30/10/2008 19:47
ในเมืองไทยผมว่าเมืองเชียงใหม่ครับ
จริงๆ เอ๊า ถึงผมไปอยู่เชียงใหม่ได้แค่ไม่กี่อาทิตย์ก็ตาม (นับรวมจากที่เคยไปทั้งหมดนะ) แต่ผมก็เคยเห็นคนไปเที่ยวนั่น เที่ยวนี่มาทีละหนสองหน เขายังวิจารณ์ที่เที่ยวนั่นได้อย่างเผ็ดร้อน คนที่นั่นอ่านแล้วคงนอนไม่หลับแน่นอน แต่นี่ผมแค่เล่าให้ฟัง และสรุป (เอ… มันไม่วิจารณ์ตรงไหน?)
ปรกติแล้วผมไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ออกถนนนัก แถมล่าสุดที่เคยขี่ก็ตอนอายุแค่หลักสิบปลายๆ ตอนไปทริปมอเตอร์ไซค์ครั้งแรกในชีวิตครั้งนั้น ผมอายุสามสิบเอ็ดแล้ว รถก็ไม่เคยขับครับ แต่ตลอดสิบวันแม่ฮ่องสอน - ปางอุ๋ง - ปาย - เชียงราย - เชียงใหม่นั้นผมต้องใช้ชีวิตอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์ตลอด เรียกว่าตอนลงจากรถนี่แทบจะเดินตัวตรงไม่เป็น ต้องงอเข่า + ยกแขนและกำมือเดิน ตอนไปเที่ยวที่อื่นๆ นั้นผมไม่เคยมีปัญหาอะไร ส่วนมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการขับขี่นั้นผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ไปถึง ระหว่างจังหวัดใช้นั่งรถทัวร์เอา
เชียงใหม่ที่ว่าวุ่น นอกจากด้วยผังเมืองที่ดูแล้วไม่อำนวยต่อการจราจรนัก และก็เพราะช่วงเวลาหลังเลิกงานคนในเชียงใหม่นั่นเยอะมาก เรียกว่าถนนหลายสายจะเต็มไปด้วยรถ ปรกติแล้วถ้าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนจะขับรถกันดีทุกคน (ยกเว้นรถแดงที่ยังรักษาความคงเส้นคงวาในการขับขี่; เป็นรถที่ควรระวังเมื่อขับตามหลัง) แต่ถ้าเป็นช่วงรถว่างๆ ก็ระวังกันหน่อย เพราะเขาจะขับแบบสบายๆ เคยเจอโฟล์คเต่าขับคุยมือถือ ช้าตามชื่อรถ แต่พอผมจะแซง พี่แกกลับไม่ยอมขับรถปาดหน้าซะอย่างนั้นก็มี เสียดายรถมันวิ่งเร็วไม่งั้นจะจอดถ่ายวีรกรรมพี่ไว้สักหน่อย
แต่อีกเรื่องมันก็ความผิดไอ้ผมนี่แหล่ะครับ ด้วยความที่มาถึงเชียงใหม่แล้วเห็นว่าเป็นเมืองเลยไม่ได้เลือกเอารถดีๆ มาขี่ ดันเอารถเก่าๆ มาขี่เพื่อประหยัดงบ นี่คุณคงพอเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น???
ใช่แล้วหล่ะ เวลาผมขี่มันมักจะมีปัญหาเสมอ…
เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งหน้ากาดสวนแก้ว ผมกำลังจะขี่รถไปกินข้าวหลังมช. ครับ ไม่รู้ผมไปทำท่าไหน? วิ่งอยู่ดีๆ รถมันเข้าเกียร์ว่างเฉยเลย พลันก็มีเสียงสาบแช่งขึ้นมาจากรถคันข้างหลังทันที “ไอ้สัตว์ @#$% #^& &**()@” อ่าว เหี้ยอะไรของมันเนี่ย รถมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ กูยังไม่รู้เลย ปรากฎว่าผมก็เลยต้องจอดพัก แต่มองหน้าไอ้ไร้น้ำใจนั่น มันก็เฉย เลยปล่อยไอ้นั่นไปก่อนแบบว่าขอหยุดเสพย์ความทรงจำอันแสนประทับใจที่มีต่อคนเชียงใหม่เก็บเอาไว้สักหน่อย…
พอถึงหลังมช. ก็อึ้งย้งเล็กน้อย มอเตอร์ไซค์จอดกันเป็นแพยาว ที่เสียบรถเข้าไปแทบจะไม่มี เรียกว่าแน่นจนถ้ามีรถคันไหนล้มสักคันหนึ่ง ผมว่ามันจะต้องเกิดโดมิโน่มอเตอร์ไซค์ครั้งยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน…
อ้อ ที่หลังม. อาหารอร่อยครับ ที่ชอบๆ เลย คือ ข้าวต้มฟรีนี่แหล่ะ :)
แต่กับข้าวซื้อนะ, ทำอร่อยดีครับ
อีกครั้ง คราวนี้ผมไม่ได้โดนด่า หลังจากกลับมาจากมช. กำลังรอจะกลับรถอยู่ ในขณะที่รถวิ่งกันติดๆ ด้วยความเร็วสูงพอสมควรก็มีรถ CR-V คันหนึ่ง เจ้าของคุยโทรศัพท์มือถือมาแต่ไกลทำให้ขับช้ากว่าชาวบ้านเขาแบบเห็นๆ เลย ยิ่งถ้าคุณมารออยู่แยกนั้นได้สักระยะอย่างผมจะเห็นแบบว่าแจ่มมากๆ ว่ามันทิ้งคันหน้าเป็นสิบเมตร แต่คันอื่นเขาขับจ่อกันแทบเอาหน้าติดตูด ทันใด ไอ้กะบะคันทางขวามือผมเห็นช่องอย่างนั้นมันก็รีบเสียบเลยครับ แต่มันไม่พ้น ไม่ชน แต่ก็ตัวโก่งหล่ะครับ และแทนที่ไอ้ CR-V นั้นจะเฉยๆ เพราะมันหน่ะแหล่ะช้าเอง มันกลับเปิดหน้าต่างมาตะโกนด่า “ไอ้ควาย” ทั้งๆ ที่มือของเขาเองยังถือโทรศัพท์อยู่ แต่จริงๆ ผมว่าไอ้ CR-V นี่ผิดเต็มๆ เพราะคนขับรถกะบะนั้นเป็นผู้หญิง!! ถ้าจะด่าต้องด่าว่า “อีควาย” ต่ะหากหล่ะ :P
เรื่องนี้ผมคงจำไม่รู้ลืม เพราะเหมือนโดนด่าเอง เนื่องจากมันจอดรถด่าตรงหน้ารถผมพอดี
เสียดายกล้องวิดีโออยู่ในเป้ แต่เหตุการณ์นั้นทำให้ผมอยากได้มือถือที่บันทึกวิดีโอได้เลยทีเดียว
เพราะมันหน้าด้านดี, ฮา
พอดีกว่า ถึงอยากระบายความไร้น้ำใจของคนแค่ไหน แต่ผมก็เมื่อยมือแล้ว 555+
อ้อ มีวิดีโอทริปที่ว่าสิบวันมาฝากด้วย ความยาว 5 นาทีครับ –> คลิ๊ก!!
17/04/2008 17:06
เกาะสีชังเป็นเกาะไม่เล็ก ใหญ่พอตัว อยู่ในจังหวัดชลบุรี การเดินทางไปยังที่นี่นั้นไม่ยากลำบากนัก เพราะว่าเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถ้าขับรถไปเองก็เลยหนองมนไปแป๊บเดียว แต่ถ้าไปรถโดยสารคุณก็สามารถเดินทางจากเอกมัย ไปลงยังโรบินสันศรีราชา และต่อสามล้อไปท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือไปยังเกาะสีชังได้เลย ค่าเดินทางไปกลับไม่เกิน 400 บาท ผมก็เลือกเดินทางทางนี้เพราะบ้านยากจน

เกาะสีชัง มีสัญลักษณ์ประจำเกาะก็คือ “กระรอกขาว” ซึ่งจะหาดูได้ตามป้ายถนน ทุกๆ ป้ายถนนจะมีกระรอกขาวเกาะอยู่ เพราะเขาทำไว้เป็นสัญลักษณ์ แต่ถ้าใครอยากดูกระรอกขาวจริงๆ ที่สีชังนี่ก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่เขาจะออกมาให้เราเห็นเป็นเวลาก็คือ เวลาหกโมงเช้า และหกโมงเย็น ส่วนสถานที่ ที่พบกระรอกขาวได้ง่ายก็คือระหว่างทางไปแหลมงู เลยท่ายายทิมไปหน่อยนึง เขาจะมีอาหารมาวางล่อเจ้ากระรอกขาวนี้อยู่เป็นประจำ ช่วยกันดูแลด้วยนะครับ
ที่เกาะสีชังนี้ ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีไม่มากนัก แต่ก็น่าสนใจไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ ดังนี้ :-
- พระราชวัง สมััยรัชกาลที่ 5 มาแล้วอย่าลืมแวะ เชื่อผม
- ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ คือ จุดที่ผมถ่ายภาพพานอรามามา
- ช่องเขาขาด จุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยมที่สุดบนเกาะ
- แหลมงู จะเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด (ในความคิดของผม) แต่ไกลที่สุดบนเกาะ
- หาดถ้ำพัง เป็นหาดเดียวที่สามารถลงเล่นน้ำได้ บรรยากาศเหมือนบางแสน, ชะอำ แต่น้ำสะอาด ใส มีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นหลายอย่าง ตกเย็นสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย
ที่นี่ถ้ามีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว
โดยบนเกาะ ผมแนะนำให้เรียกรถสกายแลปเอาจะสะดวกที่สุด แต่บนเกาะก็มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย ชม.ละ 80 บาท เหมาทั้งวัน 250 บาท ค้างคืน 300 บาท ผมว่าขี่มอเตอร์ไซค์นี่ก็โอเคนะ ถ้ามากันแค่คน-สองคน ถ้ามาเยอะกว่านี้สกายแลปดีกว่า
ส่วนสถานที่พัก เราสามารถหาที่พักได้มากมายหลายที่ สนนราคาก็ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป การกางเต๊นท์เราสามารถกางเต๊นท์นอนได้ที่ช่องเขาขาด ซึ่งผมไม่แนะนำเพราะว่าจะมีคนมาตกปลาประจำ รับรองไม่ได้นอน อิอิ หรือจะกางตรงหาดถ้ำพังก็ได้ แต่ที่นีผมยังไม่เคยไปกางเหมือนกัน
ส่วนอาหารการกิน ถ้าจะประหยัด และจะเอาอร่อยด้วย ผมแนะนำร้านขายอาหารตามสั่งข้างซอยวัฒนา (อยู่ใกล้ๆ ท่าเรือเลยครับ) เมนูมีไม่กี่อย่าง เท่าที่นึกออกจะมี ข้าวขาหมู, หมึกผัดไข่เค็ม อ้อ หมึกผัดไข่เค็มอร่อยมากๆ ขอบอก, ปลาอินทรีย์ผัดฉ่า อันนี้ก็อร่อย แต่แนะนำให้สั่งราดข้าวมาดีกว่า ผมกินอยู่สองวัน วันสุดท้ายสั่งเป็นกับข้าวมา ทำไมรสชาติไม่เหมือนเดิมก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ
เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลาไม่มาก แต่อยากติดเกาะ ที่สีชังนี่ถือว่าเป็นที่ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ
15/04/2008 06:50
จริงๆ การขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนั้นไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมอยู่ว่างๆ เลยอยากจะบ่นออกมาบ้าง ก็แค่นั้นเอง อิอิ แต่จริงๆ ผมว่ามันก็น่าจะช่วยให้การปฎิบัติจริงนั้นง่าย และสนุกขึ้นนะเออ
การขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกๆ ผมแนะนำสถานที่ยอดฮิตกันก่อนเลย ก็คือที่ “ปาย” ทำไมถึงต้องเป็นที่ปาย? ก็เพราะว่าที่ปายนั้นทางค่อนข้างจะสะดวก และสถานที่เที่ยวในแต่ละที่นั้นก็ไม่ไกล เช่น วัดน้ำฮู, น้ำตกหมอแปง (เดี๋ยวนี้คงกลายเป็นน้ำตก “หมอไม่ได้แปลง” แล้ว เพราะมีการสร้างอะไรขึ้นมากั้นน้ำก็ไม่รู้ ดูไม่สวยเลย จากเดิมที่ไม่สวยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้แย่ขึ้นไปอีก…) แถมนักท่องเที่ยวก็เยอะ ถ้ามีปัญหาอะไรคงไม่ต้องนั่งแกร่วอยู่คนเดียว พอขี่จนคล่องแล้ว ผมว่าที่อื่นก็จะง่ายขึ้น หากเราไปขี่ที่ยากๆ ก่อน คราวนี้แหล่ะ บางทีจะเข็ดไปเลย ไม่อยากขี่อีกแล้วเพราะมันไม่สนุก…
จริงๆ ผมอยากแนะนำให้ไปขี่ที่เชียงของก่อนนะ เพราะว่าเป็นทางเรียบ ที่พักก็ถูกมากๆ เพียงแต่ว่าที่นี่ไม่ค่อยต้อนรับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ อย่างมอเตอร์ไซค์นี่เขาก็ดุเหมือนไม่ค่อยอยากให้คนไทยเช่า เหมือนบางร้านที่เชียงใหม่เลย เพราะว่าเคยมีเหตุลักรถเกิดขึ้นบ่อยๆ (มันใกล้ชายแดน, ลักกันง่าย)
ระดับต่อไปที่น่าจะไปขี่กันก็คือ เกาะสีชัง, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่ ฯลฯ เชียงใหม่นี่โหดสุด เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละที่นอกเมืองนั้นไกลมาก ผมไม่แนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนอกเมืองเลย เดี๋ยวจะดำกันหมด ส่วนในเมืองก็รถราควั่กไขว่ และแนะนำว่าถ้าเจอรถแดงอยู่ข้างหน้าให้รีบชะลอ อย่าจี้เด็ดขาด เพราะเขาขับรถกันแบบไม่สนใจอะไรสักเท่าไหร่ครับ ส่วนแม่ฮ่องสอนนั้นก็ขี่สบายเลย ที่เที่ยวแต่ละที่ไกลเหมือนกัน แต่ว่ารถค่อนข้างน้อย ทางชันมีบ้างแต่ไม่ยาก และถ้าจะหัดขี่ขึ้นลงทางชัน หัดที่เกาะสีชังเลยครับ ขี่ได้รอบเกาะแบบสบายๆ แล้วหล่ะก้อ ทางชันที่ไหนก็ไม่ทำให้เราหวาดเสียวได้หรอก
พอผ่านสถานที่ดังกล่าวไปแล้ว ผมแนะนำที่นี่เลย…
ปางอุ๋งครับ ทางค่อนข้างจะชัน และยากเป็นบางช่วง แต่ถ้าผ่านที่นี่ไปแล้ว ก็ถือว่าคุณเป็นสุดยอดเด็กแว๊นซ์คนหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าใครไม่ชัวร์กลัวไม่รอด ก็ลองขี่ขึ้นพระธาตุดอยสุเทพฯ ก่อน ถ้าที่นี่สบายๆ ไม่มีอะไรทำให้การขี่ติดขัดหล่ะก้อ ปางอุ๋งนี่สบาย
อืม… แต่ถ้าใครชอบขี่รถลุยโคลน ผมแนะนำให้ลองไปนอนที่ปายสักสองคืน และเช่าบ้านที่ CountrySide ที่นี่ช่วงหน้าฝนทางดินจะแฉะมาก ถ้าไม่ชำนาญ รับรองกลิ้งแน่นอน แต่ผมรับประกันความมันส์ อิอิ
ส่วนระดับโหดหิน ที่ว่ามือใหม่ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์ที่นั่นเลยก็คือ “เกาะเต่า” ที่นี่ทางโหดร้ายมาก ทั้งชัน และทางหลายที่เป็นทางทราย ทรายครับ ไม่ใช่ลูกรัง เบรคยังไงก็ไม่อยู่ ต้องเบรคแบบค่อยๆ เบรค และถ้าเป็นคนตื่นเต้น-ตกใจง่าย ผมว่าต้องมีกลิ้งกันบ้าง อย่างผมไปขี่มาหลายที่แล้ว ก็เพิ่งจะมาล้มที่นี่เป็นครั้งแรก แผลยังไม่หายสนิทเลยนะเนี่ย!! ที่เกาะเต่านั้นสุดยอดจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้ขี่ ATV เลย แต่ค่าเช่าจะแพงกว่าเช่ามอเตอร์ไซค์เยอะเลยครับ (วันละพันบาท)
08/04/2008 23:36
หลังจากผมได้แนะนำเรื่อง “การเสียเงินขี่มอเตอร์ไซค์” ไปในตอนที่แล้วแล้ว ก็มาดูวิธีขี่มอเตอร์ไซค์กันบ้าง
อันดับแรกเรื่องการเตรียมตัว
- สุขภาพ ควรนอนให้เต็มอิ่ม เพราะการขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ นั้นอาจจะทำให้เราเบื่อ ง่วงและหลับในได้ ใครอยากจะลองหลับในระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ก็ลองดูครับ สนุกดีเหมือนกัน อิอิ
- เสื้อผ้า จริงๆ แล้วควรจะแต่งกายให้มิดชิด ไ่ม่ใช่ว่าผมไม่ชอบจะดูสาวๆ นุ่งสั้นนะครับ แต่ถ้าคุณขี่มอเตอร์ไซค์เป็นระยะทางไกลๆ นั้น คุณจะกลายเป็นคุณ “ดำลง” พุฒตาลได้ ดังนั้น เราควรจะแต่งกายให้มิดชิดสักหน่อย กางเกงจริงๆ ผมแนะนำว่าให้ใส่กางเกงยีนส์ ไม่งั้นเวลาขาไปโดนส่วนที่ร้อน อย่างท่อไอเสีย หรือว่าขี่รถล้ม รับรองครับว่าขาของคุณจะต้องหมดสวยแน่นอนถ้าไม่มีกางเกงยีนส์
- อื่นๆ จริงๆ ผมมีแว่นกระแดะ เอ๊ย!! แว่นกันแดด กับเสื้อแจ็คเกตกันลมด้วย แต่สองสิ่งนี้ไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ อีกอย่างก็คือ ถ้าเราต้องเข้าพื้นที่วิบาก หรือทางลูกรังบ่อยๆ ก็ควรใส่รองเท้าผ้าใบกันแตกฮีน (ตีนแหก)
อันดับที่สองวิธีขี่มอเตอร์ไซค์ขั้นพื้นฐาน
มือใหม่ผมแนะนำให้ขี่รถเกียร์ออโต้ครับ เพราะว่าขี่ง่าย ไม่คว่ำเพราะเปลี่ยนเกียร์ผิดแล้วอย่างนึงแน่นอน แต่ถ้าอยากขี่รถเกียร์มือ ก้อ กลับไปดูบทความเก่า ส่วนรถเกียร์ออโต้นั้นขับง่ายๆ บิดอย่างเดียว มันจะเปลี่ยนเกียร์ให้เองตามความเร็วของรถ เบรคทางซ้ายมือคือเบรคหลัง เบรคทางขวามือนั้นก็คือเบรคหน้า เวลาใช้เน้นเบรคหลังก่อน แล้วค่อยกดเบรคหน้าจะได้ไม่หกคะเมนตีลังกา ภาษานักแข่งก็ 60:40, 70:30 คือ ใช้เบรคหลังสัก 60-70% นอกนั้นก็ใช้เบรคหน้า
และรถเกียร์ออโต้ส่วนใหญ่จะต้องยกขาตั้งขึ้น และกำเบรคไว้จึงจะสามารถสตาร์ทได้
อันดับที่สามการเตรียมตัวก่อนออกสตาร์ท
เช็คคน ว่าพร้อมหรือเปล่า?
เช็ครถ ว่ามีปัญหาหรือไม่ เช่น คันเร่งค้างไหม? ติดมือไหม๊? ไฟเบรคติดหรือเปล่า? ไฟเลี้ยวหล่ะ? คอรถตรงไหม๊? เสียศูนย์หรือเปล่า? แรงดีหรือเปล่า? เช็คจากที่ร้านเลยนะครับ เพราะถ้ารถมีปัญหาอะไร บางทีอาจจะทำให้เราลำบากได้ พอเช็คเสร็จก่อนออกรถก็ตั้งกระจกมองหลังไว้ให้เรียบร้อย และควรตั้งกระจกในพื้นที่ราบนะครับ อย่าไปตั้งบนเนิน ไม่งั้นพอมาวิ่งทางราบอาจจะต้องปรับกระจกกันใหม่ (แล้วตอนแรกจะปรับไปทำไม?)
หลังจากนั้น หลายที่เราจะต้องเติมน้ำมันเอง ให้เรานำรถไปเติมน้ำมันที่ปั้มก่อนเป็นอันดับแรก น้ำมันมักจะให้เติมเบนซิน 91 ทุกอย่างเด็กปั้มทำให้ได้หมด เติมผิดเติมถูกก็ไม่เป็นไร ไม่เอาน้ำมันดีเซลมาเติมรถมอเตอร์ไซค์เป็นใช้ได้ แต่ถ้าไม่เติม 91 คุณก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด
อันดับที่สี่การให้สัญญาณ
รถนั้นจะมีไฟเลี้ยวไว้ให้ใช้ ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และต้องการบอกคันหลังว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า และไม่สามารถหยุดรถได้ ก็ให้เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาสลับกันไปมา รถข้างหลังจะได้ไม่ผลีผลามเร่งเครื่องแซงเราจนเกิดอุบัติเหตุ
และระหว่างวิ่งอยู่ หากเราต้องการให้รถคันหลังแซง ก็ให้ชิดซ้ายและเปิดไฟเลี้ยวซ้าย แต่ถ้าทางข้างหน้าอันตรายก็ให้เปิดไฟเลี้ยวขวา เพื่อป้องกันไม่ให้รถคันหลังเร่งแซงเราขึ้นไปครับ
อันดับที่ห้าการขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นและลงเขา
การขี่รถขึ้นลงเขาถ้าเราใช้เกรียนออโต้ เอ๊ย รถเกียร์ออโต้มันก็ง่ายมากๆ แต่ถ้าเป็นรถเกียร์ธรรมดาจะยากสักหน่อย เราต้องใช้เกียร์ต่ำเสมอเมื่อเจอทางชัน ส่วนเวลาลง สำหรับมือใหม่ผมแนะนำเลยว่า “ใส่เกียร์ 1 ลงโลด” เพราะรถจะมีแรงจากเบรคเครื่องยนต์เพื่อช่วยในการชะลอความเร็วในการลงเขา และระวังเรื่องการเปลี่ยนเกียร์ระหว่างขึ้นและลงเขาให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นแล้วเครื่องอาจจะดับ หรือเสียจังหวะจนคว่ำได้
ส่วนเบรค เวลาขึ้นให้เน้นเบรคหน้าเป็นหลัก ส่วนเวลาลง ให้ใช้เบรคหลังเป็นหลัก และใช้เบรคหน้าเพียงเบาๆ เอาแค่แตะๆ อย่ากดแรงมาก ไม่งั้นกลิ้งแน่นอนรับประกันเลย อิอิ
จบแค่นี้แหล่ะครับ
05/02/2008 19:59
ผมตั้งหัวเรื่องไว้เสียยิ่งใหญ่ทีเดียว แต่จริงๆ เป็นแค่เรื่องเล็กๆ ครับ การท่องเที่ยวแบบนี้เป็นการท่องเที่ยวแบบประหยัดอีกวิธีหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับวันพักผ่อน คือ ไม่อยากเดินแระ เมื่อยอ่ะ อะไรทำนองนั้น ผมก็แนะนำให้เปลี่ยนมาเป็นทริปที่ต้องใช้มอเตอร์ไซค์ดู จริงๆ ทริปขี่มอเตอร์ไซค์มันก็มีไม่กี่ที่หรอก และที่ๆ ผมแนะนำก็คงจะมีที่ปาย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, เกาะเต่า, เกาะพงัน, เกาะสมุย ฯลฯ
มอเตอร์ไซค์ที่เปิดให้เช่านั้นส่วนมากจะเป็นรถแบบไม่มีคลัทช์ ดังนั้นถ้าใครไม่รู้จักคลัทช์ก็คงโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง รถที่ให้เช่าปัจจุบันตามมาตราฐาน (ที่ไม่ใช่รถที่เราไปบังคับลุงหรือป้าที่ไหนให้เอารถมาให้เราเช่า) จะมีสองราคา คือ ถูกกว่าแบบหลัง 50 บาท และ แพงกว่าแบบแรก 50 บาท แค่ 50 บาทนี่ก็ให้ความแตกต่างกันมากเลยทีเดียว
รถแบบแรก ค่าตัวจะอยู่ที่ 100-150 บาท จะเป็นรถ Honda Dream หรืออะไรประมาณนั้น เป็นรถมีเกียร์ คือเราต้องเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง ถ้าไม่ได้ไปไหนไกลๆ ก็ขี่รถแบบนี้ก็ได้ เพราะช่วยประหยัดงก เอ๊ย!! ประหยัดงบไปได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขี่รถหลายวัน เกียร์ที่ใช้จะเป็นระบบเกียร์วน ก้านเกียร์จะอยู่ที่เท้าซ้ายมีสองด้าน คือ ด้านหน้าและด้านหลัง กดด้านหน้าจะเป็นการปรับเกียร์ขึ้น เช่น จากเกียร์ว่าง เป็นเกียร์หนึ่ง เกียร์สอง เกียร์สาม และเกียร์มัวร์ เอ๊ย++ เกียร์สี่ตามลำดับ โดยที่เราจอดรถนิ่งดีแล้ว และเกียร์รถอยู่ที่เกียร์สี่ ถ้าเรากดเกียร์ด้านหน้าลงอีกทีหนึ่งจะเป็นการเข้าเกียร์ว่างโดยอัตโนมัติ ส่วนกดด้านหลังก็จะกลับทางกัน เป็นการลดเกียร์ลง รถมีเกียร์แบบนี้จะมีประโยชน์ตอนลงเขาเพราะสามารถใช้เบรคเครื่องยนต์ (Engine Breake) เพื่อชะลอความเร็วในการลงเขาได้ (คือ ใช้เกียร์ต่ำในการขับรถลงเขา) แต่กลับกัน ถ้าเราใช้เบรคเครื่องยนต์ไม่เป็นอาจจะได้กลิ้งลงเขาแทนการขี่มอเตอร์ไซค์ก็ได้ :P
รถแบบที่สอง… อืม เดี๋ยวนี้คงจะ 200 บาท ขึ้นไปหมดแล้วมั้ง พวกนี้จะเป็นรถแบบเกียร์อัตโนมัติคือ บิดอย่างเดียว รถจะค่อนข้างใหม่และแรงดี ทำให้ขี่ง่าย เบรคใช้เบรคมือทั้งหมด ทางขวาเบรคหน้า ทางซ้ายเบรคหลัง (แต่ถ้าเป็นรถแบบแรก เบรคหลังจะอยู่ที่เท้าขวา) อีกอย่างรถแบบนี้ขนของได้ง่ายกว่าด้วย เพราะมีพื้นที่ว่างให้วางหน้าคนขับ และไม่รู้ว่าทุกรุ่นหรือเปล่านะ คือ รถพวกนี้จะมีหม้อน้ำ ทำให้เดินทางได้ไกลกว่ารถไม่มีหม้อน้ำ ที่บางทีขี่ไกลๆ เช่น ขี่เร็วและไกลเป็นชม. โดยไม่หยุดพักนี่ผมเอาขาวางไว้ตรงที่พักไม่ได้เลย เพราะเครื่องมันร้อนจนแทบจะทนไม่ได้
อ้อ จริงๆ มันมีรถ ATV อีกนะ แต่ค่าเช่านั้นแพงมาก พอๆ กับเช่ารถ Caribbean เลยทีเดียว
มาว่าถึงเรื่องการสตาร์ทเครื่อง รถแบบแรกมักจะเป็นแบบสตาร์ทเท้า หากเป็นผู้หญิงผมแนะนำว่าอย่าไปขี่รถสตาร์ทเท้าเลย ถ้าเจอคันที่มันสตาร์ทยากๆ นี่จะเหนื่อยมาก บางคัน คันสตาร์ทมันจะดีด ล่าสุดก็ดีดใส่หน้าแข้งผมจนเป็นแผลมาแล้ว ส่วนถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ๆ พวกที่ไม่มีเกียร์เวลาสตาร์ทเราต้องเอาขาตั้งขึ้น และบีบเบรคไว้จึงจะสตาร์ทรถได้ อันนี้ต้องท่องจำไว้เลย เพราะส่วนมากร้านจะสตาร์ทรถให้เราในตอนที่เราเอารถออกจากร้าน ทำให้เราไม่ทราบวิธีสตาร์ทที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าเราเอารถไปเที่ยวที่ๆ ไม่มีผู้คน แล้วสตาร์ทรถไม่ติดขี้นมานี่คงสนุกน่าดูชมหล่ะ อ้อ รถแบบนี้มีคันสตาร์ทสำรองในกรณีที่สตาร์ทมือแล้วไม่ติดด้วย อยู่ตรงเครื่องรถครับ (ฝั่งซ้ายมือ ติดกับล้อหลังของรถ)
อ้อ และถ้าเป็นตอนเช้าๆ ส่วนมากรถจะสตาร์ทติดยาก ยิ่งในที่อากาศเย็นๆ แนะนำให้เปิดโช๊คน้ำมันด้วย จะเป็นก้านอยู่ทางด้านล่างของคันจับด้านซ้ายมือ เมื่อเราเปิดก้านนี้จะไปเร่งส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศให้มากขึ้นกว่าปรกติ ทำให้ไม่ต้องบิดคันเร่งช่วยในเวลาสตาร์ท ซึ่งจะมีโอกาสทำให้น้ำมันท่วมได้ หลังจากสตาร์ทแล้ว แนะนำให้รอให้เครื่องอุ่นก่อนสัก 10-15 วินาที เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ดับง่ายในเวลาขับขี่ด้วย อ้อ พอจะออกรถอย่าลืมดันโช้คเข้าที่ด้วย ไม่งั้นมันจะเปลืองน้ำมันรถ
รถที่ใช้ส่วนมากจะวิ่งกินน้ำมันเฉลี่ยตกกิโลเมตรละบาท +/- ตามสภาพรถ ถ้ารถดีๆ ร้อยบาท วิ่งได้ร้อยห้าสิบกิโลก็มี แต่ถ้ารถไม่ดีก็จะกินน้ำมันมากกว่านั้นมาก บางคันโลนึงสองสามบาทก็มี ดังนั้นดูเกจ์น้ำมันหน่อย อย่าวิ่งเพลินเดี๋ยวเรื่องสนุกจะกลายเป็นเรื่องไม่สนุกกันได้ อีกอย่างก็คือ ร้านใหญ่ๆ จะมีบริการทำประกันซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุ (ไม่ครอบคลุมถึงผู้ขับขี่) และประกันรถหาย ซึ่งจะทำ หรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับผู้เช่าครับ
อีกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่าย หมวกกันน็อคนั้นทางร้านบางร้านจะแถมให้ฟรี เอาไปปู้ยี่ ปู้ยำได้จนกว่าจะคืนรถ แต่ถ้าไม่ระวังให้ดีจะโดนตำรวจจับเพราะไม่ใส่หมวกกันน็อคได้ อันนี้ค่าใช้จ่ายเพิ่มเยอะมากๆ :P
30/01/2008 21:04
มันก็สืบเนื่องมาจากเมื่อปีที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวปางอุ๋งโดยบังเอิญแล้วก็เกิดติดใจขึ้นมา ปีนี้ผมเลยวางแผนขึ้นไปอีก โดยเปลี่ยนไปกางเต๊นท์นอนบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ก็มีการเตรียมการบ้างเล็กน้อย โดยผมตัดสินใจแบกเต๊นท์และเปลไปเพื่อนอนที่นั่น แต่สุดท้ายเปลก็ไม่ได้ใช้เลยเพราะไม่รู้จะเอาไปกางที่ไหน? และนอกจากนี้ การเอาเต๊นท์ไปยังเป็นภาระทำให้ผมขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปไม่ได้ด้วย เนื่องจากแค่กระเป๋ากล้องกับกระเป๋าเสื้อผ้า มันก็หนักอยู่แล้ว นี่ยังจะมีเต๊นท์ เปลและถุงนอนอีก ผมเลยต้องขึ้นปางอุ๋งด้วยรถประจำทาง ค่ารถก็ถูกมากๆ แค่ 60 บาท ขึ้นจากตลาดที่แม่ฮ่องสอน ราวๆ 3 ชม. ก็ถึงปางอุ๋งแล้ว…

จริงๆ ผมก็ลองเทสต์ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นปางอุ๋งตัวเปล่าก่อนด้วยนะ และผมก็เลือกรถค่อนข้างเก่าด้วย (Honda Dream) ก็เลยขึ้นปางอุ๋งแทบจะไม่ได้ บางที่ต้องขี่ด้วยเกียร์หนึ่งตลอดเลย ทรมานรถน่าดู แต่ผมว่าถ้าใช้รถใหม่ๆ หน่อยอย่างพวก Click, Meo และสัมภาระติดตัวแค่เท่าที่จำเป็นผมว่าขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นปางอุ๋งนั้นไม่ได้เป็นเรื่องลำบากสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว รับรองจะสนุก
การกางเต๊นท์นอนบนปางอุ๋งนั้นจะมีจุดให้กางเต๊นท์หลายที่ตั้งแต่ที่บ้านลุงปาละ ตรงหมู่บ้านรวมไทย, ลานกางเตีนท์ของพื้นที่ทหาร และส่วนลานกางเต๊นท์ในส่วนของโครงการพระราชดำริ ผมเลือกส่วนในสุดคือส่วนโครงการพระราชดำริปางตอง (ปางอุ๋ง) เพราะว่าอยากจะถ่ายภาพตอนเช้าและตอนเย็นในบริเวณนี้ ซึ่งก็ดีครับเพราะว่าเขาไม่เก็บค่ากางเต๊นท์ ส่วนอาหารการกิน หากเราไม่อยากเดินไกลก็เดินขึ้นไปกินด้านบนโครงการก็ได้ แต่เมนูจะมีเพียงมื้อละอย่าง เช้าเป็นข้าวต้ม ส่วนกลางวันจะเป็นกระเพราหมูราดข้าว (สั่งไข่เพิ่มได้) ส่วนมื้อเย็นไม่ทราบเหมือนกัน ซึ่งข้าวต้มที่นี่ผมชอบมากๆ เลย เพราะแยกผักต่างหาก เลือกใส่เองตามความพอใจ
แต่ถ้าเราจะเดินไปทานข้าวที่หมู่บ้านรวมไทยก็ย่อมได้ ตอนนี้มีร้านขายข้าวอยู่หลายร้านทีเดียว
ส่วนภาพถ่ายอื่นๆ ของปางอุ๋งจากทริปนั้น สามารถชมเพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิ๊ก)