ไฟฉาย เป็นสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวควรจะติดตัวไว้ อย่างผมวันนี้ก็เพิ่งไปซื้อไฟฉายมาหยกๆ เพราะว่าเมื่อต้นเดือนได้มีโอกาสไปดอยอ่างขาง และระหว่างที่ผมกำลังรอพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อถ่ายรูปที่จุดชมวิว “กิ่วลม” นั่นเอง ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า อืม… ใส่เลนส์ดีกว่า แต่ตอนอยู่ในรถดันไม่ใส่ มายืนใส่นอกรถทั้งๆ ที่มันมืดๆ อย่างนั้น ก็เรียบร้อยครับ…
ครึ่ก… เสียงเลนส์ชิ้นท้ายของเลนส์มหาแพงราคา 3,500 กระแทกเข้ากับเมาท์กล้องอย่างจัง จนเป็นรอยขนาดใหญ่อย่างถาวร วันนั้นคงจะเป็นวันที่ผมต้องจดจำไปจนวันตาย…
3,500 เอง หลายคนอาจจะทักว่าทำไมเลนส์มันถูกจัง…
…คือ 3,500 หน่ะ หน่วยมันเป็น US Dollar ครับ ไม่ใช่เงินบาท…
นั่นหล่ะ วันนี้ผมถึงไปซื้อไฟฉายมา มันเป็นไฟฉายแบบคาดหัวที่ใช้ถ่าน AA แบบสองก้อน มีกลไกการออกแบบที่เรียบๆ ง่ายๆ หน่อย เพราะถ้าเป็นแบบ LED ผมเห็นแล้วว่า โดนน้ำที่ไร มันเป็นต้องเจ๊งทุกที (ถ้าเป็นคนเที่ยวแบบดุๆ แนะนำให้ใช้แบบกันน้ำได้ไปเลยครับ ไม่งั้นเดี๋ยวได้เสียเงินกันหลายรอบ) แต่แบบที่ผมซื้อมามันจะเป็นแบบหลอดไส้ธรรมดา ซึ่งมันก็มีข้อเสียที่ว่า เวลาหลอดมันจะขาด มันจะไม่มีการมาบอกกับคุณว่า “พี่ค๊าบ ผมไม่ไหวแล้ว ผมขอลานะค๊าบ” อะไรทำนองนี้ ไม่เหมือน LED หัวเดียว แรงก็แรง ไหนจะมีหลายหลอดในหัวเดียว แถมผมยังไม่เคยเห็น LED หลอดขาดสักกะที ไหนจะหรี่กำลังเพื่อประหยัดถ่านได้อีกต่างหาก… แต่เอาน่าแค่ไฟฉายคาดหัว
แล้วทำไมผมต้องซื้อแบบคาดหัวด้วยหล่ะ?
มาท้าวความกันดีกว่า ผมกับท่านประธานของแก๊งค์สีรุ้งนั้น มีความผูกพันธ์กันมานมนาน เพราะเรียนหนังสืออยู่ที่เดียวกันถึง 6 ปี เราต่างมีความฝันในวัยเรียนหลายอย่างที่ตรงกัน สิ่งหนึ่งก็คือ การท่องเที่ยวโดยเฉพาะเที่ยวธรรมชาตินี่แหล่ะ แรกๆ ผมกับประธานต้น ก็ลองผิดลองถูกกันมาเรื่อย ช่วงแรกที่เที่ยวนั้น เราต่างไม่รู้อะไรกันเลย แถๆ แบบกูอยากจะทำกันไปเรื่อย จนมาถึงจุดที่มีรถขับ ไปเที่ยวแบบซื้อเขากิน จนบ้าขนาดว่ามีเตาสนาม สามารถทำกับข้าวทานกันเองเมื่อออกมาเที่ยวไกลๆ ได้
แรกๆ ผมกับต้นใช้ไฟฉายที่เป็นกระบอกเล็กๆ เป็นพลาสติกสีๆ แรดๆ หน่อย เป็นของ Panasonic (อันที่ใช้คาดหัวอยู่ปัจจุบันก็ใช้ของ Panasonic) ซื้อเอาจากโลตัส บิ๊กซี หรือคาร์ฟูร์นี่หล่ะ ทีนี้เมื่อก่อนต้นนั้นก็ทำค่ายครูห้องเรียนธรรมชาติ ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสไปบันทึกภาพน้องๆ เขาทำกิจกรรมด้วยเหมือนกัน การออกค่ายครั้งนั้นเราต้องทำอาหารกินกันเอง แต่วันนั้นไม่รู้เป็นอะไร ไฟแถวนั้นมันไม่มี เลยต้องใช้ไฟฉายทำกับข้าวกันไม่งั้นก็คงมองอะไรไม่เห็น ด้วยความที่มีแต่ไฟฉายแบบนั้น เวลาทำกับข้าว เราก็ต้องใช้มือทั้งสองมือ ทำให้ไม่สามารถถือไฟฉายได้ และเมื่อถือไฟฉายไม่ได้ แน่นอน “ก็ต้องคาบมันไว้” ไม่งั้นหล่ะ มึดตึ๊บ
หุหุ ครับ คงไม่มีใครอมไฟฉายไว้แน่นอน ต่างคนก็ต่างคาบด้วยฟัน และทำงานไป
แต่พอทำได้สักพักนึงมันก็… ตึ๋ง
ตึ๋ง
และก็ติ๋ง เราต้องคอยปาดมันออก แถมฮาไปเรื่อย
ครับ น้ำลายมันไหลออกมาจากปากนั่นเอง กร๊ากก ตั้งแต่นั้นมา พวกเราก็ใช้ไฟฉายคาดหัวกันทุกคน :P ซึ่งอันนี้ถ้าใครไม่เชื่อว่าน้ำลายมันจะไหล ก็ลองคาบดินสอแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานดูนะ อิอิ (ห้ามอมๆ)
ปล. แต่จริงๆ ไฟฉายแบบคาดหัวก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคนหรอกนะ ถ้าไปเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร ผมว่าไฟฉายธรรมดาก็โอแระ
