ตอนตีสองที่ Gunting นี่วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง มีแต่คนเชื่อสายจีนพูดกันโหวกเหวก โวยวาย กันอยู่นั่น จนผมต้องลุกตื่นขึ้นมาจนได้ (แต่ถ้าไม่ตื่นตอนนี้ก็ไม่ต้องขึ้นยอดกันหล่ะ) ยังเพลียๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้เพื่อนๆ ผมที่ผมคิดว่าเพี้ยนไปแล้ว ลุกมาทำอาหารการกินกันเรียบร้อยแล้ว ผมซัดมาม่าเข้าไปสองคำ เล่นเอาแทบอ๊วก กระเดือกไม่ลง คิดว่าเป็นเพราะเพลียและแพ้ความสูงด้วย (Attitude sickness) พอเร่งมากๆ เข้า ก่อนจะขึ้น ผมต้องยัดขนมปังเข้าไปชิ้นนึง ถึงกับวิ่งไปจะอ๊วกที่ห้องน้ำ
ประมาณตีสามได้ เราเริ่มออกเดินทาง เพราะว่าไม่อยากขึ้นไปชนกับพวกที่ขึ้นไปก่อนหน้า ซึ่งคนเยอะมาก อาจจะทำให้ไม่ได้รูปสวยๆ ได้ เราเดินขึ้นไประหว่างทางก็เห็นทางช้างเผือกทอดตัวยาวบนท้องฟ้า พูดแล้วยังเสียดายไม่หายเพราะว่าผมไม่ได้เอาขาตั้งขึ้นไป ระหว่างทางป้าหน่อยเพื่อนร่วมทางก็อ๊วกแตกเสียแล้ว โอ๊กกกก โอ๊กกกก เสียงช้างน้ำ ระหว่างที่ผมนั่งชมทางช้างเผือกไปพลางมันช่างน่าประทับใจอะไรเช่นนี้ (ข่าวแว่วมาว่าทริปนี้พวกเราอ๊วกแตกกันไปสาม) ส่วนผมนั้นเริ่มจะปวดหัวอย่างแรงแล้วเหตุก็เพราะแพ้ความสูง และเริ่มรู้สึกปวดคลี่เป็นระยะๆ เสียด้วย

เดินไปจนถึงด่านสุดท้าย คือ Sayat Sayat ที่นี่จะมีที่บ้าน เมื่อก่อนเปิดให้นอนพักด้วย แต่ปัจจุบันปิดไป และมีห้องน้ำซึ่งผมคิดว่าเป็นห้องน้ำที่อยู่สูงที่สูดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ผมก็เริ่มเล็งไว้แล้วแหล่ะ แต่ตอนนี้ท่าจะไม่ไหว เดินขึ้นยอดก่อนดีกว่า
อ้อ ที่ซายัด ซายัดนั้นจะมีให้นักเดินทางเช็คชื่อด้วยนะครับว่าใครผ่านมาบ้าง เพื่อที่จะได้ให้ใบประกาศกับนักเดินทางได้อย่างถูกต้องว่าคุณสามารถพิชิตยอดคินาบาลูได้ รวมทั้งเป็นการตรวจเช็คเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เพราะที่นี่นั้นถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก หากหลงออกนอกเส้นทาง หรือว่าติดอยู่ข้างบน คุณอาจจะเสียชีวิตได้
ว่าแล้วก็เดินต่อ ‘สองกิโลครึ่งทำไมมันไกลอย่างนี้’ ผมคิดในใจ เมื่อเดินทางผ่านจุดตรวจ Sayat Sayat ไปแล้ว แต่ก็ยังอดทนเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มสาง ตอนนี้กล้องฟิล์มบุโรทั่งของผมเริ่มจะถ่ายภาพได้แล้ว เนื่องจากมีแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็เอาเลนส์ 2.8 ไป แต่หันไปดูข้างๆ แกกดกล้องดิจิตอลกันฉับๆ ตั้งแต่ผมวัดแสงได้ที่ 2.8 หนึ่งวินาที ช่างน่าอิจฉาเสียจริง หุหุ

ทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าที่ไหน ที่เคยไปมาเลย…
แต่นี่ยังอีกไกลกว่าจะถึงยอด…