09/11/2007 00:56
หลังจากที่เราล่องเรือมาจนถึงจุดที่ต้องเดินเท้าต่อ เราก็เดินทางเข้าไปสู่น้ำตกป่งป๊งกันด้วยเท้าเปล่าที่มีรองเท้ารองรับกันเป็นเวลา 5 ชม. ระหว่างทางเราจะพบกับอารยะธรรมต่างๆ เช่น ชาวบ้าน กระท่อม นาข้าวมากมาย และต้องเดินข้ามลำห้วยไม่ต่ำกว่าสิบห้วย เล่นเอากางเกงต้นคุงตูดขาดไปเรยทีเดียว
กิจกรรมทั้งหมดจะเป็นการเดิน เดิน และก็เดิน อากาศวันนั้นไม่ร้อนสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับตอนที่ผมไปเขาช้างเผือก อากาศนั้นร้อนมากๆ แต่พวกเราก็ยังเดินไปไม่ทันตั้งแค๊มป์แรก เพราะว่าลุงชูพาเดินไปผิดทาง เสียเวลาไปนิดหน่อย (จริงๆ เราเลทกันตั้งแต่เช้าแล้วแหล่ะ เหอ เหอ เหอ) ทริปแบบน้ำตกนี่ ผมชอบจะใส่รองเท้าที่เรียกว่า ‘สตั๊ดดอย’ มาเที่ยว รองเท้าแบบนี้ต้องใช้ความชำนาญในการใส่นิดนึง ต้องมีการดัดแปลงเพื่อให้ไม่กัดเท้าด้วยนะ (ใช้มีดปาดบางส่วนออก) แต่รองเท้าแบบนี้ก็น่ารำคาญอยู่อย่างนึงตรงที่เวลาที่หินเข้ารองเท้า แล้วหยุดเดินไม่ได้นี่มันจะทรมานมากทีเดียว ลุงชูแกบอกว่าอาการนี้ คือ ‘ระเบิดเข้ารองเท้า’
ระหว่างทางก็ค่อนข้างจะโหดสักหน่อย อย่างข้ามน้ำนี่ก็สนุกเรียกความบันเทิงได้มากทีเดียว เพราะว่าน้ำแรงมาก ต้องมีการขึงเชือกระหว่างฝั่งทั้งสองฝั่งเพื่อให้พวกเราข้ามไปได้อย่างปลอดภัย บางทีก็มีการเดินทางข้ามลำน้ำผ่านขอนไม้กันหลายรอบ เรียกว่าร่วงกันไปหลายคน แต่ขอโทษนะครับ น้าเป้ดไม่ร่วงสักครั้ง เพราะน้าใช้วิธีไถตูดไปกับขอนไม้นั่นเอง ไม่ต้องอายหรอกครับ แถวนี้ไม่มีปาปารัสซี่ อิอิ
แต่เป็นที่น่าเสียดาย พอไปถึงแค๊มป์ผมก็ไม่สบายซะแระ เพื่อนๆ ก้อเลยไปถึงน้ำตกกัน แต่ผมก็นอนพักอยู่ที่นั่นหน่ะแหล่ะ ไม่ได้ไปไหนเรย เพราะเดี๋ยวจะไม่มีแรงเดินกลับ
จบแระ :P
29/10/2007 00:52
และแล้วเราก็เจอพี่ๆ เขาจนได้ พี่ๆ เขาโผล่มาอย่างไรผมจำไม่ได้แล้วหล่ะ แต่สุดท้ายพวกเราก็ได้ออกเดินทางกัน ก่อนจะเดินทางพี่ๆ เขาก็บอกว่าช่วงนี้ “น้ำใหญ่” ไอ้ผมฟังทีแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่พอไปเห็นน้ำจริงๆ เข้านี่ โอ้… น้ำใหญ่จริงๆ ลูกใหญ่และแรงมากๆ เลย
พวกเราแบ่งลงเรือกันไปประมาณลำละสามคน เพราะเรือเป็นเรือท้องแบนลำเล็กๆ เท่านั้น เรือลำใหญ่กว่านี้ผมว่าไม่น่าจะล่องน้ำรันตีได้ ระหว่างทางเราพบกระแสน้ำที่ดูอันตรายหลายที่ น้ำก็สาดกระซานเซ็นขึ้นมาเป็นระยะๆ เสียดายที่ผมกลัวกล้องจะเปียกเลยไม่ค่อยได้ถ่ายภาพอะไรสักเท่าไหร่ แต่งานนี้ไม่มีใครไม่เปียกเลยสักคน…
พวกเราล่องเรือกันไปเรื่อยๆ ดูแล้วชักเริ่มเบื่อเหมือนกัน แต่ทันใดความเบื่อหน่ายก็จางลงนิดหน่อย เพราะพวกเราต้องขึ้นฝั่งเพื่อแบ่งคนลงไปรอก่อน เนื่องจากน้ำข้างหน้านั้นเชี่ยวมาก หากไปลำละสามคนนั้นเรืออาจจะเอาไม่อยู่ได้ แต่นั่นก็ยังไม่ระทึกใจเท่า… มีอยู่แก่งหนึ่งเป็นทางลอดเล็กๆ ระหว่างซุ้มต้นไม้ ไม่รู้ทำไมดั๊นมีไม้ไผ่มาขวางอยู่กลางทางพอดี พอเรือของเราแล่นผ่านไม้ไผ่ไปสักพัก ปรากฎว่า ‘เครื่องยนต์ดับ’ เท่านั้นแหล่ะครับ พี่คนที่เป็นคนขับเรือถึงกับวิ่งทั่วลำเรือทีเดียว เพราะว่าถ้าหากเราถูกกระแสน้ำพัดต่อไปเรื่อยๆ เรืออาจจะคว่ำได้ เพราะอีกประมาณสิบเมตรก็จะมีแก่งน้ำขวางทางเราอยู่
“จับต้นไม้ไว้ๆ” พี่คนขับเรือตะโกน น้าเป็ดกับยุ้ยรีบจับต้นไม้ไว้อย่างเร็วรี่ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพวกเราจะกลายเป็นที่จดจำของเพื่อนๆ กันไปอีกนานทีเดียว แต่… จับไปก็เท่านั้น เพราะพี่เค้าสตาร์ทเครื่องไม่ติดสักที เรือของเพื่อนๆ เราก็ผ่านไป ลำแล้ว…. ลำเล่า… ลำแล้ว… ลำเล่า… สุดท้าย เพื่อนๆ ก็ได้เห็นน้าเป็ดเกาะกิ่งไม้หนึบๆ กันหมดทุกคนเรย 
พอผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ พวกเราก็ไปเกยฝั่ง ขึ้นเป้ และเตรียมตัวเดินเท้าต่อ อีกประมาณห้าชม.!!
24/10/2007 05:26
ป่งป๊ง - รันตี เป็นชื่อของทริปที่ใครเป็นคนตั้งขึ้นมาผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน มาทราบจากคนพื้นที่ว่าป่งป๊งและรันตีเป็นชื่อของสายน้ำ โดยทั้งสองชื่อนี้ภาษามอญโบราณ พี่เขาก็ไม่ทราบคำแปลเหมือนกัน
ป่งป๊งเป็นสายน้ำที่เท่าที่ผมฟังมา นักเดินทางผู้ไปบุกเบิกต้นน้ำแห่งนี้ก็คือ ‘น้าโอ๊สต์ นักเดินทาง’ ส่วนตัวผมเข้าไปก็เพราะคิดว่าตัวเองจะไปถ่ายภาพที่นั่นและได้ภาพน้ำตกป่งป๊งที่สวยที่สุดออกมา ฮี่ฮี่ฮี่ (หัวเราะแบบกองโจร)
พวกเราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ก็ช่วงราวๆ ดึกๆ สักสี่ห้าทุ่มเห็นจะได้ โดยไปกันทั้งหมดราวๆ สิบกว่าคนแบ่งเป็นรถกระบะสองคัน ระหว่างทางเราก็ขับกันไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่รีบ ไม่เร่งอะไรมากนัก แต่ไปถึงสังขละบุรีก็ราวๆ ตีสี่ เลยต้องแวะนอนกันที่วัด… วัด.. วัดอะไรหว่า? ว่าแล้วผมก็เอ็มไปหาท่านประธานก็ได้ความกลับมาว่าเรานอนกันที่วัดวังก์วิเวการาม หรือวัดหลวงพ่ออุตมะ จนตะวันรุ่งพวกเราจึงได้ออกไปเดินเที่ยวสะพานมอญเพื่อชมทิวทัศน์ที่แสนจะงดงามของแม่น้ำซองกาเลียในยามเช้าตรู่กับสะพานมอญอันเก่าแก่และมีมนต์ขลังกันอย่างยิ้มแย้มก่อนที่จะไปสลดที่ป่งป๊งและรันตี อิอิ
หลังจากผ่านเช้าอันแจ่มใสที่สังขละบุรีแล้ว พวกเราก็เริ่มต้นออกเดินทางกันต่อ เพื่อไปยังหมู่บ้านกองม่องทะ โดยชื่อหมู่บ้านนี้จะมาจากที่บริเวณนี้คนสมัยก่อนจะเรียกว่ากองม่อง ซึ่งจุดที่ตั้งหมู่บ้านเป็นจุดที่สายน้ำสองสายมาปะ ‘ทะ’ กันพอดี หมู่บ้านนี่จึงมีชื่อเรียกว่า “หมู่บ้านกองม่องทะ”
ระหว่างทางเราก็คุยกันไปอย่างสนุกสนานเฮฮา แต่เมื่อมาถึงก็ต้องสลดกันถ้วนหน้า เพราะว่าพี่ที่เป็นคนนำทางนั้นไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง สืบได้คนเดียวว่าไม่สบายอยู่ในตัวเมืองสังขละ…
17/07/2007 16:13
คราวที่แล้วผมมาถึงแคมป์โดยสวัสดิภาพแล้ว ต่อไปพวกเราก็จะต้องเดินทางสู่ยอดเขาช้างเผือกกัน ทางขึ้นนั้นค่อนข้างจะเดินทางได้ลำบาก เพราะค่อนข้างจะสูงชัน สุดท้ายก่อนจะถึงยอดเขานั้นจะมีปราการดับฝันของนักท่องเที่ยวอยู่ มันคือ “สันคมมีด” อันลือลั่นนั่นเอง
สันคมมีด ถูกเรียกตามลักษณะของมัน ก็คือ มันเป็นช่วงสันเขาที่สอบจนแคบ ดูเหมือนคมมีด จากรูปของคนอื่นที่เค้าถ่ายกันมา มันทำให้ผมเสียวมั่กๆ เพราะถ้าตกลงไปถึงรอดกลับมาก็คงเซ็นต์พินัยกรรมไม่ไหวอย่างแน่นอน

“ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม เพราะติ๋มคนเดียวที่ทำให้หวั่นไหว
มีติ๋มคนเดียวเป็นหนึ่งในดวงฤทัย ไม่เคยรักใคร รักใครเท่าติ๋มเลย”
ผมร้องเพลงนี้ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็น “สันคมมีด” เพราะแค่ทางขึ้นสันคมมีด ก็ทำให้ผมป๊อดต้องนั่งรอเพื่อนๆ อยู่ตรงทางขึ้น ปล่อยให้ชาวแก๊งค์สีรุ้งที่เหลือ ขึ้นไปสู่ยอดเขาช้างเผือกกัน โดยมีผม, ยุ้ยและแนนจัง ที่ต้องนั่งจุมปุ๊กกันอยู่ตรงนั้นหน่ะแหล่ะ ไว้คราวหน้าค่อยมาแก้มือดีกว่า (ซะงั้นหล่ะ, อ้อ ป๊อด = ปอดแหก)
เอ่อ คือว่า ‘ป๊อด’ เนี่ยเป็นนักร้องนำวง “โมเดิร์น ด็อก” เจ้าของเพลง ‘ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม‘ นี่แหล่ะ แบบว่างานนี้ผมทั้งปอดทั้งติ๋มเรยทีเดียว แต่เอาน่า มีคนเอาชีวิตไปทิ้งที่ Everest ตั้งหลายคนก็เพราะไม่ยอมทำความรู้จักกับตัวเองนี่แหล่ะ… (อิอิ, ปลอบใจตัวเองมานาน แอบรอคอยเธอก็รู้… ซะงั้น)
(read more » )
15/07/2007 23:02
จริงๆ ทริปนี้ผมไปมาก่อนไปอุทยานแห่งชาติป่าหินงามมาอาทิตย์นึงนะ เพียงแต่ว่ามันมีเรื่องทำให้ผมไม่อยากเอาเรื่องที่ผมไปเขาช้างเผือกมาเล่าให้ใครฟังสักเท่าไหร่นัก (เพราะเดี๋ยวจะฮาจนเสียจริตได้) โดยทริปนี้ใครเป็นต้นคิดผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เพราะผมเป็นชาวเกาะ คือ ‘ใครจะไปไหน ตรูขอเกาะไปด้วยคน…’

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณสาม-สี่ทุ่มได้มั้งครับ ก็ไม่รีบไม่ร้อนกันสักเท่าไหร่ เมืองกาญจน์ก็อยู่ใกล้แค่คืบเดียว จริงๆ กาญจนบุรีนั้นมีที่เที่ยวเยอะมาก เพียงแต่ว่าหลายคนอาจจะมองข้ามไปเท่านั้นเอง (ที่พูดอย่างนี้ ปีหน้าผมจะไปสมัครเป็นผู้ว่าฯ แถวๆ กาญจน์, เจ๊ยยยย) พอผ่านตัวเมืองก็ราวๆ เที่ยงคืนได้ (มั้ง) ก็แวะกินต้มขาไก่หรือไงเนี่ยกัน โดยร้านยังมีอาหารตามสั่งอีกด้วย และร้านนี้ตั้งชื่อได้ถูกใจผมมาก ชื่อร้านว่า “อ้อม ตีนไก่” รสชาติอาหารถือว่าดี แต่สั่งข้าวแล้วมาช้าทุกครั้งเลย ไม่รู้เป็นวิธียั่วให้ลูกค้าโมโห ลูกค้าจะได้หิวมากๆ หรือเปล่า (ขำๆ นะครับ, แต่จริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็โมโหน่าดูทีเดียว ซัดข้าวไปสามหรือสี่เห็นจะได้)
(read more » )