:o: เมอซิเลา :o:

25/01/2010 21:33
Posted by hotduckz in Kinabalu, Malaysia

ตอนผมขึ้นคินาบาลูก็ไม่ได้คิดเองหรอกว่าจะมายังไง?

ก็ได้หน่อยกับแนนสองสาวในภาพนั่นหล่ะมั้งเป็นคนคิดทาง คือ เขาว่ากันว่าทางเมอซิเลานั้นสวยมากๆ ซึ่งก็จริงครับ มันสุดยอดไปเลย แต่ทางนี้ก็ค่อนข้างยาวไกลและมีอุปสรรคมากกว่าทางทิมโปฮอน แต่มันก็สวยจริงๆ ดังนั้น เพื่อเก็บให้ครบ พวกเราจึงเลือกเดินขึ้นทางทิมโปฮอร์นแต่ลงทางเมอซิเลา

:o: แนวเชือก :o:

07/04/2009 05:47
Posted by hotduckz in Kinabalu

จริงๆ มันมีจุดหวาดเสียวหลายที่ แต่เวลาเราเดินขึ้น จะขึ้นตอนกลางคืน ทำให้ไม่เห็นจุดหวาดเสียวต่างๆ เหล่านั้นเลย ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป แล้วถ้าคุณเดินแบบทอดน่อง พุงป่องท้องสองเดือน ขากลับก็จะเจอเมฆหมอก ที่ทำให้คุณไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

นั่นแหล่ะครับ จะทำให้คุณเดินได้อย่างสบายๆ คินาบาลูนั้นไม่มีอะไรลำบาก นอกจากคนที่เป็น attitude sickness (อย่างที่ผมเป็น) ก็เท่านั้นแหล่ะ ^^

ปล. บล็อคนี้เห็นไม่ได้โพสต์นานเลยมาอัพสักหน่อยนึง

:o: ปรี่ :o:

18/02/2009 08:56
Posted by hotduckz in Kinabalu

ที่ยอดคินาบาลูนี้ผมได้รับคำแนะนำว่าเมื่อถึงเวลา 8-9 โมงก็ให้รีบลงได้แล้ว ซึ่งก็จริงครับ เพราะพอสายๆ เมฆมันก็จะออกมาปกคลุมยอดเขาทำให้มองไม่เห็นอะไรและอาจจะเป็นปัญหากับการเดินทางได้ พวกเราก็ไม่ได้รีบลงกันนัก เพราะว่ายังค้างกันที่นี่อีกคืนหนึ่งครับ

เมื่อหมอกเริ่มปกคลุม St’ John peak ก็จะเป็นดังภาพ

ทางเดินก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทาง เพราะว่าที่นี่นั้นมีเชือกคอยนำทางอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราอย่าเดินออกไปนอกเส้นทางนักเท่านั้น หมอกนี้จะหนาตรงช่วงยอดไปจนถึงด่านซายัด ซายัด ที่ถ้าลงช้าเจ้าหน้าที่เขาก็จะเผ่นกันหมดแล้วหล่ะ

ดังนั้นถ้าเป็นอะไร ก็ต้องหวังเพิ่งพี่ไกด์ที่คอยเดินติดตามเราเท่านั้นครับ

:o: Mr. Low :o:

15/02/2009 04:46

ยอดสูงสุดที่เราต้องไปถึงก็คือ Low’s peak ที่ Mr. Huge Low นักสำรวจชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้ขึ้นไปถึงยอดนี้เป็นคนแรกของโลก ในปี 1895 ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ นะครับ ขนาดว่าผมมาตอนที่ปัจจุบันนี้ถือว่าเจริญมากแล้วยังต้องใช้ความอดทนทางด้านร่างกายอยู่พอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าที่นี่สวยมากๆ

ตอนผมเห็นยอด Low’s peak ถึงกับร้องเลยว่า “นี่กูต้องไปให้ถึงให้ได้”

แต่สักพักด้วยความที่หนูแนนเริ่มจะเดินไม่ไหวแล้ว ประกอบกับผมปวดท้องคลี่อย่างรุนแรง จึงทำให้ผมทิ้งหนูแนนไว้แล้วรีบเดินขึ้นยอดอย่างไม่รั้งรอ (แมนมากกรู) ขึ้นไปถึงก็พบกับน้าโป้นั่งยิ้มรออยู่บนยอดแล้ว…

นี่เป็นการขึ้นมาถึงยอดที่ผมบอกตรงๆ ว่าไม่ประทับใจสักเท่าไหร่…

ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำอะไรผิดพลาดไป…

อย่างหนึ่ง…

และกลับแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว…

นี่เป็นบทเรียนอีกหนึ่งบทในชีวิตของผม…

เพราะสุดท้าย ทุกคนก็ขึ้นมาถึงยอดเหมือนกัน รวมทั้งแนนด้วย…

:o: South peak :o:

14/02/2009 05:49

หลังจากผ่านด่านสุดท้ายมาได้ระยะหนึ่ง พระอาทิตย์ก็เริ่มจะขึ้นมาจากขอบฟ้าแล้ว แต่ระยะทางก็ยังอีกไกลกว่าจะถึงจุดสูงสุดของคินาบาลู แต่จุดแรกที่เขานิยมถ่ายภาพกันก่อนจะเดินไปสู่ยอดก็คือ South peak มาถึงตรงนี้ เจ๊หน่อยที่อ๊วกแตกตั้งแต่เริ่มเดินก็บอกว่าไม่ไหว ขอตัวลงแล้ว

แต่ก่อนจะแยกทาง เราสามคน เจ๊หน่อยก็มีปัญหาคาใจที่ต้องกล่าวออกมา

“หนูแนน เอาธงชาติมาหรือเปล่า?” เจ๊หน่อยถาม

“เอามาสิ” แนนตอบ

พอเห็นธงนี่เล่นเอาผมอึ้งเล็กน้อย, โอ้ว อันเบ้อเร้อ อิอิ

ไม่เป็นไร, คนน่ารัก ทำอะไรก็รับได้ :)

หลังจากตรงนี้ ผมกับแนนก็ต้องเดินไปกันเพียงสองคนแล้ว เพราะว่าหน่อยไปไม่ไหว ซึ่งตอนนี้เพื่อนๆ ผมก็เดินกลับมาจาก Low’s peak จุดสูงสุดกันแล้ว ถามได้ใจความว่า จาก South peak ก็อีกราวๆ หนึ่งชม.!!

ฟังแล้วมันช่างน่าท้อใจ เพราะผมกำลังปวดคลี่อย่างแรง แถมยังแพ้ความสูงอีกด้วย ซึ่งพอเราแพ้ความสูงก็จะทำให้เรามีอาการปั่นป่วนในร่างกายมากมาย เช่น ปวดหัว, ปวดท้อง, คลื่นไส้ ทำให้รีบเดินไม่ได้ แต่ใจผมก็อยากรีบเดินให้มันถึงๆ สักที เพราะว่าผมปวดท้องเต็มที่ และถวิลหาห้องน้ำอย่างแรงแล้ว…

นั่นมันทำให้เกิดวลีเด็ดประจำทริปนี้ คือ

“เดินเร็วก็ปวดหัว เดินช้าก็ปวดขี้”

ว่าแล้ว ผมกับแนนก็เริ่มเดินกระดึ๊บกันต่อไป…

ปล. คิดถึงหนูแนนจัง, อยากย้อนเวลาได้จังเลย…

:o: Sayat Sayat :o:

12/02/2009 02:24

ตอนตีสองที่ Gunting นี่วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง มีแต่คนเชื่อสายจีนพูดกันโหวกเหวก โวยวาย กันอยู่นั่น จนผมต้องลุกตื่นขึ้นมาจนได้ (แต่ถ้าไม่ตื่นตอนนี้ก็ไม่ต้องขึ้นยอดกันหล่ะ) ยังเพลียๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้เพื่อนๆ ผมที่ผมคิดว่าเพี้ยนไปแล้ว ลุกมาทำอาหารการกินกันเรียบร้อยแล้ว ผมซัดมาม่าเข้าไปสองคำ เล่นเอาแทบอ๊วก กระเดือกไม่ลง คิดว่าเป็นเพราะเพลียและแพ้ความสูงด้วย (Attitude sickness) พอเร่งมากๆ เข้า ก่อนจะขึ้น ผมต้องยัดขนมปังเข้าไปชิ้นนึง ถึงกับวิ่งไปจะอ๊วกที่ห้องน้ำ

ประมาณตีสามได้ เราเริ่มออกเดินทาง เพราะว่าไม่อยากขึ้นไปชนกับพวกที่ขึ้นไปก่อนหน้า ซึ่งคนเยอะมาก อาจจะทำให้ไม่ได้รูปสวยๆ ได้ เราเดินขึ้นไประหว่างทางก็เห็นทางช้างเผือกทอดตัวยาวบนท้องฟ้า พูดแล้วยังเสียดายไม่หายเพราะว่าผมไม่ได้เอาขาตั้งขึ้นไป ระหว่างทางป้าหน่อยเพื่อนร่วมทางก็อ๊วกแตกเสียแล้ว โอ๊กกกก โอ๊กกกก เสียงช้างน้ำ ระหว่างที่ผมนั่งชมทางช้างเผือกไปพลางมันช่างน่าประทับใจอะไรเช่นนี้ (ข่าวแว่วมาว่าทริปนี้พวกเราอ๊วกแตกกันไปสาม) ส่วนผมนั้นเริ่มจะปวดหัวอย่างแรงแล้วเหตุก็เพราะแพ้ความสูง และเริ่มรู้สึกปวดคลี่เป็นระยะๆ เสียด้วย

เดินไปจนถึงด่านสุดท้าย คือ Sayat Sayat ที่นี่จะมีที่บ้าน เมื่อก่อนเปิดให้นอนพักด้วย แต่ปัจจุบันปิดไป และมีห้องน้ำซึ่งผมคิดว่าเป็นห้องน้ำที่อยู่สูงที่สูดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ผมก็เริ่มเล็งไว้แล้วแหล่ะ แต่ตอนนี้ท่าจะไม่ไหว เดินขึ้นยอดก่อนดีกว่า

อ้อ ที่ซายัด ซายัดนั้นจะมีให้นักเดินทางเช็คชื่อด้วยนะครับว่าใครผ่านมาบ้าง เพื่อที่จะได้ให้ใบประกาศกับนักเดินทางได้อย่างถูกต้องว่าคุณสามารถพิชิตยอดคินาบาลูได้ รวมทั้งเป็นการตรวจเช็คเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เพราะที่นี่นั้นถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก หากหลงออกนอกเส้นทาง หรือว่าติดอยู่ข้างบน คุณอาจจะเสียชีวิตได้

ว่าแล้วก็เดินต่อ ‘สองกิโลครึ่งทำไมมันไกลอย่างนี้’ ผมคิดในใจ เมื่อเดินทางผ่านจุดตรวจ Sayat Sayat ไปแล้ว แต่ก็ยังอดทนเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มสาง ตอนนี้กล้องฟิล์มบุโรทั่งของผมเริ่มจะถ่ายภาพได้แล้ว เนื่องจากมีแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็เอาเลนส์ 2.8 ไป แต่หันไปดูข้างๆ แกกดกล้องดิจิตอลกันฉับๆ ตั้งแต่ผมวัดแสงได้ที่ 2.8 หนึ่งวินาที ช่างน่าอิจฉาเสียจริง หุหุ

ทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าที่ไหน ที่เคยไปมาเลย…

แต่นี่ยังอีกไกลกว่าจะถึงยอด…

:o: นอนบน Kinabalu :o:

11/02/2009 04:41
Posted by hotduckz in Kinabalu

หนาวครับ ที่นี่นั้นหนาวมาก เพราะว่าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 3000 เมตรแล้ว ช่วงกลางคืนนี้จะหนาวจัด เลขตัวเดียว หรือว่าติดลบ ดังนั้น คุณควรจะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี อย่างผมก็ใส่กางเกงสองชั้น เสื้อหนาวขนเป็ด เอาถุงนอนสวมทับ และใช้ผ้าห่มของที่นั่นคลุมอีกที ยังไม่รู้สึกว่ามันอุ่นขึ้นเลย…

นอนที่นั่นไม่ยากครับ ตอนผมไป ผมเหนื่อยมาก แป๊บเดียวก็หลับแล้ว

บรรยากาศยามเย็นที่นั่นก็ดีมากๆ…

อ้อ ช่วงตีสอง เมื่อตื่นขึ้นมา โอกาสที่คุณจะหาอะไรรองท้องนั้นค่อนข้างจะยาก เพราะว่าคนบนนั้นจะเยอะมาก ดังนั้น คุณควรจะติดอะไรสำหรับกินรองท้องง่ายๆ ไปด้วย อย่างผมก็พกน้ำผึ้งแบบหลอดไปทานระหว่างเดินขึ้น ซึ่งโชคดีมากๆ เนื่องจากผมแพ้ความสูง (Attitude sickness) ทำให้กินอะไรไม่ได้เลย แค่ขนมปังคำเดียวก็เล่นเอาผมต้องวิ่งโร่ไปหาคอห่านเสียแล้ว…

:o: ที่พักบน Kinabalu :o:

10/02/2009 10:41
Posted by hotduckz in Kinabalu

หลังจากเดินกันมาตั้งแต่เช้า คุณก็จะมาถึงที่พักในเวลาบ่ายๆ ซึ่งเราจะยังไม่สามารถเดินขึ้นถึงยอดในช่วงนี้ได้ เพราะว่ากว่าจะไปถึงมันใช้เวลาอีกราวๆ 4 ชม. คงจะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว อากาศบนที่สูงขนาดนั้นคงจะไม่เหมาะกับ ‘สิ่งมีชีวิต’ อย่างแน่นอน

ช่วงนี้คุณจะต้องไปนอนพักผ่อนก่อนจะออกเดินทางในช่วงตีสอง

ครับ ตีสอง


หน้าตาของ Laban Rata

ที่พักบนนี้ จะเป็นห้องพ้กเล็กๆ มีพื้นที่ให้นิดหน่อย มีเตียงแบบขนาดพอดีคน สองชั้น ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว โดยตอนที่ผมไปจะมีทั้งหมด 4 หลัง คือ Labanrata, Gunting, Warus ส่วนอีกหลังนึงผมจำไม่ได้แล้ว โดยแต่ละหลังจะมีครัวและห้องน้ำให้เรียบร้อย ห้องน้ำก็ไม่ต้องกลัวครับ มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ ก็ที่นี่มันหนาวมากๆ อุณหภูมิกลางวันต่ำกว่า 20 องศา

เรื่องอาหารการกินนั้น เราจะเดินมาสั่งทานได้ที่ Labanrata ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากบ้านหลังอื่นๆ พอสมควร

เรื่องราคานี่ก็ไม่ต้องพูดถึง ‘แพง’

:o: ทิมโปฮอน :o:

04/03/2008 04:33

เอาหล่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงแล้ว

เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้ว เราจะไปถึงกันตอนเย็น และที่สำคัญเราต้องเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนค้างบนนั้นด้วย เนื่องจากที่นี่สูงมาก จนเดินกันวันเดียวไม่ถึง ต้องเดินไปพักตอนเย็น และค่อยออกเดินทางต่อในตอนตีสอง

ส่วนค่าลูกหาบนั้นผมจำไม่ได้แล้ว จำได้ลางๆ ว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ อยากให้เมืองไทยขึ้นค่าลูกหาบเหมือนกัน คนจะได้ไม่แห่กันไปช่วยทำลายธรรมชาติ โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา นอกจาก “กูมีความสุขว้อย” ไรเงี้ยะ :P

 
Timpohon Gate

พวกเราออกสตาร์ทกันแปดโมงเช้า มีไกด์ร่วมเดินทางด้วยสองคน คนแรกจะเป็นคนนำ ส่วนอีกคนจะคอยเดินปิดท้าย รับประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เราแต่ละคนก็มีสัมภาระติดกันไปคนละนิด ละหน่อย มีแต่ผมนี่แหล่ะครับ ที่แบกกระเป๋ากล้องหนักเกือบสิบกิโลขึ้นไป ทั้งๆ ที่กดชัตเตอร์ระหว่างทางไปแค่ราวๆ สิบกว่าภาพ เพราะฟิล์มมันแพง…

Carson's Waterfall
 
Timpohon summit trail

ตอนแรกผมเดินไป ร้องเพลงไป พลันสายหมอกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เมื่อบรรยากาศพาไป เจ้าน้ำตาก้อร่วง แหมะๆ เพราะเหตุอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่น่าจะลืมไปแล้ว เช่น การถูกผู้หญิงหลอกว่ารัก แต่ถึงเวลาเจอสิ่งที่ดีกว่า เขาก็ทิ้งเราไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง นี่แหล่ะสันดานมนุษย์ที่ยังไม่เจริญ มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์กูชิ่ง เห็นเราเป็นเปลือกท็อฟฟี่หรือแค่ขวดน้ำพลาสติก ทานเสร็จแล้วก็ขยี้ทิ้งข้างทาง… ส่วนอีกใจนึงของผมก็นึกไปว่า ‘กรูตายแน่ เพราะแค่เริ่มเดินมันก็รู้สึกว่าลำบากแล้ว’ แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทาง แม้แค่เป็นเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้ผมลืมฝันร้ายในครั้งนั้นไปได้ และจากวันนั้นผมก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นเลยตลอดจนวันนี้ก็ตาม…

ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไม ใครๆ ก็บอกว่า ไปภูกระดึง ถ้ายังไม่มีแฟนก็จะได้แฟนกลับมา…

แต่ผมไม่ได้แฟนกลับมาหรอกนะ หุหุหุ

เจ๊หน่อยและ Pokdok Paka

เป็นไงภาพนี้ฟิล์มไดนามิคเร้นจ์ดีมากไหม๊???

ที่นี่ ระหว่างทางจะมีศาลาพักใจ เขาจะเรียกว่า “พอนด็อค” ในภาพที่เห็นคือ Pondok Paka อยู่สูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือเกือบจะถึงยอดดอยอินท์แระ ว่าแต่เคยไปนอนยอดดอยอินท์กันยัง อิจฉาผมป่าว โดยตรงยอดดอยอินทนนท์นี่เขาเป็นพื้นที่ทหารนะครับ ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปนะ อิอิ

พอเดินมาถึงความสูงระดับนี้ได้ ก็เริ่มจะสบายแล้ว เพราะทางไม่ค่อยชันสักเท่าไหร่ แต่ต้องเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ที่นี่มีนกที่หาดูได้ยากในบ้านเราหลายชนิดเลย แล้วก็่ไม่ต้องเอากล้องส่องทางไกลมาให้หนักนะครับ เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ในแถบนี้ไม่กลัวคนเลยแถมยังชอบออกมาเสนอหน้าด้วยอีกต่างหาก ถ้าเราไม่เดินแหกปากโวยวายอ่ะนะ มาอยู่ใกล้ๆ เราถึงขนาดว่าถ่ายภาพได้เต็มๆ เฟรมเลย แต่พอดีผมใช้กล้องฟิล์มเลยไม่ได้ถ่ายมา

อ้อ เวลามาปีนคินาบาลูนี่ เขาจะให้บัตรห้อยคอมาด้วย มีหมายเลขประจำกลุ่มและประจำตัว เอาไว้เช็คว่ามากันครบหรือเปล่า? และต้องนำติดตัวไปตอนขึ้นยอดด้วย เพราะจะมีการเช็คชื่อที่ด่าน Sayat Sayat ซึ่งเป็นจุดตรวจสุดท้าย ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้เช็คชื่อที่นี่ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใบประกาศจากทางอุทยานนะครับ

ปล. ขอบคุณภาพถ่ายโดยกล้อง Canon A510 ของนู๋แนน และฝีมือน้าแซคครับ ยกเว้นภาพ Pondok Paka ใช้เลนส์ Nikon AF 20 mm. f/2.8 กล้อง Nikon FM2 ฟิล์มสไลด์ Kodak E100VS

:o: บ้านพักที่ทิมโปฮอน :o:

03/03/2008 00:10

เมื่อวานเล่าถึงที่พวกเรามาพักบ้านพักที่อช. คินาบาลูแล้ว โดยเราเลือกขึ้นคินาบาลูทางทิโปฮอร์นกัน โดยเราจะค้างที่นี่กันสองคืน โดยแต่ละเช้าที่เราตื่นขึ้นมานั้น เราจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ ณ. ที่ใดในโลก ดังภาพนี้


ครับ ตื่นขึ้นมาก็เห็นไอ้นี่อยู่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จนผมอยากจะกลับไปอยู่ตรงนั้น ไปแต่งงานกันบนยอด… เอ๊ย!! อยากกลับไปเอากล้องดิจิตอลไปทำในสิ่งที่กล้องฟิล์มไม่สามารถทำได้อีกหลายร้อยภาพ แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสอีกหรือเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ชีวิตคนเราเลือกได้ซะที่ไหนกัน

วันแรกหลังจากถึงเราก็เริ่มเอาอาหารทะเลออกมาชำแหล่ะกันเลย ต้นคุงนั้นซื้อหอยแครงมาตัวเบ้อเร้อ เห็นบ้านเราเรียกหอยแบบนี้กันแบบเมื่อได้ฟังแล้วต้องรู้สึกสยิวกิ้วว่า “หอยคราง” ไอ้เราได้ยินก็อยากถามว่า ที่หอยมันครางอ่ะ หอยมันครางแบบไหน? หอยมันครางกระเส่าหรือเปล่าพี่ แต่ก็เกรงใจ กลัวจะต้องเจอกับหอยบินพิฆาตเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน

แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่า “เห็น…” เอ๊ย!! “หอยเหม็น” นะครับ…

(read more » )

Next Page »