23/11/2006 21:05
Posted by
indyget in
Blog

วันที่ 14 พ.ย. 2549
เรานัดเจอกับแป๋งและจุ้ยที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เราเดินทางไปจังหวัดหนองคายโดยรถปรับอากาศ vip ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 3 ทุ่ม
วันที่ 15 พ.ย. 2549
ถึงหนองคายประมาณ 6 โมงเช้า เดินทางไปที่ด่านเพื่อตรวจหนังสือเดินทาง แล้วข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว ค่าเหยียบแผ่นดินลาวต่อคนประมาณ 4000 กีบ จากด่านตรวจฝั่งลาวเราต่อรถโดยสารไปยังคิวรถเวียงจันทร์ เราได้รถ local เวียงจันทร์-หลวงพระบางเที่ยว 11 โมงครึ่ง ค่าโดยสารประมาณคนละ 90000 กีบ ระหว่างรอก็กินข้าว ถ่ายรูป และถ่ายวีดีโอเล่นกันตลอดอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ประมาณ 11 โมงพี่คนขับก็เริ่มสตาร์ทอุ่นเครื่องรถ รถยังไม่ทันออก เรากับเพื่อนก็เริ่มหลับ หลับไปได้สักพัก ตื่นขึ้นอีกที เกือบเที่ยงก็พบว่ารถยังไม่ได้ออกไปไหนเลย เนื่องจากคนขับซ่อมรถอยู่ สักพักเค้าก็ให้ผู้โดยสารย้ายคัน โชคดีที่เป็นวันธรรมดา มีผู้โดยสารประมาณไม่ถึง 20 คน เลยไม่ต้องแย่งที่นั่งกัน

รถแล่นออกจากเวียงจันทร์ไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็สนุกถ่ายวีดีโอเล่นกันใหญ่สักพักเริ่มหลับไปทีละคนสองคน ถนนของประเทศลาวจะมี 2 เลนส์ และรถวิ่งเร็วมากทั้งสองเลนส์เวลาเจอกันที่โค้ง หัวใจเรามันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยละ วิ่งมาได้สัก 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงวังเวียงแต่พวกเราไม่ได้ลงหลอกเส้นทางแถววังเวียงสวยมาก ด้านขวามือของรถจะเป็นภูเขาหินปูนสูงตลอดแนว ตลอดเส้นทางจะมีบ้านคนปลูกอยู่ตลอดเส้นทาง คล้ายทางเหนือของบ้านเรา รถขับมาเรื่อย ๆ จนประมาณ 5 โมงเย็นจอดให้พวกเรากินข้าว และเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินทางต่อเพราะทางยังอีกไกล และเป็นทางขึ้นเขาตลอด ผู้โดยสารบนรถไม่เยอะ ทำให้เรากับเพื่อนได้นั่งกันคนละเบาะ สักพักเราก็เริ่มเลื้อยนอนบนเบาะคู่ไปจนตลอดเส้นทาง เวลาผ่านไปเท่าไรเราไม่รู้ เราตื่นมาอีกทีได้ยินเสียงโป้งเป้ง ๆ ก็ตื่นดูปรากฏว่ารถเสียคนขับกำลังซ่อมอยู่ แต่โชคดีที่ซ่อมไม่นานก็สามารถขับต่อไปได้ เราถึงหลวงพระบางประมาณ 4ทุ่มครึ่ง รถตุ๊ก ๆ พาเราไปส่งยังเฮือนพัก(ชื่อไรไม่รู้) เป็นเฮือนพักหลังใหญ่ครึ่งไม่ครึ่งปูน แบ่งห้องให้นักท่องเที่ยวพักส่วนเจ้าของบ้านปลูกเฮือนเล็ก ๆ อยู่นอกบ้าน ที่พักนี้อยู่ใกล้ ๆ กับภูษี เราและเพื่อน 3 คนได้นอนห้องเล็กและห้องน้ำรวมในราคา 35000 กีบ พี่เจ้าของบ้านบอกว่าเดี่ยวพรุ่งนี้ห้องว่างจะให้ย้ายไปอยู่ห้องใหญ่ ไม่เป็นไรนอนบนเบาะเล็ก ๆ ก็นอนมาแล้วตั่งหลายชั่วโมง กะแค่นอนฟูกเบียดกับเพื่อนรักมันจะลำบากสักแค่ไหนกันเชียว
วันที่ 16 พ.ย. 2549
ตื่นมาประมาณ 6 โมงครึ่งอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินจากที่พักไปยังตลาดเพื่อหาอาหารเช้ากินอาหารมื้อแรกหลวงพระบางประกอบด้วย กาแฟ 1 แก้วกับขนมปังบาเก็ต, ข้าวต้ม, เสต็กลาว, เฟอ จ่ายเงินไปในราคา 60000 กีบ แล้วก็นั่งรถ…เรียกรถอะไรดีละมันเป็นมอไซด์พ่วงข้างนะแล้วมีหลังคา แล้วเราก็นั่งชมวิวข้างหน้าได้อะ พี่คนขับก็ใจดีบอกเดี่ยวจะขับพาเรียบแม่น้ำคานให้ชมวิวไปส่งที่วัดเชียงทอง ค่าเข้าชมคนละ 10000 กีบ คงไม่ต้องบรรยายนะว่าวัดสวยขนาดไหนและเพื่อน ๆ หลายคนก็คงเคยอ่านในหนังสือท่องเที่ยวกันมาบ้างแย้ว



เราเดินเล่นจากวัดเชียงทองผ่านวัดต่าง ๆ หลายวัดเดินชมเฮือนพัก โรงแรม บ้านเรือน ร้านอาหาร ประมาณบ่ายโมงเราเดินมาที่พระราชวังเสียค่าเข้าชมคนละ 20000 กีบ สิ่งที่เราชอบในพระราชวังนี้คือ ภาพที่ติดข้างฝาที่เป็นกระจกสีแปะเป็นรูปคน รูปสัตว์ บ้านเรือน และวิถีชีวิตต่าง ๆ เราว่าเค้าประณีตมากเลย และก็ไปไหว้พระบางซึ่งเป็นพระคู่เมืองหลวงพระบาง




ประมาณบ่าย 3 โมงเราขึ้นไปยังภูษี เพื่อชมพระอาทิตย์ตก ค่าเข้าชมประมาณ 10000 กีบเดินขึ้นบันไดประมาณ 300 กว่าขั้นเหนื่อยดี ชมวิวทั่วเมืองหลวงพระบางโดยรอบ มีพวกเราเป็นคนไทย 3 คน ชาวต่างชาติประมาณ 20 คน สรุปว่าพวกเราเป็นตัวประหลาดมาก ๆ ฝรั่งเห็นพวกเรามีกล้องพร้อมขาตั้งกล้องอีก 2 ตัว รวมทั้งกล้องวีดีโอ ฝรั่งบอกว่าพวกเราโปรเฟสชั่นแนล สงสัยมาจากนิตยสารหรือไม่ก็มาทำสารคดีแน่ ๆ ที่ไหนได้อาวุธครบ แต่ฝีมือแค่พอใช้ได้นะ ฮ่าฮ่าฮ่า หลังจากลงจากภูษีเราก็เจอกับตลาดมืด โหย…ผู้หญิงย่อมเกิดมาคู่กับการช็อปปิ้ง ชอบ ๆ แล้วก็หิ้วของกลับเฮือนพักหายไปตั้งแต่เช้า กลับมาอีกทีก็ดึกมาก ๆ 


วันที่ 17 พ.ย. 2549
ตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อไปใส่บาตรข้าวเหนียว พระท่านเดินเร็วมาก ๆ หยิบไม่ทันเลยอะ สงสัยถ้าพรุ่งนี้มีเวลาต้องสอบซ่อมอีกรอบซะแย้ว
อาหารเช้าวันนี้คือ เฟอ กับ กาแฟ คนละชุดมื้อนี้ราคา 32000 กีบ หลังจากนั้นเราก็นั่งมอร์ไซด์พ่วงไปที่ท่าเรือวัดเชียงทองเพื่อลงเรือไปเที่ยวถ้ำติ่ง โดยการเหมาทั้งลำ เป็นเรือขนาดนั้งได้ 8 คน ขาไปใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แวะบ้านกระดาษสา และบ้านที่เค้าต้มเหล้าขายนะ ไปชิมสาโทมานิดหนึ่ง มึน ๆ ร้อน ๆ ดี และไปชมถ้ำติ่งบน และถ้าติ่งล่าง ขากลับใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1 ชั่วโมง เราหลับมาตลอดทาง เพราะเหนื่อยกับการนั่งเรือมาก ๆ ใช้เวลาเบ็ดเสร็จประมาณครึ่งวัน
ตอนเย็นเดินเล่นที่ตลาดมืดอีกช้อปกันอีกแล้ว ค่ำนี้กินฟุปเฟ่แบบหลวงพระบางในราคาจานละ 5000 กีบ วันนี้เพลียจัง….แต่ก็ยัง สบายดี…






วันที่ 18 พ.ย. 2549
วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อมาขึ้นรถที่คิวรถหลวงพระบางไปวังเวียงเป็นรถ vip ออกเวลา 8 โมงเช้า ค่ารถ 80000 กีบมีผู้โดยสารพวกเรา 3 คน และฝรั่งอีก 7 คนเท่านั้น ช่วงที่ออกจากหลวงพระบางจะผ่านภูเขาตลอด วิวสวยมาก ๆ จะเห็นทะเลหมอกตลอดเส้นทาง พอสักพักจะเป็นช่วงลงเขา เราก็จะอยู่ในม่านหมอกสวยจริง ๆ ตลอดทางจะเป็นบ้านพวกชาวบ้านพวกเขาจะตื่นเต้นเหมือนพวกเราหรือเปล่านะเวลาที่เห็นทะเลหมอกตอนเช้า ๆ รถส่งเราถึงวังเวียงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง พวกเราหาที่พักเป็นที่พักห้องน้ำรวมในราคา ประมาณ 45000 กีบ หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำซองเก็บภาพบรรยากาศกุ้ยหลินเมืองลาว บรรยากาศดีมาก ๆ แต่เสียดายอยู่แค่คืนเดียว เลยไม่ได้เล่นล่องห่วงยาง กะว่าประมาณต้นปีอาจจะไปใหม่อีกรอบเพื่อไปเล่นน้ำ ตอนเย็นไปกินข้าวที่ร้านวิวพอยด์ ซึ่งเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตกพอดี เจ้าของร้านบอกให้พวกเราขึ้นไปชั้นสองเพื่อจะได้ถ่ายรูป สักพักมีเด็ก เข้ามาเสริฟน้ำเสริฟอาหาร น้องเค้าถามว่าจำพวกเขาได้ไหม เค้าเล่นน้ำเมื่อตอนบ่ายแล้วพวกเราก็ไปถ่ายรูปพวกเขา น้องเค้าเป็นลูกเจ้าของร้านอาหารนะ เค้าจะเป็นคนเสริฟน้ำ และอาหารและเก็บจานตอนนี้เรียนอยู่ชั้น ป.4 เราขออนุญาติพ่อแม่เค้าให้น้อง ๆ พาเราเดินเล่นที่วังเวียงตอนกลางคืน เรากลับไปที่พักแล้วเอาขนมทั้งหมดที่มี 1 ถุงใหญ่ ให้น้องเค้าไปแบ่งกับเพื่อน ๆ กิน น้องเค้าอยากให้เราสอนเล่นอินเตอร์เน็ตนะ แต่พอดีเห็นมีลูกค้าอยู่ในร้านหลายคนเลยไม่ได้พาเข้าไปเล่น เราเลยนัดกับน้องตอนเช้าให้เค้าพาเราไปเดินเล่นริมแม่น้ำซอง








วันที่ 19 พ.ย. 2549
ตื่นมาแต่เช้าเดินไปหาน้อง ๆ ที่ร้านอาหาร น้องพาพวกเราเดินเลาะริมน้ำไปเรื่อย ๆ ผ่านเกสท์เฮาท์ริมน้ำหลายแห่งน่าพักทั้งนั้น ประมาณ 10 โมงรถมารับที่หน้าเกรสเฮาท์ เนื่องจากเจ้าของที่พักจองตั๋วไว้ให้แล้วตั่งแต่เมื่อวาน ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะให้ทางที่พักจองตั๋ว vip กลับให้เลย รถ vip ออกจากวังเวียงมาเวียงจันทร์มี 2 รอบ คือ 10 โมงครึ่ง และบ่ายโมง เรามารอบ 10 โมงครึ่งถึงเวียงจันทร์เวลาประมาณ บ่าย 3 โมง ไปเดินซื้อของที่ตลาดเช้าแล้วเดินไปถ่ายรูปที่ประตูชัย และนั่งรถไปที่ด่านตรวจเพื่อข้ามฝั่งกลับมาประเทศไทย




วันที่ 20 พ.ย. 2549
กลับถึงกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัยจ้า
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่นี่นะค่ะ
http://www.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&forum=33&No=74778
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
31/10/2006 15:17
Posted by
indyget in
Blog
19/10/2006 10:04
Posted by
indyget in
Blog
ชายหนุ่มไฟแรงมุมานะทำงานอย่างมุ่งมั่น เขามีความฝันจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์กับแฟนสาว เธอจะมารอการกลับมาหน้าประตูบ้านเขาทุกวัน เขาพบเธอยิ้มแย้มต้อนรับสนทนากันและเธอก็กลับไป
วันนี้เขากลับช้ากว่าปกติมาก แต่แปลกที่ยังเห็นเธอยืนรอเช่นทุกวัน “โทษทีนะที่รัก วันนี้มีงานด่วนเลยกลับช้า” เธอยังยิ้มให้เขา “คุณทำงานจนมีรถ มีบ้านอย่างที่ตั้งใจแล้ว ทำไมยังทำงานหนักอีก” “ผมอยากมีบ้านที่มีบริเวณมากกว่านี้ รถที่ดูโอ่อ่ากว่านี้…เพื่อคุณนะจ๊ะ”
เวลาผ่านไป 1 ปีหญิงสาวมาบ้างไม่มาบ้าง แต่เขาไม่มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องนี้ วันหนึ่งเธอเอ่ยถามเขา “คุณมีเงินพอจะซื้อบ้านหลังใหญ่หรือยัง” “ขอเวลาอีกหน่อยผมอยากซื้อแหวนวงใหม่มาเปลี่ยนให้คุณ” เขาจุมพิตมือที่สวมแหวนทองวงเล็กเบา ๆ “ฉันบอกหรือว่าอยากได้แหวนวงใหม่” “ผมอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ..ที่รัก”
3 เดือนแล้วที่เขาไม่เห็นเธอหน้าประตูบ้าน วันนี้เขามีบ้านหลังใหญ่จึงตัดสินใจลางาน 1 วัน เพื่อไปหาเธอ เขาขับรถคันหรูผ่านเส้นทางที่ขรุขระอย่างยากลำบาก “นี่คุณต้องเดินผ่านทางเส้นนี้มาหาผมทุกวันเหรอ…” เมื่อมาถึงแม่ของเธอออกมาต้อนรับ และมอบกล่องไม้ใบหนึ่งให้เขา พร้อมกับบอกทางไปสถานที่ที่เขาจะพบเธอได้
เนินเขาเล็ก ๆ รายล้อมไปด้วยดอกไม้แท่นหินสลักชื่อหญิงสาวตั้งอยู่กลางเนิน มือสั่นเทาเปิดกล่องไม้อย่างช้า ๆ ข้างในอัดแน่นไปด้วยกระดาษแผ่นเล็ก เขาเริ่มอ่านข้อความทีละใบ
“วันนี้คุณกลับมาช้า ฉันรอ 2 ชั่วโมง ไม่เป็นไร ฉันรักคุณ”
“วันนี้ฝนตกฉันยังรอแม้ไม่เจอคุณ แต่ฉันยังรักคุณ”
“ฉันเริ่มป่วยจนไปหาไม่ได้คุณคงไม่ทันสังเกต แต่ฉันยังรักคุณ”
“วันนี้คุณบอกจะเปลี่ยนแหวนวงใหม่…คุณคงลืมว่าฉันตอบแต่งงานกับคุณเพราะแหวนวงนี้ ฉันยังรักคุณ”
“ฉันป่วยมากจนไม่อาจไปพบคุณได้…ภาวนาให้คุณรู้สึกตัวสักที่ว่าฉันแค่ต้องการคุณเพราะฉันรักคุณ”
ชายหน่มเรียนรู้แล้วว่า…บางสิ่งที่เขาไขว่คว้ามาตลอดชีวิต อาจเทียบไม่ได้กับสิ่งเล็กน้อยที่เขาเคยได้รับจนเป็นเรื่องปกติของทุกวัน
รถคันหรูแล่นไกลออกไป มีเพียงกล่องแหวนเพชรราคาแพงหน้าหลุมศพ ที่ดูไม่เหลือค่าอะไรสำหรับเขาอีกต่อไป ผมมีบ้านหลังใหญ่ แต่คงกล้างไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมมีรถราคาแพงแต่ไม่รู้จะขับพาใครไปไหน ผมมีเวลาอยู่กับงานครึ่งชีวิต แต่ไม่เคยมีเวลาที่จะได้อยู่กับคนที่ผมรัก ตอนนี้ผมมีเงินมากมายแต่ไม่อาจซื้อเวลาเพียง 1 นาทีที่จะบอกรัก ผมมีทุกอย่างเพียบพร้อมแต่ขาดส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ได้
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
15/10/2006 23:33
Posted by
indyget in
Blog
ผ้าป่า(มหาซน)คนกันเอง
ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเราและเพื่อนที่แผนกบัญชีมีความคิดเห็นตรงกันว่าอยากทำบุญกันขึ้นมา เพราะอาจจะเห็นว่า เจอกันที่ทำงานในชาตินี้ยังไม่พอ ต้องขอเจอกันอีกในทุกชาติไป น้องนกเลขาสาวสวยเสียงเหน่อเด็กกาญจน์ เสนอหาวัดที่ทุระกันดารในจังหวัดกาญจนบุรีให้

วัดทุ่งมะกรูด อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ทางวัดได้เกิดไฟไหม้กุฏิสงฆ์เสียหายทั้งหลัง จนไม่สามารถที่จะบูรณะได้ พวกเราเลยจัดผ้าป่ากองเล็ก ๆ ขึ้นมา โดยล่ารายชื่อภายใต้ชายคาโรงแรมของพวกเราและบริษัทในเครือ ระดับดีพาร์ทเม้นเฮท พวกเราก็ไปอ้อนขอให้เป็นประธาน ระดับเมเนเจอร์ก็ขอรองประธาน พวกพนักงานด้วยกันก็ขอให้ช่วยเป็นกรรมการให้หน่อย มีพี่ ๆ และเพื่อน ๆ หลายคนร่วมกันเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในการก่อสร้างกุฎิสงฆ์ครั้งนี้ด้วยความเต็มใจ
17 กันยายน 2549 พวกเรานัดเจอกันที่โรงแรม เวลา 7.30 น. มีผู้ร่วมเดินทางประมาณ 20 คน รถตู้ 1 คัน และปิกอัพ 2 คัน จากถนนใหญ่มุ่งสู่วัดไกลพอสมควร เมื่อมาถึงวัดได้เห็นสภาพกุฏิสงฆ์ครึ่งหนึ่งที่เสียหายจากไฟไหม้แล้วก็น่าใจหาย กุฏิสงฆ์ใช้ได้เพียงครึ่งเดียว มีห้องพักของพระที่ไม่โดนไฟไหม้แค่ 2 ห้อง พระที่เหลือต้องกางมุ้งนอนที่นอกชาน จำนวนเงินที่พวกเรานำไปถวายครั้งนี้ได้สามหมื่นกว่าบาท มันอาจเป็นแค่จำนวนเงินส่วนเล็ก ๆ แต่พวกเราก็มีความตั้งใจในการทำบุญครั้งนี้อย่างเต็มที่เต็มแรง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่วัด หลวงพ่อบอกให้พวกเราไปเที่ยวที่วัดตะคล้ำเอน(หลวงพ่อดำ) เดี๋ยวหลวงพ่อจะตามไปที่วัดนั้น
ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า…..
วัดตะคล้ำเอน เป็นวัดที่อยู่ติดถนนใหญ่ และเป็นวัดที่มีชื่อเสียง หลังจากที่พวกเราไหว้และขอพรจากหลวงพ่อดำเสร็จแล้ว หลวงพ่อท่านพาพวกเราไปดูเรือนไทยสองชั้นหลังใหญ่ที่ตั้งภายในวัดตะคล้ำเอน เป็นเรือนไม้สักที่ใช้เป็นเรือนรับรอง ภายในตกแต่งด้วยไม้สักทั้งหลัง ฝ้าเล่นระดับ โคมไฟระย้า และดาวไลท์ เห็นแล้วก็อดนึกถึงความแตกต่างระหว่างสองวัดไม่ได้ หลวงพ่อท่านต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีจนรู้สึกเหมือนว่าพวกเราเป็นผ้าป่า vip. เลยทีเดียว


วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลอง วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขา
วัดถ้ำเขาน้อย อยู่ติดกับวัดถ้ำเสือ วัดนี้ประดับประดาไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ผสมผสานศิลปะแบบจีน มีความงามสะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเก๋งจีนบนยอดเขาซึงนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพอันสวยงามของตัวเมืองกาญจนบุรีได้


สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟที่สร้างสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สถานที่ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกาญจนบุรี พวกเราเดินข้ามสะพานไปจนถึงอีกฝั้งหนึ่ง และเดินกลับมาโชคดีมากพอเดินกลับมาเสียงหวูดของรถไฟว่ากำลังจะผ่านก็ดังพอดี เลยได้ภาพสวยของรถไฟข้ามสะพานแม่น้ำแควพอดี



วันนี้เราทั้งอิ่มบุญ และยังได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ อย่างสนุกสนานอีก มีความสุขจริง ๆ …
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
11/10/2006 08:12
Posted by
indyget in
Blog
นานมาแล้วชั้นเคยถูกจับให้ไปเล่นเกมส์ ๆ หนึ่ง แบบที่ฉันไม่เต็มใจ
แต่พอเล่นไปแล้วก็ประทับใจมากเลยทีเดียว
มันเป็นเกมส์เกี่ยวกับความรัก
มีคนตั้งขึ้นมาว่า…..
“…จะมีสะพานไม้เล็ก ๆ อยู่ ให้เดินไปจนถึงอีกฝั่งโดยที่หลับตา
ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้โดยไม่ตกลงมา
คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป…”
. . . . . . . . . . . . . . . . . .
ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก็ตกลงมาทุกที
บางคนถึงกับคิดว่าฉันคงไม่มีเนื้อคู่แล้วละสิ
จนมีคนๆ หนึ่งเดินไปถึง และไม่ตกลงมา
ทุกคนก็ถามว่า…เดินอย่างไรหละถึงไม่ตก…
พอคน ๆ นั้นตอบทุกคนก็เงียบไปเลย
เค้าบอกว่า “ชั้นแอบลืมตาเดินงัย”
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ลองคิดดู เพื่อความรัก ทุกคนยอมหลับตา และยอมปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ
ที่ทุกคนผ่านมัน โดยไม่มองอะไรเลย เค้าสั่งให้หลับตาเดิน…ก็ยอม
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
แล้วมันจะไปถึงได้อย่างไร
ในเมื่อตาเรามองไม่เห็นทาง…..
เวลามีความรักลองเปิดตามองให้ไกล
อย่าปล่อยให้ความรักทำให้ตาบอด
ถึงแม้ลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีก….
….ก็คงไม่เจ็บเท่าตกลงมาเพราะหลับตาเดิน
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่าไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
08/10/2006 01:17
Posted by
indyget in
Blog

นี่คือ…หนึ่งในเพื่อนร่วมทางของเราที่ไปกับเราตลอด ไม่ว่าเราจะไปไหนมันก็จะได้นั่งรถฟรีโดยการแอบเข้าไปอยู่ในกระเป๋ากล้องของเราซะทุกครั้ง เราได้มันมาที่ภูกระดึงปลายปี 44 นี่ก็ห้าปีแล้วสินะ ที่มันอยู่กับเรามานานพอสมควร ก็แหมดูสภาพมันสิ เยินซะขนาดไหน นับว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีของเราทีเดียว

เพื่อน ๆ หลายคนก็คงจะรักมันและมีมันเป็นเพื่อนร่วมทางเหมือนกับเราสินะ เพื่อนหลายคนที่เที่ยวเก่ง ๆ คงจะแสมป์มันจนแทบจะไม่มีที่ว่างแล้วละสิ แต่ของเรานะยังมีที่ว่างอีกหลายที่เลยละ เราเลยยังต้องเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร…
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
22/09/2006 17:31
Posted by
indyget in
Blog
ขออนุญาตินำเพลงของแอ๊ด คาราบาว มาโพสใน blog นะค่ะ
ใต้ฟ้าประชาธิปไตย
คงรู้ตัวดี กับความผิดที่คุณก่อ อันความไม่รู้จักพอ ผลลัพธ์มันคืออะไร
ไม่มีน้ำตา หลั่งมาเพื่อไว้อาลัย ทำดีแล้วที่เลือดไทย ไม่ต้องไหลนอง..แผ่นดิน
ถึงแม้ผู้คนไม่ชอบการปฏิวัติ แต่การต้องทำเพื่อชาติ บ้านเมืองให้เราอยู่กิน
กำจัดคนพาล สันดานคดโกงให้สิ้น เป็นโอกาสล้างมลทิล กู้แผ่นดินให้สูงกว่าเดิม
ประชาธิปไตย ในใจผู้คนวันนี้ ถึงแม้ว่าเป็นของดี แต่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม
มีเงินก้อนโต ประมูลประเทศแล้วคิดเหิมเกิม เบื่อแล้วลิเกเดิม ๆ เริ่มปฏิรูปที่ตัวผู้นำ
วันนี้ผู้คนอยู่อย่างรอคอยความหวัง นายกที่เป็นตัวอย่าง คุณธรรมจริยธรรม
บทเรียนครั้งนี้ สั่งสอนให้คุณจดจำ ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ประชาธิปไตย…ไม่ควรลบหลู่
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ฟังได้ที่นี่ค่ะ http://www.carabao.net/webboard/democracy.swf
ใครชอบก็เข้าไปฟัง ใครไม่ชอบก็อย่าด่าเราเลยนะ แค่นำเสนอเฉย ๆ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
22/09/2006 15:17
Posted by
indyget in
Blog
ทุกวันเราเฝ้ารอเวลาอยากให้มันถึงเวลากลางคืนโดยเร็ว เพื่อเราจะได้คุยโทรศัพท์กะผู้ชายคนหนึ่ง คนที่เราคิดถึงเค้าทั้งวันว่า…………
…วันนี้เค้าจะงานยุ่งไหมนะ?
…เช้านี้เค้าจะตื่นสายหรือเปล่า?
…เค้ากินข้าวเช้าหรือยัง?
…กลางวันนี้เค้าจะมีเวลาได้กินข้าวหรือเปล่า?
….และอีกหลาย ๆ คำถามที่เราอยากจะรู้ในความเป็นไปของเค้า….
เมื่อคืนก็เป็นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา เราคุยกันตามประสาคนที่มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน บทสนทนาเงียบลงเมื่อเค้า บอกรัก แต่มันต่างจากทุกวันตรงที่ ชื่อที่เค้าบอกว่ารัก มันไม่ใช่ชื่อของเรา…
ตัวและหัวใจของเรามันชาทันที……
เราพูดไม่ออก ทำได้แค่เพียงฝืนตัวเองเอาไว้ไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา……
วันนี้เราก็เลยต้องกลายเป็น “นกซึมกระทือ”….
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
10/09/2006 00:47
Posted by
indyget in
Blog

หาดสามพระยา
หาดสามพระยา ตั่งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ พวกเรานั่งรถไฟชั้น 3 จากสถานีรถไฟบางกอกน้อย มาลงที่อ.ปราณบุรี ใช้เวลาเดินทางเท่าไรเราจำไม่ได้ แต่น่าจะมากกว่า 5 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนั้นมันทำให้เราเข็ดกับการนั่งรถไฟมาจนถึงบัดนี้ เมื่อยสุด ๆ
เมื่อถึงสถานีรถไฟอ.ปราณบุรี พวกเราเหมารถสองแถวให้ไปส่งที่หาดสามพระยา เมื่อสิ้นสุดเส้นทางเดินรถ เราจะต้องเลือกที่จะเดินเท้าข้ามเขาเพื่อไปยังหาด หรือนั่งเรือหางยาวไปยังหาด เราเลือกที่จะเดินข้ามเขาเพราะเห็นว่าระยะทางไม่ไกลมาก แต่น้ำหนักของกระเป๋า เต้นท์ และของกิน มันก็ทำให้เราแสนจะหนัก เมื่อย และปวดหลัง
เมื่อถึงชาดหาด เรากางเต้นท์ริมทะเล ช่วยกันทำอาหาร เรากินข้าวกันบนหาดทรายใกล้น้ำทะเลถ้าเป็นร้านอาหารก็คงจะเป็นโต๊ะที่ดีที่สุดเลยทีเดียว หลังจากกินอาหารพวกเราก็ตั้งวงเล่นไพ่ และร้องเพลงเล่นกีตาร์

เมื่ออาทิตย์ลาจากฟ้าเราเอาผ้าใบปูริมทะเลนอนคุยกันเรื่องต่างๆ อย่างสนุกสนานเหมือนว่าพวกเราไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน จนรู้สึกง่วงนอนแล้วก็หลบหายเข้าเต้นท์ไปทีละคนสองคน คืนนี้เรานอนฟังเสียงคลื้น กับเสียงลูกสนหล่นกระทบเต้นท์ บวกกับอากาศทีร้อนอบอ้าวทำเอาเรานอนไม่หลับทั้งคืน
เช้าวันใหม่อากาศสดใส พวกเราลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ช่วงสายหน่อยเรานั่งเรือหางยาวไปยังที่จุดขึ้นรถแล้วต่อรถไฟเข้าไปตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปเล่นน้ำกันต่อที่อ่าวมะนาว การไปเที่ยวครั้งนี้มันเป็นการเที่ยวด้วยกันครั้งแรกของเรากับหมู และมันก็เป็นครั้งสุดท้ายเพราะหลังจากนั้นไม่นานหมูก็จากเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน ทุกวันนี้เรายังจดจำรอบยิ้มเหงา ๆ ของหมูได้ดี ภาพหมูเล่นกีตาร์เพลงโฮเทลแคลิฟอเนียร์ เสียงเพลงนั้นยังก้องอยู่ในหูของเรา…ไม่รู้ลืม
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
Comments Off
10/09/2006 00:42
Posted by
indyget in
Blog

กรุงเทพฯ ก็มีทะเล
3 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา เรากับเพื่อน ๆ นัดเจอกัน มันคือการเลี้ยงรุ่นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว หลังจากที่หลายคนแยกย้านกันไปทำงาน และแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว การเลี้ยงรุ่นครั้งนี้จึงมีสีสันที่สดใสมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะพวกเรา มีลูก ๆ หลานน้า หลานป้า และหลานลุง มาช่วยเติมสีสันการนัดเจอกันครั้งนี้ “สวนสยาม” กรุงเทพฯ ก็มีทะเล คือสถานที่ที่เราเลือก
แม่โอ๋กับน้องสีน้ำขับรถแวะไปรับป้านาที่ the mall แล้วก็มารับน้าเก๋ที่บ้าน แม่โอ๋และป้า ๆ ก็ขับรถหลงทางวนไปวนมาอยู่หลายรอบโดยมีน้องสีน้ำนอนหลับปุ๋ย อยู่บนที่นั่งเด็ก
สักพักพ่อม่วงและแม่ปู และน้องคีน ก็ขับรถมาถึง ส่วนแม่นกผู้มาสายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนก็มากับพ่อต๋อย และน้องนุ่น
เมื่อพวกเรารวมตัวกันครบแล้วที่ประตูทางเข้า น้องคีน(สำเนาถุกต้องจองพ่อม่วง) ก็เดินซ่าไปมาอย่างไม่กลับใครเลย ส่วยน้องสีน้ำ คงจะตื่นเต้นหรือว่ากลัวป้านาก็ไม่รู้ จะให้แม่โอ๋อุ้มอยู่ตลอดเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งที่น้องสีน้ำชอบมากที่สุดคือ “กล้องถ่ายรูป” พอเห็นกล้องที่มือน้าเก๋ปุ้บ จะยิ้มหวานให้กล้องทันที ส่วนน้องนุ่นก็ไม่กลัวใครเหมือนกันเดินไปเดินมาให้พ่อต๋อยเดินตาม
รถเข็นเด็กสองคันถูกแปลงสถาพมาเป็นรถขนของกิน, ขนกระเป๋า, น้ำ และอื่น ๆ ที่พวกเราขนกันมา พอถึงสวนน้ำ บรรดาพ่อแม่ก็จับลูก ๆ เปลี่ยนชุดเป็นชุดว่ายน้ำและไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ส่วนน้ำเก๋กับป้านา ก็นั่งโซ้ยส้มตำกันอย่างเอร็ดอร่อย ตามประสาคนโสด
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
Comments Off
—
Next Page »