:o: ผ้าเช็ดตัวไมโครไฟเบอร์ :o:

07/03/2010 12:32

ตอนแรกที่ผมอยากได้มันเพราะเห็นว่ามันถูกมาก เพราะว่าผมเป็นคนเล่นกล้อง และเวลาเราเช็ดกล้องนั้น สำหรับคนรักกล้องทุกคนแล้วจะหลีกเลี่ยงผ้าธรรมดา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมและเป็นกันทุกคนเสียด้วย นอกจากผ้าหนังชามัวร์แล้วก็จะมีผ้าไมโครไฟเบอร์นี่แหล่ะที่เป็นตัวเลือกของนักถ่ายภาพผู้รักกล้อง

ผืนหนึ่งมันก็ร้อยกว่าบาทแล้วสำหรับผ้าเช็ดกล้อง ขนาดก็เล็กเท่าผ้าเช็ดหน้า

ตอนแรกนอกจากอยากได้เพราะเห็นว่ามันถูกจัง แล้วก็เกิดความสงสัยหลายอย่าง เช่น เขามักจะโฆษณาว่ามันแห้งเร็ว, ซับน้ำได้ดี, พันผมแล้วแห้งไว และอีกอย่างก็คือเวลาเช็ดแล้วมันจะรู้สึกยังไง? - -

สุดท้ายก็ซื้อมาลองสองผืน เป็นไซส์ขนาดผ้าเช็ดตัว

จากประสบการณ์ที่ลองใช้ก็ดีตามคำโฆษณาครับ เรื่องแห้งเร็ว มันก็แห้งเร็วจริงๆ แต่ก็ต้องผึ่งด้วยนะ ไม่ใช่ใช้เสร็จแล้วเอาไปหมกไว้ในกระเป๋า ยกตัวอย่าก็ถ้าซักเครื่องปั่นแห้งผมเอามันมาตากในร่ม ในบ้านมืดๆ ตอนกลางคืน ไม่เปิดพัดลม, แอร์ พอเช้ามาก็แห้งแล้ว เรียกว่ามันเหมาะกับนักเดินทางแบกเป้จริงๆ เพราะถ้าเราแบกเป้ เรามักจะพักแต่โรงแรมราคาถูก ซึ่งโรงแรมเหล่านี้นั้นมักจะใช้ผ้าเช็ดตัวสิบชาติ (สิบชาติเปลี่ยนที) ถ้าให้พูดให้ฮาก็ลงอาคมมาหลายอาจารย์, ใช่ การพกผ้าเช็ดตัวไปเองดูท่าจะดีกว่า

เรื่องการซับน้ำนั้นผ้าไมโครไฟเบอร์ก็ทำได้ดี เวลาเอามาห่อหัวแล้วผมก็แห้งเร็วขึ้น การเช็ดผมให้แห้งนั้นเป็นเรื่องที่สนุกขึ้นมาสำหรับคนที่ไว้ผมยาวถึงกลางหลังอย่างผมมาก นอกนั้นผมไม่เคยเอาผ้าไปใช้ซับน้ำ หรือเอาไปเช็ดอะไรเปียกๆ แหม คุณไม่ใช่ผ้าผืนละร้อยสองร้อยนะครับ

จุดด้อยของมันก็มี สัมผัสของมันไม่ค่อยดีนักในความรู้สึกของผม ผ้ามันนิ่มครับแต่เพราะความที่มันเป็นไอ้ ‘ผ้ามหาดูด’ ดังนั้นเวลาคุณเช็ดคุณจะรู้สึกหนึบๆ ซึ่งผมก็ขอแนะนำว่าสำหรับส่วนที่ผิวพรรณบอบบาง เช่น ใบหน้า เราควรจะใช้ผ้าซ้อนกันสองชั้นในกันเช็ด ชั้นแรกโปะไปบนหน้าหรือส่วนที่ต้องการเช็ดแล้วใช้ชั้นที่สองเช็ดซ้ำบนผ้าอีกที อันนี้จะทำให้เราได้สัมผัสทีดีขึ้น

(อ่านแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ ให้ซื้อมาลอง ถ้าไม่ชอบก็ส่งมาให้ผม อิอิ)

ข้อเสีย? ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าข้อเสียหรือเปล่า? เพราะผมรู้สึกว่ามันติดกลิ่นได้ง่าย เตือนว่าอย่าเอาไปเช็ดอะไรที่มีกลิ่น รวมถึงสิ่งที่จะทำให้เกิดกลิ่นในภายหลัง เช่น เหงื่อของคุณหรือคนอื่น และถ้าหากใช้ติดต่อกันหลายวัน ผ้านั้นมันอาจจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ดังนั้นถ้าหากไปทริปที่เดินทางเป็นสัปดาห์ก็ควรหาโอกาสในการซักมันบ้างครับ อย่างไรก็ดีสำหรับผ้าแบบนี้ผมให้มัน 4 ดาว จาก 5 ดาว

มันทำให้ผมเกือบลืม ‘ผ้าขาวม้า’ ไปเลย

:o: แว๊นซ์ศรีที่พงสาลี :o:

03/01/2010 11:59
Posted by hotduckz in เด็กแว๊นซ์

พงสาลี เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศลาว ผมเพิ่งจะไปมาก่อนปีใหม่ บอกได้เลยว่า “พงสาลี หนาวมาก” เรียกว่า คิดถึงถุงนอนอุ่นๆ และเสี้อหนาวที่ลืมเอาไปด้วยเลย :P

พงสาลีเป็นเมืองเล็กๆ ถ้าเป็นคนแข็งแรงและมีเวลาสักวัน-สองวัน เฉพาะในตัวเมืองคุณก็สามารถเดินได้ทั่วทั้งเมืองแล้ว ที่เดินลำบากก็เห็นจะมีแต่พระธาตุภูสี (พูสี) ที่ค่อนข้างจะสูงมากเรียกว่าเดินกันจนเหนื่อย แต่ถ้าจะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไป ผมก็ว่าทางมันค่อนข้างจะทุรกันดาร เป็นหินกรวดและชัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และที่พูสีนี้ เมื่อถึงกลางทางเขาก็จะมีด่านเก็บค่าขึ้นด้วย ค่ากล้อง และค่ารถนั้นจะคิดต่างหาก ดังนั้นผมว่าเดินขึ้นไปก็โอเคกว่าครับ (จะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาครึ่งทางก่อนก็ได้)

Food shop

อาหารการกินที่เมืองนี้มีอะไรไม่มากนัก ร้านส่วนมากจะขาย ‘เฝอ’ ซึ่งผมบอกตรงๆ ว่ากินจนเบื่อ ขนาดว่ามีเนื้อทอดและข้าวเหนียวที่ซื้อจากตลาดมาช่วยชีวิตบ้างแล้วสองมื้อ รวมทั้งมีร้านหนึ่งที่ขายข้าวผัดแสนอร่อยมาแก้ขัดแล้วนะ (ร้านหน้าตาตามภาพด้านบน)

ที่นี่จะมีที่ให้ขี่มอเตอร์ไซค์เล่นอยู่บ้าง นอกจากพูสี รอบเมืองก็แปลกตาดี อีกที่ที่น่าจะไปก็คือ “ไร่ชา” และต้นชาอายุกว่า 400 ปี แต่ค่าเช่ารถค่อนข้างจะแพงนะครับ 150,000 กีบ สำหรับการเช่ารถขี่ในเมือง และ 180,000 กีบ สำหรับการเช่ารถเพื่อขี่ไปนอกเมือง ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 600-700 บาท ซึ่งก็นับว่าแพงมาก (ค่าน้ำมันต่างหาก) แต่ถ้าเป็นการเที่ยวแบบอื่นแล้วค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านี้อีก เช่น การเทรคกิ้งไปยังหมู่บ้านชาวเขานั้นค่าใช้จ่ายจะตกคนละ 300,000 กีบ (1,200 บาท)

ถ้าคุณเป็นช่างภาพ หรือชอบถ่ายภาพ เมืองเก่าที่นี่ก็มีอะไรที่น่าสนใจมากมาย

ไม่ก็ต้องออกไปถึงนอกเมือง หรือไปบุนใต้ก็น่าสนใจ…

:o: Tour or Backpack :o:

18/12/2008 10:26

จากประสบการณ์ของผม ผมชอบไปกับทัวร์มากกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ เตรียมตัวไปให้พร้อมอย่างเดียว สิ่งที่ต้องระวังเมื่อไปกับทัวร์ก็คือเรื่องของเราเองเท่านั้น สิ่งที่แย่ๆ ที่อาจจะเจอเมื่อไปกับทัวร์ ก็เห็นว่ามีเพียงแค่เรื่องคน เช่น การไปเจอบริการที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ (อันนี้พูดยาก เพราะความเข้าใจของคนเรานั้นต่างกัน) หรือกลุ่มคนที่ร่วมทางด้วยนั้นเป็นบุคคลที่เข้ากับเราไม่ได้ ซึ่งปรกติแล้วเราต้องเจอกันประจำ เหมือนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยง นอกนั้นการไปกับทัวร์แล้วผมไม่มีอะไรที่ติดใจ ราคาอาจจะสูงกว่าไปเอง แต่แน่นอน นั่นเราจ่ายไปเป็นค่าบริการ

เวลาเราจะแบกเป้ไปเที่ยว

เราจะต้องหาข้อมูล และเตรียมตัว ซึ่งบางคนก็ว่า เป็นเสน่ห์และความท้าทายอย่างหนึ่ง

แต่แน่นอน คนพวกนั้นเขาอาจจะยังไม่เคยเจอปัญหาระหว่างการท่องเที่ยว เลยคิดว่ามันสนุก (หรืออาจะพูดหาผลประโยชน์เข้าตัว เช่น เขาเขียนหนังสือแบกเป้เที่ยวอยู่, ฮา!!) แต่การมีปัญหาระหว่างการท่องเที่ยวนั้น คนที่มีประสบการณ์ย่อมช่วยแก้ไขปัญหาให้คุณได้ ยกเว้นจะโชคไม่ดี ไปกับคนไม่เป็นพอดี (ฮา)

และการไปกับทัวร์นั้น คุณไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย บางทีเขาไปกันมา 5 ปี 10 ปีแล้ว ดังนั้น เรื่องจะไปแล้วผิดหวังนั้นตัดไปได้เลย บางครั้งผมเห็นคนมาส่งไม่ได้เตรียมอะไรติดตัวมาด้วย แต่พอดีที่นั่งไม่เต็มก็ติดรถไปกับเขาวันนั้นเลยก็มี เสื้อผ้าไปซื้อเอาข้างหน้า ส่วนของใช้อื่นๆ ทัวร์มีมาให้หมดแล้ว เอาเงินมาก็พอ (แต่ถ้าเที่ยวแบบกางเต๊นท์คงต้องหา แปรงสีฟ้น สบู่ แชมพู ผ้าขนหนูเองนะ)

ที่เหลือ ‘จัดให้’

:o: การเตรียมตัวไปเวียดนาม :o:

15/12/2008 13:57

การเตรียมตัวไปเวียดนามนั้นไม่ได้มีความจำเป็นอะไรนัก แต่ผมอยากสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ไม่มั่นใจ หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยว ซึ่งการไปอย่างมั่นใจนั้นจะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าที่จะเดินทางโดยไม่รู้อะไรเลย

ค่าใช้จ่าย
ทริปนี้ของผมใช้เงินไปประมาณหมื่นครับ ไม่ลำบาก แต่ก็ไม่หรูหรา ที่เเหลือจะเล่าอีกที

อัตราแลกเงินสกุลด่อง (VND, Vietnam dong) ของที่นี่นั้น คือ

1 บาท = 400-490 ด่อง
1 USD = 16,800-17,250 ด่อง

วิธีคิดแบบไฮ-สปีด คร่าวๆ เร็วๆ ก็คือ

เอาเงินด่อง ตัดศูนย์สามตัว คูณสอง จะได้เป็นบาทไทย

เครื่องแต่งกาย
การเดินทางไปเวียดนามนั้น ครั้งนี้ผมไปที่เว้และฮอยอันในช่วงปลายฝนต้นหนาวของที่นั่น คือ วันที่ 4-12 ธันวาคม ตลอดช่วงนั้นผมจึงเจอฝนไปกว่า 5 วัน และอากาศนั้นก็ค่อนข้างจะเย็นด้วย ที่แนะนำก็คือ ร่มกันฝน, หมวกกันแดด ส่วนเสื้อกันฝนก็มีไว้ก็ดีครับ รองเท้าไม่แนะนำให้เป็นผ้าใบ ของผมใช้แบบรองเท้ายาง (Croc) เพราะมันจะต้องเปียกชื้นแน่ๆ และกางเกงที่นำไปด้วยผมแนะนำให้เป็นแบบแห้งเร็ว โดยส่วนตัวของผมเอง ผมใช้แบบที่มันถอดขาได้ จะได้สะดวกเวลาลุยฝน

เสื้อผ้าผมนำเสื้อไปสำหรับทุกวัน และไปซื้อที่นั่นอีกสองตัว ผ้าขนหนูนั้นไม่จำเป็นถ้าหากนอนโรงแรม เพราะเขามีจัดไว้ให้ แต่พกผ้าผืนเล็กๆ ไปด้วยก็ดี ผมก็พกผ้าขาวม้าไปด้วยให้อุ่นใจ กางเกงนั้นผมเอายีนส์ไปใส่ในวันไป และวันกลับ (ป้องกันอากาศหนาวจากแอร์รถเดินทาง) ส่วนกางเกงใส่เที่ยวผมใส่ตัวเดียวทั้งทริป ไม่ซัก เพราะอาจจะไม่แห้งได้ แต่ก็พกตัวสำรองไว้เหมือนกัน โดยชุดนอนนั้นผมเอากางเกงนอนไปตัวเดียว ส่วนเสื้อนอนก็ใช้ตัวที่จะใส่เดินวันรุ่งขึ้นครับ อิอิ

ในวันที่แดดออกเอาหมวกและร่มไปสักหน่อย เอาใส่เป้แบบ daypack ไปก็ได้ ^^

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว เขาไม่ห้ามเรื่องเครื่องแต่งกาย แต่เตรียมแบบเรียบร้อยไว้ก็ดี :)

ภาษา
ถ้าไปเที่ยวในที่นักท่องเที่ยวไปกันบ่อยๆ รู้ภาษาอังกฤษไว้นิดหน่อยก็พอ แม่ค้าบางที่ในเว้อย่างตลาดดองบานั้นพูดไทยได้คล่องเลยทีเดียว (ด่าเป็นภาษาไทยได้ด้วย หุุหุ) ส่วนถ้าซื้ออะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ใช้วิธีชี้ๆ จิ้มๆ เอาได้ คนประเทศนี้เขาไม่ถือ

ส่วนเวลาต่อรองราคาก็ใช้วิธีจิ้มเครื่องคิดเลข หรือเขียนเอาแทน เขาเข้าใจเลขอารบิคครับ

อาหารการกิน
ว่ากันคร่าวๆ ก่อน ที่นี่อาหารค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันกับบ้านเรา ในเรื่องรสชาติแล้วผมรับได้ แม้แต่จะเป็นอาหารพื้นเมืองก็ตาม เรื่องการกินแล้วถ้าขึ้นร้านดัง คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา บ้านเขาทานข้าวเหมือนบ้านเรา ดังนั้นถ้ากังวล พกอาหารแห้งไปสักนิดก็ได้ เช่น หมูฝอย, หมูหยอง, น้ำพริก แล้วสั่งข้าวเปล่าเอาได้เลย แต่ผมว่าเอาไปอาจจะไม่ได้ใช้ อิอิ

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ที่แนะนำ คือ อย่ามองอะไรมั่วซั่วไม่งั้นเขาจะมาเสนอขายของและบริการในแบบที่ไม่ย่อท้อต่อความเฉยชาของเราเลย และในเว้, ฮอยอัน มีอินเตอร์เนตและคอมพิวเตอร์ให้ใช้ฟรีเกือบทุกโรงแรมทีเดียว ผมคิดว่าในเมืองใหญ่เมืองอื่นก็คงเป็นเช่นกัน :)

:o: อะรูมิไร้ :o:

25/11/2008 11:25

บอร์ดอะรูมิไร้ ใครมันช่างคิด…

เมื่อก่อนบอร์ด Thailand Wilderness Study เขาใช้ชื่อนี้แหล่ะครับ…

แต่ที่เปลี่ยนไป จริงๆ ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร…

ที่แน่ๆ เปลี่ยนแหล่ะดีแล้ว…

เพราะผมเคยมีเรื่องหน้าแหกที่ภูกระดึง ซึ่งมันต่อเนื่องมาจากภูหินร่องกล้า…

วันนั้น ผมได้มีโอกาสขึ้นภูกระดึงกับเพื่อนๆ ที่เป็นช่างภาพโดยอาชีพ แต่ฝีมือสู้ผมยังไม่ได้อีกสองคน ระหว่างทางเราก็หาอะไรถ่ายกันไปเรื่อย จนกระทั่งไปเจอกับเอื้องม้าวิ่งที่ขึ้นอยู่บนที่แห้ง ลักษณะลำต้นสูงตรงเป็นก้านแข็งสีออกแดงเข้ม สูงราวๆ ฟุต ใบยาว ชี้ขึ้นฟ้า มีดอกสีบานเย็น ซึ่งตอนนั้นผมยังละอ่อนในเรื่องความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ ก็เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร? จนไอ้เชี่ยไผ่นั้นอ้าปากบอกมาว่า…

“เฮ้ย นี่มันดอกอะรูมิไร้นี่หว่า!!!”…

…เพื่อให้เข้าใจง่าย

ผมจึงขอย้อนเวลากลับไปราวๆ ครึ่งปีก่อนที่ผมจะไปภูกระดึงในคราวนั้น…

ที่ภูหินร่องกล้า ผมได้เดินเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวกับเทรคกิ้งไทย ระหว่างทางก็เห็นสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังรุมล้อมดอกไม้สีเหลืองบนก้อนหินที่มีมอสที่ชุ่มชื้นและเฟิร์นเต็มก้อนหินไปหมด ลักษณะเป็นต้นอ่อน ไม่สูงนัก ลำต้นถ้าสูงประมาณคืบจะเริ่มเอียง ใบเป็นใบอ่อน ไม่ตั้งตรง ทั้งต้นจะเป็นสีเขียวยกเว้นดอก ทันใดที่ผมถามว่าเจ้านี่นั้นคือดอกไม้อันใดเล่า สาวเจ้าก็ตอบพร้อมๆ กันว่า

มันคือ “ดอกอะรูมิไร้”…

…นั่นแหล่ะครับ

คือ ความทรงจำของผมที่ได้รับมา และย้อนกลับมาที่ภูกระดึง…

หลังจากที่เชี่ยไผ่พูดออกมา ผมจึงสวนกลับไปอย่างรวดเร็วแบบ ‘ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด โปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง’ และเสียงดังลั่นว่า “เฮ้ย มันไม่ใช่นะ ดอกอะรูมิไร้มันจะเป็นสีเหลือง ลำต้นกับใบมันก็ไม่ใช่แบบนี้ และมันไม่ขึ้นในที่แห้งขนาดนี้ด้วย ผมเพิ่งจะไปมาเมื่อช่วงหน้าฝนนี่เอง นี่มันหน้าหนาวแล้วไม่น่าจะ… ฉอดๆๆๆ แล้วลักษณะลำต้นมันนะจะ… ฉอดๆๆๆ”

ตอนนี้เชี่ยไผ่อึ้งไปแล้ว…

แต่เชี่ยหนุ่ยเพื่อนผมถึงกับต้องนั่งเอาตูดลงพื้น พร้อมหัวเราะเสียงดังลั่นภูฯ

:o: ฟัน #101 :o:

24/11/2008 10:48

ฟัน คือ อาการอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงเราจะเข้าใจทันทีว่า มันคืออาการ “โก่ง” ราคาเกินจริง

ฟัน มีหลายรูปแบบ แล้วแต่ความฉลาดของผู้ฟัน และความโง่ของผู้ถูกฟัน

คราวที่ไปอินโด ‘ท่านประธาน’ ก็เคยโดนฟัน เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ ระหว่างรอไปชมโบรโม่ที่ฟีนาจากันตอนพรุ่งนี้เช้า บ่ายวันนั้นทางเรานั้นก็ได้เดินสำรวจหมู่บ้านในแถบภูเขาไฟโบรโม่เล่นๆ เนื่องจากว่างจัดไม่มีอะไรทำ เดินไป เดินมา หน้าเหมือนลิง ก็ไปเจอชายคนหนึ่งพร้อมกับรถขายก๋วยเตี๋ยว หรือเราจะเรียกเขาว่า “ก๋วยเตี๋ยวรถ” (คู่แข่งกับก๋วยเตี๋ยวเรือบ้านเรา) ก็ย่อมได้ ท่านประธานเห็นแล้วก็เฉยๆ ผมก็เฉยๆ ไม่กล้า แต่เมียท่านประธานสั่ง “พี่ต้นนนน” (ชื่อท่านประธาน)

เรียบร้อยครับ หนึ่งชาม เป็นเย็นตาโฟ พอถาม “เห่าไหม๊?” (How much?)

เขาพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่จับใจความได้ว่า “ห้าพันรูเปี๊ยะ”

หลังจากนั้นไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวหลายชามก็ตกมาอยู่ในกำมือเรา เราก็แด… เอ๊ย!! ทานก๋วยเตี๋ยวกันเป็นที่สนุกสนาน สักพักก็มีเด็กชาวบ้าน เดินผ่าวงเข้ามาซื้อก๋วยเตี๋ยว พี่คนขายก็ยิ้มๆ พอแกยื่นก๋วยเตี๋ยวไปให้น้องคนนั้น น้องก็ยื่นเงินกลับมา เป็นจำนวนเงินที่พวกเราเห็นกันชัดๆ ว่าแค่ “สองพันห้ารูเปี๊ยะ!!”

(ฮา!!)

:o: เมืองที่การจราจรวุ่นวายที่สุด :o:

30/10/2008 19:47

ในเมืองไทยผมว่าเมืองเชียงใหม่ครับ

จริงๆ เอ๊า ถึงผมไปอยู่เชียงใหม่ได้แค่ไม่กี่อาทิตย์ก็ตาม (นับรวมจากที่เคยไปทั้งหมดนะ) แต่ผมก็เคยเห็นคนไปเที่ยวนั่น เที่ยวนี่มาทีละหนสองหน เขายังวิจารณ์ที่เที่ยวนั่นได้อย่างเผ็ดร้อน คนที่นั่นอ่านแล้วคงนอนไม่หลับแน่นอน แต่นี่ผมแค่เล่าให้ฟัง และสรุป (เอ… มันไม่วิจารณ์ตรงไหน?)

ปรกติแล้วผมไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ออกถนนนัก แถมล่าสุดที่เคยขี่ก็ตอนอายุแค่หลักสิบปลายๆ ตอนไปทริปมอเตอร์ไซค์ครั้งแรกในชีวิตครั้งนั้น ผมอายุสามสิบเอ็ดแล้ว รถก็ไม่เคยขับครับ แต่ตลอดสิบวันแม่ฮ่องสอน - ปางอุ๋ง - ปาย - เชียงราย - เชียงใหม่นั้นผมต้องใช้ชีวิตอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์ตลอด เรียกว่าตอนลงจากรถนี่แทบจะเดินตัวตรงไม่เป็น ต้องงอเข่า + ยกแขนและกำมือเดิน ตอนไปเที่ยวที่อื่นๆ นั้นผมไม่เคยมีปัญหาอะไร ส่วนมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการขับขี่นั้นผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ไปถึง ระหว่างจังหวัดใช้นั่งรถทัวร์เอา

เชียงใหม่ที่ว่าวุ่น นอกจากด้วยผังเมืองที่ดูแล้วไม่อำนวยต่อการจราจรนัก และก็เพราะช่วงเวลาหลังเลิกงานคนในเชียงใหม่นั่นเยอะมาก เรียกว่าถนนหลายสายจะเต็มไปด้วยรถ ปรกติแล้วถ้าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนจะขับรถกันดีทุกคน (ยกเว้นรถแดงที่ยังรักษาความคงเส้นคงวาในการขับขี่; เป็นรถที่ควรระวังเมื่อขับตามหลัง) แต่ถ้าเป็นช่วงรถว่างๆ ก็ระวังกันหน่อย เพราะเขาจะขับแบบสบายๆ เคยเจอโฟล์คเต่าขับคุยมือถือ ช้าตามชื่อรถ แต่พอผมจะแซง พี่แกกลับไม่ยอมขับรถปาดหน้าซะอย่างนั้นก็มี เสียดายรถมันวิ่งเร็วไม่งั้นจะจอดถ่ายวีรกรรมพี่ไว้สักหน่อย

แต่อีกเรื่องมันก็ความผิดไอ้ผมนี่แหล่ะครับ ด้วยความที่มาถึงเชียงใหม่แล้วเห็นว่าเป็นเมืองเลยไม่ได้เลือกเอารถดีๆ มาขี่ ดันเอารถเก่าๆ มาขี่เพื่อประหยัดงบ นี่คุณคงพอเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น???

ใช่แล้วหล่ะ เวลาผมขี่มันมักจะมีปัญหาเสมอ…

เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งหน้ากาดสวนแก้ว ผมกำลังจะขี่รถไปกินข้าวหลังมช. ครับ ไม่รู้ผมไปทำท่าไหน? วิ่งอยู่ดีๆ รถมันเข้าเกียร์ว่างเฉยเลย พลันก็มีเสียงสาบแช่งขึ้นมาจากรถคันข้างหลังทันที “ไอ้สัตว์ @#$% #^& &**()@” อ่าว เหี้ยอะไรของมันเนี่ย รถมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ กูยังไม่รู้เลย ปรากฎว่าผมก็เลยต้องจอดพัก แต่มองหน้าไอ้ไร้น้ำใจนั่น มันก็เฉย เลยปล่อยไอ้นั่นไปก่อนแบบว่าขอหยุดเสพย์ความทรงจำอันแสนประทับใจที่มีต่อคนเชียงใหม่เก็บเอาไว้สักหน่อย…

พอถึงหลังมช. ก็อึ้งย้งเล็กน้อย มอเตอร์ไซค์จอดกันเป็นแพยาว ที่เสียบรถเข้าไปแทบจะไม่มี เรียกว่าแน่นจนถ้ามีรถคันไหนล้มสักคันหนึ่ง ผมว่ามันจะต้องเกิดโดมิโน่มอเตอร์ไซค์ครั้งยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน…

อ้อ ที่หลังม. อาหารอร่อยครับ ที่ชอบๆ เลย คือ ข้าวต้มฟรีนี่แหล่ะ :)

แต่กับข้าวซื้อนะ, ทำอร่อยดีครับ

อีกครั้ง คราวนี้ผมไม่ได้โดนด่า หลังจากกลับมาจากมช. กำลังรอจะกลับรถอยู่ ในขณะที่รถวิ่งกันติดๆ ด้วยความเร็วสูงพอสมควรก็มีรถ CR-V คันหนึ่ง เจ้าของคุยโทรศัพท์มือถือมาแต่ไกลทำให้ขับช้ากว่าชาวบ้านเขาแบบเห็นๆ เลย ยิ่งถ้าคุณมารออยู่แยกนั้นได้สักระยะอย่างผมจะเห็นแบบว่าแจ่มมากๆ ว่ามันทิ้งคันหน้าเป็นสิบเมตร แต่คันอื่นเขาขับจ่อกันแทบเอาหน้าติดตูด ทันใด ไอ้กะบะคันทางขวามือผมเห็นช่องอย่างนั้นมันก็รีบเสียบเลยครับ แต่มันไม่พ้น ไม่ชน แต่ก็ตัวโก่งหล่ะครับ และแทนที่ไอ้ CR-V นั้นจะเฉยๆ เพราะมันหน่ะแหล่ะช้าเอง มันกลับเปิดหน้าต่างมาตะโกนด่า “ไอ้ควาย” ทั้งๆ ที่มือของเขาเองยังถือโทรศัพท์อยู่ แต่จริงๆ ผมว่าไอ้ CR-V นี่ผิดเต็มๆ เพราะคนขับรถกะบะนั้นเป็นผู้หญิง!! ถ้าจะด่าต้องด่าว่า “อีควาย” ต่ะหากหล่ะ :P

เรื่องนี้ผมคงจำไม่รู้ลืม เพราะเหมือนโดนด่าเอง เนื่องจากมันจอดรถด่าตรงหน้ารถผมพอดี

เสียดายกล้องวิดีโออยู่ในเป้ แต่เหตุการณ์นั้นทำให้ผมอยากได้มือถือที่บันทึกวิดีโอได้เลยทีเดียว

เพราะมันหน้าด้านดี, ฮา

พอดีกว่า ถึงอยากระบายความไร้น้ำใจของคนแค่ไหน แต่ผมก็เมื่อยมือแล้ว 555+

อ้อ มีวิดีโอทริปที่ว่าสิบวันมาฝากด้วย ความยาว 5 นาทีครับ –> คลิ๊ก!!

:o: ทากดูดเลือด :o:

29/04/2008 03:11

“ทาก” เป็นสัตว์ที่โดนฆ่าตายอย่างอนาถบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา ส่วนมาก ตอนก่อนมันตาย จะได้ยินเสียงสาปแช่งระงมก่อนแทบจะทุกครั้งเลยทีเดียว เพราะทากเป็นสัตว์ที่ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ หัว ไหล่ ตูด อยู่ตรงไหน? ทีแรกอาจจะไม่เห็น ต้องมองกันนานๆ หน่อย ถึงจะรู้ว่าหัว ไหล่ ตูดของน้องทากนั้นอยู่ตรงไหนกัน? นั่นก็เป็นเพราะทากนั้นเป็นสัตว์ตัวยาวๆ เหมือนกันกับตัวหนอน

ซึ่งจริงๆ ก็มีหนอนกินแมลงชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับทาก แต่ไม่ใช่ ระวังอย่าฆ่าผิดตัวนะครับ - -”

แต่จริงๆ ผมก็ไม่สนับสนุนการฆ่าสักเท่าไหร่ ยังไงเมืองไทยเราก็เป็นเมืองพุทธ…

ส่วนมากที่ทุกคนเกลียดทาก ไม่ชอบทาก ไม่ใช่เพราะทากโกงกินบ้านเมือง แต่ทากก็ชอบทำตัวแบบนั้นก็คือ “ชอบดูดเลือด” โดยเฉพาะเลือดของสัตว์อื่นๆ ดีที่เลือกดูดแต่สัตว์ที่ตัวใหญ่กว่า ทากเลยยังไม่เป็นที่น่ารังเกียจเท่าใดนัก

ปรกติแล้วผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ทราบจริงๆ ว่า ทากเป็นสัตว์ตระกูลไหน? อะไร? ยังไง? แต่ทากจะคลานกระดึ๊บๆ ไปได้เรื่อยๆ ทากในบ้านเรา เท่าที่ผมได้ยินมาเขาว่ากันว่ามันมีอยู่สองชนิด คือ ชนิดที่มันกระดึ๊บไปเรื่อยๆ กับชนิดที่ดีดตัวได้ ตัวในภาพนั้นผมถ่ายได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเป็นทากธรรมดาที่ชอบกระดึ๊บ กระดึ๊บ ไม่ใช่ทากกระโดด

ส่วนทากที่ดีดตัวมาหาเราได้นั้นจะเป็นทากสีเขียว เขาเรียกกันว่า “ทากตอง” จะพบได้บางที่ที่มีทากเท่านั้น ทากตองนี่อันตราย เพราะว่าถึงเราจะแต่งตัวท่อนล่างรัดกุมเพียงใด พี่เขาก็สามารถโดดมาเกาะคอเราได้ กึ๋ยๆ โดยทากตองนี้จะพบได้ในแถบภาคใต้เท่านั้น ดังนั้นเวลาเราไปเที่ยวภาคอื่นก็ไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะเจอทากกระโดดใส่นะครับ

โดยอุปกรณ์สำหรับป้องกันมิให้ทากมากัดเราได้นั้น ก็มีแค่ “ถุงกันทาก” เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ต้องซื้อแพงๆ นะ ของผมซื้อมาสี่ร้อยใช้ได้แค่สองปีก็ขาดแล้ว ที่สำคัญเวลาเราเอาไปลุยมากๆ ถุงกันทากมันจะเลอะเทอะ และไม่สามารถทำความสะอาดได้ ดังนั้นผมจึงแนะนำแบบที่เขาใช้กันตามอุทยานจะดีกว่า ใช้แบบหรูๆ นอกจากจะแพงแล้ว บางทียังต้องมาคอยปวดเศียร เวียนเกล้ากับพวกปากกรรไกรอีกด้วย ผมว่าพวกนี้เป็นสัตว์อันตราย และน่ารำคาญกว่าทากเสียอีก :P

อ้อ เวลาเราใส่ถุงกันทากนั้น ให้ใส่กับกางเกงขายาวนิดนึงนะครับ แล้วใส่ให้ถุงกันทากมันคลุมกางเกงให้หมด ยิ่งพวกชอบใส่ขาสั้น ผมพูดตรงๆ ว่ามันไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แถมจะเป็นการนำทางให้ทากเข้าสู่จุดศูนย์กลางของประเทศของท่านได้โดยง่ายอีกด้วย

แล้วถ้าเราโดนทากกัดก็อย่าได้ไปวิตกอะไร ไม่ต้องไปดึงออกก็ได้ ปล่อยให้มันกินเลือดเราจนอิ่มแล้วมันก็จะหลุดไปเอง ปัจจุบันผมยังไม่เคยได้ยินรายงานข่าวเกี่ยวกับพิษ หรือว่าสิ่งแปลกปลอมที่มาจากการที่เราโดนทากกัดเลย แต่เวลาเราโดนทากกัดแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ทาก เราจะคันบริเวณที่โดนกัดไปนาจนบางทีก็นานเป็นเดือนเลยทีเดียวครับ ^^

:o: เกาะสีชัง :o:

17/04/2008 17:06

เกาะสีชังเป็นเกาะไม่เล็ก ใหญ่พอตัว อยู่ในจังหวัดชลบุรี การเดินทางไปยังที่นี่นั้นไม่ยากลำบากนัก เพราะว่าเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถ้าขับรถไปเองก็เลยหนองมนไปแป๊บเดียว แต่ถ้าไปรถโดยสารคุณก็สามารถเดินทางจากเอกมัย ไปลงยังโรบินสันศรีราชา และต่อสามล้อไปท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือไปยังเกาะสีชังได้เลย ค่าเดินทางไปกลับไม่เกิน 400 บาท ผมก็เลือกเดินทางทางนี้เพราะบ้านยากจน

เกาะสีชัง มีสัญลักษณ์ประจำเกาะก็คือ “กระรอกขาว” ซึ่งจะหาดูได้ตามป้ายถนน ทุกๆ ป้ายถนนจะมีกระรอกขาวเกาะอยู่ เพราะเขาทำไว้เป็นสัญลักษณ์ แต่ถ้าใครอยากดูกระรอกขาวจริงๆ ที่สีชังนี่ก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่เขาจะออกมาให้เราเห็นเป็นเวลาก็คือ เวลาหกโมงเช้า และหกโมงเย็น ส่วนสถานที่ ที่พบกระรอกขาวได้ง่ายก็คือระหว่างทางไปแหลมงู เลยท่ายายทิมไปหน่อยนึง เขาจะมีอาหารมาวางล่อเจ้ากระรอกขาวนี้อยู่เป็นประจำ ช่วยกันดูแลด้วยนะครับ

ที่เกาะสีชังนี้ ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีไม่มากนัก แต่ก็น่าสนใจไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ ดังนี้ :-

  • พระราชวัง สมััยรัชกาลที่ 5 มาแล้วอย่าลืมแวะ เชื่อผม
  • ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ คือ จุดที่ผมถ่ายภาพพานอรามามา
  • ช่องเขาขาด จุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยมที่สุดบนเกาะ
  • แหลมงู จะเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด (ในความคิดของผม) แต่ไกลที่สุดบนเกาะ
  • หาดถ้ำพัง เป็นหาดเดียวที่สามารถลงเล่นน้ำได้ บรรยากาศเหมือนบางแสน, ชะอำ แต่น้ำสะอาด ใส มีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นหลายอย่าง ตกเย็นสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย

ที่นี่ถ้ามีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว

โดยบนเกาะ ผมแนะนำให้เรียกรถสกายแลปเอาจะสะดวกที่สุด แต่บนเกาะก็มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย ชม.​ละ 80 บาท เหมาทั้งวัน 250 บาท ค้างคืน 300 บาท ผมว่าขี่มอเตอร์ไซค์นี่ก็โอเคนะ ถ้ามากันแค่คน-สองคน ถ้ามาเยอะกว่านี้สกายแลปดีกว่า

ส่วนสถานที่พัก เราสามารถหาที่พักได้มากมายหลายที่ สนนราคาก็ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป การกางเต๊นท์เราสามารถกางเต๊นท์นอนได้ที่ช่องเขาขาด ซึ่งผมไม่แนะนำเพราะว่าจะมีคนมาตกปลาประจำ รับรองไม่ได้นอน อิอิ หรือจะกางตรงหาดถ้ำพังก็ได้ แต่ที่นีผมยังไม่เคยไปกางเหมือนกัน

ส่วนอาหารการกิน ถ้าจะประหยัด และจะเอาอร่อยด้วย ผมแนะนำร้านขายอาหารตามสั่งข้างซอยวัฒนา (อยู่ใกล้ๆ ท่าเรือเลยครับ) เมนูมีไม่กี่อย่าง เท่าที่นึกออกจะมี ข้าวขาหมู, หมึกผัดไข่เค็ม อ้อ หมึกผัดไข่เค็มอร่อยมากๆ ขอบอก, ปลาอินทรีย์ผัดฉ่า อันนี้ก็อร่อย แต่แนะนำให้สั่งราดข้าวมาดีกว่า ผมกินอยู่สองวัน วันสุดท้ายสั่งเป็นกับข้าวมา ทำไมรสชาติไม่เหมือนเดิมก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ

เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลาไม่มาก แต่อยากติดเกาะ ที่สีชังนี่ถือว่าเป็นที่ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ

:o: หัดขี่มอเตอร์ไซค์!! ที่ไหนดี? :o:

15/04/2008 06:50

จริงๆ การขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนั้นไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมอยู่ว่างๆ เลยอยากจะบ่นออกมาบ้าง ก็แค่นั้นเอง อิอิ แต่จริงๆ ผมว่ามันก็น่าจะช่วยให้การปฎิบัติจริงนั้นง่าย และสนุกขึ้นนะเออ

การขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกๆ ผมแนะนำสถานที่ยอดฮิตกันก่อนเลย ก็คือที่ “ปาย” ทำไมถึงต้องเป็นที่ปาย? ก็เพราะว่าที่ปายนั้นทางค่อนข้างจะสะดวก และสถานที่เที่ยวในแต่ละที่นั้นก็ไม่ไกล เช่น วัดน้ำฮู, น้ำตกหมอแปง (เดี๋ยวนี้คงกลายเป็นน้ำตก “หมอไม่ได้แปลง” แล้ว เพราะมีการสร้างอะไรขึ้นมากั้นน้ำก็ไม่รู้ ดูไม่สวยเลย จากเดิมที่ไม่สวยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้แย่ขึ้นไปอีก…) แถมนักท่องเที่ยวก็เยอะ ถ้ามีปัญหาอะไรคงไม่ต้องนั่งแกร่วอยู่คนเดียว พอขี่จนคล่องแล้ว ผมว่าที่อื่นก็จะง่ายขึ้น หากเราไปขี่ที่ยากๆ ก่อน คราวนี้แหล่ะ บางทีจะเข็ดไปเลย ไม่อยากขี่อีกแล้วเพราะมันไม่สนุก…

จริงๆ ผมอยากแนะนำให้ไปขี่ที่เชียงของก่อนนะ เพราะว่าเป็นทางเรียบ ที่พักก็ถูกมากๆ เพียงแต่ว่าที่นี่ไม่ค่อยต้อนรับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ อย่างมอเตอร์ไซค์นี่เขาก็ดุเหมือนไม่ค่อยอยากให้คนไทยเช่า เหมือนบางร้านที่เชียงใหม่เลย เพราะว่าเคยมีเหตุลักรถเกิดขึ้นบ่อยๆ (มันใกล้ชายแดน, ลักกันง่าย)

ระดับต่อไปที่น่าจะไปขี่กันก็คือ เกาะสีชัง, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่ ฯลฯ เชียงใหม่นี่โหดสุด เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละที่นอกเมืองนั้นไกลมาก ผมไม่แนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนอกเมืองเลย เดี๋ยวจะดำกันหมด ส่วนในเมืองก็รถราควั่กไขว่ และแนะนำว่าถ้าเจอรถแดงอยู่ข้างหน้าให้รีบชะลอ อย่าจี้เด็ดขาด เพราะเขาขับรถกันแบบไม่สนใจอะไรสักเท่าไหร่ครับ ส่วนแม่ฮ่องสอนนั้นก็ขี่สบายเลย ที่เที่ยวแต่ละที่ไกลเหมือนกัน แต่ว่ารถค่อนข้างน้อย ทางชันมีบ้างแต่ไม่ยาก และถ้าจะหัดขี่ขึ้นลงทางชัน หัดที่เกาะสีชังเลยครับ ขี่ได้รอบเกาะแบบสบายๆ แล้วหล่ะก้อ ทางชันที่ไหนก็ไม่ทำให้เราหวาดเสียวได้หรอก

พอผ่านสถานที่ดังกล่าวไปแล้ว ผมแนะนำที่นี่เลย…

ปางอุ๋งครับ ทางค่อนข้างจะชัน และยากเป็นบางช่วง แต่ถ้าผ่านที่นี่ไปแล้ว ก็ถือว่าคุณเป็นสุดยอดเด็กแว๊นซ์คนหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าใครไม่ชัวร์กลัวไม่รอด ก็ลองขี่ขึ้นพระธาตุดอยสุเทพฯ ก่อน ถ้าที่นี่สบายๆ ไม่มีอะไรทำให้การขี่ติดขัดหล่ะก้อ ปางอุ๋งนี่สบาย

อืม… แต่ถ้าใครชอบขี่รถลุยโคลน ผมแนะนำให้ลองไปนอนที่ปายสักสองคืน และเช่าบ้านที่ CountrySide ที่นี่ช่วงหน้าฝนทางดินจะแฉะมาก ถ้าไม่ชำนาญ รับรองกลิ้งแน่นอน แต่ผมรับประกันความมันส์ อิอิ

ส่วนระดับโหดหิน ที่ว่ามือใหม่ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์ที่นั่นเลยก็คือ “เกาะเต่า” ที่นี่ทางโหดร้ายมาก ทั้งชัน และทางหลายที่เป็นทางทราย ทรายครับ ไม่ใช่ลูกรัง เบรคยังไงก็ไม่อยู่ ต้องเบรคแบบค่อยๆ เบรค และถ้าเป็นคนตื่นเต้น-ตกใจง่าย ผมว่าต้องมีกลิ้งกันบ้าง อย่างผมไปขี่มาหลายที่แล้ว ก็เพิ่งจะมาล้มที่นี่เป็นครั้งแรก แผลยังไม่หายสนิทเลยนะเนี่ย!! ที่เกาะเต่านั้นสุดยอดจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้ขี่ ATV เลย แต่ค่าเช่าจะแพงกว่าเช่ามอเตอร์ไซค์เยอะเลยครับ (วันละพันบาท)

Next Page »