:o: มะเฟืองภูกระดึง :o:

10/01/2010 11:39
Posted by hotduckz in ภูกระดึง

“พี่ผมคนกรุงเทพฯ นะ”

ผมพูดหลังจากที่ไปขอถ่ายมะเฟืองที่วางขายอยู่ที่ซำแฮก แล้วพี่คนขายเขาบ่นว่า “ไม่เคยเห็นหรือไง?” เคย อ่ะเคยสิครับ แต่แถวบ้านผมเขาไม่มีเยอะเป็นตับๆ เหมือนร้านพี่สักหน่อย ขายหมดนี่รวยเลยนะ

ผมก็ไม่รู้ว่าเอาภาพนั้นไปไหนแล้ว แต่ดูภาพนี้แทนแล้วกัน
ภาพนี้สีมันหม่นๆ หน่อย คือ แสกนมาจากฟิล์มสไลด์

ฟิล์มผมล้าง Pro Color Lab ที่เป็นร้านเดียวในประเทศไทยที่ได้ E6 Certificated จาก Kodak
ส่วนแสกนเนอร์ผมใช้ Epson Perfection 4180 PHOTO ราคาเครื่องประมาณสองหมื่น

มะเฟืองผมว่าถ้าทานเวลาเหนื่อยๆ มันช่วยอะไรๆ ได้มาก

มันทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว รสชาติของมันส่วนมากจะออกไปทางเปรี๊ยว แต่จิ้มเกลือสักหน่อย อร่อยถูกใจ ทานน้ำตามด้วยนิดหน่อยจะทำให้ชุ่มคอและเหนื่อยช้าลงครับ

:o: อะรูมิไร้ :o:

25/11/2008 11:25

บอร์ดอะรูมิไร้ ใครมันช่างคิด…

เมื่อก่อนบอร์ด Thailand Wilderness Study เขาใช้ชื่อนี้แหล่ะครับ…

แต่ที่เปลี่ยนไป จริงๆ ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร…

ที่แน่ๆ เปลี่ยนแหล่ะดีแล้ว…

เพราะผมเคยมีเรื่องหน้าแหกที่ภูกระดึง ซึ่งมันต่อเนื่องมาจากภูหินร่องกล้า…

วันนั้น ผมได้มีโอกาสขึ้นภูกระดึงกับเพื่อนๆ ที่เป็นช่างภาพโดยอาชีพ แต่ฝีมือสู้ผมยังไม่ได้อีกสองคน ระหว่างทางเราก็หาอะไรถ่ายกันไปเรื่อย จนกระทั่งไปเจอกับเอื้องม้าวิ่งที่ขึ้นอยู่บนที่แห้ง ลักษณะลำต้นสูงตรงเป็นก้านแข็งสีออกแดงเข้ม สูงราวๆ ฟุต ใบยาว ชี้ขึ้นฟ้า มีดอกสีบานเย็น ซึ่งตอนนั้นผมยังละอ่อนในเรื่องความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ ก็เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร? จนไอ้เชี่ยไผ่นั้นอ้าปากบอกมาว่า…

“เฮ้ย นี่มันดอกอะรูมิไร้นี่หว่า!!!”…

…เพื่อให้เข้าใจง่าย

ผมจึงขอย้อนเวลากลับไปราวๆ ครึ่งปีก่อนที่ผมจะไปภูกระดึงในคราวนั้น…

ที่ภูหินร่องกล้า ผมได้เดินเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวกับเทรคกิ้งไทย ระหว่างทางก็เห็นสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังรุมล้อมดอกไม้สีเหลืองบนก้อนหินที่มีมอสที่ชุ่มชื้นและเฟิร์นเต็มก้อนหินไปหมด ลักษณะเป็นต้นอ่อน ไม่สูงนัก ลำต้นถ้าสูงประมาณคืบจะเริ่มเอียง ใบเป็นใบอ่อน ไม่ตั้งตรง ทั้งต้นจะเป็นสีเขียวยกเว้นดอก ทันใดที่ผมถามว่าเจ้านี่นั้นคือดอกไม้อันใดเล่า สาวเจ้าก็ตอบพร้อมๆ กันว่า

มันคือ “ดอกอะรูมิไร้”…

…นั่นแหล่ะครับ

คือ ความทรงจำของผมที่ได้รับมา และย้อนกลับมาที่ภูกระดึง…

หลังจากที่เชี่ยไผ่พูดออกมา ผมจึงสวนกลับไปอย่างรวดเร็วแบบ ‘ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด โปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง’ และเสียงดังลั่นว่า “เฮ้ย มันไม่ใช่นะ ดอกอะรูมิไร้มันจะเป็นสีเหลือง ลำต้นกับใบมันก็ไม่ใช่แบบนี้ และมันไม่ขึ้นในที่แห้งขนาดนี้ด้วย ผมเพิ่งจะไปมาเมื่อช่วงหน้าฝนนี่เอง นี่มันหน้าหนาวแล้วไม่น่าจะ… ฉอดๆๆๆ แล้วลักษณะลำต้นมันนะจะ… ฉอดๆๆๆ”

ตอนนี้เชี่ยไผ่อึ้งไปแล้ว…

แต่เชี่ยหนุ่ยเพื่อนผมถึงกับต้องนั่งเอาตูดลงพื้น พร้อมหัวเราะเสียงดังลั่นภูฯ

:o: ป่าปิดภูกระดึง :o:

06/05/2008 00:01

บนภูกระดึงนั้น นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวเลียบหน้าผาที่ไปยังผาหล่มสัก และเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกแล้ว ยังมีอีกจุดนึงที่เรียกว่าเป็นที่ๆ น่าเข้าไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน แต่จะเปิดให้เที่ยวในบางช่วงเท่านั้นก็คือ “ป่าปิด” ซึ่งจะมีเส้นทางให้เราได้เข้าชมสองแห่ง แต่ปัจจุบันคงจะเหลืออยู่เส้นทางเดียวแล้วมั้ง ก็คือ เส้นทางน้ำตกหงส์ทอง-น้ำตกขุนพอง-หินสามเส้า-หินจานดาวเทียม

การเดินทางเข้าไปนั้นไม่ยาก แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่นำเข้าไป เพื่อไม่ให้หลงทางและเกิดอันตรายได้ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่าย โดยถ้าหารกันกับเพื่อนร่วมเที่ยวคนอื่นๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้มาก แต่ถ้าจะรวมไปกับคนอื่นๆ ผมแนะนำว่าให้จัดเวลาไว้วันนึงเลย เผื่อว่าเดินไม่อึด หรือว่าเดินไม่ไหว

โดยถ้าเรารวมรวมสมาชิกไปเที่ยวป่าปิดได้เยอะๆ ก้อจะทำให้ประหยัดค่าเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น

ซึ่งโดยค่าตัวเจ้าหน้าที่นั้นตก 400 บาทต่อเจ้าหน้าที่หนึ่งคนครับ

:o: ทากดูดเลือด :o:

29/04/2008 03:11

“ทาก” เป็นสัตว์ที่โดนฆ่าตายอย่างอนาถบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา ส่วนมาก ตอนก่อนมันตาย จะได้ยินเสียงสาปแช่งระงมก่อนแทบจะทุกครั้งเลยทีเดียว เพราะทากเป็นสัตว์ที่ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ หัว ไหล่ ตูด อยู่ตรงไหน? ทีแรกอาจจะไม่เห็น ต้องมองกันนานๆ หน่อย ถึงจะรู้ว่าหัว ไหล่ ตูดของน้องทากนั้นอยู่ตรงไหนกัน? นั่นก็เป็นเพราะทากนั้นเป็นสัตว์ตัวยาวๆ เหมือนกันกับตัวหนอน

ซึ่งจริงๆ ก็มีหนอนกินแมลงชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับทาก แต่ไม่ใช่ ระวังอย่าฆ่าผิดตัวนะครับ - -”

แต่จริงๆ ผมก็ไม่สนับสนุนการฆ่าสักเท่าไหร่ ยังไงเมืองไทยเราก็เป็นเมืองพุทธ…

ส่วนมากที่ทุกคนเกลียดทาก ไม่ชอบทาก ไม่ใช่เพราะทากโกงกินบ้านเมือง แต่ทากก็ชอบทำตัวแบบนั้นก็คือ “ชอบดูดเลือด” โดยเฉพาะเลือดของสัตว์อื่นๆ ดีที่เลือกดูดแต่สัตว์ที่ตัวใหญ่กว่า ทากเลยยังไม่เป็นที่น่ารังเกียจเท่าใดนัก

ปรกติแล้วผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ทราบจริงๆ ว่า ทากเป็นสัตว์ตระกูลไหน? อะไร? ยังไง? แต่ทากจะคลานกระดึ๊บๆ ไปได้เรื่อยๆ ทากในบ้านเรา เท่าที่ผมได้ยินมาเขาว่ากันว่ามันมีอยู่สองชนิด คือ ชนิดที่มันกระดึ๊บไปเรื่อยๆ กับชนิดที่ดีดตัวได้ ตัวในภาพนั้นผมถ่ายได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเป็นทากธรรมดาที่ชอบกระดึ๊บ กระดึ๊บ ไม่ใช่ทากกระโดด

ส่วนทากที่ดีดตัวมาหาเราได้นั้นจะเป็นทากสีเขียว เขาเรียกกันว่า “ทากตอง” จะพบได้บางที่ที่มีทากเท่านั้น ทากตองนี่อันตราย เพราะว่าถึงเราจะแต่งตัวท่อนล่างรัดกุมเพียงใด พี่เขาก็สามารถโดดมาเกาะคอเราได้ กึ๋ยๆ โดยทากตองนี้จะพบได้ในแถบภาคใต้เท่านั้น ดังนั้นเวลาเราไปเที่ยวภาคอื่นก็ไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะเจอทากกระโดดใส่นะครับ

โดยอุปกรณ์สำหรับป้องกันมิให้ทากมากัดเราได้นั้น ก็มีแค่ “ถุงกันทาก” เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ต้องซื้อแพงๆ นะ ของผมซื้อมาสี่ร้อยใช้ได้แค่สองปีก็ขาดแล้ว ที่สำคัญเวลาเราเอาไปลุยมากๆ ถุงกันทากมันจะเลอะเทอะ และไม่สามารถทำความสะอาดได้ ดังนั้นผมจึงแนะนำแบบที่เขาใช้กันตามอุทยานจะดีกว่า ใช้แบบหรูๆ นอกจากจะแพงแล้ว บางทียังต้องมาคอยปวดเศียร เวียนเกล้ากับพวกปากกรรไกรอีกด้วย ผมว่าพวกนี้เป็นสัตว์อันตราย และน่ารำคาญกว่าทากเสียอีก :P

อ้อ เวลาเราใส่ถุงกันทากนั้น ให้ใส่กับกางเกงขายาวนิดนึงนะครับ แล้วใส่ให้ถุงกันทากมันคลุมกางเกงให้หมด ยิ่งพวกชอบใส่ขาสั้น ผมพูดตรงๆ ว่ามันไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แถมจะเป็นการนำทางให้ทากเข้าสู่จุดศูนย์กลางของประเทศของท่านได้โดยง่ายอีกด้วย

แล้วถ้าเราโดนทากกัดก็อย่าได้ไปวิตกอะไร ไม่ต้องไปดึงออกก็ได้ ปล่อยให้มันกินเลือดเราจนอิ่มแล้วมันก็จะหลุดไปเอง ปัจจุบันผมยังไม่เคยได้ยินรายงานข่าวเกี่ยวกับพิษ หรือว่าสิ่งแปลกปลอมที่มาจากการที่เราโดนทากกัดเลย แต่เวลาเราโดนทากกัดแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ทาก เราจะคันบริเวณที่โดนกัดไปนาจนบางทีก็นานเป็นเดือนเลยทีเดียวครับ ^^

:o: หาดวนกร :o:

29/03/2008 06:34

อุทยานแห่งชาติหาดวนกร เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมเพิ่งไปมาเมื่อราวๆ กลางเดือนนี่เอง ที่นี่เป็นที่ที่มีความสงบเงียบมาก แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมก็ตามที ผมเจอเด็กๆ แค่สองกลุ่มเอง (แต่ก็ปวดประสาทเหมือนกัน)

พวกเราออกเดินทางกันโดยรถไฟสายใต้ จะขึ้นจากบางกอกน้อยก็ได้ แต่ผมเลือกขึ้นที่ศาลายาซึ่งคนเยอะหน่อย วันนั้นก็โชคดีที่ได้นั่ง พอไปถึงก็จ้างรถเจ้าหน้าที่จากสถานีรถไฟไปยังตัวอุทยาน ซึ่งหากมากันแค่คน หรือสองคน เราก็สามารถเรียกรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงคนละ 50 บาทเท่านั้นเอง ส่วนขากลับพวกเราก็จ้างรถเจ้าหน้าที่ออกจากตัวอุทยาน เพื่อกลับทางรถทัวร์ครับ

อุทยานแห่งนี้จะมีที่ให้กางเต๊นท์ริมหาดด้วย บรรยากาศดีมาก ห้องน้ำเกือบดีครับ ส่วนบ้านพักนั้นถือว่าดีเลย ผมอยากจะลองไปพักดูเหมือนกัน ที่นี่มีร้านอาหารที่เดียว วันหยุดเปิดถึงสามทุ่ม แต่ถ้าเป็นวันธรรมดานั้นเปิดแค่ 6 โมงเย็นก็ปิดแล้วครับ หากใครไม่ได้นำเสบียงไปด้วยต้องระวังให้ดีนะ เพราะผมก็ต้องรีบนอนเนื่องจากหิวมาแล้ว หุหุหุ

ส่วนกิจกรรมที่ทางอุทยานนั้นมีให้ก็จะมีการไปดำน้ำที่เกาะใกล้ๆ กับตัวอุทยาน ผมจำชื่อไม่ได้แล้วหล่ะ เพราะว่าไม่ได้ไป ค่าใช้จ่ายนั้นก็ไม่แพงครับ คนละห้าร้อย นอกจากนั้นก็ยังมีจักรยานให้เช่าวันละสองร้อยบาท และถ้าใครนำยานพาหนะมาเอง ก็สามารถไปเที่ยวน้ำตกห้วยยางที่อยุ่ใกล้ๆ กันได้อีกด้วยครับ

ส่วนตัวผมเองก็ไปพักผ่อน ไม่ได้เที่ยวอะไรเลย เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยจะดี - -”

:o: ประวัติเมืองเลย :o:

14/10/2007 21:56

เลยเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานของประเทศไทย ผมจะพูดย่อๆ แล้วกัน แบบว่าคงได้แต่เล่าให้ฟัง ซึ่งถ้าอยากได้เนื้อหาที่ละเอียดมากกว่านี้รบกวนให้ไปอ่านใน ไทยวิกิพีเดีย นะครับเพราะว่าเรื่องพวกนี้ผมไม่ถนัด

มาเข้าประเด็นบล็อคท่องเที่ยวกัน เมืองเลย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจังหวัด นี่ผมก็เพิ่งจะไปมาเดินกันขาแทบหักเลยทีเดียว เพราะว่าดันแบกกระเป๋ากล้องและขาตั้งกล้องลงมาเอง และมาเจอสภาพทางเดินที่โดนฝนจนเละเทะไปหมด ลื่นมั่กๆ แต่ก็สนุกดีนะ อิอิ

รองลงมาก็คือ “งานผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย” ซึ่งอันนี้ผมยังไม่มีโอกาสไปสักที เพราะคำนวนแล้ว ถ้าใช้กล้องฟิล์มนี่เฉพาะค่าฟิล์มผมคงต้องหมดหลายพันเลยไม่กล้าไปสักที อาจจะเป็นปีหน้าเพราะมีดิจิตอลแล้ว กดชัตเตอร์กันจนมือหงิกจะเอาสักกี่หมื่นรูปค่าใช้จ่ายก็ไม่เพิ่ม อิอิ

อีกที่น่าท่องเที่ยวก็คือ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง”

ส่วนที่เที่ยวแหล่งใหม่ ยังไม่ดังก็คือ “เชียงคาน” ที่ผมเพิ่งไปสัมผัสมานี่เอง ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ามาเก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดีเอาไว้แห่งหนึ่ง

อ้อ ประวัติเมืองเลยสินะ ผมจะเล่าย่อๆ แล้วกันนะครับ เมืองเลยเป็นชุมชนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราวๆ 9,000 ปี ในสมัยยุคประวัติศาสตร์ มีการค้นพบใบเสมาที่มีอายุเก่าแก่ในช่วงยุคทวารวดี โดยเลยมีชุมชนที่มีความเจริญอยู่หลายจุด เช่น เมืองด่านซ้าย, เชียงคาน, ท่าลี่ ส่วนเมืองเลยได้รับการยกฐานะมาจากชุมชนบ้านแช่ ในปี พ.ศ. 2356 หรือเมื่อราวๆ สองร้อยปีที่ผ่านมา

 

^^

:o: เขาช้างเผือก :o:

15/07/2007 23:02

จริงๆ ทริปนี้ผมไปมาก่อนไปอุทยานแห่งชาติป่าหินงามมาอาทิตย์นึงนะ เพียงแต่ว่ามันมีเรื่องทำให้ผมไม่อยากเอาเรื่องที่ผมไปเขาช้างเผือกมาเล่าให้ใครฟังสักเท่าไหร่นัก (เพราะเดี๋ยวจะฮาจนเสียจริตได้) โดยทริปนี้ใครเป็นต้นคิดผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เพราะผมเป็นชาวเกาะ คือ ‘ใครจะไปไหน ตรูขอเกาะไปด้วยคน…’

กิ๊กใหญ่ ไล่กิ๊กเล็ก หุหุหุ

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณสาม-สี่ทุ่มได้มั้งครับ ก็ไม่รีบไม่ร้อนกันสักเท่าไหร่ เมืองกาญจน์ก็อยู่ใกล้แค่คืบเดียว จริงๆ กาญจนบุรีนั้นมีที่เที่ยวเยอะมาก เพียงแต่ว่าหลายคนอาจจะมองข้ามไปเท่านั้นเอง (ที่พูดอย่างนี้ ปีหน้าผมจะไปสมัครเป็นผู้ว่าฯ แถวๆ กาญจน์, เจ๊ยยยย) พอผ่านตัวเมืองก็ราวๆ เที่ยงคืนได้ (มั้ง) ก็แวะกินต้มขาไก่หรือไงเนี่ยกัน โดยร้านยังมีอาหารตามสั่งอีกด้วย และร้านนี้ตั้งชื่อได้ถูกใจผมมาก ชื่อร้านว่า “อ้อม ตีนไก่” รสชาติอาหารถือว่าดี แต่สั่งข้าวแล้วมาช้าทุกครั้งเลย ไม่รู้เป็นวิธียั่วให้ลูกค้าโมโห ลูกค้าจะได้หิวมากๆ หรือเปล่า (ขำๆ นะครับ, แต่จริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็โมโหน่าดูทีเดียว ซัดข้าวไปสามหรือสี่เห็นจะได้)

(read more » )

:o: กระเจียว - ป่าหินงาม :o:

12/07/2007 00:14

ป่าหินงาม เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกๆ ที่ผมได้ไปเที่ยว ผมไปเที่ยวตั้งแต่เมื่อตอนทุ่งดอกกระเจียวเพิ่งทำทางเดินลอยฟ้าใหม่ๆ (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นปีแรก, เท่ห์ป่าวๆๆ) ทางนี้เป็นการสร้างจากเจตนาที่ดีมาก คือ เพื่อไม่ให้คนลงไปเดินบนทุ่งดอกกระเจียว แต่สำนึกของ ‘มนุษย์’ นั้น ก็ยังคงต้องการแต่หา ‘ความสุข’ ใส่ตัวของตัวเองเสมอๆ ผมไปเดินที่ทุ่งดอกกระเจียวในปีนี้ไม่ถึงสองชม. แต่ได้เห็นคนลงไปแหวกว่ายกันอยู่ในทุ่งกระเจียวกันตั้งหลายคน

ทุ่งกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

ผมว่าจริงๆ แล้วน่าจัดทุ่งกระเจียวจำลอง (แต่ใช้ต้นกระเจียวของจริง) เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกันเสียเลย จะได้ไม่ต้องทำให้น้องๆ ไกด์หรือ เจ้าหน้าที่ต้องกระอักกระอ่วนใจ ณ. เวลาที่เจอนักท่องเที่ยวที่ทำตัวน่าตีตูดเป็นอย่างยิ่ง

คราวนี้แหล่ะดาราบ้ากล้อง เอ๊ย!! ดาราหน้ากล้องทั้งหลาย ก็จะมุด จะแร๊ฟ จะร็อค จะกระโจนทะยานเพื่อถ่ายภาพคู่กับกระเจี๊ยว เอ๊ย!! กระเจียวกันได้อย่างเต็มอัตถรส นักท่องเที่ยวจะได้กิเลสหมดๆ ไม่ต้องพกอารมณ์เสียๆ ที่ค้างคากลับบ้านไป ได้ประโยชน์สองทางเรย

เดือนที่ผมไปก็เป็นเดือนกรกฎาคม ดอกกระเจียวก็ชูช่อกันสลอนไปหมด ผมแนะนำว่า ถ้าเป็นนักถ่ายภาพ พยายามอย่าถ่ายภาพดอกกระเจียวกันในช่วงที่นักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ เรย มันอึดอัดมาก ขอโบกๆ สองชม. น้าเจอไปหลายดอกเหมือนกัน (ดอก = ด่า) ช่วงที่ผมไปนี่ จะเห็นว่าผมไม่มีรูปทุ่งกระเจียวมาโชว์เลย เพราะว่าช่อกระเจียวบางส่วนมันเอน เหมือนกระเจียวมันกำลังจะบอกผมว่า “พี่, เหนื่อยแระพี่ อย่าถ่ายผมเลย” แล้วพอมันเหี่ยวๆ ห้อยๆ มันก็ดูแล้วหดหู่ยังไงก็ไม่รู้ ผมก็เลยไม่ได้ถ่ายมา…

(read more » )

:o: สามสาวสิงห์นักโบก :o:

03/07/2007 19:22

จริงๆ แล้วทริปนี้เป็น ‘ทริปสามสาวตามหาหัวใจ’ อะไรสักอย่างนี่แหล่ะ ต้นคิดก็มาจาก ‘โมริ’ สาว (ตัว) ใหญ่ผู้ตกเป็นเหยื่อ เอ๊ย!! ผู้เป็นสมาชิกหน้าเก่าแต่มาใหม่ของแก๊งค์สีรุ้ง โมริบอกว่าทริปนี้เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะได้ดูโฆษณาตอนสาวๆ ที่เขาว่าเงิน 600 บาทให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด (จริงอ๊ะป่าว) ทำให้เกิดทริปโบกฯ นี้ขึ้นมา ว่าแล้ว ‘นู๋แนน’ กับ ‘เจ๊หน่อย’ ที่ไปไทรทองกับภูแลนคาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ตามมาด้วย และผมก็ได้ยินเจ๊หน่อยนี่แหล่ะที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นอันว่าเสร็จผม เพราะผมเคยมาที่นี่หลายทีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ประทับตราอุทยานแห่งชาติ “ป่าหินงาม” แห่งนี้เลย

ก้อนหินสัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

พวกเราออกเดินทางกันวันศุกร์โดยไปถึงหมอชิตประมาณ 4 ทุ่ม ก่อนรถออกหนึ่งชม. เพราะไม่ได้จองตั๋วรถไว้ (จองได้หรือเปล่าไม่แน่ใจ) โดยนั่งรถ ป.1 ที่ไปยังชัยภูมิ รถเป็นรถรุ่นเก่าสักหน่อย แต่ก็ถึงที่หมายเหมือนกัน แถมราคาก็ประหยัดเสียด้วยมีแค่ 210 บาท (มั้ง) ก็ถึงชัยภูมิแล้ว โดยเราจะไม่ได้นั่งรถยาวไปจนถึงบขส. ชัยภูมินะ ต้องลงที่แยก ‘บ้านไร่’ เพื่อโบกรถเข้าไปในตัวอุทยานอีกที

ประมาณตีสี่มั้ง เมื่อถึงแยกบ้านไร่แล้ว พวกเราก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ นั่งกันอยู่ในศาลาอยู่พักนึง ต่างคนก็เกี่ยงให้น้าเป็ดออกไปโบกรถ เอ… จริงๆ ถ้าให้ผู้หญิงไปโบก มันจะน่าเอ็นดูกว่าหรือเปล่าน้อ… ใช่ที่น้าพูดอย่างนี้ สุดท้ายนู๋แนนก็ต้องออกไปโบกรถตามระเบียบ อิอิ

ภาพหมู เอ๊ย! หมู่ตอนเช้า พร้อมรถสองแถวๆ นั้น
รถที่เราโบกขึ้นไป เป็นรถของลุงที่อยู่ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ชื่อว่าไร่อะไรสักอย่าง (แง๊ ขออภัยลุงด้วยค๊าบ) ก่อนจะออกมาโบกรถไปอีกต่อซึ่งก็โชคดีจริงๆ ที่มีรถสองแถวที่วิ่งรับส่งคนที่มาเที่ยวภายในอุทยานฯ ผ่านมาพอดี พวกเราจึงได้อาศัยติดรถไปด้วย พอถึงตัวอช. พวกเราก็รีบหาที่ปักหลักกางเต๊นท์เก็บของกัน ตอนแรกกว่าจะนอนกันก่อนแต่สุดท้ายก็ออกมาหาอะไรกินกันถ้วนหน้าตามเสียงเรียกร้องของกระเพาะอาหาร
ก่อนจะเดินทางไปถึงที่ร้านอาหาร ท้องฟ้าก็เริ่มสาง มีแสงสว่างนิดหน่อยพอให้ผมเก็บภาพได้บ้างเหมือนกัน ที่น่าสนใจก็คือร้านริมนอกสุด ร้านนี้จะทำหมูหันตั้งแต่เช้าเลย ตอนที่ผมนั่งรถผ่าน ผมแทบจะกระโดดลงไปถ่ายภาพแล้ว แต่บังเอิญเกิดมาหน้าตาดีจะทำอะไรตามใจชอบนั้น มิควรๆ อิอิ  
ร้านหมูหันแสนอร่อย (แต่ส้มตำต้องปรับปรุง)

(read more » )

:o: ภูกะหนุ่ย ภาค ง. :o:

09/06/2007 23:39
Posted by hotduckz in ภูกระดึง

เฮ้อ… จบซะแระ (บางคนอาจจะบ่น “เฮ้อ… จบซะที” 555) หลังจากเราสองคนขึ้นไป ‘พักผ่อน’ กันบนภูกระดึงกันจนเมื่อย เราก็ถึงเวลาที่จะต้องถอนทัพกลับกรุงฯ กัน…

กระสุนพระอินทร์ (กิ้งกือมั้งครับ) ตัวเล็กจี๊ดนึงเอง

ตอนขาลงนั้นไม่ได้ยากลำบากอะไรสักเท่าไหร่ แต่ก็ขอเตือนไว้ว่ามันก็เหมือนกับการที่เราลงจากที่สูง เช่น ภูฯ หรือเขาทุกๆ ที่ คือ ระวังเล็บขบ!! เอ๊ะ เค้าเรียกว่า ‘เล็บขบ’ หรือเปล่า? ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เล็บผมเสียไปเล็บนึงก็เพราะกระยิ่ม ยิ้มย่องในใจว่าตัวเองเดินเซียนเล็บไม่ยอมเสียสักเล็บนี่แหล่ะ เลยใส่รองเท้าผ้าใบลงภูสอยดาว ปรากฎว่า เรียบร้อยครับ เล็บนิ้วโป้งผมไม่ติดกับนิ้วเท้าไปครึ่งเล็บได้ ทุกวันนี้ต้องมานั่งทำความสะอาดเล็บนี้ทุกวัน ปีครึ่งแล้ว… (ที่มันไม่หายก็คงจะเพราะงี้แหล่ะ 55)

เอาเป็นว่า ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบก็อย่ารีบร้อนเดินลงเขากันแระกันหล่ะครับ เล็บจะเสียได้

(read more » )

Next Page »