03/10/2006 17:59
Posted by
ponlanwarun in
Blog
ขอเราเป็นแสงเทียนส่องหนทาง..
ที่มืดมนเลือนรางไร้ความหมาย
ย่ำเหยียบความระยำให้มลาย
เดินทางท่องส่องฉายเพื่อมวลชน
ขอเราเป็นเดือนรูปเคียวเกี่ยวดาวน้อย..
เกี่ยวมาร้อยความฝันที่ตกหล่น
เป็นความหวังกำลังใจให้ผู้คน
อุทิศตนยืนหยัดด้วยศรัทธา
ขอเราเป็นแพรผืนในคืนหนาว..
ห่มคืนวันปวดร้าวให้เลือนพร่า
เคียงข้างความระทมที่ถมทา
ซับน้ำตาผู้ทุกข์ทนตามรายทาง
ขอเราเป็นกองฟืนในคืนเข็ญ..
สุมเต็มแสงไฟไม่เว้นว่าง
ฟืนน้อยมอดไหม้ใกล้เลือนราง
เราโถมร่างเข้าต่อเพื่อก่อไฟ
ขอเราเป็นอะไรก็ได้..
ที่มุ่งหมายฝ่าฟันเพื่อวันใหม่
บนหนทางเลือกเดินแม้ทางใด
เพียงอย่าไปไกลร้างห่างมวลชน..
03/10/2006 17:53
Posted by
ponlanwarun in
Blog


ภาพแรก : อนุสาวรีย์แห่งชาติอินโดนีเซียอันสูงเทียมฟ้า ที่ระลึกวันปลดปล่อยประชาชาติจากลัทธิล่าอาณานิคม กลางคืนจะเป็นสีต่างๆ จากแสงที่ส่องด้านใต้ ประดับราตรีแห่งเมืองหลวง จาร์กาต้า ท่ามฟ้าดาราราย ภาพ 2 : ในห้องประชุม Young Progressive Southeast Asia ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง

ภาพ 3 : สาวเจ้าบ้านไกล สายลับจากมาเลเซีย (DEMA) ภาพ 4 : สนามบินแห่งชาติ ณ กรุง จาร์กาต้า ที่โน่นบนรถเมล์ รถบัส รถสองแถวและ 4 แยกไฟแดง จะมีชายหนุ่มถือกีต้าร์ บรรเลงเพลงขอเศษทานไปตามเบาะต่างๆ ด้วย ชาวอินโดถือความรำคาญเสมือนขอทานแทนที่วณิพกพเนจรที่ควรให้เกียรติ
แด่เธอ…
พณ ลานวรัญ
เธอหนาวไหมเมื่อกอดห่มทอลมหนาว
ยามความหวังสีขาวยังคาวขื่น
ความเปล่าดายคอยตอกย้ำทุกค่ำคืน
มิรู้หลับหรือตื่น ..รู้คืนวัน
เธอเหนื่อยไหมเมื่อหนทางเหมือนว่างเปล่า
ย่ำเดินทางยิ่งนานยาวห่างความฝัน
ราวความหวังฝังกลบพบทางตัน
เหมือนคืนวันฝันคว้างเดินร้างรอย
เธอหนักไหมกับภาระที่แบกรับ
แทบพ่ายพับกับขวากหนาม ความท้อถอย
ฝันถึงความงดงามนานนับคอย
วันคืนคล้อย ขื่นเข็ญ ..เป็นความจริง
[ถามถึงเธอที่เดินทวนสวนกระแส
หวังเปลี่ยนแปรสังคมซึ่งจมดิ่ง
อาจปวดร้าวกล้ำกลืนฝืนประวิง
เหมือนทุกสิ่งล้วนกลบฝังความหวังเรา]
อยากให้เธอยิ้มรับกับความทุกข์
เพื่อปลอบปลุกหัวใจไม่ให้เหงา
ความปวดร้าวระหว่างทางอาจบางเบา
เมื่อเทียบเท่าทุกข์โถมโหมมวลชน
แม้คืนนี้ อาจหนาวเหน็บ เจ็บปวดร้าว
แต่พรุ่งนี้รุ่งเช้า จักเริ่มต้น
เป็นของขวัญนักสู้ผู้อดทน
ทอแสงงามอร่ามล้น อุดมการณ์….
03/10/2006 17:31
Posted by
ponlanwarun in
Blog

ภาพแรก : เวิ้งน้ำกลางทะเลสาบล้อมรอบภูเขาไฟลูกหนึ่งซึ่งเย็นตัวลงแล้ว ทางตอนใต้ห่างจากเมืองมะนิลาไปประมาณ 200 กิโลเมตร แต่ด้านในปล่องพอไปดูกลับมีควันขึ้นอยู่ทุกเวลา ว่ากันว่าใครตกลงไปในปล่องนั้น ไม่สามารถปีนขึ้นมาได้เพราะลึกมากและน้ำที่เห็นใต้ปล่องแม้นิ่งแต่ร้อนเฉียบ!! กว่าจะไปถึงที่นั่นต้องนั่งเรือรูปทรงโบราณไปประมาณ 20 นาทีแล้วนั่งม้าขึ้นเขาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

ภาพ 2 : ม้าหลงเมืองกลางมะนิลา ท่ามกลางรอยน้ำตาแห่งความทุกข์เข็ญแห่งเมืองหลวง น้ำตามันไหลหยาดๆ เมื่อเจอเสียงแตรรถจากเพื่อนร่วมทางที่มันไม่รู้จักว่าตัวอะไร ภาพ 3 :ทิวทัศนืเมืองมะนิลาบนตึก Dicuvery suit

ภาพ 4 : บนภูเขาด้านล่างที่เห็นคือภาพที่ 1 ภาพ 5 : ขี่ม้าขึ้นเขากลางทะเลสาบล้อมราย

ภาพ 6 : สาวเจ้าและสหายหนุ่มชาวเมืองมะนิลา หน้าตาเหมือนสาวไทยและหนุ่มฮ่องกง เธอเรียนกฏหมายและเป็นอดีตประธานสภานักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ (UP)