10/01/2010 11:39
“พี่ผมคนกรุงเทพฯ นะ”
ผมพูดหลังจากที่ไปขอถ่ายมะเฟืองที่วางขายอยู่ที่ซำแฮก แล้วพี่คนขายเขาบ่นว่า “ไม่เคยเห็นหรือไง?” เคย อ่ะเคยสิครับ แต่แถวบ้านผมเขาไม่มีเยอะเป็นตับๆ เหมือนร้านพี่สักหน่อย ขายหมดนี่รวยเลยนะ

ผมก็ไม่รู้ว่าเอาภาพนั้นไปไหนแล้ว แต่ดูภาพนี้แทนแล้วกัน
ภาพนี้สีมันหม่นๆ หน่อย คือ แสกนมาจากฟิล์มสไลด์
ฟิล์มผมล้าง Pro Color Lab ที่เป็นร้านเดียวในประเทศไทยที่ได้ E6 Certificated จาก Kodak
ส่วนแสกนเนอร์ผมใช้ Epson Perfection 4180 PHOTO ราคาเครื่องประมาณสองหมื่น
มะเฟืองผมว่าถ้าทานเวลาเหนื่อยๆ มันช่วยอะไรๆ ได้มาก
มันทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว รสชาติของมันส่วนมากจะออกไปทางเปรี๊ยว แต่จิ้มเกลือสักหน่อย อร่อยถูกใจ ทานน้ำตามด้วยนิดหน่อยจะทำให้ชุ่มคอและเหนื่อยช้าลงครับ
25/11/2008 11:25
บอร์ดอะรูมิไร้ ใครมันช่างคิด…
เมื่อก่อนบอร์ด Thailand Wilderness Study เขาใช้ชื่อนี้แหล่ะครับ…
แต่ที่เปลี่ยนไป จริงๆ ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร…
ที่แน่ๆ เปลี่ยนแหล่ะดีแล้ว…
เพราะผมเคยมีเรื่องหน้าแหกที่ภูกระดึง ซึ่งมันต่อเนื่องมาจากภูหินร่องกล้า…
วันนั้น ผมได้มีโอกาสขึ้นภูกระดึงกับเพื่อนๆ ที่เป็นช่างภาพโดยอาชีพ แต่ฝีมือสู้ผมยังไม่ได้อีกสองคน ระหว่างทางเราก็หาอะไรถ่ายกันไปเรื่อย จนกระทั่งไปเจอกับเอื้องม้าวิ่งที่ขึ้นอยู่บนที่แห้ง ลักษณะลำต้นสูงตรงเป็นก้านแข็งสีออกแดงเข้ม สูงราวๆ ฟุต ใบยาว ชี้ขึ้นฟ้า มีดอกสีบานเย็น ซึ่งตอนนั้นผมยังละอ่อนในเรื่องความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ ก็เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร? จนไอ้เชี่ยไผ่นั้นอ้าปากบอกมาว่า…
“เฮ้ย นี่มันดอกอะรูมิไร้นี่หว่า!!!”…
…เพื่อให้เข้าใจง่าย
ผมจึงขอย้อนเวลากลับไปราวๆ ครึ่งปีก่อนที่ผมจะไปภูกระดึงในคราวนั้น…
ที่ภูหินร่องกล้า ผมได้เดินเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวกับเทรคกิ้งไทย ระหว่างทางก็เห็นสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังรุมล้อมดอกไม้สีเหลืองบนก้อนหินที่มีมอสที่ชุ่มชื้นและเฟิร์นเต็มก้อนหินไปหมด ลักษณะเป็นต้นอ่อน ไม่สูงนัก ลำต้นถ้าสูงประมาณคืบจะเริ่มเอียง ใบเป็นใบอ่อน ไม่ตั้งตรง ทั้งต้นจะเป็นสีเขียวยกเว้นดอก ทันใดที่ผมถามว่าเจ้านี่นั้นคือดอกไม้อันใดเล่า สาวเจ้าก็ตอบพร้อมๆ กันว่า
มันคือ “ดอกอะรูมิไร้”…
…นั่นแหล่ะครับ
คือ ความทรงจำของผมที่ได้รับมา และย้อนกลับมาที่ภูกระดึง…
หลังจากที่เชี่ยไผ่พูดออกมา ผมจึงสวนกลับไปอย่างรวดเร็วแบบ ‘ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด โปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง’ และเสียงดังลั่นว่า “เฮ้ย มันไม่ใช่นะ ดอกอะรูมิไร้มันจะเป็นสีเหลือง ลำต้นกับใบมันก็ไม่ใช่แบบนี้ และมันไม่ขึ้นในที่แห้งขนาดนี้ด้วย ผมเพิ่งจะไปมาเมื่อช่วงหน้าฝนนี่เอง นี่มันหน้าหนาวแล้วไม่น่าจะ… ฉอดๆๆๆ แล้วลักษณะลำต้นมันนะจะ… ฉอดๆๆๆ”
ตอนนี้เชี่ยไผ่อึ้งไปแล้ว…
แต่เชี่ยหนุ่ยเพื่อนผมถึงกับต้องนั่งเอาตูดลงพื้น พร้อมหัวเราะเสียงดังลั่นภูฯ
06/05/2008 00:01
บนภูกระดึงนั้น นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวเลียบหน้าผาที่ไปยังผาหล่มสัก และเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกแล้ว ยังมีอีกจุดนึงที่เรียกว่าเป็นที่ๆ น่าเข้าไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน แต่จะเปิดให้เที่ยวในบางช่วงเท่านั้นก็คือ “ป่าปิด” ซึ่งจะมีเส้นทางให้เราได้เข้าชมสองแห่ง แต่ปัจจุบันคงจะเหลืออยู่เส้นทางเดียวแล้วมั้ง ก็คือ เส้นทางน้ำตกหงส์ทอง-น้ำตกขุนพอง-หินสามเส้า-หินจานดาวเทียม
การเดินทางเข้าไปนั้นไม่ยาก แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่นำเข้าไป เพื่อไม่ให้หลงทางและเกิดอันตรายได้ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่าย โดยถ้าหารกันกับเพื่อนร่วมเที่ยวคนอื่นๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้มาก แต่ถ้าจะรวมไปกับคนอื่นๆ ผมแนะนำว่าให้จัดเวลาไว้วันนึงเลย เผื่อว่าเดินไม่อึด หรือว่าเดินไม่ไหว
โดยถ้าเรารวมรวมสมาชิกไปเที่ยวป่าปิดได้เยอะๆ ก้อจะทำให้ประหยัดค่าเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น
ซึ่งโดยค่าตัวเจ้าหน้าที่นั้นตก 400 บาทต่อเจ้าหน้าที่หนึ่งคนครับ
29/04/2008 03:11
“ทาก” เป็นสัตว์ที่โดนฆ่าตายอย่างอนาถบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา ส่วนมาก ตอนก่อนมันตาย จะได้ยินเสียงสาปแช่งระงมก่อนแทบจะทุกครั้งเลยทีเดียว เพราะทากเป็นสัตว์ที่ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ หัว ไหล่ ตูด อยู่ตรงไหน? ทีแรกอาจจะไม่เห็น ต้องมองกันนานๆ หน่อย ถึงจะรู้ว่าหัว ไหล่ ตูดของน้องทากนั้นอยู่ตรงไหนกัน? นั่นก็เป็นเพราะทากนั้นเป็นสัตว์ตัวยาวๆ เหมือนกันกับตัวหนอน
ซึ่งจริงๆ ก็มีหนอนกินแมลงชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับทาก แต่ไม่ใช่ ระวังอย่าฆ่าผิดตัวนะครับ - -”
แต่จริงๆ ผมก็ไม่สนับสนุนการฆ่าสักเท่าไหร่ ยังไงเมืองไทยเราก็เป็นเมืองพุทธ…
ส่วนมากที่ทุกคนเกลียดทาก ไม่ชอบทาก ไม่ใช่เพราะทากโกงกินบ้านเมือง แต่ทากก็ชอบทำตัวแบบนั้นก็คือ “ชอบดูดเลือด” โดยเฉพาะเลือดของสัตว์อื่นๆ ดีที่เลือกดูดแต่สัตว์ที่ตัวใหญ่กว่า ทากเลยยังไม่เป็นที่น่ารังเกียจเท่าใดนัก
ปรกติแล้วผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ทราบจริงๆ ว่า ทากเป็นสัตว์ตระกูลไหน? อะไร? ยังไง? แต่ทากจะคลานกระดึ๊บๆ ไปได้เรื่อยๆ ทากในบ้านเรา เท่าที่ผมได้ยินมาเขาว่ากันว่ามันมีอยู่สองชนิด คือ ชนิดที่มันกระดึ๊บไปเรื่อยๆ กับชนิดที่ดีดตัวได้ ตัวในภาพนั้นผมถ่ายได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเป็นทากธรรมดาที่ชอบกระดึ๊บ กระดึ๊บ ไม่ใช่ทากกระโดด
ส่วนทากที่ดีดตัวมาหาเราได้นั้นจะเป็นทากสีเขียว เขาเรียกกันว่า “ทากตอง” จะพบได้บางที่ที่มีทากเท่านั้น ทากตองนี่อันตราย เพราะว่าถึงเราจะแต่งตัวท่อนล่างรัดกุมเพียงใด พี่เขาก็สามารถโดดมาเกาะคอเราได้ กึ๋ยๆ โดยทากตองนี้จะพบได้ในแถบภาคใต้เท่านั้น ดังนั้นเวลาเราไปเที่ยวภาคอื่นก็ไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะเจอทากกระโดดใส่นะครับ
โดยอุปกรณ์สำหรับป้องกันมิให้ทากมากัดเราได้นั้น ก็มีแค่ “ถุงกันทาก” เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ต้องซื้อแพงๆ นะ ของผมซื้อมาสี่ร้อยใช้ได้แค่สองปีก็ขาดแล้ว ที่สำคัญเวลาเราเอาไปลุยมากๆ ถุงกันทากมันจะเลอะเทอะ และไม่สามารถทำความสะอาดได้ ดังนั้นผมจึงแนะนำแบบที่เขาใช้กันตามอุทยานจะดีกว่า ใช้แบบหรูๆ นอกจากจะแพงแล้ว บางทียังต้องมาคอยปวดเศียร เวียนเกล้ากับพวกปากกรรไกรอีกด้วย ผมว่าพวกนี้เป็นสัตว์อันตราย และน่ารำคาญกว่าทากเสียอีก :P
อ้อ เวลาเราใส่ถุงกันทากนั้น ให้ใส่กับกางเกงขายาวนิดนึงนะครับ แล้วใส่ให้ถุงกันทากมันคลุมกางเกงให้หมด ยิ่งพวกชอบใส่ขาสั้น ผมพูดตรงๆ ว่ามันไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แถมจะเป็นการนำทางให้ทากเข้าสู่จุดศูนย์กลางของประเทศของท่านได้โดยง่ายอีกด้วย
แล้วถ้าเราโดนทากกัดก็อย่าได้ไปวิตกอะไร ไม่ต้องไปดึงออกก็ได้ ปล่อยให้มันกินเลือดเราจนอิ่มแล้วมันก็จะหลุดไปเอง ปัจจุบันผมยังไม่เคยได้ยินรายงานข่าวเกี่ยวกับพิษ หรือว่าสิ่งแปลกปลอมที่มาจากการที่เราโดนทากกัดเลย แต่เวลาเราโดนทากกัดแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ทาก เราจะคันบริเวณที่โดนกัดไปนาจนบางทีก็นานเป็นเดือนเลยทีเดียวครับ ^^
14/10/2007 21:56
เลยเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานของประเทศไทย ผมจะพูดย่อๆ แล้วกัน แบบว่าคงได้แต่เล่าให้ฟัง ซึ่งถ้าอยากได้เนื้อหาที่ละเอียดมากกว่านี้รบกวนให้ไปอ่านใน ไทยวิกิพีเดีย นะครับเพราะว่าเรื่องพวกนี้ผมไม่ถนัด
มาเข้าประเด็นบล็อคท่องเที่ยวกัน เมืองเลย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจังหวัด นี่ผมก็เพิ่งจะไปมาเดินกันขาแทบหักเลยทีเดียว เพราะว่าดันแบกกระเป๋ากล้องและขาตั้งกล้องลงมาเอง และมาเจอสภาพทางเดินที่โดนฝนจนเละเทะไปหมด ลื่นมั่กๆ แต่ก็สนุกดีนะ อิอิ
รองลงมาก็คือ “งานผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย” ซึ่งอันนี้ผมยังไม่มีโอกาสไปสักที เพราะคำนวนแล้ว ถ้าใช้กล้องฟิล์มนี่เฉพาะค่าฟิล์มผมคงต้องหมดหลายพันเลยไม่กล้าไปสักที อาจจะเป็นปีหน้าเพราะมีดิจิตอลแล้ว กดชัตเตอร์กันจนมือหงิกจะเอาสักกี่หมื่นรูปค่าใช้จ่ายก็ไม่เพิ่ม อิอิ
อีกที่น่าท่องเที่ยวก็คือ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง”
ส่วนที่เที่ยวแหล่งใหม่ ยังไม่ดังก็คือ “เชียงคาน” ที่ผมเพิ่งไปสัมผัสมานี่เอง ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ามาเก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดีเอาไว้แห่งหนึ่ง
อ้อ ประวัติเมืองเลยสินะ ผมจะเล่าย่อๆ แล้วกันนะครับ เมืองเลยเป็นชุมชนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราวๆ 9,000 ปี ในสมัยยุคประวัติศาสตร์ มีการค้นพบใบเสมาที่มีอายุเก่าแก่ในช่วงยุคทวารวดี โดยเลยมีชุมชนที่มีความเจริญอยู่หลายจุด เช่น เมืองด่านซ้าย, เชียงคาน, ท่าลี่ ส่วนเมืองเลยได้รับการยกฐานะมาจากชุมชนบ้านแช่ ในปี พ.ศ. 2356 หรือเมื่อราวๆ สองร้อยปีที่ผ่านมา
^^
09/06/2007 23:39
เฮ้อ… จบซะแระ (บางคนอาจจะบ่น “เฮ้อ… จบซะที” 555) หลังจากเราสองคนขึ้นไป ‘พักผ่อน’ กันบนภูกระดึงกันจนเมื่อย เราก็ถึงเวลาที่จะต้องถอนทัพกลับกรุงฯ กัน…

ตอนขาลงนั้นไม่ได้ยากลำบากอะไรสักเท่าไหร่ แต่ก็ขอเตือนไว้ว่ามันก็เหมือนกับการที่เราลงจากที่สูง เช่น ภูฯ หรือเขาทุกๆ ที่ คือ ระวังเล็บขบ!! เอ๊ะ เค้าเรียกว่า ‘เล็บขบ’ หรือเปล่า? ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เล็บผมเสียไปเล็บนึงก็เพราะกระยิ่ม ยิ้มย่องในใจว่าตัวเองเดินเซียนเล็บไม่ยอมเสียสักเล็บนี่แหล่ะ เลยใส่รองเท้าผ้าใบลงภูสอยดาว ปรากฎว่า เรียบร้อยครับ เล็บนิ้วโป้งผมไม่ติดกับนิ้วเท้าไปครึ่งเล็บได้ ทุกวันนี้ต้องมานั่งทำความสะอาดเล็บนี้ทุกวัน ปีครึ่งแล้ว… (ที่มันไม่หายก็คงจะเพราะงี้แหล่ะ 55)
เอาเป็นว่า ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบก็อย่ารีบร้อนเดินลงเขากันแระกันหล่ะครับ เล็บจะเสียได้
(read more » )
05/06/2007 23:12
พักนี้ผมไม่ได้มาอัพบล็อคสักเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดอะไรดีๆ กับผม เช่น ถูกหวยเลยออกเที่ยวรอบโลกหรืออะไรก็ตาม แต่ผมมีปัญหากับคีย์บอร์ดของผมมากๆ เลย เดี๋ยวพิมพ์ได้ เดี๋ยวพิมพ์ไม่ได้บ้างหล่ะ ใครมี Mac Mini (Intel) ขายได้ถูกๆ ช่วยผมหน่อยก็แล้วกัน อิอิ
เอาเป็นว่าผมจะไม่พิมพ์มากนะ เพราะตอนนี้มีแต่เรื่องจะบ่นอ่ะครับ อิอิ
 |
 |
มาคราวนี้ก็ลืมเรื่องน้ำตกไปเสียสนิท ตอนขึ้นไปก็คิดแต่ว่าจะเข้าป่าปิด เพราะเป็นส่วนที่ผมไม่เคยเข้าไปเลย แต่พอเจอสภาพอากาศเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เดินเที่ยวที่ไหนเลย เพราะฝนตกทั้งวัน แถมได้คุยกับพี่พรชัย เลิศมาลา เจ้าของตำนานภูกระดึงเข้าไป ผมกับฮะหนุ่ยก็ขี้เกียจเดินแล้ว ฟังพี่เขาเล่าเรื่องให้ฟังสนุกกว่า (ซะงั้น) ไว้ปีหน้าค่อยไปเก็บป่าปิด กับน้ำตกใหม่ ว่าจะหาเวลาไปซักอาทิตย์ อิอิ คือ เผื่อเวลาสำหรับนอนอืดด้วยหง่ะ อากาศช่วงนี้มันน่านอน :P |
| แต่ถ้าฟ้าเปิด มีแสง และชอบถ่ายภาพ ผมว่ามาภูกระดึงช่วงหน้าฝนนี่เด็ดมาก ไว้เปิดภูฯ (1 ต.ค.) ก็ไม่แน่ว่าจะไปอีก เพราะอย่างที่ผมย้ำบ่อยๆ ฟ้าหลังฝน ใบไม้กับหยาดน้ำค้าง ป่าท่ามกลางสายหมอก มันช่างน่าประทับใจจริงๆเสียดาย ที่ผมยังอ่อนประสบการณ์ในการถ่ายภาพในช่วงเวลานี้มากไปหน่อย เลยตะกุกตะกัก ภาพบางภาพสวยๆ ก็ไม่ได้ถ่ายมาเพราะกลัวกล้องจะโดนน้ำซะงั้น |
|
|
ดูภาพกันดีกว่า…

ดูภาพขนาดใหญ่ (1280×857 pixels)
เชิญชม บรรยากาศและภาพในวันฝนพรำ…
ยังมีอีกเยอะครับ…
(read more » )
27/05/2007 03:29
‘การเดินขึ้นภูกระดึงในหน้าฝนนั้นช่างมีความสุขเสียจริง’ ผมคิดในใจ เพราะจากที่ได้ยินมามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูกระดึงในช่วงเดียวกับผมเพียงแค่ 80 คนเท่านั้น (ปีก่อนไปก่อนปิดภูฯ ก็ราวๆ 200 คนเอง) จริงๆ ผมอยากจะเดินแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่ ‘ท่านหนุ่ย’ ดูเหมือนจะเร่งเหลือเกิน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะรีบไปไหน? อยากจะถ่ายภาพตลอดทางเลยก็เห็นหนุ่ยใช้กล้องฟิล์มเลยไม่กล้าอ้าปากเรื่องถ่ายภาพสักเท่าไหร่? จนสักพักฮะหนุ่ยก็เริ่มจะทำตัวเป็นพรายกระซิบ…

“เนี่ยอ่ะ ทากกล้วย” หนุ่ยบอก พลางชี้ไปที่พื้น
ไอ้ผมมองอยู่ตั้งนานว่า ‘ไหนของมันวะ ทากกล้วย’ แต่พอได้เห็น ผมหล่ะไม่พลาดที่จะจับมันมาถ่ายภาพทันที ตอนแรกผมจะให้หนุ่ยเป็นคนถือมัน แล้วผมเป็นคนถ่ายภาพ แต่หนุ่ยส่ายหน้าหงึกๆ ประมาณจะบอกว่า ‘กูไม่เอาเว้ย’ ทันที ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เพื่อนๆ แซวขึ้นมาได้ ว่าแล้วก็เสียวสันหลังขึ้นมาแว่บๆ เพราะคืนนี้เราต้องนอนเต๊นท์เดียวกัน อูย… แต่เอาวะ ผมอยากได้รูปก็เลยลืมมันไป แล้วเอาทากกล้วยขึ้นมาอยู่บนมือ พลางก็ปรับกล้องให้เรียบร้อยก่อนส่งกล้องให้หนุ่ยถ่ายภาพให้…
(read more » )
20/05/2007 04:27
แหม… ภาค ก. ผมนี่ตั้งชื่อเสียจริงจังเชียว
ผมกับหนุ่ยออกเดินทางจากกรุงเทพฯ กันตั้งแต่ สี่ทุ่มครึ่งทั้งๆ ที่รถนั้นกำหนดออกตอนสามทุ่มครึ่ง แต่รถรอบที่ผมจะไปนั้นมาช้า… มาก กว่ารถจะมาก็เล่นไปเกือบๆ 4 ทุ่มแล้ว ไหนจะรอคนอีก สุดท้าย ก็ต้องเอาคนจากรอบอื่นมานั่งแทนคนที่ไม่มา (น้าๆ สองคนที่เป็นช่างภาพเหมือนกับผมแกมายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้ารถ คนรถเค้าเลยเรียกขึ้นซะเลย) :P
กว่าจะถึงร้านเจ๊กิม ก็สว่างเสียแล้ว คืนนั้นรถป. 1 ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรสักเท่าไหร่ แอร์กำลังเย็นสบาย ผมมีตื่นบ้างเป็นบางทีเพราะทำผ้าปิดตาอันแสนจะตอแหลหายไปไหนก็ไม่ทราบ ม่านก็ไม่สามารถกั้นแสงสว่างจากภายนอกได้สักเท่าไหร่ พอหลังจากถึงร้านเจ๊กิมแล้ว พวกผมก็จองตั๋วกลับกันเลย เพราะวันกลับไม่อยากมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่ที่ร้านเจ๊กิม
หลังจากจองตั๋วรถเสร็จแล้ว เราสองคนก็เริ่มจ้องไปที่รถสองแถวที่มีคนยืนรออยู่ท้ายรถเต็มไปหมด เพราะเพื่อนยังมาไม่ครบ เอ… เอาไงดีวะเนี่ย พวกผมก็ไม่รีรอ รีบเดินเข้าไปจ่อท้ายทันที เผื่อฟลุ้ค ว่าแล้วก็ฟลุ้คจริงๆ ครับ พี่วิชัย (เป็นรุ่นพี่ เอ่อ… รุ่นพ่อที่รู้จักกัน) ก็เรียกขึ้นรถทันที เอาวุ้ย ผู้ใหญ่เรียกแล้ว สบาย แฮ…
เรานั่งรถสองแถวกันไปไม่นานก็ถึงอช. ภูกระดึง ก่อนขึ้นภูฯ เราก็ไม่ได้ทำอะไรมาก จัดการเรื่องที่พัก, ลูกหาบ จ่ายเงินแล้วเซ็นชื่อที่จุดตรวจหลังจากนั้นก็เดินขึ้นภูกระดึงกันเลย!!
แค่นี้ก่อนนะแบบว่าวันนี้เช้าแล้วอ่า เดี๋ยวต้องออกไปทำธุระข้างนอก ^^
17/05/2007 22:24
ขอนอกเรื่องก่อน การไปภูกระดึงครั้งล่าสุดนี่ ผมได้เดินทางร่วมกับเพื่อนอีกคน เป็นช่างภาพ หล่อก็สู้ผมไม่ได้ ฝีมือก็งั้นๆ ชื่อก็ไม่เท่ห์อย่างผม (ผมชื่อจริงๆ ว่า เค จอง วอนครับ อิอิ) เขามีนามว่า ‘หนุ่ย’
หนุ่ย เป็นชายโรคจิตคนหนึ่ง ชอบไปภูกระดึง ทุกครั้งที่เขาจะไปภูกระดึง เขามักจะชวนผมไปด้วยเสมอ ซึ่งผมก็ไม่เคยพลาดหรอกครับ ผมรู้จักกับหนุ่ยมาได้หลายปีแล้ว หนุ่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร้อย จนบางครั้งผมก็ระแวงว่า… หนุ่ยจะมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า? แต่ผมก็บอกหนุ่ยไปตรงๆ ว่า “เฮ้ย กูชอบผู้หญิงนะ” และเล่าเรื่องสารพัดกิ๊กให้หนุ่ยฟังอยู่เสมอๆ (ซึ่งไม่จริงหรอก ผมเคยมีกิ๊กที่ไหน อิอิ)

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วสินะ ที่ผมขึ้นภูกระดึงกับหนุ่ย ครั้งนี้หวาดเสียวสุด เพราะอะไรอ่ะเหรอ? ก็เพราะผมมากับหนุ่ยเพียงแค่สองคนเท่านั้น หลายคนก็เชียร์กันเหลือเกินว่า ระวังจะเผลอใจ (เผลอใจอะไรฟะ) หรือว่าอะไรทำนองนี้กันมากมายจนผมระแวง กลัวภูกระดึงจะกลายเป็นอย่างหนังเรื่อง brokeback mountain ไปซะ…
ก่อนไป เป็นครั้งแรกเลยที่ผมไปซื้อตั๋วรถโดยสารไปต่างจังหวัดให้คนอื่น (ธรรมดาชายไม่เคยนะฮ๊า… เพราะหากหม่อมแม่รู้เข้าจะทรงกริ้วเอาได้) ก็ตื่นเต้นไม่นิดหน่อยครับ มากเลย เล่นเอาโทร. ไปป่วนคนนั้นคนนี้ไปหมด เพื่อนหลายคนก็มีแซว พวกที่ไม่ไปก็บอกว่า “ที่เขาไม่ไปเนี่ย เพราะพวกเขาจะเปิดโอกาสให้หนุ่ย” พวกที่ไม่รู้จักหนุ่ยก็จะบอกว่า “ฮึ่ย… ไปกับผู้ชายสองคน ระวังจะเบี่ยงเบนนะเว้ย” นี่ก็เล่นเอาผมผวาไปเลย กลัวสิ่งที่เฝ้าถนุถนอมรักษาและเก็บไว้อย่างดีเป็นสิบปีจะสูญสิ้นไปภายในคืนเดียว :P
เอ๋า ไปไหนแล้วหล่ะเนี่ย อ้อ… ไปภูกระดึง!!
(read more » )
—
Next Page »