เมื่อวานเล่าถึงที่พวกเรามาพักบ้านพักที่อช. คินาบาลูแล้ว โดยเราเลือกขึ้นคินาบาลูทางทิโปฮอร์นกัน โดยเราจะค้างที่นี่กันสองคืน โดยแต่ละเช้าที่เราตื่นขึ้นมานั้น เราจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ ณ. ที่ใดในโลก ดังภาพนี้

ครับ ตื่นขึ้นมาก็เห็นไอ้นี่อยู่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จนผมอยากจะกลับไปอยู่ตรงนั้น ไปแต่งงานกันบนยอด… เอ๊ย!! อยากกลับไปเอากล้องดิจิตอลไปทำในสิ่งที่กล้องฟิล์มไม่สามารถทำได้อีกหลายร้อยภาพ แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสอีกหรือเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ชีวิตคนเราเลือกได้ซะที่ไหนกัน
![]() |
![]() |
![]() |
วันแรกหลังจากถึงเราก็เริ่มเอาอาหารทะเลออกมาชำแหล่ะกันเลย ต้นคุงนั้นซื้อหอยแครงมาตัวเบ้อเร้อ เห็นบ้านเราเรียกหอยแบบนี้กันแบบเมื่อได้ฟังแล้วต้องรู้สึกสยิวกิ้วว่า “หอยคราง” ไอ้เราได้ยินก็อยากถามว่า ที่หอยมันครางอ่ะ หอยมันครางแบบไหน? หอยมันครางกระเส่าหรือเปล่าพี่ แต่ก็เกรงใจ กลัวจะต้องเจอกับหอยบินพิฆาตเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน
แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่า “เห็น…” เอ๊ย!! “หอยเหม็น” นะครับ…
โดยหอยที่เราซื้อมาจากโกตา ตัวใหญ่มากๆ ผมไม่เคยเห็นหอยใหญ่เท่านี้มาก่อนเลยขนาดเล็กกว่ากำปั้นหน่อยนึง พอเพื่อนๆ แกะกล่องขึ้นมา ปรากฎว่าทุกคนกลับต้องร้องกันฮือ ลั่นไปหมด เพราะว่ากลิ่นหอยนั้นมันเหม็นมาก เรียกว่าเน่าแล้วแน่นอน เหม็นขนาดที่ว่าใครเอามือไปจับไม่ได้เชียว กลิ่นมันจะติดมือล้างไม่ออกกันเลยทีเดียว ก็เข้าใจว่าที่มันเน่าก็เพราะเราเอาใส่กล่องโฟมแช่น้ำแข็งมานี่แหล่ะ เหอ เหอ
คราวหน้าจะลองเอาไปแบบไม่ใส่กล่องโฟม และแช่น้ำแข็งดู ว่าจะเหม็นอีกหรือเปล่า???
หลังจากเสร็จสงครามกับหอย พวกเราก็ออกมาทำอาหารเย็นกินกันที่นอกบ้าน มีเตาบาร์บีคิวไว้ให้ด้วย พวกเราก็ต่างย่างอาหารทะเลกินกันอย่างสนุกสนาน แต่ด้วยความที่ไม่เคยอย่างอะไรพวกนี้ ก็เลยตะกุกตะกักจนต้องเอากุ้งตัวใหญ่ไปอบเกลือกัน น้าโป้ก็สอนผมทำกุ้งอบเกลือในคราวนั้นเลย ง่ายๆ ใช้แค่น้ำ เกลือ และที่ขาดไม่ได้ก็คือกุ้งหน่ะเอง ขั้นตอนก็คือ เอาน้ำต้มจนเดือด ใส่เกลือ และกุ้งลงไป เสร็จพอกุ้งสุกเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รินน้ำออก เท่านั้นเองครับ สบายๆ
หลังจากพักผ่อนกันสองวัน พวกเราก็พร้อมที่จะไต่ระห่ำข้ามวันข้ามคืนเพื่อพิชิตยอดคินาบาลูกันแล้ว++


