TrekkingThai Blog »
  Home
  Register »
  Login »
  RSS feed
  Chatroom

เรื่องเก่าเล่าใหม่ ลาว ตอนที่ 2

01/11/2006 18:32

อ่ะจ้ะ…ตอนที่ 2 มาแล้วจ้ะ หลังจากโฆษณาไว้แต่ไม่ได้แปะต่อซะงั้น อิอิ
ขอรวบมาแปะฉลองเบญจเพศเอาฤกษ์ชัยแก้แค้นที่โดนหวยกินหมดตรูดนะจ๊ะ

- - - - - -  - - - - - -  - - - - - -  - - - - - - - - - - - - - - - - -

จากตอนแรกขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาทักทายนะคะ
มีบางท่านลืมขาตั้งไว้คิดจะหาเรื่องเที่ยวเอ๊ยกลับไปเอา…จะอยู่รอมั้ยนั่น
ส่วนเป๋อเองก็ลืมไว้เหมือนกัน ลืมหัวใจเอาไว้กับหนุ่มเมืองหลวงฯ อิอิ
ส่วนความเดิมจากตอนที่แล้ว ย้อนกลับไปกันเองอ่านเองเด้อจ้า หุหุ
ต่อจากนี้จะพาชมเมืองหลังใส่บาตรข้าวเหนียวนะคะ อาจจะโปะภาพเยอะหน่อย
พูดน้อย ๆ น่ารัก ๆ เดี๋ยวคนอ่านจะหน้ามืดกันไปซะหมด โฮะ โฮะ อิ อิ อิ

เช้าวันที่สอง
         มีโอกาสได้ใสบาตรพระร้อยองค์ด้วย เดินเลาะลำน้ำคานไปทะลุถนนหลักแต่เช้ามืด ถูกรายล้อมด้วยบรรดาแม่ค้าที่หาบข้าวเหนียว ขนม ข้าวต้มมัด มีหลายราคาตั้งแต่ 50 -100 อู้หู….
        พิธีการจะคล้าย ๆ ที่อีสานบ้านเฮาคือใส่แต่ข้าวเหนียวกับขนมประเภทปักกิ่ง โดโซะ  ส่วนกับข้าว ญาติโยมจะไปทำไว้ท่าที่วัด (ช่วงวันเวียนเทียนในภาคอีสานของไทยจะมีใส่บาตรข้าวเหนียวตามวัด)

 

บรรดาแม่ค้าน้อย ๆ น่ารัก ราคามิตรภาพมาท่าเอื้อย ๆ แต่เช้ามืด

 

 

           เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อพระสงฆ์หลายรูปเดินเรียงแถวกันมา นักท่องเที่ยวตื่นเต้นกันยกใหญ่ ต่างจกข้าวเหนียวและขนมที่มีอยู่จ้วงกระหน่ำใส่ลงบาตรพระ เราจะไม่ค่อยเห็นลูกศิษย์เดินตามเหมือนในไทย เป็นเพราะตลอดทางที่มีคนใส่บาตรจะมีคนนั่งรอรับทานจากพระและเณร ถือเป็นการถ่ายของจากบาตรไปด้วย
: มีสามเณร…แต่นับให้หลายมะเณรอยู่นะ

 

        ก่อนจะใส่บาตรระหว่างหาที่นั่งก็มีแม่ใหญ่ท่านนี้ใจดี ให้หนังสือพิมพ์ลองนั่งข้าง ๆ ด้วยกันและคอยแนะนำอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการซื้อข้าวเหนียว โธ่…ทำไมถึงได้เจอคุณป้าช้าไปนะเนี่ย โดนไปแล้วกระติ๊บแรก 100.-

 

           ตกไปเรื่องนึง ตอนขาเข้าหลวงพระบางบนรถเปิดเพลงของศิลปินชาวลาว เพลงน่ารักมากวัยรุ่น ๆ มากเลย ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปตามหาในเมืองหลวงฯ ให้ได้ นักร้องมีแสนแปดจะหาเจอไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หลังใส่บาตรและเดินกลับที่พัก
พวกเราแวะกินเฝอแต่เช้า และเดินแวะเข้าร้านขายเพลงร้านแรกที่เข้าไปหา ถามเค้าว่าที่นี่ นักร้องหญิงคนไหนดังที่สุด เพลงวัยรุ่น ๆ นะคะ คนขายตอบอย่างมั่นใจ “อ๋อ…ลิเดีย” แป่ว!! เป็นงั้นไป  ต้องบอกอีกครั้งว่าเป็นนักร้องของลาวค่ะ คราวนี้สาวคนขายหยิบหมอลำมาให้ เลยต้องอธิบายอีกครั้งว่า เอาเพลงวัยรุ่น ๆ ค่ะที่เป็นเพลงช้า ๆ ร้องว่าข้อยฮักเจ้า คนขายใจดีทำหน้างง ๆ คงคิดในใจว่า “นักร้องมันมีคนเดียวหรือไงวะ” เธอหยิบเพลง แร็พ ฮิพฮอฟ ร็อคมาเปิดลองให้ฟังอยู่หลายแผ่นจนเกือบตัดสินใจเอามั่ว ๆ แล้ว แต่สโชคมักจะเข้าข้างคนหน้าตาดี สายตาพลันไปเห็นปกรวมศิลปิน เลยพลิกดูชื่อเพลงด้านหลัง เพลงที่ 1 “ข้อยฮักเจ้า” ค่อนข้างมั่นใจและแน่ใจว่าใช่ จึงให้ลองเปิดดู แค่ Intro ขึ้นต้นก็ใช่เลยจึงจัดการจ่ายตังค์ไป 15000 กีบ หรือ 60 บาทบ้านเรา ขอบอกว่าทั้งอัลบั้มเพลงน่ารัก เสียงก็เพราะทุกคนเลย

 

       และก็ซื้อโปสการ์ด มาเขียนจนหลับไปอีกรอบจนกระทั่งตื่นขึ้นมา  บ่ายนี้เราได้คำตอบที่ตกลงกันเมื่อคืนว่าจะเช่าจักรยานปั่น เนื่องจากแก่แล้วเดินแถกเหงือกขึ้นลงสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขามันช่างทรมานสังขารจริง ๆ
      และนี่คือโฉมหน้าของพาหนะของเรา….

       แต่แล้วไม่นานเราก็ได้รับรู้อีกว่า การปั่นจักรยานมันสนุกขาลง มาสำนึกได้เอาตอนที่ปั่นกลับเนินแรก ตายอหิวา!ยังเหลืออีกตั้ง 3-4 ลูก ที่ต้องกลับปั่นขึ้นไปหรือนี่ สาวบาง  ๆ อย่างเราหันมายิ้มให้กันทุกครั้งที่มีทางปั่นขึ้นเนิน นอกจากเหนื่อยกว่าเดินแล้ว ยังเป็นภาระให้ห่วงอีกต่างหาก เกิดจอดทิ้งไว้ต่อให้ล็อคอย่างดี ถ้าจะโดนยกไปทั้งคันก็ได้แค่เศร้าจอร์จ
       ที่นี่ฮิตจักรยานยี่ห้อ L.A. มาก ทั้งเมืองกว่า 90% ปั่นกันให้รึ่ม เมืองนี้ท่านที่เคยไปจะรู้ว่าสงบ เพราะไม่มีรถใหญ่มาก่อกวนมาก มีแต่มอร์เตอร์ไซค์ จักรยาน เป็นส่วนมาก และรถส่วนบุคคลที่เป็นส่วนน้อย 
       กองทัพจักรยานจะคึกคักในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน และเย็นหลังน้อง ๆ เลิกเรียน ก้าวข้ามถนนมองขวาก่อน รถมอร์ไซค์บีบแตรไล่อยู่ข้างซ้ายดัง ปี๊นนนน. 55555 หนุกดี เข้าใจเลยทำไมไม่ให้นักท่องเที่ยวเช่ามอร์เตอร์ไซค์ เพราะมันต้องมีคนวิ่งผิดเลนส์ตลอดแน่ ๆ โดยเฉพาะไอ้ 2 สาวไทยหน้าบ๊อง ๆ อย่างพวกเรานี่เอง (พอกลับไทยดันมองซ้ายก่อนซะงั้น)
: เห็นปูนปั้นลายดอกไม้สวยดี อิอิ เลยเสยซะ

 

       หิวก็กิน กินเสร็จก็ปั่นต่อไปเรื่อย ๆ เบาะใหม่ ๆ ของจักรยาน LA เริ่มสร้างปัญหากับขาหนีบมากขึ้นมาซะแล้ว อะซี๊ด อะซี๊ด

 

       พระธาตุพูสีที่มองจากมุมไหนก็เห็นเด่นเป็นสง่า โดยฝีมือคุณนายจุงเพื่อนร่วมทาง

       ขัวข้ามคาน (สะพานข้ามแม่น้ำคาน) ระยะประชิด

 

      เอ้าชิดไปอี๊กกกกก อู๊ย…สูงและเสียวไม้จะผุแล้วร่วงลงไปสุด ๆ บรื๋อ ๆ

 

      นี่อีก ทำหน้ากลัวความสูงสุด ๆ ชะโงกหน้าออกไปถ่ายว๊ายต๊ายตาย
ถ้าหัวตำลงไปจะว่ายังไงเนี่ยว่ายน้ำก็ไม่เป็น หน้าตาก็ดี…. เฮ้อกลุ้มใจ

 

      แถมป้ายแม่หญิงนุ่งซิ่นข้ามทางม้าลาย

      ก่อนจบตอนที่ 2 นี้อาจยังไม่ค่อยได้น้ำได้เนื้อเท่าไหร่ ขอไปเรียบเรียงจากบทความเดิม ที่เคยเขียนไว้ก่อนเด้อจ้า
ปล. 1
       การใช้กล้องแมนนวลถ่ายภาพขณะยังปั่นจักรยาน เป็นสิ่งไม่พึงกระทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะขณะที่กองทัพจักรยานตามแถวเรียงหนึ่งมาด้วย หากพลาดล้มไปเจ็บไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้อายนี่สิ่ได้แทรกโสร่งหนีแน่ ๆ

ปล.2
       การปั่นจักรยานใหม่ ๆ อานแข็ง ๆ ในสภาพพื้นที่เป็นเนินขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เหมาะสำหรับคนจิ๋มบาง อู๊ยยยย…ระบม

เด๋วเจอกันตอนที่ 3 เด้อค่ะ
 

ปล. แถมจั๊กน๊อยยยนึง นามบัตรติดต่อเฮือนพักโทนี่ของ ฯพณฯ ท่านฮูกน้อย เด้อจ้า

 

 

 

เรื่องเก่าเล่าใหม่ ลาว ตอนที่ 1

26/10/2006 19:04

ก่อนอื่นต้องขอบคุณเจ้าของเว็บ TrekkingThai แม้จะไม่ค่อยโผล่หัวมาบ่อยนัก
แต่ TKT เป็นเว็บแรก ๆ และเป็นแหล่งข้อมูลอันดับแรก ๆ ที่ติดไฟใส่เท้าให้ก้าว
เดินทางไปท่องโลกกว้าง อิอิ ก็ยังไม่ค่อยพ้นชายแดนไทยหรอกค่ะ
แล้วก็ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้มี Blog ไว้บ่น ๆ ด้วยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่า

มาที่เรื่องราวค้างปี ออกแนวของเก่ามาเล่าใหม่เป็นเหตุการณ์เที่ยวไปบ่นไป
เมื่อช่วงปลายปีก่อน คิดว่าภาพบางภาพหลายท่านคงได้เห็นบ้างแล้ว อ่านดีกว่าเนอะ

 - - - - - - - - -  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - — - - - - - - - –

“กรุงเทพ - หลวงพระบาง - วังเวียง - ภูกระดึง - บ้านใครบ้านมันวุ้ย”

คำเตือน : บทความอาจไม่เหมาะกับเยาวชนวัย 50 ปีขึ้นไป, เหล่าสุภาพชนคนไร้เลือดชั่ว, 
            เทวดาบางจำพวกที่แตะไม่ได้,  คนกำลังกินข้าว ศัพย์เทคนิคเฉพาะอาจทำให้บุคคลเหล่านี้หัวใจวายตายได้

คำนำ : บทความนี้ดิฉันได้ตั้งใจศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล แกว่งปากหาเสี้ยน เขวี้ยงงูไม่พ้นคอ มาเนิ่นนานหลายปีจนเวลาดีได้ฤกษ์เหมือนฝีแตก จึงดั้นด้นเดินทางไปเพื่อหาความสำราญ ใส่ตัวในขณะเวลาที่ยังมีชีวิต และสามารถกระทำได้ในหลาย ๆ สิ่ง ขอขอบคุณบิดา - มารดา ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการมาตลอดชีวิตแม้ไม่เคยเห็นด้วยกับการเดินทางสักครั้ง ครูบาอาจารย์ทุกท่าน แหล่งข้อมูล(คน)ดิบ ๆ ชั้นดีอย่างพี่ปุ้ยจอมถึก ข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ทั้งหลาย เว็บบอร์ดพวกไฟลนเท้าหาแต่เรื่องเที่ยว เพื่อนสนิทที่ทำให้การเดินทางในฝันเป็นจริงมาหลายครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความของดิฉันจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่น้อย ก็ไม่มีเลย.

KaPer      
มนุษย์ธรรมดาสามานย์คนนึง

 

เขียนคำนำไปงั้นแหละ บทคง บทความอะไรไม่มีหรอก เขียนไม่เป็น เล่าไม่หนุก แต่จะพยายามตะบันยาย (บรรยาย) ประกอบภาพนะคะ
-*- ควรมีเวลาว่างสัก 1 ปีเพื่อโหลดรับชมบล็อคตอนนี้
        การเดินทางของคนสองคนที่มักคัดผู้ร่วมเดินทาง คัดไปคัดมาก็ถูกคัดออกจนเหลืออยู่ 2 ตัวบ่อย ๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน….
        “จะลาออกไปทำไร เรียนบ้าอะไรช่วงนี้ใครเค้าเปิดรับ มีปัญหากับใคร ทำไมจะออก” ป่าว ไม่มีอะไรแค่วัยรุ่นเซ็ง จะบอกใครได้ไงว่าลาออกมาเพื่อเที่ยว คงไม่มีใครจัดโต๊ะหมู่บูชามาสรรเสริญวีรกรรม หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง นานาจิตตัง รู้ตัวอีกทีก็ฝ่าฝูงชนตีตั๋วรถไปหนองคายซะแล้ว
       และนี่คือพาหนะที่นำเราไปสู่ด่านหนองคาย ตุ๊กตุ๊ก เรียกจาก บขส.หนองคายในราคา 2 คน 50 บาท น่าจะเป็นการดีที่ไม่ลงตรง 4 แยก เพราะเราไม่สามารถเล่นตัวกับคนขับได้ ราคาต่อคนปกติ 30 บาท ถ้าไม่เอาเราคงต้องเดินจาก 4 แยกไปถึงสะพานแน่ ๆ
         รถตุ๊ก ๆ พาผ่านหน้าบ้านพักพนักงานยาสูบหนองคาย จะมีพี่ที่รู้จักโจ้พักอยู่หรือเปล่าน๊อ… แล้วจะรู้ไหมน๊าว่าโจ้มาเหยียบถึงถิ่น เห็นหลังคาบ้านพักที่นี่ ทำให้คิดถึงบ้านพักที่เคยอยู่ที่ร้อยเอ็ดขึ้นมาจับหัวใจ… “เบิ่งตะเว็นบนฟ้า คึดฮอดแต่หน้าคนไกล…” เสียงเพลงคิดฮอดคนไกลของคุณไมค์ ภิรมย์พร แว๊บดังเข้ามาในหัวทันที
         ต๊าย ตาย อกนังโจ้จะระเบิด จะได้ข้ามออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก ต้องทำไง ถามคุณลุงคนขับตุ๊ก ๆ แกก็ให้คำแนะนำให้เรามั่นใจที่จะไม่เดินเข้าช่องผิด คุณเจ้าหน้าที่จะคิดว่าฉันข้ามฝั่งกลับบ้านหรือเปล่า แล้วจะเสร่อทำอะไรเป๋อ ๆ หรือเปล่า แต่แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี
         ข้ามฝั่งไปด้วยความที่หน้าตาดี กระเดียดออกไปทางมือวางระเบิดทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่ตรวจปี้ ราคาซาวบาทออกปากชวนทันที “มาดูบั้งไฟกันบ่หล้า ไปเบิ่งบ้านอ้ายมั้ยเห็นชัดนะ” เรายิ้ม ๆ ปฏิเสธอย่างสุภาพ หวั่นในใจหากไปถึงเฮือนอ้ายย่านสิ่ได้เบิ่งบั้งอื่นนอกจากบั้งไฟพญานาค
        ที่ด่านฝั่งลาวเราลังเลกับราคารถ จึงโทรไปปลุกแหล่งข้อมูลดิบ ๆ เพื่อความแน่ใจ เดินทางด้วยแท็กซี่มือหนึ่ง (ขับอีกมือหนึ่งจับประตู) คุณลุงคนขับใจดีถามอะไรก็ตอบ แถมส่งถึงหน้าท่ารถสายเหนือกระซิบบอก “ขากลับให้นั่ง 2 แถวข้างในไปลงที่น้ำพุ หรือแถวตลาดเช้านะ ตุ๊ก ๆ ข้างหน้าเก็บแพง” แล้วเราก็จับรถไฮโซทั้งคันมีแต่ฝรั่ง มีคนไทยแค่เรา 2 คน ข้างหลังมีหนุ่มชาวลาวมานั่ง 1 คน ร้องคลอเพลงที่เปิดอย่างอารมณ์ดี เพลงที่เปิดแรก ๆ ก็เปิดเพลงฝรั่งอยู่หรอก เปิดไปได้ไม่กี่เพลง ก็เปลี่ยนมาเปิดเพลงไทย สลับคาราโอเกะ ตั้งแต่ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ยันสตริง แต่ค่ายอาร์เอสตีตลาดที่นี่ได้มากกว่าค่ายแกรมมี่นะเนี่ย
         เคยได้ยินมาเหมือนกันเรื่องความปลอดภัยระหว่างเส้นทาง รถที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะมีการคุ้มกัน ไอ้เราก็นึกว่าจะมีด่านเป็นจุด ๆ เริ่มถึงวังเวียง ภูเขางามงด เราก็เมารถจึงหลับกันไปได้สักพัก มีเสียงเรียกให้ตื่นมากินข้าวพักเที่ยง น้ำนองรถเชียวระหว่างที่หลับมีน้ำท่วมเหรอเนี่ย แต่ก็หิวจัดจึงลงไปกินข้าวอย่างว่าง่าย
           กลับขึ้นมาบนรถพื้นยังไม่แห้งดีเลย คราวนี้ผู้บ่าวที่นั่งข้างหลังเรา เปลี่ยนมานั่งข้าง  ๆ พวกเราได้เห็นปืนกระบอกยาวที่เค้าสะพายไว้ข้างหลังโดยสวมเสื้อคลุมทับอีกชั้น แหมคลุมมิดเหลือเกินนะ ปากกระบอกแหลมขึ้นมาเลย เมื่อรู้ว่าคนที่นั่งข้าง ๆ เป็นทหาร ได้เห็นปืนกระบอกโต ๆ ดิฉันก็เริ่มมีอาการ….ว๊ายยยย แพ้ เครื่อง แบบ….555
           น้ำบนพื้นรถก็ยังไม่แห้ง เกิดมีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ จะหมอบติดพื้นได้สนิทใจหรือเปล่า คิดแล้วก็ชิงหลับก่อนที่จะเมารถดีกว่า มหากาพย์การเมารถได้เริ่มขึ้น ยาดมถูกยัดเข้ารูจมูกอย่างไม่ปราณี ใจอยากหลับแต่ตาอยากดูวิว 2 ข้างทางเหมือนภาคเหนือบ้านเรา แต่เด็กน้อย ๆ เยอะมาก โดดอาบน้ำริมธารใส ทำให้เผลอยิ้มได้ตลอดทาง และมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งเท่ห์มาก ๆ ใหญ่เด่นเป็นสง่าอยู่ลูกเดียว ยิ่งมองยิ่งเท่ห์ แต่ไม่มีความพยายามจะยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพ อันเนื่องมาจาก เมารถนั่นเอง
        บทจะถึงท่ารถที่เมืองหลวงพระบางก็ถึงเอาดื้อ ๆ ลงจากรถขนสัมภารก ยืนเหล่ซ้ายแลขวาจะไปไหนต่อดีเนี่ย พอดีกับที่มีคนของที่พักมาทักเป็นภาษาอังกฤษไฟแล่บ ก่อนที่จะเอ๋อกินไปมากกว่านี้ จึงถามไปว่า “ไกลไหมคะ” จากหน้าที่ดูอาย ๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มร่าตอบกลับมา “บ่ไกลดอก คนไทยเหรอครับ” หลังส่งภาษาไทยออกไป บรรดาที่พักก็ไหลมาเทมาเสนอข้อต่อรองราคาพิเศษมากมายให้เรา
        แต่เราก็สนใจที่พักริมน้ำแห่งหนึ่ง เชื่อคนง่ายจริง ๆ เห็นแค่ภาพก็อยากนอนแล้ว และราคาก็น่าสนใจไม่หยอกในช่วง low season แบบนี้ โดยน้องที่เป็นตัวแทนฯ ขี่มอร์ไซค์ตามประกบทันทีเช่นกัน
         ห้องพักริมน้ำคาน ราคาช่วง High ตั้ง 500 บาท พี่นาเจ้าของที่พักบอกลดเหลือ 250 ห้องนี้นอนได้ 3 คน 2 เตียง ห้องน้ำในตัว พวกเราไม่ลังเลแต่ก็ไม่วายขอต่อ เหลือ 200 แต่ก็แห้ว… ไม่ลดอีกแล้ว
      หน้าห้องเป็นที่ร้านอาหาร กลางคืนฝรั่งสาว ๆ ก็เจี๊ยวจ๊าวคุยกันหนุกหนาน
แต่นั่นก็ไม่สามารถขวางการนอนของเราได้ ที่เห็นในภาพคือขัวข้ามน้ำคาน…
        วันแรกเราเดินชมตลาดมืด ตายแล้วต้องมีของเถื่อนแน่ ๆ เลย 5555 ตลกล่ะ ตลาดมืดก็คือตลาดที่ขายของตอนมืด เน้นงานแฮนเมด เช่น ผ้าไหม
ไม้สลักแต่งบ้าน โคมไฟ ฯลฯ แต่ที่เห็นช่วงนี้เยอะก็คือ กระทงคล้าย ๆ บายศรี
ที่วางขายตามรายทาง เพราะใกล้วันพระและเป็นช่วงเทศกาลออกพรรษา
         เราได้กระทง 1 ใบเดินขึ้นวัดที่อยู่ตรงทางขึ้นพระธาตุพูสี เจอคุณป้าชีพราหมณ์นั่งฟังพระสวด และมีผู้เฒ่านั่งอยู่ประมาณ 6 -7 คน ในโบสถ์มีภาพวาดเก่าแก่สวยงาม คุณป้าบอกว่าเป็นวัดที่เก่าแก่มาก ๆ และองค์พระประทานก็ดูแล้วมีอายุมากหลายปีจริง ๆ เราถวายกระทงแล้วก็กราบพระและไหว้ลาคุณป้าลงมาเดินชมตลาดกันต่อ
         กล้องแมนนวล เลนส์Fix วัดแสงยังไม่เป็นเหมือนเดิม แถมน่าตีที่สุดที่ไม่เอาขาตั้งกล้องมา บางภาพอยากถ่ายใจจะขาดได้แค่มองผ่านไป แต่ก็มีไม่น้อยที่ลองเสี่ยงกดมา ภาพไหวก็ช่างของลองแล้วกันฟะ.
เด๋วไปดูภาพของฝากใกล้ ๆ กันค่ะ
  ผ้าไหม
อิอิ ร้านขายของที่ระทึก
นะจ๊ะ
มาดูเมืองตอนกลางคืนกันต่อ
     ร้านขายทัวร์เป็นที่ที่เราต้องปฏิบัติภาระกิจอันใหญ่หลวง เดินเข้าร้านนู้นทะลุร้านนี้ จนแล้วจนรอดก็ไม่เจอสิ่งที่ต้องการเราจึงยุติภาระกิจนั้นในร้านที่ 2 ที่เราเข้า (555)
          อ๊ะลืมบอก ช่วงที่เป็นเป็นเทศกาลออกพรรษา ทั่วเมือง วัด หน้าบ้าน ร้านค้า จะประดับโคมไฟ และจุดเทียนทำให้เมืองโรแมนติคเป็นที่สุด เหลียวมองหน้าไอ้ตัวข้าง…ก็คงคิดเหมือนกัน “รู้งี้พาวัตถุดิบมาสักคนดีกว่า” ว่าแล้วก็เข้าร้านหาของกิน นั่งมองพระจันทร์สีเงินที่จะเต็มใบในวันต่อมา
       เจ้าของร้านในภาพคงเข็ดกับคนไทยไปอีกนาน แม่คู๊ณ แม่ทูลหัว ต่อราคาเรียกได้ว่าถล่มทลาย ใครสนใจพกมันไปด้วยท่านจะได้จ่ายค่าสินค้าถูกกว่าชาวบ้าน แต่อาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โดนแม่ค้าฟาดหัวเป็นของแถมค่ำนั้น นอกจากเมารักแล้วยังเมาเบียร์เดินกลับที่พัก เดินจนสร่างได้สติตั้งมั่นว่า “พรุ่งนี้…ข้าจะปั่นจักรยาน วู้เย้!!”

จบตอน 1 แต่เพียงเท่านี้ก่อนเดี๋ยวกระอักตัวอักษรกันไปหมด
ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมเด้อค่ะเด้อ