29/03/2008 06:34
อุทยานแห่งชาติหาดวนกร เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมเพิ่งไปมาเมื่อราวๆ กลางเดือนนี่เอง ที่นี่เป็นที่ที่มีความสงบเงียบมาก แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมก็ตามที ผมเจอเด็กๆ แค่สองกลุ่มเอง (แต่ก็ปวดประสาทเหมือนกัน)
พวกเราออกเดินทางกันโดยรถไฟสายใต้ จะขึ้นจากบางกอกน้อยก็ได้ แต่ผมเลือกขึ้นที่ศาลายาซึ่งคนเยอะหน่อย วันนั้นก็โชคดีที่ได้นั่ง พอไปถึงก็จ้างรถเจ้าหน้าที่จากสถานีรถไฟไปยังตัวอุทยาน ซึ่งหากมากันแค่คน หรือสองคน เราก็สามารถเรียกรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงคนละ 50 บาทเท่านั้นเอง ส่วนขากลับพวกเราก็จ้างรถเจ้าหน้าที่ออกจากตัวอุทยาน เพื่อกลับทางรถทัวร์ครับ
อุทยานแห่งนี้จะมีที่ให้กางเต๊นท์ริมหาดด้วย บรรยากาศดีมาก ห้องน้ำเกือบดีครับ ส่วนบ้านพักนั้นถือว่าดีเลย ผมอยากจะลองไปพักดูเหมือนกัน ที่นี่มีร้านอาหารที่เดียว วันหยุดเปิดถึงสามทุ่ม แต่ถ้าเป็นวันธรรมดานั้นเปิดแค่ 6 โมงเย็นก็ปิดแล้วครับ หากใครไม่ได้นำเสบียงไปด้วยต้องระวังให้ดีนะ เพราะผมก็ต้องรีบนอนเนื่องจากหิวมาแล้ว หุหุหุ

ส่วนกิจกรรมที่ทางอุทยานนั้นมีให้ก็จะมีการไปดำน้ำที่เกาะใกล้ๆ กับตัวอุทยาน ผมจำชื่อไม่ได้แล้วหล่ะ เพราะว่าไม่ได้ไป ค่าใช้จ่ายนั้นก็ไม่แพงครับ คนละห้าร้อย นอกจากนั้นก็ยังมีจักรยานให้เช่าวันละสองร้อยบาท และถ้าใครนำยานพาหนะมาเอง ก็สามารถไปเที่ยวน้ำตกห้วยยางที่อยุ่ใกล้ๆ กันได้อีกด้วยครับ
ส่วนตัวผมเองก็ไปพักผ่อน ไม่ได้เที่ยวอะไรเลย เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยจะดี - -”
10/03/2008 02:54
หลายคนอ่านหัวข้อแล้วก็อาจจะนึกว่า เออ น้าเป็ดนี่เอาอีกแล้ว เผาตัวเองอีกแล้วสิน้า เปล่านา… น้าไม่ได้เผาตัวเองสักหน่อย เพราะเมื่อสักสองอาทิตย์ก่อน น้าเป็ดได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านน้าตุ้ยที่ปราจีนบุรีมา ก็ทราบข่าวมาจากเจ๊ตุ๋มว่าบ้านน้าตุ้ยนั้นจะมีการช่วยกันลงแขก เอ๊ย!! ช่วยกันจับปลาในนา ไอ้เราก็ International Geographic เลยต้องขอไปดูสักหน่อย จากที่จะไปเที่ยวน้ำตกกัน ปรากฎว่าแก๊งค์สีรุ้งเลยต้องเปลี่ยนมาจับปลากันแทน
ทีแรกไอ้ผมก็อุตส่าห์เตรียมเครื่องแบบหรูๆ กะว่าไม่ให้ใครเรียกลงบ่อแล้วเชียว แต่ก็ทนปากไอ้เ… เอ๊ย!! ต้นคุงไม่ได้ ต้องลงไปจับปลากกับเขาสักหน่อย วันแรกผมยังไม่ได้ลงบ่อกับเขาหรอก เพราะว่าอยากถ่ายภาพมากกว่า แต่พอมาวันที่สองนี่สิ ไม่ไหวแล้วเจ้าค่า ลงไปเล่นกับเขาเป็นที่สนุกสนานทีเดียวเลย
ส่วนมากปลาที่จับได้จะเป็นปลากระดี่, ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาสลิด และปลาช่อน ถามว่าจับปลาอะไรสนุกที่สุด ก็คงจะเป็นปลาช่อนครับ เพราะว่าไอ้ช่อนมันไม่ยัก หลายคนอาจจะด่าผมในใจ ปลามันไม่ยัก ไม่ยักอะไร? ไม่ยักก็คือ มันไม่สามารถทำร้ายเราได้หน่ะเอง ปลาที่ยัก หรือทำร้ายเราได้จะมีอยู่สองชนิดครับ คือ ปลาหมอและปลาดุก ปลาสองชนิดนี้ต้องระวังกันไว้ให้มากทีเดียว เพราะโดนเข้าไปนี่ เจ็บกันนานเลย แต่ผมไม่โดนหรอกนะ เพราะถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ปล่อยมันไปดิ่ อิอิ
เจ๊ยยย ล้อเล่นนะครับ ถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ให้ระวังๆ กันหน่อย
หลังจากจับปลาเป็นที่สนุกสนานกันแล้ว พวกเราก็มีเรื่องต้องลำบากก็คือ ต้องมานั่งซักผ้าหน่ะเอง ไม่น่าเชื่อว่าโคลนเลนนี่จะเป็นอะไรที่หนึบมากๆ เลยทีเดียว อย่างกางเกงตัวที่ผมใส่ ผมต้องแช่ไว้เป็นอาทิตย์ (เปลี่ยนน้ำทุกวัน) ดิน และกลิ่นแปลกๆ ที่ติดกางเกงนั้นถึงจะหายไปหมด แต่ก็คุ้มครับ สำหรับประสบการณ์ที่ได้กลับไปในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง ไหนพอจับเสร็จจะได้กินปลาที่จับมาสดๆ อีกด้วย อร่อยอย่าบอกใครเชียวครับ
ดูภาพได้ที่นี่
04/03/2008 04:33
เอาหล่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงแล้ว
| เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้ว เราจะไปถึงกันตอนเย็น และที่สำคัญเราต้องเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนค้างบนนั้นด้วย เนื่องจากที่นี่สูงมาก จนเดินกันวันเดียวไม่ถึง ต้องเดินไปพักตอนเย็น และค่อยออกเดินทางต่อในตอนตีสอง
ส่วนค่าลูกหาบนั้นผมจำไม่ได้แล้ว จำได้ลางๆ ว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ อยากให้เมืองไทยขึ้นค่าลูกหาบเหมือนกัน คนจะได้ไม่แห่กันไปช่วยทำลายธรรมชาติ โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา นอกจาก “กูมีความสุขว้อย” ไรเงี้ยะ :P
|
|
|
พวกเราออกสตาร์ทกันแปดโมงเช้า มีไกด์ร่วมเดินทางด้วยสองคน คนแรกจะเป็นคนนำ ส่วนอีกคนจะคอยเดินปิดท้าย รับประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เราแต่ละคนก็มีสัมภาระติดกันไปคนละนิด ละหน่อย มีแต่ผมนี่แหล่ะครับ ที่แบกกระเป๋ากล้องหนักเกือบสิบกิโลขึ้นไป ทั้งๆ ที่กดชัตเตอร์ระหว่างทางไปแค่ราวๆ สิบกว่าภาพ เพราะฟิล์มมันแพง…
ตอนแรกผมเดินไป ร้องเพลงไป พลันสายหมอกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เมื่อบรรยากาศพาไป เจ้าน้ำตาก้อร่วง แหมะๆ เพราะเหตุอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่น่าจะลืมไปแล้ว เช่น การถูกผู้หญิงหลอกว่ารัก แต่ถึงเวลาเจอสิ่งที่ดีกว่า เขาก็ทิ้งเราไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง นี่แหล่ะสันดานมนุษย์ที่ยังไม่เจริญ มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์กูชิ่ง เห็นเราเป็นเปลือกท็อฟฟี่หรือแค่ขวดน้ำพลาสติก ทานเสร็จแล้วก็ขยี้ทิ้งข้างทาง… ส่วนอีกใจนึงของผมก็นึกไปว่า ‘กรูตายแน่ เพราะแค่เริ่มเดินมันก็รู้สึกว่าลำบากแล้ว’ แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทาง แม้แค่เป็นเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้ผมลืมฝันร้ายในครั้งนั้นไปได้ และจากวันนั้นผมก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นเลยตลอดจนวันนี้ก็ตาม…
ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไม ใครๆ ก็บอกว่า ไปภูกระดึง ถ้ายังไม่มีแฟนก็จะได้แฟนกลับมา…
แต่ผมไม่ได้แฟนกลับมาหรอกนะ หุหุหุ

เป็นไงภาพนี้ฟิล์มไดนามิคเร้นจ์ดีมากไหม๊???
ที่นี่ ระหว่างทางจะมีศาลาพักใจ เขาจะเรียกว่า “พอนด็อค” ในภาพที่เห็นคือ Pondok Paka อยู่สูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือเกือบจะถึงยอดดอยอินท์แระ ว่าแต่เคยไปนอนยอดดอยอินท์กันยัง อิจฉาผมป่าว โดยตรงยอดดอยอินทนนท์นี่เขาเป็นพื้นที่ทหารนะครับ ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปนะ อิอิ
พอเดินมาถึงความสูงระดับนี้ได้ ก็เริ่มจะสบายแล้ว เพราะทางไม่ค่อยชันสักเท่าไหร่ แต่ต้องเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ที่นี่มีนกที่หาดูได้ยากในบ้านเราหลายชนิดเลย แล้วก็่ไม่ต้องเอากล้องส่องทางไกลมาให้หนักนะครับ เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ในแถบนี้ไม่กลัวคนเลยแถมยังชอบออกมาเสนอหน้าด้วยอีกต่างหาก ถ้าเราไม่เดินแหกปากโวยวายอ่ะนะ มาอยู่ใกล้ๆ เราถึงขนาดว่าถ่ายภาพได้เต็มๆ เฟรมเลย แต่พอดีผมใช้กล้องฟิล์มเลยไม่ได้ถ่ายมา
อ้อ เวลามาปีนคินาบาลูนี่ เขาจะให้บัตรห้อยคอมาด้วย มีหมายเลขประจำกลุ่มและประจำตัว เอาไว้เช็คว่ามากันครบหรือเปล่า? และต้องนำติดตัวไปตอนขึ้นยอดด้วย เพราะจะมีการเช็คชื่อที่ด่าน Sayat Sayat ซึ่งเป็นจุดตรวจสุดท้าย ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้เช็คชื่อที่นี่ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใบประกาศจากทางอุทยานนะครับ
ปล. ขอบคุณภาพถ่ายโดยกล้อง Canon A510 ของนู๋แนน และฝีมือน้าแซคครับ ยกเว้นภาพ Pondok Paka ใช้เลนส์ Nikon AF 20 mm. f/2.8 กล้อง Nikon FM2 ฟิล์มสไลด์ Kodak E100VS
03/03/2008 00:10
เมื่อวานเล่าถึงที่พวกเรามาพักบ้านพักที่อช. คินาบาลูแล้ว โดยเราเลือกขึ้นคินาบาลูทางทิโปฮอร์นกัน โดยเราจะค้างที่นี่กันสองคืน โดยแต่ละเช้าที่เราตื่นขึ้นมานั้น เราจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ ณ. ที่ใดในโลก ดังภาพนี้

ครับ ตื่นขึ้นมาก็เห็นไอ้นี่อยู่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จนผมอยากจะกลับไปอยู่ตรงนั้น ไปแต่งงานกันบนยอด… เอ๊ย!! อยากกลับไปเอากล้องดิจิตอลไปทำในสิ่งที่กล้องฟิล์มไม่สามารถทำได้อีกหลายร้อยภาพ แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสอีกหรือเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ชีวิตคนเราเลือกได้ซะที่ไหนกัน
วันแรกหลังจากถึงเราก็เริ่มเอาอาหารทะเลออกมาชำแหล่ะกันเลย ต้นคุงนั้นซื้อหอยแครงมาตัวเบ้อเร้อ เห็นบ้านเราเรียกหอยแบบนี้กันแบบเมื่อได้ฟังแล้วต้องรู้สึกสยิวกิ้วว่า “หอยคราง” ไอ้เราได้ยินก็อยากถามว่า ที่หอยมันครางอ่ะ หอยมันครางแบบไหน? หอยมันครางกระเส่าหรือเปล่าพี่ แต่ก็เกรงใจ กลัวจะต้องเจอกับหอยบินพิฆาตเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน
แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่า “เห็น…” เอ๊ย!! “หอยเหม็น” นะครับ…
(read more » )
02/03/2008 05:01
ก่อนที่เราจะได้ไต่กระหน่ำพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พวกเราได้มานอนเล่นกันที่อุทยานแห่งชาติคินาบาลูกันก่อน เราจองบ้านพักไว้สองหลัง ซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร แต่ถ้าหากใครนึกออกก็ทิ้งคอมเม้นต์ไว้ได้นะครับ เพราะเวบนี้ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็โพสต์ได้จ้า
จากโกตา คินาบาลูมายังอุทยานแห่งชาติคินาบาลูนั้น พวกเราจ้างรถรับจ้างมา ที่นี่ค่อนข้างจะเคร่งครัดในเรื่องระเบียบมาก โดยรถโดยสารจะไม่ให้บรรทุกคนเกินเลย เช่น รถคันที่ผมนั่งเป็นรถยนต์ก็จะให้คนนั่งได้เพียงแค่ 4 คน รวมคนขับ ระหว่างทางผมไม่ได้ถ่ายภาพเลย เพราะว่าตอนนั้นใช้กล้องฟิล์ม ถ่ายไปฟิล์มก็แพง ไหนจะติดกระจกรถ แถมถ่ายไป รถก็วิ่งไปเรื่อย เดี๋ยวจะเจอมุมสวยอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้? ขืนถ่ายไปเรื่อยๆ กลับมาถึงบ้านต้องน้ำตาตกเพราะค่าฟิล์มแน่ๆ ผมเลยไม่ค่อยได้ถ่ายภาพสักเท่าไหร่นัก ทำขรึมเปนฤาษีประจำรถไปเลย (เพราะเครียดอย่างแรง)
พวกเราหิ้วอาหารทะเลยมาเพื่อทำทานกันเองที่บ้านพักจากโกตาฯ เลยทีเดียว ส่วน ผักต่างๆ นั้น ระหว่างทางจะมีตลาดอยู่ที่นึง ก็คล้ายๆ กับตลาดมูเซอ (ชาวเขา) ของบ้านเรานี่แหล่ะครับ มีพวกผักสดและผลไม้ต่างๆ ขายมากมายทีเดียว ส่วนมากผมไม่ได้สนใจหรอกครับ มัวแต่หาอะไรเพื่อถ่ายภาพอยู่มากกว่า แต่ก็ไม่มีอะไรให้ถ่ายภาพนัก

แต่ที่นี่วิถีชีวิตดูเรียบง่ายกว่า คนไม่มากเท่าบ้านเรา ผมชอบนะ ดูเก่าๆ ดี ที่สำคัญไม่ค่อยเห็นขยะ หรือว่าถุงพลาสติกเกลื่อนถนนเหมือนตลาดบ้านเรา หุหุหุ
หลังจากเสร็จธุระที่ตลาดแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางก็ยังมีวิวทิวทัศน์ที่ทำร้ายความรู้สึกเราปรากฎให้เห็นอยู่ตลอดเวลา มันคือ Mount Kinabalu ครับ รุปทรงของเจ้าคินาบาลูนี่ก็เหมือนเกาะที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน สูงขึ้นไปบนฟ้า ใครเคยได้วลีที่ว่า “สูงเทียมเมฆ” มาก่อน ผมว่าถ้าได้เห็นคินาบาลูนี่จะเข้าใจเลย เนื่องจากเมฆแถวนั้นจะบังเขาแทบจะทั้งลูกจนหายไปไม่สามารถเห็นได้เลยว่าคินาบาลูนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร? (ยกเว้นช่วงเช้าก่อนแปดโมงเท่านั้น) ระหว่างดูภาพนั้นไป พวกเราก็บ่นๆ กันว่า
“แล้วพวกกูจะปีนกันไหวไหม๊เนี่ย!!”
มันแน่นอนหล่ะ ว่าไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์ทำไม่ได้ แต่ว่า เห็นแล้วมันพาให้กำลังใจมันถดถอยลงจริงๆ
พวกเรานอนค้างกันที่อช. กันสองคืน บรรยากาศบ้านพักนั้นถือว่าสุดยอดมาก เพราะนอนกันได้บ้านนึงหลายคนเหมือนกันครับ พวกเราไปกันสิบกว่าคนได้ เช่าบ้านเพียงแค่สองหลังเอง และที่นี่ก็มีทั้งโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี เตาผิง เครื่องครัว และเครื่องทำน้ำอุ่น ที่ทำน้ำอุ่นให้กับซิงค์ของห้องครัวอีกตะหาก นอกจากนี้ข้างๆ บ้านพักที่เราพักอยู่ก็มีเตาบาร์บีคิวกลางแจ้งให้พวกเราได้ปิ้งอะไรกินกันกลางแจ้งอีกด้วย ทั้งหมดนี้ ในราคาที่ผมว่าถูกกว่าอช. บ้านเรานะ (จำไม่ได้แระ ว่าเท่าไหร่?)
ชักจะยาวแล้ว เดี๋ยววันหลังมาต่อเรื่องบ้านพักกัน…
01/03/2008 07:24
วันนี้ผมจะพาเที่ยวเมซิเลากัน มาดูของดีเมซิเลา
เมอซิเลาอยู่ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลูนี่แหล่ะครับ คือ ทางขึ้นไปสู่ยอดคินาบาลูนี่จะมีสองทาง คือ ทางทิมโปฮอนเกจ (Timpohon gate) เพราะทางเมซิเลายาวกว่าอีกทาง (10 Km. ทิมโปฮอร์น ยาว 8.5 Km.) และค่อนข้างจะเดินลำบากเนื่องจากผ่านเขาหลายลูกต้องเดินขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาพวกเราจึงเลือกที่จะขึ้นคินาบาลูทางทิมโปฮอน และเดินลงทางเมอซิเลา แต่ทางเมซิเลา (Mesilau summit trail) นี่ป่าจะอุดมสมบูรณ์กว่าทางทิมโบฮอรน์มากๆ (Timbohon summit trail) พวกเราแก๊งค์สีรุ้งเลยต้องแวะมาเที่ยวกันที่เมซิเลานี่กันก่อน เพราะวันลงคงเที่ยวเมซิเลาไม่ไหว
ที่นี่เราพบเพื่อนร่วมทางเป็นกลุ่มชาวไทยที่มาเที่ยวคินาบาลูเหมือนกันด้วย คนไทยมาเที่ยวที่นี่กันเยอะครับ มีเจอที่ Poring ด้วยมาเที่ยวกับแฟนฝรั่ง ที่นี่ฝนตกเกือบทุกวัน พวกเราต้องใส่เสื้อกันฝนตลอด ภาพบางภาพก็ต้องถ่ายกันกลางฝน (ภาพกลาง) ส่วนภาพทางซ้ายจริงๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก เพียงแต่ว่าผมอยากหลอกจับมือหนูแนนเท่านั้น ก็เลยหาเรื่องถ่ายภาพ แล้วให้หนูแนนถือแฟลช อิอิ ภาพนี้ผมใช้แมนนวลแฟลชกับกล้อง FM2 คำนวณจนปวดหัว ดีที่เส้นเลือดในสมองไม่แตก…
ที่นี่ผมฟังไกด์ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเป็นคนไทยแท้ๆ แถมไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษอะไรนัก ก็เลยงงเต็ก อะไรบ้างก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ที่นี่จะมีต้น “หม้อข้าวหม้องแกงลิง” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือมีชื่อเต็มๆ ว่า Nepenthes Raja หรือ “หม้อข้าวหม้อแกงราชา” นั่นเอง แต่ก่อนจะไปถึงหม้อใหญ่ ผมขอพูดถึงหม้อเล็ก หม้อน้อยเสียหน่อย และต้องออกตัวอีกครั้งว่าผมเป็นแค่นักถ่ายภาพ และนักท่องเที่ยวครับ ไม่ได้เป็นมืออาชีพอะไรทางด้านนี้เลยไม่ค่อยรู้อะไรลึกนัก
ทั้งหมดที่ผมรู้ก็คือ ที่บอร์เนียวนี่มีหม้อข้าวหม้อแกงทั้งหมด 21 ชนิด และมี 8 ชนิด ที่มีไม่เหมือนที่ใดในโลก
จบข่าว อิอิ
ส่วนหม้อข้าว หม้อแกงราชานั้นหน้าตามันเป็นอย่างนี้ครับ
ส่วนผมเอง เวลาเห็นคนในภาพทีไร เป็นต้องหน้า… เอ๊ย!! ดูขนาดความใหญ่ของหม้อข้าวหม้อแกงราชา ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี่วัดความจุของมันเป็นลิตรเลยทีเดียว ดังที่เห็นในภาพ ใบของมันแทบจะเท่าคนทีเดียวครับ อ้อ หม้อข้าวหม้อแกงบ้านเรา ถ้าจะเอาที่หาดูได้ง่ายๆ ก็ต้องไปภูกระดึง แต่ขนาดมันจะเล็กไปไม่หน่อยนะ ยิ่งเอามาเทียบกันนี่ถึงกับหดหู่เลยทีเดียวหล่ะ…
ไม่เป็นไรน่า ขนาดมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ :P