แผ่นดินสุริยะวรมัน : จากแผ่นดินแห่งตำนาน สู่สงครามและสันติภาพ

23/11/2007 05:02
Posted by ponlanwarun in Blog


photo : 3 ภาพบนจาก www.manager.co.th  
 

         เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ดินแดนแห่งสุริยะวรมันที่ 2 ซึ่งหลังสิ้นพระชนม์ได้ถูกขนานนามเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ จากแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก่อนอาณาจักรสุโขทัยในครั้งโน้น ขอมศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทลายยุคเรืองรุ่งละทิ้งปราสาทราชวังมากมายตามเส้นทางบูรพาทิศนี้ สู่ดินแดนแห่งสงคราม 4 ฝ่ายในประวัติศาสตร์ใหม่ของกัมพูเจียได้อย่างไร จากสีหนุ พอลพต มาสู่วันนี้ของฮุนเซ็น เป็นเรื่องที่ผมเก็บความตื่นเต้นในใจไว้เมื่อก้าวเท้าผ่านแดน แม้ว่าจะเคยไปเมืองหลวงพนมเปญมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม แต่หนนี้ เราจะได้เดินทางเต็มที่ระหว่างรอยเท้าของเรา

            วันแรกในบ่อนคาสิโนชายแดนปอยเปตที่ผุดขึ้นนับสิบ บ้างก็ของชาวไทยมาถือหุ้นใหญ่ บ้างก็ของนักธุรกิจ-การเมืองของกัมพูชา แน่นอนทั้งสองฝ่ายต่างเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวขแมร์เป็นอย่างดี  ผมย่างเท้าเข้าไปที่แกรนด์ ไดมอนท์ คาสิโนอลังการของ ตระกูล อ. ซึ่งชั้นล่างเป็นคาสิโนโอ่โถง ผู้คนส่วนมากที่สุดแทบจะไม่มีชาติอื่นนอกจากคนไทย ไกลแผ่นดินชายแดนไม่เท่าไหร่ ไม่ยากเย็นเกินไปเลยที่มนุษย์จะเข้ามาเที่ยวแดนนรกแห่งนี้.. แน่นอน นรกสำหรับคนจนที่สิ้นเนื้อประดาตัว แม้บางคราวมันอาจคือสวรรค์ของนักเสี่ยงโชคก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้มีอันจะกินต่างหากที่มีโอกาสเข้ามา..  และบางครั้งบางคราวที่นี่ผู้คนจะหนาแน่นขึ้นเมื่อเมืองหลวงถูกตำรวจจับตาเข้ม หลายบ่อนจึงต้องมาเช่าชั้น V.I.P.ของบ่อนคาสิโนที่นี่บ่อยครั้ง.. และสำหรับแขกประจำบ่อนแล้วเขามีรถรับส่งกรุงเทพฯ-ปอยเปตเลยทีเดียว ยังไม่นับลูกค้าประจำของคาสิโนที่นี่ อัตราการแลกชิพสูงและหรือเป็นแขกประจำแล้ว จะมีโควต้าห้องพักให้ฟรีอีกต่างหาก          ผมได้แต่ทึ่งในอาณาจักรแห่งใหม่ของชายแดนกัมพูชาแห่งนี้ ตึกรามใหญ่โตแทบจะยิ่งใหญ่กว่าพนมเปญในปัจจุบัน เมืองที่อธิบดีกรมตำรวจของกัมพูชาต้องบินมาจัดการปัญหาบ่อยครั้ง พนันได้ว่ามีเงินหมุนเวียน ณ ที่แห่งนี้วันละหลายสิบหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นที่เกรนติ้งไฮแลนด์ มาเลเซีย น่าจะวันละหลายพันล้านบาท)          แน่นอนเงินเหล่านี้แพร่สะพัดในหมู่นักธุรกิจและผู้มีอำนาจการเมืองของกัมพูชา ท่ามกลางประชาชนที่ยากจนข้นแค้นมากแผ่นดินหนึ่งของโลก ผมได้แต่ตั้งคำถามว่า “หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ยังคงเดินทางไปในทิศเดิม..”

           

           กัมพูชาไม่เหมือนไทยหลายอย่างตรงที่ มีประวัติศาสตร์สงครามอันโชกเลือดกว่า แม้ไทยจะไม่เสียเอกราชแต่ในฐานะชาตินิยมก็เสียดินแดนไปไม่ใช่น้อย ขณะที่ประเทศกัมพูชาและอื่นๆ ได้รับเอกราชหรือกู้ชาติได้สำเร็จ แน่นอนมันตามมาซึ่งอุดมการณ์ความรักชาติอย่างหนึ่งของพลเมืองที่ปลุกได้  นอกจากนั้นเพื่อนชาวขแมร์เล่าว่าการนับถือกษัตริย์ของที่นี่ 50/50 เพราะพลเมืองขแมร์ไม่โปรดปรานมากนัก ไม่เกือบเต็มร้อยดังเช่นพลเมืองในประเทศไทย และแน่นอนคนที่นี่นับถือฮุนเซ็นมากที่สุดในทางการเมืองขณะนี้  แต่การแสดงออกก็ไม่แน่ชัดตามนั้นเพราะการพูดถึงผู้นำของประเทศในทางเสียหายในที่สาธารณะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันมีความหวาดกลัวชนิดหนึ่งซึ่งเข้มแข็งมาช้านานแล้ว เพราะการเมืองที่นี่ยังคงเป็นบรรยากาศเผด็จการอยู่ซึ่งทำให้ประชาชนคุยกันเรื่องการบ้านการเมืองเสียงดังไม่ค่อยได้ อย่าลืมว่าขนาดสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ยังถูกเล่นงานทางการเมืองจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่..

          เช้า 25 พฤษภาคม ผมเดินทางจากชายแดนมุ่งสู่เสียมเรียบ แผ่นดินแห่งนครวัด-นครธม ในเส้นทางสายฝุ่นสีแดงปอยเปต-ศรีโสภณ-เสียมเรียบ เส้นทางที่ ส.เทียนทองง รับเหมาไปนานแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาว่ากันว่าน่าจะมีการคอร์รัปชั่นกันมโหฬารเลยทีเดียว ผมนั่งมองสองข้างทางไปอย่างเรื่อยเปื่อย มีท้องนารายเรียงสุดตาและบ้านเรือนในหมู่บ้านที่ไกลห่างจากถนนออกไป เพราะในสมัยสงครามนั้น ถนนนี้เป็น “เส้นทางสงคราม” ที่มีการสู้รบกันตลอดเวลา ฝ่ายไหนขับรถมาเจออีกฝ่ายหนึ่งเสียงปืนก็แผดร้อง และบ้านเรือนที่อยู่ข้างทางมักเป็นเป้าหมายร่วม เพราะไม่รู้ว่าฝักใฝ่ฝ่ายใด

          รถยนต์ที่ผมนั่งไปนั้นวิ่งเร็วราวกับพายุแม้ว่าถนนจะทรมานปานใด นั่นมันทำให้ผู้ร่วมเดินทางคอยตรวจจับดูร่างกายให้มั่นใจว่าตับไตไส้พุงไม่ได้เคลื่อนที่หรือสลับตำแหน่ง พอเราบ่นมากเพื่อนชาวขแมร์ก็บอกว่า  “ดีแล้วจะได้ถึงเร็วๆ ถ้าเป็นรถที่วิ่งในเวียดนามนะ ในเมืองเขาให้วิ่งได้แค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเขตนอกเมืองก็วิ่งได้เพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รับรองเราไปถึงอีกวันแน่”

          พวกเราต่างหัวเราะ แต่มากกว่านั้นเพราะว่า ท่วงทำนองการประชดประชันของเขาต่อประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์สงครามโดยเฉพาะหลังจากที่เขมรถูกเวียดนามพยายามกลืนชาติหลังยึดครอง ได้เป็นความคับแค้นใจของพวกเขา ยังไม่นับรวมถึงก่อนยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ “ขอม”รบกับ “จาม”อยู่บ่อยครั้ง

          ต้นตาล ที่รายเรียงสองข้างทาง เป็นต้นไม้ประจำชาติของกัมพูชา ที่มีลักษณะเฉพาะทางเอกลักษณ์ถึงผู้คนขแมร์ ที่เนื้อไม้แข็งแรงดุจเหล็ก บางต้นที่อายุยืนนานแทบจะตอกตะปูไม่เข้าเลยทีเดียว คนขแมร์ชอบเอาเสาต้นตาลมาทำบ้าน นอกจากก้านมันยังทำหลังคาบ้านได้ด้วยแล้ว ลูกตาลยังเป็นผลไม้ชั้นเลิศอีกด้วย บ้านเรือนที่นี่ปลูกยกพื้นสูงเหมือนบ้านเรือนชนบทของไทย แน่นอน ประโยชน์ 3 อย่างก็คือ 1.ลมพัดเย็นสบาย ปลอดโปร่ง  2.ใต้ถุนใช้เลี้ยงสัตว์ได้ ตามวิถีชาวนาชาวไร่ และ 3. ป้องกันโจรผู้ร้ายได้ เพราะสมัยก่อนจะยกบันไดขึ้นเรือนหรือปิดช่องทางขึ้นบันไดด้วย

          ระหว่างเส้นทางนั้น ยังมีร่องรอยของสงครามให้เราเห็นอยู่ รอยกระสุนบนสะพาน,  บาดแผลตามร่างกายของชายชราตามบ้านเรือน บ้างพิการขาขาด ความยากจนยังคงตามกัดกร่อนชีวิตที่ดูเหมือนยังไม่มีอะไรดีขึ้น คนที่นี่ต้องนั่งรถโดยสารที่ไม่มีพัดลมและอบอวลไปด้วยฝุ่นสีแดงตลอดเวลา และแออัดหนาแน่นจนต้องยืนเบียดเสียดเยียดยัดกันเลยทีเดียวตลอดเส้นทาง 150 กิโลเมตรนี้  

          ขณะนี้ผู้มีฐานะจำนวนน้อยมากของประเทศนี้ถึงจะมีรถยนต์ส่วนตัวขับ มีบ้านหลังใหญ่ในเสียมเรียบหรือพนมเปญ ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว แต่โดยรวมก็คือยากจนกันถ้วนหน้า ยกเว้นนักธุรกิจ นักการเมือง หรือศักดินาผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากมาเป็นมรดกตกทอด ซึ่งราคาที่ดินในเมืองเสียมเรียบ ที่ตั้งของนครวัด-นครธมแห่งนี้ มีราคาแพงมหาศาล 

          ถึงขั้นที่รัฐบาลของฮุนเซ็น ต้องขายสถานที่ราชการไปเป็นจำนวนมากแก่นายทุนไปเพื่อได้มาซึ่งงบประมาณ และสถานที่ราชการไม่น้อยในเมืองเสียมเรียบในปัจจุบัน อันประกอบไปด้วยสนามกีฬา โรงเรียน โรงพยาบาลของรัฐ สถานที่ติดต่อราชการบางส่วน ถูกหั่นขายทิ้งไปเกือบหมดแล้วในตัวเมืองให้แก่เอกชน

 

          ขณะที่เพื่อนชาวขแมร์บอกว่านายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเอง มีคฤหาสน์ส่วนตัวนอกเมืองพนเปญที่กว้างถึง 10 ตารางกิโลเมตร และใช้ทหารของรัฐกว่า 5,000 นายคอยเป็นยามเฝ้าดูแล.

 

 

           

          ผมยังจำภาพในข่าวหนังสือพิมพ์ไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี สมัยที่ผู้คนต้องทิ้งถิ่นฐานวิ่งระหกระเหินฝ่าท้องน้ำและทุ่งนาหนีสงครามเข้าสู่ไทยจนต้องเขียนบทกวีเพื่อรำลึกถึงครั้งหนึ่งว่า..

“ก้านใบดอกไม้บาง..              มิเคยห่างจากข้างหู
สาวน้อยเธอคอยดู                 กลัวจะหล่นร่วงลงดิน
เดินทางกลางเวิ้งน้ำ                ทุ่งนาร้างอยู่กลางถิ่น
ทิ้งฐานที่ทำกิน                     วิ่งกระฉุดกระชากเดิน
แม่เฒ่าแก่ชรา…                    แสนเหนื่อยล้าระหกเหิน
มวลเราคือส่วนเกิน                 แกบ่นพล่ามระหว่างทาง..
สงครามคือพลัดพราก             เหลือแต่ซากเหลือแต่สาง
สงครามไม่เคยจาง                 จากแผ่นดินฐานถิ่นเรา
พ่อเฒ่าแกร้องไห้                  เสียงปืนไล่ใกล้ภูเขา
จากแผ่นดินถิ่นลำเนา              เส้นผมเทายังจดจำ
เขาแย่งชิงอำนาจ                  เราดั่งทาสต้องตรากตรำ
สงครามคอยตอกย้ำ               ไม่เกี่ยวข้องกลับต้องตรม
ไม่เคยฝันจะยิ่งใหญ่               ไม่เคยใฝ่ใจนิยม…      
เคยได้แต่ขื่นขม                    ทุกข์ระทมอยู่ไม่วาย
ไม่เคยได้สิ่งที่ฝัน                  ฝันถึงวันสุขสมหมาย
เพราะสงครามคอยทำลาย        คอยทำร้ายทุกหายใจ
เธอยังคงเด็ดเดี่ยว                 แม้ซีดเซียวจากทางไกล
เธอยังมีดอกไม้…                  และเก็บไว้ไม่ร่วงโรย
สาวน้อยถามแม่เฒ่า               โอ้คนเรานั้นหิวโหย
ถึงกับต้องกอบโกย                ไม่เคยพอแม้มากมาย
พวกที่เป็นลูกน้อง                  ต้องปกป้องพวกเจ้านาย
สุดท้ายพวกนั้นตาย               พวกเจ้านายยังอยู่ดี
ฆ่าฟันกันทำไม                     แม่เฒ่าไม่ตอบวจี
ถ้าอยู่กันอย่างเสรี                  คงจะดีคงจะงาม…
เหม่อมองดูเบื้องหลัง              ยังเกรอะกรังแห่งสงคราม
หลานรักเลิกซักถาม               วิ่งลุยน้ำตามกันไป
ดอกไม้ปลิวหลุดลอย              เธอทยอยเก็บมาใหม่
แต่ดอกไม้ในใจ…                 จะสดใสไม่มีเลย
น้ำตาอาบทาบผืนดิน              มันหลั่งรินไม่ระเหย
สาวน้อยเธอแหงนเงย             เศร้าหนักหนาหนอฟ้าดิน
น้ำใจเคยไหลหลาก               ไม่เหลือซากแห่งท้องถิ่น
ใจหายคล้ายสูญสิ้น                เคยทำกินถิ่นร่มไทร..
สาวน้อยเธอเด็ดเดี่ยว             แม้ซีดเซียวจากทางไกล
ในมือถือดอกไม้…                 ประครองไว้อยู่ทุกยาม 

                    (กรกฎาคม 2540, หนังสือ “มาหาวิทยาอะไร”)

 

         แน่นอนประวัติศาสตร์สงครามทุกถิ่นที่สอนให้เรารู้ว่าลูกน้องมักจะบาดเจ็บล้มตายแต่เจ้านายชั้นสูงยังคงอยู่ดีกินดี.. นับตั้งแต่หลังกัมพูชาได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศสในปี 2496 นั้น กัมพูชาก็เผชิญกับสงครามมาโดยตลอด ทั้งสงครามภายในและภายนอก โดยเฉพาะในยุคสงครามอินโดจีนนั้น อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปูพรมมาจนถึงแผ่นดินนี้ด้วย เพราะ “ลอนนอล” ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาให้ล้มสมเด็จนโรดมสีหนุในปี 2513 และ 5 ปีต่อมากัมพูชาก็ตกอยู่ใต้อำนาจอังกอร์ของเขมรแดง ภายใต้การนำของ พอลพต ผู้เรียนจบความคิดคอมมิวนิสต์จากฝรั่งเศสและวาดหวังสร้างอังกอร์ใหม่ โดยการอพยพคนเมืองในพนมเปญออกไปใช้แรงงานในชนบททันทีนับตั้งแต่วันที่ยึดเมืองได้  แต่มันทำให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า พลพรรคเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวขแมร์ตายไป 1 ใน 3 ของพลเมืองทั้งหมด 8 ล้านคนของประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน 2518 จนกระทั่งปี 2521 ภายใต้รัฐบาลพอลพต ก่อนที่เวียดนามจะล้มรัฐบาลพอลพตได้ในปีต่อมา

          สิ่งหลงเหลือจากสงครามอีกอย่างหนึ่งนอกจากการสูญเสียของประชาชนก็คือ กับระเบิดมากมายในกัมพูชาที่ปัจจุบันยังคงหลงเหลืออยู่กว่า  8 ล้านชิ้นจาก 20 กว่าล้านชิ้นที่องค์การสหประชาชาติและพันธมิตรร่วมเก็บกู้ไป ดังนั้น สำหรับผู้มาเยือนแล้ว อย่าเดินออกนอกลู่นอกทางเป็นอันขาด

          ผมเพิ่งทราบว่า การเสกหนังควายเข้าท้องซึ่งเป็นไสยศาสตร์เขมรอันลือลั่นนั้น แท้จริงแล้วมันมีที่มาในสมัยสงครามเขมรแดงที่คนไม่มีอะไรจะกินจนต้องกินหนังควายแห้งๆ ซึ่ง 3 เดือนมันก็ไม่ย่อยและบางคนก็ล้มตายเพราะมันไม่ย่อยนี่แหละ 555 แต่นั่นก็แล้วแต่ความเชื่อนะครับ..

          หลังจากสงครามยืดเยื้อมานาน ทุกฝ่ายก็ร่วมลงนามสันติภาพในวันที่ 23 ตุลาคม 2534 โดยมีองค์การสหประชาชาติจัดการเลือกตั้งให้ครั้งแรกในปีถัดมา และได้รัฐบาลร่วมจาก 3 พรรค โดยไม่มีฝ่ายค้าน

 

       อีกหนึ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวขแมร์ก็คือ “โตนเลสาป” หรือทะเลสาปเขมรนั่นเอง เพราะเป็นทะเลสาปน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนขแมร์มาช้านาน และในหน้าฝนหลั่งนั้นเองมันจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 4 เท่าตัวหรือราวๆ หนึ่งหมื่นกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันทะเลสาปเขมรนี้ กับมีชุมชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนแพและหากินกับน้ำเป็นชาวเวียดนาม และมีชุมชนประมงเวียดนามที่เก่าแก่อาศัยอยู่ในท้องน้ำแห่งนี้

          ชาวขแมร์นิยมชมชอบบริโภคปลาช่อนเป็นอันดับหนึ่ง  แต่ปลาที่มีราคาแพงที่สุดคือปลาบู่ทอง ที่ชาวประมงไม่นิยมรับประทานแต่มักนิยมส่งขายไปยังประเทศสิงคโปร์และจีน เพราะมีราคาสูงมาก ที่ชาวกัมพูชาใม่นิยมรับประทานก็เพราะว่าในภาษาเขมรเรียกปลาชนิดนี้ว่า “มรณะมารดา” และมันมีตำนานมาจากนิทานเรื่องปลาบู่ทองเช่นเดียวกับในสังคมไทย ..หรือมีใครต้องการเนรคุณกินมารดาของตนเอง? 

          ชาวประมงที่นี่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนแพ อาจบางทีตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะบนชุมชนแพนั้นมีทั้งโรงเรียนและสถานีอนามัย มีทั้งการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักเลยทีเดียว แม้กระทั่งยามตายเขาก็เล่ากันว่า ชาวเวียดนามที่ตายในช่วงน้ำหลากจะถูกนำศพมาแขวนตากไว้บนยอดต้นไม้  เมื่อหลังหน้าน้ำหลากถึงจะนำมาศพฝังบนเนินเขาใกล้เคียง ขณะที่คนขแมร์ยึดถือประเพณีการเผาศพ นั่นหมายถึงว่า ชาวประมงที่นี่กินอยู่และเกิดตายกันบนท้องน้ำแต่เพียงอย่างเดียวจริงๆ  และหากใครไม่ทราบว่า การไม่มีแผ่นดินอยู่เป็นเช่นไร ขอให้มาเยือนชุมชนชาวประมงที่นี่ดู..

          ค่าด่านเข้าชมทะเลสาปเขมรคนละ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ และแน่นอนจำนวนผู้มาเยือนกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปีคงทำมูลค่ามหาศาลให้แก่รัฐบาล แต่ที่ผมอดทึ่งไม่ได้ก็คือ การเก็บค่าด่านเหล่านี้จัดเก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐโดยให้หน่วยงานราชการในพื้นที่มีผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย และที่ผมตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ ค่าเข้าชมนครวัด-นครธม ก็เก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน ชื่อผมจำไม่ค่อยได้แต่ชาวขแมร์มักจะพูดถึงผู้ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในแต่ละแหล่งว่า เขาเป็น “คนสนิทฮุนเซ็น”

 

 

          “พนมบาเค็ง” ที่ชมทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ตกดินและ นครวัด-นครธม ล้วนถูกสัมปทานกิจการท่องเที่ยวโดยสนิทของนายกฯ ฮุนเซ็น แน่นอน.. ค่าเข้าชม 20 ดอลล่าห์สหรัฐต่อวันนั้น ไปไม่ถึงรัฐบาลทั้งหมดเพื่อใช้ในกิจการบูรณะสังขรณ์ แต่เท่าที่ผมคิดเอาเอง นักธุรกิจแวดล้อมนักการเมืองในกัมพูชา ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้วในนาม “ชนชั้นอำนาจรัฐ”  นั่นเอง  

          และอย่าได้ตั้งคำถามอีกเลยว่า ทำไมสนามบินเมืองเสียมเรียบเส้นทางที่สบายที่สุดที่จะมาเยือนนครวัด-นครธม ถึงมีได้แค่สายการบิน “บางกอกแอร์เวย์” เท่านั้น

    

          ตามประวัติศาสตร์อาณาจักรขอมนั้น พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง พระนคร(Angkor)  ขึ้นก่อนในราวปี พ.ศ. 1450 แต่ “ปราสาทนครวัด” ที่ยิ่งใหญ่และมีทางขึ้นราวกับเส้นทางสู่สรวงสวรรค์นั้น สร้างโดย พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ในราวปี พ.ศ. 1650-1700 ในพื้นที่ขนาด 1.5×1.3 ตารางกิโลเมตร ทางทิศใต้ของนครธมโดยมีคูน้ำขนาด 190 เมตรล้อมรอบ 

          ว่ากันว่า พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 บัญชาให้ขนศิลาทรายจาก เขาพนมกุเลน มาทางแม่น้ำเสียมราฐ และสร้างปราสาทสวรรค์นี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ภายใต้รูปราชศิวลึงค์ดังราชวงศ์ขอมองค์ก่อนๆ เพราะศาสนสถานแห่งนี้ สร้างบูชาศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 หลังสิ้นพระชนม์ เพื่อยกพระองค์ขึ้นเสมอเหมือนเทพเจ้า ในพระนามหลังความตายว่า บรมวิษณุโลก อันเป็นปรางค์อวตารหนึ่งของพระนารายณ์

          แม้ว่าพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 จะสร้างนครวัดอันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคือ พระเจ้าไชยะวรมันที่ 7 เพราะสร้าง “นครธม” (Angkor Thom) หรือพระนครหลวงแห่งเมืองขอมขึ้นใหม่อีกครั้งราวปี พ.ศ.1700-1750 นั่นเอง และนั่นมันก่อนอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาจะเรืองอำนาจในภูมิภาคนี้ อันปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เมืองสุโขทัยต้องส่งส่วยน้ำ เมืองละโว้ต้องส่งส่วยปลาแห้งให้แก่นครธม และปรากฏหลักฐานในปราสาทนครวัดโดยเป็นศิลปะฝาผนังจารึกว่า “เสียมก๊ก” หรือสยามได้มาเป็นแนวหน้าในสงครามช่วยขอมรบกับจามด้วยในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2

          อย่างไรก็ตามพงศาวดารประวัติศาสตร์ของไทย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ยกทัพไปตีนครธม ราชธานีของขอม ได้สำเร็จในปี พ.ศ.1879 และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา  ที่ขึ้นครองราชย์หลังจากการแย่งราชสมบัติของเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาจนสิ้นพระชนม์ไปทั้งสององค์ ได้ยกกองทัพไปล้อมพระนครหลวง (นครธม) ของกัมพูชาอยู่ถึง 7 เดือนจึงสามารถยึดได้ นับเป็นการขยายอาณาเขตของอาณาจักรอยุธยาตอนต้นอย่างเป็นรูปธรรม และบัดนั้นเป็นต้นมา สยามซึ่งเคยเป็น “เสียมเรียบ” อันหมายถึงสยามแพ้ของขอม ถึงเริ่มมีบทบาทแทนอาณาจักรพระนคร

 


          ในสมัยสงครามกลางเมืองทั้งสาม-สี่ฝ่ายนั้น มีการทำลายศาสนสถาน ยึด ครอบครองและขายสมบัติเก่าเหล่านี้เพื่ออาวุธและเงินตราไปเป็นจำนวนมาก ทับหลัง รูปปั้น ชิ้นส่วนปราสาท นางอัปสร บันท้ายศรีต่างๆ ล้วนถูกขนเข้าสู่ตลาดมืดเป็นว่าเล่น และสิ่งทรงคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์และอารยะธรรมของมวลมนุษยชาติเหล่านั้นปัจจุบันเป็นสิ่งประดับอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของนายทุนโลก และแน่นอนว่า นายหน้าในวงการใต้ดินเหล่านี้มีอเมริกาและคนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งปราสาทบางแห่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของทหารในอดีตจึงบังเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ เศียรของพระพุทธรูปบนปราสาทหินนครวัดถึง 2 องค์ ถูกตัดหายไปแล้วบนยอดปราสาทสูง บนปราสาทที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปราวกับสรวงสวรรค์..

          อย่าได้แปลกใจเมื่อชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนถึงขั้น “ปิดเมืองปล้น” กันเลยทีเดียว  พระราชวังเก่าใจกลางสี่แยกของเมืองเสียมเรียบในอดีตก็เคยถูกทหารไม่ทราบฝ่ายปิดล้อมปล้นมาแล้วในยามดึกคืนหนึ่ง  ชาวบ้านได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงปืน และเช้าวันต่อมาก็ไม่มีอะไรหลงเลืออยู่ในนั้น.. 

          ผมกลับจากแผ่นดินสุริยะวรมันโดยความเหว่ว้า.. เศร้าใจไปกับประวัติศาสตร์สงครามและสันติภาพที่ยังพร่ามัว สำหรับคนยากคนจนที่ขาดโอกาสแล้ว ไม่มีอะไรพัฒนาให้ดีขึ้นมากนักสำหรับพวกเขา..  

            คนยากจนจริงๆ ที่ไม่มีค่าโดยสารสำหรับรถยนต์จากพนมเปญมายังศรีโสภณนั้นจะต้องนั่งรถไฟโดยสารสถานเดียว 

            และรถไฟขบวนโบราณของที่นี่นั้นจะต้องใช้เวลาถึง 2 วันกว่าจะมาถึงศรีโสภณ  เพราะมันต้องคอยจอดให้เจ้าหน้าที่ตัดไม้ตัดฟืนริมภูเขามาเป็นเชื้อเพลิงให้รถไฟ..

          สำหรับคนจนและชนชั้นล่างทางสังคมแล้ว.. 
           โลกของเราก็คือนรกดีๆ นี่เอง…

http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha

Young Unity Can Never be Defeated

16/12/2006 00:38
Posted by ponlanwarun in Blog

สวัสดีปีใหม่ 2550

เรื่องเล่าริมทะเล 

นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังเพ่งมองด้วยความสนใจไปที่ภาพฉากภูมิประเทศชายหาดอันงดงาม: มันเป็นภาพของชายคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าที่แสนจะธรรมดา กำลังโงกไปโงกมาในเรือตกปลาที่ถูกโยกคลอนด้วยกระแสคลื่นที่ม้วนกลิ้งเข้ามายังหาดทราย. เขากดชั๊ดเตอร์กล้องถ่ายรูปของเขาดังคลิก พลันคนตกปลาผู้นั้นก็ตื่นขึ้นมาทันที. นักท่องเที่ยวยื่นบุหรีให้คนตกปลามวนหนึ่ง และเริ่มต้นพูดคุย

“วันนี้อากาศดีนะ มีปลาชุมไปหมดเลย ทำไมคุณถึงยังอยู่ตรงนี้ล่ะ แทนที่จะออกไปจับปลาให้มากกว่านี้ ?” คนตกปลาตอบว่า ”ก็เพราะผมจับมาพอแล้วเช้านี้”. “แต่นั่นคุณคิดเอาเอง” นักท่องเที่ยวกล่าว “คุณน่าจะออกไปวันละ 3-4 เที่ยว แล้วก็เอาปลากลับไปที่บ้านถ้ามันมีมากเกินไป! คุณก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนี้ทุกๆวัน อะไรจะเกิดขึ้น ?” คนตกปลาสั่นหัว.

นักท่องเที่ยวพูดต่อไปว่า “หลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว คุณก็จะสามารถซื้อเรือยนต์ได้ลำหนึ่ง และหลังจากนั้นสองปีคุณก็ซื้อเรือยนต์เป็นลำที่สองได้ และหลังจากนั้นสามปีคุณก็สามารถมีเรือประมงลำหนึ่งหรือสองลำได้. คิดเข้าซิ! สักวันหนึ่งคุณอาจสามารถมีห้องเย็นสำหรับแช่ปลาขึ้นมา หรือโรงแช่แข็งขนาดใหญ่ และท้ายที่สุด คุณอาจมีเฮลิคอปเตอร์ของคุณเองเพื่อติดตามฝูงปลาและนำทางให้กับกองเรือประมงของคุณเองได้ หรือคุณอาจจะมีรถบรรทุกหลายคันขนส่งปลาไปยังเมืองหลวง, และที่อื่นๆอีกมากมายจิปาถะ…” “และอะไรต่อไปอีกล่ะ?” คนตกปลาถาม 

“และต่อจากนั้น” นักท่องเที่ยวตอบอย่างอิ่มอกอิ่มใจ, “คุณก็สามารถจะนั่งเล่นที่ชายหาดด้วยความรู้สึกสบายอกสบายใจ, พักผ่อนอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ม่อยหลับหรือสัปหงกไปตามเรื่องตามราวภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่น และมองไปยังท้องทะเลอันงดงามไงล่ะ!”

คนตกปลาจ้องมองไปที่นักท่องเที่ยวคนนั้น “แต่ นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ก่อนที่คุณมาถึงที่นี่หรอกหรือ ?” 

 

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น  แต่ความอดกลั้นน้อยลง… เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น   เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง…
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง..

                          

รักและหวัง   

                                                                                      พณ     ลานวรัญ                       

       เราฝันร่วมกันทุกข์..   ร่วมกันสุขทุกยุคสมัย
   เกาะเกี่ยวกันก้าวไป       ฝ่าผองภัยที่พบพาน
       ยามพ่ายเราจะเพิ่ม    กำลังใจให้กล้าหาญ
   สั่งสมอุดมการณ์          สายธารรักและศรัทธา
      ..แต่โลกนั้นกว้างนัก  หากเป็นรักเพียงปักษา
   บินผ่านพันธนา..         เท่ากับว่า..เห็นแก่ตัว
        รักเพื่อสิ่งใดกัน      หนทางนั้นยังมืดสลัว
   ความหวังคงหมองมัว     คนโฉดชั่วยังกอบโกย 
      แผ่นดินนี้ร้อนเดือด    ฟ้าสีเหือด  ดินสีโหย 
   ดวงตาแววอิดโรย         แส้ยังโบยแอกยังคา
       เปิดรักที่ แคบคับ      เพื่อตื่นรับกับปัญหา
   อ้อมกอดมวลประชา       นั้นสูงค่ากว่ารักใด
      เกาะเกี่ยว รักและหวัง  เป็นพลังเพื่อจะใฝ่
   เป็นศรัทธาจากหัวใจ      ฝ่าผองภัยทุกผองพาล
     เพียงฝันร่วมกันทุกข์     มีความสุขเพียงพบผ่าน
   ฝันนั้นมิยาวนาน..         เพียงรักชอบ การครอบครอง
       เถิดรักเพื่อจะพ้น       ความทุกข์ทนที่หม่นหมอง
   เปิดฝันเพื่อกลั่นกรอง     เสียงร่ำร้องของมวลชน
       ใช่รักเพื่อกักขัง…      แต่รับฟังทุกเหตุผล
   ให้พี่น้องผู้ทุกข์ทน        อยู่ในรักร่วมหนทาง…


      ……………..  SOUTHERN LAOS 

   เด็กและพลบค่ำแห่งวันหนึ่ง ณ สีพันดอน, .แม่น้ำโขง ลาวตอนใต้ติดกับกัมพูชา ที่มองเห็นเป็นแผ่นดินหลังแผ่นดินเป็นสายน้ำ ไม่รู้จบสิ้น ที่นี่มีเกาะกลางแม่น้ำโขงกว่า 4 พันเกาะ ราวกับว่า ฟ้ากับน้ำ ไม่มีที่สิ้นสุด… เด็กและพลบค่ำแห่งวันหนึ่ง ณ สีพันดอน, แม่น้ำโขง ลาวตอนใต้ติดกับกัมพูชา ที่มองเห็นเป็นแผ่นดินหลังแผ่นดินเป็นสายน้ำ ไม่รู้จบสิ้น ที่นี่มีเกาะกลางแม่น้ำโขงกว่า 4 พันเกาะ ราวกับว่า ฟ้ากับน้ำ ไม่มีที่สิ้นสุด

 

น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกกลางแม่น้ำโขงก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบเขมร เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางเรื่องเล่าของชาวเรือ เรื่องลี้ลับและมณีโคตรแผ่นดินที่ผู้คนไปแล้วไม่มีวันได้กลับมา

ถักทอฝันในวันฟ้าหมอง

03/10/2006 17:59
Posted by ponlanwarun in Blog

      ขอเราเป็นแสงเทียนส่องหนทาง..                             
ที่มืดมนเลือนรางไร้ความหมาย
ย่ำเหยียบความระยำให้มลาย                                            
เดินทางท่องส่องฉายเพื่อมวลชน
     ขอเราเป็นเดือนรูปเคียวเกี่ยวดาวน้อย..                     
เกี่ยวมาร้อยความฝันที่ตกหล่น
เป็นความหวังกำลังใจให้ผู้คน                                         
อุทิศตนยืนหยัดด้วยศรัทธา
     ขอเราเป็นแพรผืนในคืนหนาว..                                
ห่มคืนวันปวดร้าวให้เลือนพร่า
เคียงข้างความระทมที่ถมทา                                              
ซับน้ำตาผู้ทุกข์ทนตามรายทาง
     ขอเราเป็นกองฟืนในคืนเข็ญ..                                    
สุมเต็มแสงไฟไม่เว้นว่าง
ฟืนน้อยมอดไหม้ใกล้เลือนราง                                       
เราโถมร่างเข้าต่อเพื่อก่อไฟ
     ขอเราเป็นอะไรก็ได้..                                                    
ที่มุ่งหมายฝ่าฟันเพื่อวันใหม่
บนหนทางเลือกเดินแม้ทางใด                                        
เพียงอย่าไปไกลร้างห่างมวลชน..
 

Indonesia, Jarkatar

03/10/2006 17:53
Posted by ponlanwarun in Blog

ภาพแรก : อนุสาวรีย์แห่งชาติอินโดนีเซียอันสูงเทียมฟ้า ที่ระลึกวันปลดปล่อยประชาชาติจากลัทธิล่าอาณานิคม  กลางคืนจะเป็นสีต่างๆ จากแสงที่ส่องด้านใต้ ประดับราตรีแห่งเมืองหลวง จาร์กาต้า ท่ามฟ้าดาราราย  ภาพ 2 : ในห้องประชุม Young Progressive Southeast Asia ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง  

 

    ภาพ 3 : สาวเจ้าบ้านไกล สายลับจากมาเลเซีย (DEMA) ภาพ 4 : สนามบินแห่งชาติ ณ กรุง จาร์กาต้า ที่โน่นบนรถเมล์ รถบัส รถสองแถวและ 4 แยกไฟแดง จะมีชายหนุ่มถือกีต้าร์ บรรเลงเพลงขอเศษทานไปตามเบาะต่างๆ ด้วย ชาวอินโดถือความรำคาญเสมือนขอทานแทนที่วณิพกพเนจรที่ควรให้เกียรติ

 

แด่เธอ…

                                       พณ  ลานวรัญ
 เธอหนาวไหมเมื่อกอดห่มทอลมหนาว 
ยามความหวังสีขาวยังคาวขื่น
ความเปล่าดายคอยตอกย้ำทุกค่ำคืน
มิรู้หลับหรือตื่น ..รู้คืนวัน
 เธอเหนื่อยไหมเมื่อหนทางเหมือนว่างเปล่า
ย่ำเดินทางยิ่งนานยาวห่างความฝัน   
ราวความหวังฝังกลบพบทางตัน
เหมือนคืนวันฝันคว้างเดินร้างรอย
เธอหนักไหมกับภาระที่แบกรับ  
แทบพ่ายพับกับขวากหนาม ความท้อถอย
ฝันถึงความงดงามนานนับคอย
วันคืนคล้อย ขื่นเข็ญ ..เป็นความจริง
   [ถามถึงเธอที่เดินทวนสวนกระแส
 หวังเปลี่ยนแปรสังคมซึ่งจมดิ่ง
อาจปวดร้าวกล้ำกลืนฝืนประวิง
  เหมือนทุกสิ่งล้วนกลบฝังความหวังเรา]
อยากให้เธอยิ้มรับกับความทุกข์   
เพื่อปลอบปลุกหัวใจไม่ให้เหงา  
ความปวดร้าวระหว่างทางอาจบางเบา
เมื่อเทียบเท่าทุกข์โถมโหมมวลชน
 แม้คืนนี้ อาจหนาวเหน็บ เจ็บปวดร้าว
  แต่พรุ่งนี้รุ่งเช้า จักเริ่มต้น
 เป็นของขวัญนักสู้ผู้อดทน
  ทอแสงงามอร่ามล้น อุดมการณ์….

Philippines in the 4th time

03/10/2006 17:31
Posted by ponlanwarun in Blog

ภาพแรก : เวิ้งน้ำกลางทะเลสาบล้อมรอบภูเขาไฟลูกหนึ่งซึ่งเย็นตัวลงแล้ว ทางตอนใต้ห่างจากเมืองมะนิลาไปประมาณ 200 กิโลเมตร แต่ด้านในปล่องพอไปดูกลับมีควันขึ้นอยู่ทุกเวลา ว่ากันว่าใครตกลงไปในปล่องนั้น ไม่สามารถปีนขึ้นมาได้เพราะลึกมากและน้ำที่เห็นใต้ปล่องแม้นิ่งแต่ร้อนเฉียบ!!  กว่าจะไปถึงที่นั่นต้องนั่งเรือรูปทรงโบราณไปประมาณ 20 นาทีแล้วนั่งม้าขึ้นเขาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

 

ภาพ 2 : ม้าหลงเมืองกลางมะนิลา ท่ามกลางรอยน้ำตาแห่งความทุกข์เข็ญแห่งเมืองหลวง น้ำตามันไหลหยาดๆ เมื่อเจอเสียงแตรรถจากเพื่อนร่วมทางที่มันไม่รู้จักว่าตัวอะไร ภาพ 3 :ทิวทัศนืเมืองมะนิลาบนตึก Dicuvery suit  

 

 ภาพ 4 : บนภูเขาด้านล่างที่เห็นคือภาพที่ 1 ภาพ 5 : ขี่ม้าขึ้นเขากลางทะเลสาบล้อมราย

  ภาพ 6 : สาวเจ้าและสหายหนุ่มชาวเมืองมะนิลา หน้าตาเหมือนสาวไทยและหนุ่มฮ่องกง เธอเรียนกฏหมายและเป็นอดีตประธานสภานักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ (UP)

South Korea, Khwangju เกาหลีใต้

18/09/2006 22:26
Posted by ponlanwarun in Blog

 South Korea รูปแรก อนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 2523 ที่เมืองกวางจู ทางตอนใต้ ทุกๆ ปี ประธานาธิบดีแห่งเกาหลีใต้ ต้องไปกล่าวไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ท่ามกลางพ่อแก่แม่เศร้าที่ซบกายกอดหลุมศพวีรชนร่ำไห้ทุกๆ ปี ราวกลับันเพิ่งเกิดเหตุการณ์..เมื่อวานนี้!!

 

 ภาพ 2,3,4 : สาวเจ้าแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หอศิลป์ แห่งเมืองกวางจู และวัดเก่าแห่งหนึ่งทางตอนใต้

  ภาพ 5 : นักเรียนมาทัศนะศึกษาดูหลุมศพที่ทอดเรียงไปสุดลูกตาในหุบเขา หลุมศพนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในรูปที่ 1 ที่เกิดการประท้วงเผด็จการของประชาชนทั้งเมืองกลางจู จนรัฐเผด็จการต้องส่งทหารจากโซลมาปราบ

 ภาพ 6 : รูปปั้นนักสู้  ภาพ 7,8,9 : หนุ่มสาวร่วมงานรำลึกและอนุชน ยืนสดุดี รางวัล Khwangju Pize for Human Rights เตรียมมอบแด่ อองซานซูจี ปี 2004

อ่านเรื่องราวที่เพื่อนร่วมทางเขียนได้ที่ http://www.onopen.com/2006/01/359

 

                เธอ…

                           พณ ลานวรัญ 

อาจเธอเป็น แสงเทียน กลางสายลม
จึงนุ่งห่มความขมขื่นทุกคืนหนาว
ในทิวาราตรีกาลนั้นนานยาว
เพราะเธอย่างเท้าก้าว อย่างร้าวราน
 เก็บความฝันไว้ทวงถามในย่ามฝัน
เก็บคืนวันไว้คิดถึงยามคืนผ่าน
ให้น้ำตาพร่างพรมอุดมการณ์
เพื่อผลิบานความหวังในสังคม
หากเธอเหน็บหนาว การก้าวย่าง
เป็นขบถบนทางที่ทับถม
เขาเดินย่ำก้าวสู่ประตูพรม
แต่ผู้คนยังลำบาก อยู่มากมาย
บนร่างน้อยอย่าทดถอย หนทางสู้
ขอเธอยืนหยัดอยู่ เถิดสหาย
เพราะความหวังของเรามิเดียวดาย
เป็นความหมายหลากล้วน ของมวลชน
เมื่อรักจักย่าง หนทางนี้
เก็บขวัญชีวีที่ร่วงหล่น
ฝ่าฟันทุรยุคที่ทุกข์ทน
รอฟ้าใหม่ส่องหนสิทธิ์เสรี
ย่ามริ้วยับต้องลมห่มความหวัง
ใส่พลังใส่น้ำตาเป็นหน้าที่
เป็นเงาชีวิตเป็นมิตรที่ดี
กล่อมชีวีปลอบฝัน คู่ขวัญเธอ..

   

Spain-Espana, Alicante

22/08/2006 22:41
Posted by ponlanwarun in Blog

 Spain รูปแรก  ภาพคนหนุ่มสาว MJS แห่งฝรั่งเศสประท้วงรัฐบาล

 ภาพ 2,3 : เยาวชนเดินขบวนประท้วงสงครามอิสราเอล-เลบานอนที่ เมือง Alicante, Spain  เพื่อเรียกร้องสันติภาพในตะวันออกกลาง “the World is our Country, the Humanity is our Homland” 

 ภาพ 4 : ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เมือง Alicante แคว้นมูเวีย์และบาเลนเซีย 

 ภาพ 5 : ในพระบรมราชวังของกษัตริย์เสปนที่เมือง Madrid ภาพ 6 : ภายในงาน IUSY Festival 2006 

 ภาพ 7 : เต๊นท์ที่พักหลายพันอันในงานเป็นที่หลับพักผ่อนของหนุ่มสาวทั่วโลกกว่า 4,500 คน ภาพ 8 : ที่ปักหมุดผู้เข้าร่วมที่มาจากชาติต่างๆ ทั่วโลก

 ภาพ 9 : โบสถ์คริสตจักรอายุหลายร้อยปีข้างพระมหาราชวังกษัตริย์เสปน

   ภาพ 10,11 : ตึกรูปทรงเสปนและทิวทัศน์เมือง Madrid มหานครของ เสปน

  ภาพ 12 : วังโบราณของกษัตริย์อาหรับเก่าในเมือง  Alicante เป็นปราสาทบนภูเขาริมทะเลที่ซึ่งปลากประบอกปืนใหญ่หันสู่ท้องทะเลกว้าง เพื่อคอยโจมตีกองทัพเรือข้าศึก (ปืนใหญ่คล้ายนำเข้าจากอยุธยามาก)

ภาพ 13,14 : บรรยากาศภายในงาน และมีนายกรัฐมนตรีแห่งเสปน มาพูดในที่ประชุม IUSY Festival ด้วย

 

IUSY Festival 2006 18-23 July 2006 Alicante, Espana
“the World is our Country the Humanity is our Homeland”

 

บทนำและภาพรวม

IUSY หรือ International Union of Socialist Youth เป็นองค์กรเยาวชนคนหนุ่มสาวสากล ที่สนใจปัญหาสังคมการเมืองเชิงโครงสร้าง เน้นอุดมการณ์สังคมนิยม (Socialist) และสังคม-ประชาธิปไตย (Social-Democracy) ก่อตั้งเมื่อปี 1907 จะครบรอบ 100 ปีองค์กรในปีหน้านี้ มีสำนักงานกลางอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยมีประธานคนปัจจุบัน เป็นชาวแอฟริกาใต้ และเลขาธิการเป็นชาวนอรเวย์ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 100 องค์กร มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ประกอบไปด้วยองค์กรเยาวชนของพรรคสังคมนิยม พรรคแรงงาน และพรรคแนวสังคม-ประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรคนหนุ่มสาวที่เคลื่อนไหวการเมืองก้าวหน้า องค์กรนักศึกษาฝ่ายซ้าย และองค์กรสหพันธ์สหภาพแรงงานต่างๆ โดย International Union of Socialist Youth มีการประสานการทำงานร่วมกันกับองค์กร Socialist ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกับ International Socialist ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม และสังคม-ประชาธิปไตยทั่วโลก นอกจากองค์กรภาคแรงงานต่างๆแนวคิดแบบ Socialist เป็นอุดมการณ์การต่อสู้ของประชาชนที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดยคาดหวังให้สังคมเปลี่ยนแปลงใหม่ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม ในช่วงแรกๆ มีการพูดถึงการจัดวางสังคมใหม่โดยจัดความสัมพันธ์ทางการผลิตใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น เนื่องเพราะแนวคิดเสรีนิยมและวิถีของระบบทุนนิยมที่วิวัฒนาการชัดเจนหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นลดคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และแบ่งชนชั้นตามฐานะแห่งการครอบครองปัจจัยการผลิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการขูดรีดและเอาเปรียบทางโครงสร้าง โดยมีนักคิดมากมายในช่วงนั้นนำเสนอทฤษฎีต่างๆ เพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยยุติธรรมและเอาสังคมเป็นตัวตั้ง ซึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวนั้น มุ่งเน้นให้รัฐทำหน้าที่ดังกล่าว ขบวนการเคลื่อนไหวในช่วงเริ่มต้นจึงมีทั้งแนวทางปฏิรูปและการนำพามวลชนปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐ โดยตรงทั้งนี้ ขบวนการประชาชนในยุคแรกๆ นั้น ยังไม่มีการแบ่งแยก เป็นกลุ่ม Communist หรือ Socialist ชัดเจนนัก แม้แต่กลุ่มปฏิวัติในยุคแรกเริ่ม ส่วนใหญ่ยังคงเรียกตัวเองในนามขบวนการ Socialist และ Social-Democracy อยู่ เพิ่งจะมีการแบ่งแยกกันชัดเจนเมื่อเกิดสงครามโลก ที่ฝ่าย Socialist ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐชาติตนเองไว้ และในนามขบวนการ Communist นั้นประกาศต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ เพราะถือเป็นความขัดแย้งทางชนชั้นปัจจุบันนี้ แนวคิด Socialist , Social-Democracy และ Communist ในสถานการณ์สากลนั้น มีลักษณะที่แตกต่างกันพอสมควรในรูปแบบที่ต่างๆ กันไปในแต่ละขบวนการของแต่ละประเทศและทฤษฎีที่ยึดถือ แม้ในลักษณะภาพกว้าง คือแนวทาง Communist จะเน้นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เช่นในประเทศเนปาล หรือฟิลิปปินส์ และแนวทาง Socialist , Social-Democracy จะเน้นการเคลื่อนไหวโดยการปฏิรูปทางสังคม-การเมือง หรือการจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเองเข้าไปต่อสู้ทางการเมืองก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็มีความหลากหลายอยู่มาก ในบางประเทศ เช่นในประเทศอินเดีย ก็มีพรรค Communist หลายพรรคเช่นกันที่ต่อสู้ในระบบรัฐสภา ดังนั้น องค์กรสากลของขบวนการ Socialist, Communist หรือขบวนการแรงงานสากล (ILO) เองก็ตาม ก็มีความหลากหลายทางความคิด ปัญหาและแนวทางอยู่พอสมควรในนามของ IUSY - International Union of Socialist Youth เอง มีประวัติศาสตร์การต่อสู้มาอย่างยาวนาน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมซับซ้อนขึ้น อุดมการณ์ Socialist ในทางสากลเอง ก็มีการปรับตัวเข้าหาสถานการณ์ทางสังคมและการคลี่คลายปัญหาต่างๆ ตามข้อเท็จจริงมากขึ้น นอกจากการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว เพราะอุดมการณ์นี้แท้ที่จริงก็คือ “ทุกอย่างที่เอาสังคมเป็นตัวตั้ง” นั่นเอง เราจึงเห็นว่า วาระแห่งการถกเถียงหรือพูดคุยกันของขบวน Socialist ในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางสังคมในมิติต่างๆ มีเวทีสากลมากมาย ถกเถียงกันตั้งแต่หัวข้อเรื่องการพัฒนาสังคม-ประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ การต่อสู้กับเผด็จการทหาร ภัยโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ไปจนกระทั่ง ประเด็นมิติทางวัฒนธรรม ความเท่าเทียมหญิง-ชาย สิทธิเพศที่สาม ผู้อพยพ แรงงานข้ามชาติ การศึกษาทางเลือก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯทั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักนั้น ขบวนการ Socialist สากล ต้องการให้ทุกประเทศพัฒนาไปสู่สังคม-ประชาธิปไตย ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ-เสรีภาพ มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยรัฐดูแลสวัสดิการให้แก่ประชาชนอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาสังคมโลกไปสู่ภราดรภาพที่ยั่งยืน สันติธรรมและผาสุกต่อไป ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า Socialist ในความหมายสากลแล้ว กว้างกว่าคำว่า “สังคมนิยม” ในความหมายหรือการรับรู้ของคนไทยอยู่มากพอสมควร เนื่องจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยนั้น มีการนิยามความหมายของสังคมนิยมอย่างจำกัด และเบี่ยงเบนพอสมควร ด้วยอำนาจรัฐของชนชั้นนำที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเองไว้ในอดีตที่ผ่านมา

IUSY Festival 2006

กิจกรรมหนึ่งของ IUSY นั้น คือการจัด IUSY Festival ในทุกๆ 2 ปี/ครั้ง เพื่อให้สมาชิกในประเทศต่างๆ ได้มาพบปะพูดคุยกันถึงสถานการณ์สังคม-การเมืองในมิติต่างๆ ในรูปแบบเทศกาลของคนหนุ่มสาวที่สนใจการเมือง มีการนำเสนอซุ้มกิจกรรมขององค์กร/ประเทศตนเอง หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามองค์กร หรือระหว่างประเทศอย่างอิสระ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้นกับเพื่อนใหม่ที่มาจากต่างแดนทั่วโลก มีการจัดห้องเสวนาต่างๆ ตามหัวข้อที่ตนเองสนใจ มีการแลกเปลี่ยนสินค้าที่จัดทำขึ้นเองของนักกิจกรรมทางสังคม รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อความสมานฉันท์ในความเป็นพี่เป็นน้องกันของประชาคมโลกIUSY Festival ประจำปี 2006 นี้ จัดขึ้นในวันที่ 18-23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัย Alicante ในเมือง Alicante ซึ่งอยู่ในแคว้นบาเลนเซียและมูร์เซีย เขตปกครองอิสระทางทิศตะวันออกของประเทศเสปน(Espana) ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใจกลางแคว้นเกษตรกรรมที่ก้าวหน้าที่สุดแคว้นหนึ่งในยุโ