จาม”อยู่บ่อยครั้ง
ต้นตาล ที่รายเรียงสองข้างทาง เป็นต้นไม้ประจำชาติของกัมพูชา ที่มีลักษณะเฉพาะทางเอกลักษณ์ถึงผู้คนขแมร์ ที่เนื้อไม้แข็งแรงดุจเหล็ก บางต้นที่อายุยืนนานแทบจะตอกตะปูไม่เข้าเลยทีเดียว คนขแมร์ชอบเอาเสาต้นตาลมาทำบ้าน นอกจากก้านมันยังทำหลังคาบ้านได้ด้วยแล้ว ลูกตาลยังเป็นผลไม้ชั้นเลิศอีกด้วย บ้านเรือนที่นี่ปลูกยกพื้นสูงเหมือนบ้านเรือนชนบทของไทย แน่นอน ประโยชน์ 3 อย่างก็คือ 1.ลมพัดเย็นสบาย ปลอดโปร่ง 2.ใต้ถุนใช้เลี้ยงสัตว์ได้ ตามวิถีชาวนาชาวไร่ และ 3. ป้องกันโจรผู้ร้ายได้ เพราะสมัยก่อนจะยกบันไดขึ้นเรือนหรือปิดช่องทางขึ้นบันไดด้วย
ระหว่างเส้นทางนั้น ยังมีร่องรอยของสงครามให้เราเห็นอยู่ รอยกระสุนบนสะพาน, บาดแผลตามร่างกายของชายชราตามบ้านเรือน บ้างพิการขาขาด ความยากจนยังคงตามกัดกร่อนชีวิตที่ดูเหมือนยังไม่มีอะไรดีขึ้น คนที่นี่ต้องนั่งรถโดยสารที่ไม่มีพัดลมและอบอวลไปด้วยฝุ่นสีแดงตลอดเวลา และแออัดหนาแน่นจนต้องยืนเบียดเสียดเยียดยัดกันเลยทีเดียวตลอดเส้นทาง 150 กิโลเมตรนี้
ขณะนี้ผู้มีฐานะจำนวนน้อยมากของประเทศนี้ถึงจะมีรถยนต์ส่วนตัวขับ มีบ้านหลังใหญ่ในเสียมเรียบหรือพนมเปญ ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว แต่โดยรวมก็คือยากจนกันถ้วนหน้า ยกเว้นนักธุรกิจ นักการเมือง หรือศักดินาผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากมาเป็นมรดกตกทอด ซึ่งราคาที่ดินในเมืองเสียมเรียบ ที่ตั้งของนครวัด-นครธมแห่งนี้ มีราคาแพงมหาศาล
ถึงขั้นที่รัฐบาลของฮุนเซ็น ต้องขายสถานที่ราชการไปเป็นจำนวนมากแก่นายทุนไปเพื่อได้มาซึ่งงบประมาณ และสถานที่ราชการไม่น้อยในเมืองเสียมเรียบในปัจจุบัน อันประกอบไปด้วยสนามกีฬา โรงเรียน โรงพยาบาลของรัฐ สถานที่ติดต่อราชการบางส่วน ถูกหั่นขายทิ้งไปเกือบหมดแล้วในตัวเมืองให้แก่เอกชน
ขณะที่เพื่อนชาวขแมร์บอกว่านายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเอง มีคฤหาสน์ส่วนตัวนอกเมืองพนเปญที่กว้างถึง 10 ตารางกิโลเมตร และใช้ทหารของรัฐกว่า 5,000 นายคอยเป็นยามเฝ้าดูแล.
ผมยังจำภาพในข่าวหนังสือพิมพ์ไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี สมัยที่ผู้คนต้องทิ้งถิ่นฐานวิ่งระหกระเหินฝ่าท้องน้ำและทุ่งนาหนีสงครามเข้าสู่ไทยจนต้องเขียนบทกวีเพื่อรำลึกถึงครั้งหนึ่งว่า..
“ก้านใบดอกไม้บาง.. มิเคยห่างจากข้างหู
สาวน้อยเธอคอยดู กลัวจะหล่นร่วงลงดิน
เดินทางกลางเวิ้งน้ำ ทุ่งนาร้างอยู่กลางถิ่น
ทิ้งฐานที่ทำกิน วิ่งกระฉุดกระชากเดิน
แม่เฒ่าแก่ชรา… แสนเหนื่อยล้าระหกเหิน
มวลเราคือส่วนเกิน แกบ่นพล่ามระหว่างทาง..
สงครามคือพลัดพราก เหลือแต่ซากเหลือแต่สาง
สงครามไม่เคยจาง จากแผ่นดินฐานถิ่นเรา
พ่อเฒ่าแกร้องไห้ เสียงปืนไล่ใกล้ภูเขา
จากแผ่นดินถิ่นลำเนา เส้นผมเทายังจดจำ
เขาแย่งชิงอำนาจ เราดั่งทาสต้องตรากตรำ
สงครามคอยตอกย้ำ ไม่เกี่ยวข้องกลับต้องตรม
ไม่เคยฝันจะยิ่งใหญ่ ไม่เคยใฝ่ใจนิยม…
เคยได้แต่ขื่นขม ทุกข์ระทมอยู่ไม่วาย
ไม่เคยได้สิ่งที่ฝัน ฝันถึงวันสุขสมหมาย
เพราะสงครามคอยทำลาย คอยทำร้ายทุกหายใจ
เธอยังคงเด็ดเดี่ยว แม้ซีดเซียวจากทางไกล
เธอยังมีดอกไม้… และเก็บไว้ไม่ร่วงโรย
สาวน้อยถามแม่เฒ่า โอ้คนเรานั้นหิวโหย
ถึงกับต้องกอบโกย ไม่เคยพอแม้มากมาย
พวกที่เป็นลูกน้อง ต้องปกป้องพวกเจ้านาย
สุดท้ายพวกนั้นตาย พวกเจ้านายยังอยู่ดี
ฆ่าฟันกันทำไม แม่เฒ่าไม่ตอบวจี
ถ้าอยู่กันอย่างเสรี คงจะดีคงจะงาม…
เหม่อมองดูเบื้องหลัง ยังเกรอะกรังแห่งสงคราม
หลานรักเลิกซักถาม วิ่งลุยน้ำตามกันไป
ดอกไม้ปลิวหลุดลอย เธอทยอยเก็บมาใหม่
แต่ดอกไม้ในใจ… จะสดใสไม่มีเลย
น้ำตาอาบทาบผืนดิน มันหลั่งรินไม่ระเหย
สาวน้อยเธอแหงนเงย เศร้าหนักหนาหนอฟ้าดิน
น้ำใจเคยไหลหลาก ไม่เหลือซากแห่งท้องถิ่น
ใจหายคล้ายสูญสิ้น เคยทำกินถิ่นร่มไทร..
สาวน้อยเธอเด็ดเดี่ยว แม้ซีดเซียวจากทางไกล
ในมือถือดอกไม้… ประครองไว้อยู่ทุกยาม
(กรกฎาคม 2540, หนังสือ “มาหาวิทยาอะไร”)

แน่นอนประวัติศาสตร์สงครามทุกถิ่นที่สอนให้เรารู้ว่าลูกน้องมักจะบาดเจ็บล้มตายแต่เจ้านายชั้นสูงยังคงอยู่ดีกินดี.. นับตั้งแต่หลังกัมพูชาได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศสในปี 2496 นั้น กัมพูชาก็เผชิญกับสงครามมาโดยตลอด ทั้งสงครามภายในและภายนอก โดยเฉพาะในยุคสงครามอินโดจีนนั้น อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปูพรมมาจนถึงแผ่นดินนี้ด้วย เพราะ “ลอนนอล” ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาให้ล้มสมเด็จนโรดมสีหนุในปี 2513 และ 5 ปีต่อมากัมพูชาก็ตกอยู่ใต้อำนาจอังกอร์ของเขมรแดง ภายใต้การนำของ พอลพต ผู้เรียนจบความคิดคอมมิวนิสต์จากฝรั่งเศสและวาดหวังสร้างอังกอร์ใหม่ โดยการอพยพคนเมืองในพนมเปญออกไปใช้แรงงานในชนบททันทีนับตั้งแต่วันที่ยึดเมืองได้ แต่มันทำให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า พลพรรคเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวขแมร์ตายไป 1 ใน 3 ของพลเมืองทั้งหมด 8 ล้านคนของประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน 2518 จนกระทั่งปี 2521 ภายใต้รัฐบาลพอลพต ก่อนที่เวียดนามจะล้มรัฐบาลพอลพตได้ในปีต่อมา
สิ่งหลงเหลือจากสงครามอีกอย่างหนึ่งนอกจากการสูญเสียของประชาชนก็คือ กับระเบิดมากมายในกัมพูชาที่ปัจจุบันยังคงหลงเหลืออยู่กว่า 8 ล้านชิ้นจาก 20 กว่าล้านชิ้นที่องค์การสหประชาชาติและพันธมิตรร่วมเก็บกู้ไป ดังนั้น สำหรับผู้มาเยือนแล้ว อย่าเดินออกนอกลู่นอกทางเป็นอันขาด
ผมเพิ่งทราบว่า การเสกหนังควายเข้าท้องซึ่งเป็นไสยศาสตร์เขมรอันลือลั่นนั้น แท้จริงแล้วมันมีที่มาในสมัยสงครามเขมรแดงที่คนไม่มีอะไรจะกินจนต้องกินหนังควายแห้งๆ ซึ่ง 3 เดือนมันก็ไม่ย่อยและบางคนก็ล้มตายเพราะมันไม่ย่อยนี่แหละ 555 แต่นั่นก็แล้วแต่ความเชื่อนะครับ..
หลังจากสงครามยืดเยื้อมานาน ทุกฝ่ายก็ร่วมลงนามสันติภาพในวันที่ 23 ตุลาคม 2534 โดยมีองค์การสหประชาชาติจัดการเลือกตั้งให้ครั้งแรกในปีถัดมา และได้รัฐบาลร่วมจาก 3 พรรค โดยไม่มีฝ่ายค้าน
อีกหนึ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวขแมร์ก็คือ “โตนเลสาป” หรือทะเลสาปเขมรนั่นเอง เพราะเป็นทะเลสาปน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนขแมร์มาช้านาน และในหน้าฝนหลั่งนั้นเองมันจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 4 เท่าตัวหรือราวๆ หนึ่งหมื่นกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันทะเลสาปเขมรนี้ กับมีชุมชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนแพและหากินกับน้ำเป็นชาวเวียดนาม และมีชุมชนประมงเวียดนามที่เก่าแก่อาศัยอยู่ในท้องน้ำแห่งนี้
ชาวขแมร์นิยมชมชอบบริโภคปลาช่อนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปลาที่มีราคาแพงที่สุดคือปลาบู่ทอง ที่ชาวประมงไม่นิยมรับประทานแต่มักนิยมส่งขายไปยังประเทศสิงคโปร์และจีน เพราะมีราคาสูงมาก ที่ชาวกัมพูชาใม่นิยมรับประทานก็เพราะว่าในภาษาเขมรเรียกปลาชนิดนี้ว่า “มรณะมารดา” และมันมีตำนานมาจากนิทานเรื่องปลาบู่ทองเช่นเดียวกับในสังคมไทย ..หรือมีใครต้องการเนรคุณกินมารดาของตนเอง?
ชาวประมงที่นี่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนแพ อาจบางทีตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะบนชุมชนแพนั้นมีทั้งโรงเรียนและสถานีอนามัย มีทั้งการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักเลยทีเดียว แม้กระทั่งยามตายเขาก็เล่ากันว่า ชาวเวียดนามที่ตายในช่วงน้ำหลากจะถูกนำศพมาแขวนตากไว้บนยอดต้นไม้ เมื่อหลังหน้าน้ำหลากถึงจะนำมาศพฝังบนเนินเขาใกล้เคียง ขณะที่คนขแมร์ยึดถือประเพณีการเผาศพ นั่นหมายถึงว่า ชาวประมงที่นี่กินอยู่และเกิดตายกันบนท้องน้ำแต่เพียงอย่างเดียวจริงๆ และหากใครไม่ทราบว่า การไม่มีแผ่นดินอยู่เป็นเช่นไร ขอให้มาเยือนชุมชนชาวประมงที่นี่ดู..
ค่าด่านเข้าชมทะเลสาปเขมรคนละ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ และแน่นอนจำนวนผู้มาเยือนกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปีคงทำมูลค่ามหาศาลให้แก่รัฐบาล แต่ที่ผมอดทึ่งไม่ได้ก็คือ การเก็บค่าด่านเหล่านี้จัดเก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐโดยให้หน่วยงานราชการในพื้นที่มีผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย และที่ผมตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ ค่าเข้าชมนครวัด-นครธม ก็เก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน ชื่อผมจำไม่ค่อยได้แต่ชาวขแมร์มักจะพูดถึงผู้ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในแต่ละแหล่งว่า เขาเป็น “คนสนิทฮุนเซ็น”
“พนมบาเค็ง” ที่ชมทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ตกดินและ นครวัด-นครธม ล้วนถูกสัมปทานกิจการท่องเที่ยวโดยสนิทของนายกฯ ฮุนเซ็น แน่นอน.. ค่าเข้าชม 20 ดอลล่าห์สหรัฐต่อวันนั้น ไปไม่ถึงรัฐบาลทั้งหมดเพื่อใช้ในกิจการบูรณะสังขรณ์ แต่เท่าที่ผมคิดเอาเอง นักธุรกิจแวดล้อมนักการเมืองในกัมพูชา ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้วในนาม “ชนชั้นอำนาจรัฐ” นั่นเอง
และอย่าได้ตั้งคำถามอีกเลยว่า ทำไมสนามบินเมืองเสียมเรียบเส้นทางที่สบายที่สุดที่จะมาเยือนนครวัด-นครธม ถึงมีได้แค่สายการบิน “บางกอกแอร์เวย์” เท่านั้น
ตามประวัติศาสตร์อาณาจักรขอมนั้น พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง พระนคร(Angkor) ขึ้นก่อนในราวปี พ.ศ. 1450 แต่ “ปราสาทนครวัด” ที่ยิ่งใหญ่และมีทางขึ้นราวกับเส้นทางสู่สรวงสวรรค์นั้น สร้างโดย พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ในราวปี พ.ศ. 1650-1700 ในพื้นที่ขนาด 1.5×1.3 ตารางกิโลเมตร ทางทิศใต้ของนครธมโดยมีคูน้ำขนาด 190 เมตรล้อมรอบ
ว่ากันว่า พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 บัญชาให้ขนศิลาทรายจาก เขาพนมกุเลน มาทางแม่น้ำเสียมราฐ และสร้างปราสาทสวรรค์นี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ภายใต้รูปราชศิวลึงค์ดังราชวงศ์ขอมองค์ก่อนๆ เพราะศาสนสถานแห่งนี้ สร้างบูชาศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 หลังสิ้นพระชนม์ เพื่อยกพระองค์ขึ้นเสมอเหมือนเทพเจ้า ในพระนามหลังความตายว่า บรมวิษณุโลก อันเป็นปรางค์อวตารหนึ่งของพระนารายณ์
แม้ว่าพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 จะสร้างนครวัดอันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคือ พระเจ้าไชยะวรมันที่ 7 เพราะสร้าง “นครธม” (Angkor Thom) หรือพระนครหลวงแห่งเมืองขอมขึ้นใหม่อีกครั้งราวปี พ.ศ.1700-1750 นั่นเอง และนั่นมันก่อนอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาจะเรืองอำนาจในภูมิภาคนี้ อันปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เมืองสุโขทัยต้องส่งส่วยน้ำ เมืองละโว้ต้องส่งส่วยปลาแห้งให้แก่นครธม และปรากฏหลักฐานในปราสาทนครวัดโดยเป็นศิลปะฝาผนังจารึกว่า “เสียมก๊ก” หรือสยามได้มาเป็นแนวหน้าในสงครามช่วยขอมรบกับจามด้วยในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2
อย่างไรก็ตามพงศาวดารประวัติศาสตร์ของไทย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ยกทัพไปตีนครธม ราชธานีของขอม ได้สำเร็จในปี พ.ศ.1879 และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ขึ้นครองราชย์หลังจากการแย่งราชสมบัติของเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาจนสิ้นพระชนม์ไปทั้งสององค์ ได้ยกกองทัพไปล้อมพระนครหลวง (นครธม) ของกัมพูชาอยู่ถึง 7 เดือนจึงสามารถยึดได้ นับเป็นการขยายอาณาเขตของอาณาจักรอยุธยาตอนต้นอย่างเป็นรูปธรรม และบัดนั้นเป็นต้นมา สยามซึ่งเคยเป็น “เสียมเรียบ” อันหมายถึงสยามแพ้ของขอม ถึงเริ่มมีบทบาทแทนอาณาจักรพระนคร
ในสมัยสงครามกลางเมืองทั้งสาม-สี่ฝ่ายนั้น มีการทำลายศาสนสถาน ยึด ครอบครองและขายสมบัติเก่าเหล่านี้เพื่ออาวุธและเงินตราไปเป็นจำนวนมาก ทับหลัง รูปปั้น ชิ้นส่วนปราสาท นางอัปสร บันท้ายศรีต่างๆ ล้วนถูกขนเข้าสู่ตลาดมืดเป็นว่าเล่น และสิ่งทรงคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์และอารยะธรรมของมวลมนุษยชาติเหล่านั้นปัจจุบันเป็นสิ่งประดับอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของนายทุนโลก และแน่นอนว่า นายหน้าในวงการใต้ดินเหล่านี้มีอเมริกาและคนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งปราสาทบางแห่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของทหารในอดีตจึงบังเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ เศียรของพระพุทธรูปบนปราสาทหินนครวัดถึง 2 องค์ ถูกตัดหายไปแล้วบนยอดปราสาทสูง บนปราสาทที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปราวกับสรวงสวรรค์..
อย่าได้แปลกใจเมื่อชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนถึงขั้น “ปิดเมืองปล้น” กันเลยทีเดียว พระราชวังเก่าใจกลางสี่แยกของเมืองเสียมเรียบในอดีตก็เคยถูกทหารไม่ทราบฝ่ายปิดล้อมปล้นมาแล้วในยามดึกคืนหนึ่ง ชาวบ้านได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงปืน และเช้าวันต่อมาก็ไม่มีอะไรหลงเลืออยู่ในนั้น..
ผมกลับจากแผ่นดินสุริยะวรมันโดยความเหว่ว้า.. เศร้าใจไปกับประวัติศาสตร์สงครามและสันติภาพที่ยังพร่ามัว สำหรับคนยากคนจนที่ขาดโอกาสแล้ว ไม่มีอะไรพัฒนาให้ดีขึ้นมากนักสำหรับพวกเขา..
คนยากจนจริงๆ ที่ไม่มีค่าโดยสารสำหรับรถยนต์จากพนมเปญมายังศรีโสภณนั้นจะต้องนั่งรถไฟโดยสารสถานเดียว
และรถไฟขบวนโบราณของที่นี่นั้นจะต้องใช้เวลาถึง 2 วันกว่าจะมาถึงศรีโสภณ เพราะมันต้องคอยจอดให้เจ้าหน้าที่ตัดไม้ตัดฟืนริมภูเขามาเป็นเชื้อเพลิงให้รถไฟ..
สำหรับคนจนและชนชั้นล่างทางสังคมแล้ว..
โลกของเราก็คือนรกดีๆ นี่เอง…
http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha
เด็กและพลบค่ำแห่งวันหนึ่ง ณ สีพันดอน, .แม่น้ำโขง ลาวตอนใต้ติดกับกัมพูชา ที่มองเห็นเป็นแผ่นดินหลังแผ่นดินเป็นสายน้ำ ไม่รู้จบสิ้น ที่นี่มีเกาะกลางแม่น้ำโขงกว่า 4 พันเกาะ ราวกับว่า ฟ้ากับน้ำ ไม่มีที่สิ้นสุด… เด็กและพลบค่ำแห่งวันหนึ่ง ณ สีพันดอน, แม่น้ำโขง ลาวตอนใต้ติดกับกัมพูชา ที่มองเห็นเป็นแผ่นดินหลังแผ่นดินเป็นสายน้ำ ไม่รู้จบสิ้น ที่นี่มีเกาะกลางแม่น้ำโขงกว่า 4 พันเกาะ ราวกับว่า ฟ้ากับน้ำ ไม่มีที่สิ้นสุด































ทั้งนี้ ขบวนการประชาชนในยุคแรกๆ นั้น ยังไม่มีการแบ่งแยก เป็นกลุ่ม Communist หรือ Socialist ชัดเจนนัก แม้แต่กลุ่มปฏิวัติในยุคแรกเริ่ม ส่วนใหญ่ยังคงเรียกตัวเองในนามขบวนการ Socialist และ Social-Democracy อยู่ เพิ่งจะมีการแบ่งแยกกันชัดเจนเมื่อเกิดสงครามโลก ที่ฝ่าย Socialist ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐชาติตนเองไว้ และในนามขบวนการ Communist นั้นประกาศต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ เพราะถือเป็นความขัดแย้งทางชนชั้นปัจจุบันนี้ แนวคิด Socialist , Social-Democracy และ Communist ในสถานการณ์สากลนั้น มีลักษณะที่แตกต่างกันพอสมควรในรูปแบบที่ต่างๆ กันไปในแต่ละขบวนการของแต่ละประเทศและทฤษฎีที่ยึดถือ แม้ในลักษณะภาพกว้าง คือแนวทาง Communist จะเน้นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เช่นในประเทศเนปาล หรือฟิลิปปินส์ และแนวทาง Socialist , Social-Democracy จะเน้นการเคลื่อนไหวโดยการปฏิรูปทางสังคม-การเมือง หรือการจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเองเข้าไปต่อสู้ทางการเมืองก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็มีความหลากหลายอยู่มาก ในบางประเทศ เช่นในประเทศอินเดีย ก็มีพรรค Communist หลายพรรคเช่นกันที่ต่อสู้ในระบบรัฐสภา ดังนั้น องค์กรสากลของขบวนการ Socialist, Communist หรือขบวนการแรงงานสากล (ILO) เองก็ตาม ก็มีความหลากหลายทางความคิด ปัญหาและแนวทางอยู่พอสมควรในนามของ IUSY - International Union of Socialist Youth เอง มีประวัติศาสตร์การต่อสู้มาอย่างยาวนาน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมซับซ้อนขึ้น อุดมการณ์ Socialist ในทางสากลเอง ก็มีการปรับตัวเข้าหาสถานการณ์ทางสังคมและการคลี่คลายปัญหาต่างๆ ตามข้อเท็จจริงมากขึ้น นอกจากการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว เพราะอุดมการณ์นี้แท้ที่จริงก็คือ “ทุกอย่างที่เอาสังคมเป็นตัวตั้ง” นั่นเอง เราจึงเห็นว่า วาระแห่งการถกเถียงหรือพูดคุยกันของขบวน Socialist ในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางสังคมในมิติต่างๆ มีเวทีสากลมากมาย ถกเถียงกันตั้งแต่หัวข้อเรื่องการพัฒนาสังคม-ประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ การต่อสู้กับเผด็จการทหาร ภัยโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ไปจนกระทั่ง ประเด็นมิติทางวัฒนธรรม ความเท่าเทียมหญิง-ชาย สิทธิเพศที่สาม ผู้อพยพ แรงงานข้ามชาติ การศึกษาทางเลือก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ทั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักนั้น ขบวนการ Socialist สากล ต้องการให้ทุกประเทศพัฒนาไปสู่สังคม-ประชาธิปไตย ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ-เสรีภาพ มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยรัฐดูแลสวัสดิการให้แก่ประชาชนอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาสังคมโลกไปสู่ภราดรภาพที่ยั่งยืน สันติธรรมและผาสุกต่อไป ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า Socialist ในความหมายสากลแล้ว กว้างกว่าคำว่า “สังคมนิยม” ในความหมายหรือการรับรู้ของคนไทยอยู่มากพอสมควร เนื่องจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยนั้น มีการนิยามความหมายของสังคมนิยมอย่างจำกัด และเบี่ยงเบนพอสมควร ด้วยอำนาจรัฐของชนชั้นนำที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเองไว้ในอดีตที่ผ่านมา