:o: ฟัน #101 :o:

24/11/2008 10:48

ฟัน คือ อาการอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงเราจะเข้าใจทันทีว่า มันคืออาการ “โก่ง” ราคาเกินจริง

ฟัน มีหลายรูปแบบ แล้วแต่ความฉลาดของผู้ฟัน และความโง่ของผู้ถูกฟัน

คราวที่ไปอินโด ‘ท่านประธาน’ ก็เคยโดนฟัน เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ ระหว่างรอไปชมโบรโม่ที่ฟีนาจากันตอนพรุ่งนี้เช้า บ่ายวันนั้นทางเรานั้นก็ได้เดินสำรวจหมู่บ้านในแถบภูเขาไฟโบรโม่เล่นๆ เนื่องจากว่างจัดไม่มีอะไรทำ เดินไป เดินมา หน้าเหมือนลิง ก็ไปเจอชายคนหนึ่งพร้อมกับรถขายก๋วยเตี๋ยว หรือเราจะเรียกเขาว่า “ก๋วยเตี๋ยวรถ” (คู่แข่งกับก๋วยเตี๋ยวเรือบ้านเรา) ก็ย่อมได้ ท่านประธานเห็นแล้วก็เฉยๆ ผมก็เฉยๆ ไม่กล้า แต่เมียท่านประธานสั่ง “พี่ต้นนนน” (ชื่อท่านประธาน)

เรียบร้อยครับ หนึ่งชาม เป็นเย็นตาโฟ พอถาม “เห่าไหม๊?” (How much?)

เขาพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่จับใจความได้ว่า “ห้าพันรูเปี๊ยะ”

หลังจากนั้นไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวหลายชามก็ตกมาอยู่ในกำมือเรา เราก็แด… เอ๊ย!! ทานก๋วยเตี๋ยวกันเป็นที่สนุกสนาน สักพักก็มีเด็กชาวบ้าน เดินผ่าวงเข้ามาซื้อก๋วยเตี๋ยว พี่คนขายก็ยิ้มๆ พอแกยื่นก๋วยเตี๋ยวไปให้น้องคนนั้น น้องก็ยื่นเงินกลับมา เป็นจำนวนเงินที่พวกเราเห็นกันชัดๆ ว่าแค่ “สองพันห้ารูเปี๊ยะ!!”

(ฮา!!)

:o: จับปลาหลายมือ :o:

10/03/2008 02:54

หลายคนอ่านหัวข้อแล้วก็อาจจะนึกว่า เออ น้าเป็ดนี่เอาอีกแล้ว เผาตัวเองอีกแล้วสิน้า เปล่านา… น้าไม่ได้เผาตัวเองสักหน่อย เพราะเมื่อสักสองอาทิตย์ก่อน น้าเป็ดได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านน้าตุ้ยที่ปราจีนบุรีมา ก็ทราบข่าวมาจากเจ๊ตุ๋มว่าบ้านน้าตุ้ยนั้นจะมีการช่วยกันลงแขก เอ๊ย!! ช่วยกันจับปลาในนา ไอ้เราก็ International Geographic เลยต้องขอไปดูสักหน่อย จากที่จะไปเที่ยวน้ำตกกัน ปรากฎว่าแก๊งค์สีรุ้งเลยต้องเปลี่ยนมาจับปลากันแทน

Fisherman's hands

ทีแรกไอ้ผมก็อุตส่าห์เตรียมเครื่องแบบหรูๆ กะว่าไม่ให้ใครเรียกลงบ่อแล้วเชียว แต่ก็ทนปากไอ้เ… เอ๊ย!! ต้นคุงไม่ได้ ต้องลงไปจับปลากกับเขาสักหน่อย วันแรกผมยังไม่ได้ลงบ่อกับเขาหรอก เพราะว่าอยากถ่ายภาพมากกว่า แต่พอมาวันที่สองนี่สิ ไม่ไหวแล้วเจ้าค่า ลงไปเล่นกับเขาเป็นที่สนุกสนานทีเดียวเลย

ส่วนมากปลาที่จับได้จะเป็นปลากระดี่, ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาสลิด และปลาช่อน ถามว่าจับปลาอะไรสนุกที่สุด ก็คงจะเป็นปลาช่อนครับ เพราะว่าไอ้ช่อนมันไม่ยัก หลายคนอาจจะด่าผมในใจ ปลามันไม่ยัก ไม่ยักอะไร? ไม่ยักก็คือ มันไม่สามารถทำร้ายเราได้หน่ะเอง ปลาที่ยัก หรือทำร้ายเราได้จะมีอยู่สองชนิดครับ คือ ปลาหมอและปลาดุก ปลาสองชนิดนี้ต้องระวังกันไว้ให้มากทีเดียว เพราะโดนเข้าไปนี่ เจ็บกันนานเลย แต่ผมไม่โดนหรอกนะ เพราะถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ปล่อยมันไปดิ่ อิอิ

เจ๊ยยย ล้อเล่นนะครับ ถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ให้ระวังๆ กันหน่อย

หลังจากจับปลาเป็นที่สนุกสนานกันแล้ว พวกเราก็มีเรื่องต้องลำบากก็คือ ต้องมานั่งซักผ้าหน่ะเอง ไม่น่าเชื่อว่าโคลนเลนนี่จะเป็นอะไรที่หนึบมากๆ เลยทีเดียว อย่างกางเกงตัวที่ผมใส่ ผมต้องแช่ไว้เป็นอาทิตย์ (เปลี่ยนน้ำทุกวัน) ดิน และกลิ่นแปลกๆ ที่ติดกางเกงนั้นถึงจะหายไปหมด แต่ก็คุ้มครับ สำหรับประสบการณ์ที่ได้กลับไปในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง ไหนพอจับเสร็จจะได้กินปลาที่จับมาสดๆ อีกด้วย อร่อยอย่าบอกใครเชียวครับ

ดูภาพได้ที่นี่

:o: ทิมโปฮอน :o:

04/03/2008 04:33

เอาหล่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงแล้ว

เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้ว เราจะไปถึงกันตอนเย็น และที่สำคัญเราต้องเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนค้างบนนั้นด้วย เนื่องจากที่นี่สูงมาก จนเดินกันวันเดียวไม่ถึง ต้องเดินไปพักตอนเย็น และค่อยออกเดินทางต่อในตอนตีสอง

ส่วนค่าลูกหาบนั้นผมจำไม่ได้แล้ว จำได้ลางๆ ว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ อยากให้เมืองไทยขึ้นค่าลูกหาบเหมือนกัน คนจะได้ไม่แห่กันไปช่วยทำลายธรรมชาติ โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา นอกจาก “กูมีความสุขว้อย” ไรเงี้ยะ :P

 
Timpohon Gate

พวกเราออกสตาร์ทกันแปดโมงเช้า มีไกด์ร่วมเดินทางด้วยสองคน คนแรกจะเป็นคนนำ ส่วนอีกคนจะคอยเดินปิดท้าย รับประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เราแต่ละคนก็มีสัมภาระติดกันไปคนละนิด ละหน่อย มีแต่ผมนี่แหล่ะครับ ที่แบกกระเป๋ากล้องหนักเกือบสิบกิโลขึ้นไป ทั้งๆ ที่กดชัตเตอร์ระหว่างทางไปแค่ราวๆ สิบกว่าภาพ เพราะฟิล์มมันแพง…

Carson's Waterfall
 
Timpohon summit trail

ตอนแรกผมเดินไป ร้องเพลงไป พลันสายหมอกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เมื่อบรรยากาศพาไป เจ้าน้ำตาก้อร่วง แหมะๆ เพราะเหตุอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่น่าจะลืมไปแล้ว เช่น การถูกผู้หญิงหลอกว่ารัก แต่ถึงเวลาเจอสิ่งที่ดีกว่า เขาก็ทิ้งเราไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง นี่แหล่ะสันดานมนุษย์ที่ยังไม่เจริญ มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์กูชิ่ง เห็นเราเป็นเปลือกท็อฟฟี่หรือแค่ขวดน้ำพลาสติก ทานเสร็จแล้วก็ขยี้ทิ้งข้างทาง… ส่วนอีกใจนึงของผมก็นึกไปว่า ‘กรูตายแน่ เพราะแค่เริ่มเดินมันก็รู้สึกว่าลำบากแล้ว’ แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทาง แม้แค่เป็นเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้ผมลืมฝันร้ายในครั้งนั้นไปได้ และจากวันนั้นผมก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นเลยตลอดจนวันนี้ก็ตาม…

ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไม ใครๆ ก็บอกว่า ไปภูกระดึง ถ้ายังไม่มีแฟนก็จะได้แฟนกลับมา…

แต่ผมไม่ได้แฟนกลับมาหรอกนะ หุหุหุ

เจ๊หน่อยและ Pokdok Paka

เป็นไงภาพนี้ฟิล์มไดนามิคเร้นจ์ดีมากไหม๊???

ที่นี่ ระหว่างทางจะมีศาลาพักใจ เขาจะเรียกว่า “พอนด็อค” ในภาพที่เห็นคือ Pondok Paka อยู่สูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือเกือบจะถึงยอดดอยอินท์แระ ว่าแต่เคยไปนอนยอดดอยอินท์กันยัง อิจฉาผมป่าว โดยตรงยอดดอยอินทนนท์นี่เขาเป็นพื้นที่ทหารนะครับ ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปนะ อิอิ

พอเดินมาถึงความสูงระดับนี้ได้ ก็เริ่มจะสบายแล้ว เพราะทางไม่ค่อยชันสักเท่าไหร่ แต่ต้องเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ที่นี่มีนกที่หาดูได้ยากในบ้านเราหลายชนิดเลย แล้วก็่ไม่ต้องเอากล้องส่องทางไกลมาให้หนักนะครับ เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ในแถบนี้ไม่กลัวคนเลยแถมยังชอบออกมาเสนอหน้าด้วยอีกต่างหาก ถ้าเราไม่เดินแหกปากโวยวายอ่ะนะ มาอยู่ใกล้ๆ เราถึงขนาดว่าถ่ายภาพได้เต็มๆ เฟรมเลย แต่พอดีผมใช้กล้องฟิล์มเลยไม่ได้ถ่ายมา

อ้อ เวลามาปีนคินาบาลูนี่ เขาจะให้บัตรห้อยคอมาด้วย มีหมายเลขประจำกลุ่มและประจำตัว เอาไว้เช็คว่ามากันครบหรือเปล่า? และต้องนำติดตัวไปตอนขึ้นยอดด้วย เพราะจะมีการเช็คชื่อที่ด่าน Sayat Sayat ซึ่งเป็นจุดตรวจสุดท้าย ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้เช็คชื่อที่นี่ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใบประกาศจากทางอุทยานนะครับ

ปล. ขอบคุณภาพถ่ายโดยกล้อง Canon A510 ของนู๋แนน และฝีมือน้าแซคครับ ยกเว้นภาพ Pondok Paka ใช้เลนส์ Nikon AF 20 mm. f/2.8 กล้อง Nikon FM2 ฟิล์มสไลด์ Kodak E100VS

:o: บ้านพักที่ทิมโปฮอน :o:

03/03/2008 00:10

เมื่อวานเล่าถึงที่พวกเรามาพักบ้านพักที่อช. คินาบาลูแล้ว โดยเราเลือกขึ้นคินาบาลูทางทิโปฮอร์นกัน โดยเราจะค้างที่นี่กันสองคืน โดยแต่ละเช้าที่เราตื่นขึ้นมานั้น เราจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ ณ. ที่ใดในโลก ดังภาพนี้


ครับ ตื่นขึ้นมาก็เห็นไอ้นี่อยู่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จนผมอยากจะกลับไปอยู่ตรงนั้น ไปแต่งงานกันบนยอด… เอ๊ย!! อยากกลับไปเอากล้องดิจิตอลไปทำในสิ่งที่กล้องฟิล์มไม่สามารถทำได้อีกหลายร้อยภาพ แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสอีกหรือเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ชีวิตคนเราเลือกได้ซะที่ไหนกัน

วันแรกหลังจากถึงเราก็เริ่มเอาอาหารทะเลออกมาชำแหล่ะกันเลย ต้นคุงนั้นซื้อหอยแครงมาตัวเบ้อเร้อ เห็นบ้านเราเรียกหอยแบบนี้กันแบบเมื่อได้ฟังแล้วต้องรู้สึกสยิวกิ้วว่า “หอยคราง” ไอ้เราได้ยินก็อยากถามว่า ที่หอยมันครางอ่ะ หอยมันครางแบบไหน? หอยมันครางกระเส่าหรือเปล่าพี่ แต่ก็เกรงใจ กลัวจะต้องเจอกับหอยบินพิฆาตเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน

แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่า “เห็น…” เอ๊ย!! “หอยเหม็น” นะครับ…

(read more » )

:o: ไฟนั้น สำคัญ ไฉน? :o:

20/12/2007 03:20

ไฟฉาย เป็นสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวควรจะติดตัวไว้ อย่างผมวันนี้ก็เพิ่งไปซื้อไฟฉายมาหยกๆ เพราะว่าเมื่อต้นเดือนได้มีโอกาสไปดอยอ่างขาง และระหว่างที่ผมกำลังรอพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อถ่ายรูปที่จุดชมวิว “กิ่วลม” นั่นเอง ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า อืม… ใส่เลนส์ดีกว่า แต่ตอนอยู่ในรถดันไม่ใส่ มายืนใส่นอกรถทั้งๆ ที่มันมืดๆ อย่างนั้น ก็เรียบร้อยครับ…

ครึ่ก… เสียงเลนส์ชิ้นท้ายของเลนส์มหาแพงราคา 3,500 กระแทกเข้ากับเมาท์กล้องอย่างจัง จนเป็นรอยขนาดใหญ่อย่างถาวร วันนั้นคงจะเป็นวันที่ผมต้องจดจำไปจนวันตาย…

3,500 เอง หลายคนอาจจะทักว่าทำไมเลนส์มันถูกจัง…

…คือ 3,500 หน่ะ หน่วยมันเป็น US Dollar ครับ ไม่ใช่เงินบาท…

นั่นหล่ะ วันนี้ผมถึงไปซื้อไฟฉายมา มันเป็นไฟฉายแบบคาดหัวที่ใช้ถ่าน AA แบบสองก้อน มีกลไกการออกแบบที่เรียบๆ ง่ายๆ หน่อย เพราะถ้าเป็นแบบ LED ผมเห็นแล้วว่า โดนน้ำที่ไร มันเป็นต้องเจ๊งทุกที (ถ้าเป็นคนเที่ยวแบบดุๆ แนะนำให้ใช้แบบกันน้ำได้ไปเลยครับ ไม่งั้นเดี๋ยวได้เสียเงินกันหลายรอบ) แต่แบบที่ผมซื้อมามันจะเป็นแบบหลอดไส้ธรรมดา ซึ่งมันก็มีข้อเสียที่ว่า เวลาหลอดมันจะขาด มันจะไม่มีการมาบอกกับคุณว่า “พี่ค๊าบ ผมไม่ไหวแล้ว ผมขอลานะค๊าบ” อะไรทำนองนี้ ไม่เหมือน LED หัวเดียว แรงก็แรง ไหนจะมีหลายหลอดในหัวเดียว แถมผมยังไม่เคยเห็น LED หลอดขาดสักกะที ไหนจะหรี่กำลังเพื่อประหยัดถ่านได้อีกต่างหาก… แต่เอาน่าแค่ไฟฉายคาดหัว

แล้วทำไมผมต้องซื้อแบบคาดหัวด้วยหล่ะ?

มาท้าวความกันดีกว่า ผมกับท่านประธานของแก๊งค์สีรุ้งนั้น มีความผูกพันธ์กันมานมนาน เพราะเรียนหนังสืออยู่ที่เดียวกันถึง 6 ปี เราต่างมีความฝันในวัยเรียนหลายอย่างที่ตรงกัน สิ่งหนึ่งก็คือ การท่องเที่ยวโดยเฉพาะเที่ยวธรรมชาตินี่แหล่ะ แรกๆ ผมกับประธานต้น ก็ลองผิดลองถูกกันมาเรื่อย ช่วงแรกที่เที่ยวนั้น เราต่างไม่รู้อะไรกันเลย แถๆ แบบกูอยากจะทำกันไปเรื่อย จนมาถึงจุดที่มีรถขับ ไปเที่ยวแบบซื้อเขากิน จนบ้าขนาดว่ามีเตาสนาม สามารถทำกับข้าวทานกันเองเมื่อออกมาเที่ยวไกลๆ ได้

แรกๆ ผมกับต้นใช้ไฟฉายที่เป็นกระบอกเล็กๆ เป็นพลาสติกสีๆ แรดๆ หน่อย เป็นของ Panasonic (อันที่ใช้คาดหัวอยู่ปัจจุบันก็ใช้ของ Panasonic) ซื้อเอาจากโลตัส บิ๊กซี หรือคาร์ฟูร์นี่หล่ะ ทีนี้เมื่อก่อนต้นนั้นก็ทำค่ายครูห้องเรียนธรรมชาติ ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสไปบันทึกภาพน้องๆ เขาทำกิจกรรมด้วยเหมือนกัน การออกค่ายครั้งนั้นเราต้องทำอาหารกินกันเอง แต่วันนั้นไม่รู้เป็นอะไร ไฟแถวนั้นมันไม่มี เลยต้องใช้ไฟฉายทำกับข้าวกันไม่งั้นก็คงมองอะไรไม่เห็น ด้วยความที่มีแต่ไฟฉายแบบนั้น เวลาทำกับข้าว เราก็ต้องใช้มือทั้งสองมือ ทำให้ไม่สามารถถือไฟฉายได้ และเมื่อถือไฟฉายไม่ได้ แน่นอน “ก็ต้องคาบมันไว้” ไม่งั้นหล่ะ มึดตึ๊บ

หุหุ ครับ คงไม่มีใครอมไฟฉายไว้แน่นอน ต่างคนก็ต่างคาบด้วยฟัน และทำงานไป

แต่พอทำได้สักพักนึงมันก็… ตึ๋ง

ตึ๋ง

และก็ติ๋ง เราต้องคอยปาดมันออก แถมฮาไปเรื่อย

ครับ น้ำลายมันไหลออกมาจากปากนั่นเอง กร๊ากก ตั้งแต่นั้นมา พวกเราก็ใช้ไฟฉายคาดหัวกันทุกคน :P ซึ่งอันนี้ถ้าใครไม่เชื่อว่าน้ำลายมันจะไหล ก็ลองคาบดินสอแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานดูนะ อิอิ (ห้ามอมๆ)

 

ปล. แต่จริงๆ ไฟฉายแบบคาดหัวก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคนหรอกนะ ถ้าไปเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร ผมว่าไฟฉายธรรมดาก็โอแระ

:o: น้ำตกป่งป๊ง :o:

09/11/2007 00:56

หลังจากที่เราล่องเรือมาจนถึงจุดที่ต้องเดินเท้าต่อ เราก็เดินทางเข้าไปสู่น้ำตกป่งป๊งกันด้วยเท้าเปล่าที่มีรองเท้ารองรับกันเป็นเวลา 5 ชม. ระหว่างทางเราจะพบกับอารยะธรรมต่างๆ เช่น ชาวบ้าน กระท่อม นาข้าวมากมาย และต้องเดินข้ามลำห้วยไม่ต่ำกว่าสิบห้วย เล่นเอากางเกงต้นคุงตูดขาดไปเรยทีเดียว

เดินผ่านทุ่งข้าว
ข้ามลำห้วยเล็กๆ
ลุยดงไม้

กิจกรรมทั้งหมดจะเป็นการเดิน เดิน และก็เดิน อากาศวันนั้นไม่ร้อนสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับตอนที่ผมไปเขาช้างเผือก อากาศนั้นร้อนมากๆ แต่พวกเราก็ยังเดินไปไม่ทันตั้งแค๊มป์แรก เพราะว่าลุงชูพาเดินไปผิดทาง เสียเวลาไปนิดหน่อย (จริงๆ เราเลทกันตั้งแต่เช้าแล้วแหล่ะ เหอ เหอ เหอ) ทริปแบบน้ำตกนี่ ผมชอบจะใส่รองเท้าที่เรียกว่า ‘สตั๊ดดอย’ มาเที่ยว รองเท้าแบบนี้ต้องใช้ความชำนาญในการใส่นิดนึง ต้องมีการดัดแปลงเพื่อให้ไม่กัดเท้าด้วยนะ (ใช้มีดปาดบางส่วนออก) แต่รองเท้าแบบนี้ก็น่ารำคาญอยู่อย่างนึงตรงที่เวลาที่หินเข้ารองเท้า แล้วหยุดเดินไม่ได้นี่มันจะทรมานมากทีเดียว ลุงชูแกบอกว่าอาการนี้ คือ ‘ระเบิดเข้ารองเท้า’

ข้ามน้ำป่งป๊ง
 
ข้ามขอนไม้

ระหว่างทางก็ค่อนข้างจะโหดสักหน่อย อย่างข้ามน้ำนี่ก็สนุกเรียกความบันเทิงได้มากทีเดียว เพราะว่าน้ำแรงมาก ต้องมีการขึงเชือกระหว่างฝั่งทั้งสองฝั่งเพื่อให้พวกเราข้ามไปได้อย่างปลอดภัย บางทีก็มีการเดินทางข้ามลำน้ำผ่านขอนไม้กันหลายรอบ เรียกว่าร่วงกันไปหลายคน แต่ขอโทษนะครับ น้าเป้ดไม่ร่วงสักครั้ง เพราะน้าใช้วิธีไถตูดไปกับขอนไม้นั่นเอง ไม่ต้องอายหรอกครับ แถวนี้ไม่มีปาปารัสซี่ อิอิ

บุกป่า...
ฝ่าลำห้วย
ขึ้นขอน

แต่เป็นที่น่าเสียดาย พอไปถึงแค๊มป์ผมก็ไม่สบายซะแระ เพื่อนๆ ก้อเลยไปถึงน้ำตกกัน แต่ผมก็นอนพักอยู่ที่นั่นหน่ะแหล่ะ ไม่ได้ไปไหนเรย เพราะเดี๋ยวจะไม่มีแรงเดินกลับ

จบแระ :P

:o: ผมชอบคบ “ผู้ชายแมนๆ” :o:

19/07/2007 22:52

จริงๆ นี่เป็นประโยคอันแสนจะประชดประชัน

ใครๆ ก็หาว่าผมเป็นเกย์ อะไรกัน น้าเป็ดก็แค่เนี้ยบ สำอางค์ แต่งตัวเก่ง ขี้บ่น เรื่องมาก เข้าใจผู้หญิง แค่นี้เองนะฮ๊า… เอ๊ย!! นะเว้ย ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกันจั๊กกะหน่อย แต่ที่ผมชอบคบผู้ชายแมนๆ นั้นมันมีสาเหตุ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีที่มา…

เอาหล่ะ (แอบขบนิ้วก้อยด้วยริมฝีปากบางๆ เล็กน้อย ถึงปานกลาง ท้องฟ้ามีเมฆมาก ชาวประมงกรุณาออกเดินทางด้วยความระมัดระวัง) อ่านมาถึงตรงนี้คงจะรู้ว่าน้าเป็ดจะเผาเพื่อน ‘ชาย’ บ้างแล้ว น้าคนนั้นก็คือ…

“น้าแมน”

“น้าแมน” เป็นคนที่ผมหวาดระแวงที่สุด เพราะผมนั้นเป็นคนปากหมาและน้าแมนนั้นก็มีรูปร่างสมชื่อมาก ก็คือ ‘Ko-Ta-Ra-Man’ หน่ะเอง ดังนั้นเวลาไปกวนอะไรแก ผมอาจจะแบน (กว่าเดิม) ได้

รูปน้าแมน โดยจรรยาบรรณแล้วไม่อาจเปิดเผยหน้าได้ อิอิ

น้าแมน โผล่เข้ามาในชีวิตของผมตอนที่ผมไปน่านครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนั้นทำให้ผมรู้จักอะไรๆ มากขึ้นมาก ทั้งชีวิต ความคิด และวิถีทางในการถ่ายภาพ (เช่น ถ้าเห็นช่างภาพอาวุโสกว่ากำลังทำร้ายสังคมทางอ้อม ก็ห้ามแนะนำอย่างเด็ดขาด เพราะยังไงเขาก็ถูกตลอด และจะแอบเอาคำติเราไปแก้ไขทีหลังแบบไม่ยอมเสียฟอร์ม นอกจากนี้เราจะโดนสาวกช่างภาพเหล่านั้น ‘จิก’ เอาได้ เช่น น้าของผมวีนแตกคาโต๊ะอาหารและต่อหน้าธารกำนัล เป็นต้น, หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็แนะนำให้ใช้ทางอ้อม หุหุ) แต่ที่ทำให้ผมสนิทกับน้าเค้ามากขึ้นก็ตอนที่ไป “น้ำตกโกรกอีดก” นี่แหล่ะ คราวนั้นพวกเราไม่รู้นึกยังไงถึงไปกันเหมือนกัน ทริปนั้นทำให้ผมรักผู้ชายแมนๆ มาก (แต่ยังไม่รักเท่าผู้หญิงใส่แว่น ติดเหล็กดัดฟันที่ตากลม ผมยาว ขาว หมวย สวย เอ๊กซ์ ตัวเล็ก นมโต โอ๋ง่าย พ่อตาตาย แม่ยายโง่นะ) เพราะน้าเคยเดินลากของจนน้ำปลาแตกกระจายคาถุงมาแล้ว (ถือม่ะหวายแล้วน้า อ่องแอ, น้า อ่องแอ)

(read more » )

:o: แนน (ฮา) จัง :o:

18/07/2007 19:14

นี่ผมยังไม่ออกจากทองผาภูมิเรยนิ เอาเป็นว่าผมจะเล่าตอนกลับหล่ะ…

เจอหินถล่ม ตอนออกจากทองผาภูมิ

ตอนเดินลงจากเขา อากาศที่เขาช้างเผือกก็ยังร้อนเหมือนเดิม ดีที่มีเมฆหมอกมาบดบังพระอาทิตย์ให้เราโดนแดดน้อยลงบ้าง ระหว่างทางที่เป็นทางเขาที่ค่อนข้างจะชันนั้น แนนจังก็หันไปดูลูกหาบที่กำลังเดินลงเขามาอย่างรวดเร็ว พลางก็พูดขึ้นมาว่า…

“โห อิจฉาลูกหาบจังเนอะ เดินลงมากันพั่บๆ เลย” แนนพูดอย่างนี้คงหมายความว่าลูกหาบเดินกันเร็วมากๆ ดูกล้าหาญและแข็งแรง ซึ่งไม่เหมือนกับหนู๋แนนที่ชอบเอาตูดไถทุกทีที่เจอทางน่าหวาดเสียว วิธีนี้เป็นวิธีที่เรียกว่า “โฟร์ วีล ไดร์ฟ” คือ ใช้มันทั้งขา ทั้งแขน แต่เพื่อความมั่นคงให้ใช้ตูดด้วย ระหว่างทางลงที่ลาดชัน หากเจอก้อนหิน ให้เอาตูดเป็นมือที่ห้าไว้สำหรับหนีบหินไว้ให้แน่นๆ ครับ โดยครั้งแรกที่สัมผัสกะหิน ให้เราตะแคงตูดเข้าไปด้านหนึ่งก่อน หลังจากนั้นให้ตะแคงตูดอีกด้านนึงตามมา พอตูดทั้งสองด้านแตะหินจนแนบสนิทแล้ว หลังจากนั้นก็ให้เราขมิบตูดให้แน่นๆ โดยวิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้เราไม่ลื่นไถลหรอกนะ แต่มันเป็นวิธีที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการลงภูเขาสูงให้กับเราเป็นอย่างยิ่ง

“โธ่ น้าก็เดินพั่บๆ มาเหมือนกัน, แต่ขาสั่นพั่บๆ นะ” น้าคุยทับซะเลย

หลังจากนั้น น้าก็เห็นแนนเดินเครียดมาตั้งแต่เขาลูกที่เก้า ยันมาจนถึงเขาลูกที่สามเห็นจะได้ ตอนแรกน้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน เอ…. กูปากหมาอะไรไปหรือเปล่านะ? แต่ที่ไหนได้ ที่แนนเดินเงียบก็เพราะแนนปวดคลี่ อยากจะแอบแวะไปคลอดนี่เอง

พูดถึงคนปวดคลี่ เวลาคนปวดคลี่มากๆ นั้น คนคนนั้นก็จะมีอาการขนลุกซู่ ปรกติแล้วคนเราจะไม่ปวดคลี่กันถึงขนาดนั้น แต่ด้วยสังคมเมืองในปัจจุบัน ตอนรถติดๆ น้าเคยเห็นท่านประธานปวดคลี่จนแขนเป็นตุ่มขึ้นเต็มสองแขนไปหมด พอน้าถามดูน้าถึงได้รู้ว่า ท่านประธานนั้นกำลังปวดคลี่อย่างแรงจนขนลุกซู่หน่ะเอง โดยการปวดคลี่นี่น้าแนะนำว่า อย่าอั้น ให้ระบายออกให้เร็วที่สุด อย่าได้อั้นแบบท่านประธานเด็ดขาด รายนี้เค้าอั้นเพื่อให้บรรลุเป็นเจได

อ้อ เรื่องทั้งหมดที่น้าเล่ามานี้ น้าขอความกรุณาทุกๆ คนว่าโปรด…

(read more » )

:o: สันคมมีด :o:

17/07/2007 16:13

คราวที่แล้วผมมาถึงแคมป์โดยสวัสดิภาพแล้ว ต่อไปพวกเราก็จะต้องเดินทางสู่ยอดเขาช้างเผือกกัน ทางขึ้นนั้นค่อนข้างจะเดินทางได้ลำบาก เพราะค่อนข้างจะสูงชัน สุดท้ายก่อนจะถึงยอดเขานั้นจะมีปราการดับฝันของนักท่องเที่ยวอยู่ มันคือ “สันคมมีด” อันลือลั่นนั่นเอง

สันคมมีด ถูกเรียกตามลักษณะของมัน ก็คือ มันเป็นช่วงสันเขาที่สอบจนแคบ ดูเหมือนคมมีด จากรูปของคนอื่นที่เค้าถ่ายกันมา มันทำให้ผมเสียวมั่กๆ เพราะถ้าตกลงไปถึงรอดกลับมาก็คงเซ็นต์พินัยกรรมไม่ไหวอย่างแน่นอน

ทางขึ้นสันคมมีด

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม เพราะติ๋มคนเดียวที่ทำให้หวั่นไหว
มีติ๋มคนเดียวเป็นหนึ่งในดวงฤทัย ไม่เคยรักใคร รักใครเท่าติ๋มเลย”

ผมร้องเพลงนี้ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็น “สันคมมีด” เพราะแค่ทางขึ้นสันคมมีด ก็ทำให้ผมป๊อดต้องนั่งรอเพื่อนๆ อยู่ตรงทางขึ้น ปล่อยให้ชาวแก๊งค์สีรุ้งที่เหลือ ขึ้นไปสู่ยอดเขาช้างเผือกกัน โดยมีผม, ยุ้ยและแนนจัง ที่ต้องนั่งจุมปุ๊กกันอยู่ตรงนั้นหน่ะแหล่ะ ไว้คราวหน้าค่อยมาแก้มือดีกว่า (ซะงั้นหล่ะ, อ้อ ป๊อด = ปอดแหก)

เอ่อ คือว่า ‘ป๊อด’ เนี่ยเป็นนักร้องนำวง “โมเดิร์น ด็อก” เจ้าของเพลง ‘ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม‘ นี่แหล่ะ แบบว่างานนี้ผมทั้งปอดทั้งติ๋มเรยทีเดียว แต่เอาน่า มีคนเอาชีวิตไปทิ้งที่ Everest ตั้งหลายคนก็เพราะไม่ยอมทำความรู้จักกับตัวเองนี่แหล่ะ… (อิอิ, ปลอบใจตัวเองมานาน แอบรอคอยเธอก็รู้… ซะงั้น)

(read more » )

:o: เขาช้างเผือก :o:

15/07/2007 23:02

จริงๆ ทริปนี้ผมไปมาก่อนไปอุทยานแห่งชาติป่าหินงามมาอาทิตย์นึงนะ เพียงแต่ว่ามันมีเรื่องทำให้ผมไม่อยากเอาเรื่องที่ผมไปเขาช้างเผือกมาเล่าให้ใครฟังสักเท่าไหร่นัก (เพราะเดี๋ยวจะฮาจนเสียจริตได้) โดยทริปนี้ใครเป็นต้นคิดผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เพราะผมเป็นชาวเกาะ คือ ‘ใครจะไปไหน ตรูขอเกาะไปด้วยคน…’

กิ๊กใหญ่ ไล่กิ๊กเล็ก หุหุหุ

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณสาม-สี่ทุ่มได้มั้งครับ ก็ไม่รีบไม่ร้อนกันสักเท่าไหร่ เมืองกาญจน์ก็อยู่ใกล้แค่คืบเดียว จริงๆ กาญจนบุรีนั้นมีที่เที่ยวเยอะมาก เพียงแต่ว่าหลายคนอาจจะมองข้ามไปเท่านั้นเอง (ที่พูดอย่างนี้ ปีหน้าผมจะไปสมัครเป็นผู้ว่าฯ แถวๆ กาญจน์, เจ๊ยยยย) พอผ่านตัวเมืองก็ราวๆ เที่ยงคืนได้ (มั้ง) ก็แวะกินต้มขาไก่หรือไงเนี่ยกัน โดยร้านยังมีอาหารตามสั่งอีกด้วย และร้านนี้ตั้งชื่อได้ถูกใจผมมาก ชื่อร้านว่า “อ้อม ตีนไก่” รสชาติอาหารถือว่าดี แต่สั่งข้าวแล้วมาช้าทุกครั้งเลย ไม่รู้เป็นวิธียั่วให้ลูกค้าโมโห ลูกค้าจะได้หิวมากๆ หรือเปล่า (ขำๆ นะครับ, แต่จริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็โมโหน่าดูทีเดียว ซัดข้าวไปสามหรือสี่เห็นจะได้)

(read more » )

Next Page »