31/08/2007 06:47
Posted by
hotduckz in
Blog
บ้านเพื่อน? ผมจะไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีชื่อว่า “เวียดนาม” ครับ ส่วนตัวแล้ว ประเทศนี้ถือว่าเป็นประเทศที่สี่ที่ผมจะได้ไปเยี่ยมเยียน โดยหมายกำหนดการณ์ที่ผมจะไปก็ไปช่วงปีใหม่ มีเวลาเต็มที่ 7 วันเพื่อตะลุยถ่ายภาพแถบเวียดนามกลาง ซึ่งก่อนจะไปผมก็ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ให้เพื่อนๆ เป็นคนหาข้อมูลให้ทั้งหมด อันนี้ต้องขอขอบคุณสมาชิกแก๊งค์สีรุ้งทุกท่านครับ
ประเทศแรกที่ผมได้ไปเยือนตอนนั้นเป็นตอนที่ผมยังเด็กมากๆ สิบกว่าขวบเห็นจะได้ คือ ประเทศพม่า ส่วนประเทศที่สองก็คือ มาเลเซียที่ไปคินาบาลูมา ส่วนประเทศที่สามก็คือลาว คราวนี้ผมจะไปเวียดนามแระ
ไปแล้วทำไมต้องแลกกะตังด้วย ไม่เข้าใจเลย? คือ เห็นคุณเพื่อนบอกว่าช่วงนี้บาทกำลังขึ้น ไอ้ผมก็เกรงว่าจะขาดทุนเลยรีบโกย เอ๊ย!! ไม่ใช่สิ เห็นคุณเพื่อน และข้อมูลจากหลายๆ แหล่งบอกว่า จะไปเวียดนามนั้นเราควรที่จะใช้เงินดอลล์ดีกว่าที่จะไปแลกเงินด้วยเงินบาท ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่รู้กับเค้าเหมือนกันก็เลยเอาเงินไปแลกไว้ เพราะถึงสิ้นปีดอลล่าร์อาจจะแข็งกว่านี้ (คิดไปนั่น แลกมาสองร้อยเหรียญจะกำไรถึงพันบาทไหม๊เนี่ย?)
“เข้าไปงงงง ออกมาหน้าย่น”
ผมกับยุ้ยจังไปแลกเงินที่ Super rich ตรงราชดำริมา อยู่ตรงข้ามกับ Central World หน่ะครับ ตอนเข้าไปร้านเค้าจะปิดพอดี พี่ที่เป็นตำรวจเข้ามาพูดแนะนำอธิบายหลายอย่าง ได้ความรู้มากๆ เลย แต่…. มันลนๆ ครับ กลับมาบ้านลืมหมดเลย - -’
ที่พอนึกออกก็คือ พยายามมาแลกตังที่นี่ตอนที่ร้านยังไม่ปิด (ก่อน 6 โมงเย็น) เพราะว่าเรตดีกว่าช่วงที่ร้านปิดทำการแต่มีเปิดบู๊ทให้แลกเงินอยู่ (6 โมงเย็น - สองทุ่ม) นอกนั้นนึกไม่ออกจริงๆ ครับ เพิ่งเคยมาแลกเงินเองเป็นครั้งแรก เมื่อก่อนให้เพื่อนแลกให้หมด นี่ออกมาหน้าย่นเพราะยังไม่รู้ว่าตัวผมทำอะไรผิดหรือเปล่า? แบบว่าไม่เคย
เรทแลกเงินที่นี่เท่าที่ผมเทียบดูกับแบ๊งค์อื่นๆ ก็ดีกว่าอย่างที่เขาลือกันจริงๆ อ้อ ส่วนเวลาแลกตัง ถ้าเป็นแบ๊งค์เล็ก อัตราแลกเปลี่ยนจะน้อยกว่าแบ๊งค์ใหญ่ด้วย เช่น ถ้าแลกร้อยเหรียญเป็นแบ๊งค์ 100 US อัตราแลกเปลี่ยนเงินก็จะเท่ากับ 34.27 บาท ส่วนถ้าแลกเป็นแบ๊งค์ 20 US 5 ใบก็จะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 34.17 บาทครับ ส่วนเรทวันนี้ที่ SCB อยู่ที่ 34.93 มั้ง ผมไม่แน่ใจครับ (ถูกไหม๊หล่ะ ถูกไหม๊หล่ะ)
23/08/2007 01:42
ที่ผมตั้งชื่อไว้อย่างนี้ไม่ใช่ว่าด่าใคร (เช่น ด่าตัวผมเอง) เสียเมื่อไหร่ แต่ชีวิตนี้ผมยังไม่เคยไปลาวเลย ครั้งแรกที่ผมได้กลิ่นประเทศลาวก็ครั้งเมื่อผมได้มีโอกาสไปเที่ยวอุบลฯ ตอนนั้นก็ได้ไปเที่ยวช่องเม็กเหมือนกัน แต่รูปดันเป็นฟิล์ม หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แหมฟิล์มดีจริงๆ ถ้าใครกล้ามาพูดใกล้ๆ ระวังของต่ำของผมให้ดีนะครับ อาจจะไปเฉียดๆ แถวๆ ของสูงของคุณได้ เสียเงินเป็นแสนได้อะไรไร้สาระมาก็ไม่รู้ ใจคอคงอยากให้ผมซื้อดรัมแสกนเสียเงินอีกสักไม่กี่แสนจะได้มีภาพที่ออกมาแล้วเหมือนนิตยสาร หุหุหุ…
ขอโทษที่ต้องบ่นนะคร๊าบบ มันอึดอัดใจจริงๆ แทบจะขายตัวเพื่อถ่ายรูปเลยนะเนี่ย

ครั้งที่สอง ผมไปน่านกับเจ๊ตุ๋มและยุ้ยจัง มีวันนึงพวกเราเกิดหงุดหงิดไม่มีอะไรทำกันก็เลยลองหาทางข้ามไปลาวผ่านด่านห้วยโกร๋นกัน ปรากฎว่าทางด่านนั้นค่อนข้างจะเข้มงวดมาก หากจะไปเที่ยวฝั่งลาว เราต้องติดต่อทางนั้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น เรื่องนี้ใครจะไปจริงๆ ถามที่น้าหรือน่านทัวร์ริ่งได้ หรือจะลองไปเองแล้วต้องโบกรถกลับเหมือนน้าดูก็ได้ แล้วจะรู้ว่าเหนื่อยเปล่าเป็นเยี่ยงไร? หรือดูวิดีโอตอนน้าโบกรถกลับจากห้วยโกร๋นได้เรย (ต้องโบกเพราะรถประจำทางหมดแล้ว มีสองรอบหกโมงเช้า กับแปดโมงเช้าหรือเช้ากว่านั้นอ่ะ)
อ้อ ตรงด่านห้วยโกร๋นนั้นจะมีตลาดอยู่ที่ด่าน ถ้าหากมีรถมาเองจะแวะมาดูชีวิตคนแถบชายแดนก็ได้ แต่ถ้ามาหลังแปดโมงเช้าไปแล้ว ตลาดก็จะวายแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าสนใจสักเท่าไหร่นัก นอกจากผู้คนที่เดินทางผ่านไป ผ่านมาแถวๆ นั้น…
(read more » )
21/08/2007 13:27
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ได้มีพรานป่ารูปร่างล่ำสันและมีฝีมือในเชิงพรานคนหนึ่งชื่อว่า “จึ่งขึ่งดั้งแดง” ไล่ล่าตามควายที่ถ่ายมูลเป็นเงินมาจากหลวงพระบาง พอมาถึงริมโขงก็เห็นควายเงินกำลังกำลังพักกินน้ำอยู่ นายพรานจึงดักซุ่มยิง แต่พอดีมีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมาพอดี ควายเงินจึงตกใจหนีเตลิดขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง ต่อมาเขาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “ภูควายเงิน” นายพรานโมโหจึงยิงไปถูกเขาอีกลูกหนึ่งจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผา ชาวบ้านจึงเรียกที่นั่นว่า “ภูผาแบ่น”
นายพรานจึงโกรธชาวเรือซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงพยายามขนหินมาปิดลำนำโขงไว้ เพื่อไม่ให้ชาวเรือเดินทางได้ เกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว แต่พอดีมีเณรองค์หนึ่งมาเห็นเข้า จึงออกอุบายให้นายพรานใช้ไม้เฮียะหาบหินไปแทน ไม้เฮียะ (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกแล้วก็มีความคมกริบ เมื่อนายพรานแบกหิน ไม้จึงบาดคอนายพรานจนต้องนอนตายคุดคู้อยู่ตรงนั้นนั่นเอง จึงเรียกแก่งหินนั้นว่า “แก่งคุดคู้” ซึ่งจริงๆ แล้วตามตำนานยังมีแก่งที่เกิดจากเรื่องนี้อีกหลายแก่งครับ
ปล. ใครทราบบอกผมด้วย :P
20/08/2007 11:34
หลังจากตื่นนอนพวกเราก็หาเรื่องเที่ยวกันเลย (กะเอาให้คุ้ม หรือว่าง่ายๆ ว่างกนั่นเอง อิอิ) เช้าวันแรก ยังไม่ถึงหกโมงเช้าพวกเราก็ออกเดินทางจากเชียงคานเกสต์เฮาส์ไปสู่บ้านป้าศรีพรรณเพราะว่าวันนี้ป้าจะพาเราไปทำบุญวันเข้าพรรษากันที่วัดมหาธาตุ
บรรยากาศการทำบุญนั้นทำให้ผมมีความสุขมาก อ้อ ที่นี่จะตักบาตรกันด้วยข้าวเหนียวนะครับ สัญลักษณ์ของเมืองนี้ถ้าจะพูดว่าคือ ‘กระติ๊บ’ ข้าวเหนียวก็คงจะไม่ผิดอะไรนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชาวเมืองเชียงคานมีกันไว้ทุกบ้านเลยทีเดียว
| หลังจากทำบุญเช้าแล้ว พอเสร็จจากทำบุญพวกเราก็ออกไปไหว้พระกันต่อที่ ‘พระใหญ่’ จากเชียงคาน พระใหญ่จะอยู่ไกลมาก ประมาณ 20 กิโลเมตร ทางบางช่วงก็เป็นลูกรัง หากต้องการมาถ่ายภาพพระใหญ่ผมแนะนำให้มาช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เพราะถ้าเป็นช่วงเช้า พระอาทิตย์จะอยู่ทางด้านหลังขององค์พระ ทำให้ถ่ายภาพองค์พระได้ยากครับ แต่ถ้าจะมานมัสการเพียงอย่างเดียว ก็มาแต่เช้าตรู่เลยก็ได้ แดดจะได้ไม่ร้อน |
|
|
อ้อ และระหว่างทางที่เราจะเดินทางไปสักการะพระใหญ่ จะมีจุดแวะพักชมวิวแดนไทย-ลาว อยู่ในสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ์ด้วย แต่ข้างในจะเหงาๆ หน่อย เพราะไม่มีคนเลย มีห้องน้ำให้แวะล้างหน้าล้างตาด้วย ขี่รถไป-กลับแวะเที่ยว แวะคุยไปเรื่อย กลับถึงเชียงคานก็ราวๆ เที่ยงวันเห็นจะได้
 |
 |
แต่ก็ยังไม่หายสนุก พวกเราจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวภูผาแบ่น อยู่ไม่ไกลสักเท่าไหร่ราวๆ 10 กิโลฯ ที่นี่ไม่มีอะไรมากระหว่างทางก็จะมีทุ่งนา สวนไร่ของชาวบ้าน อากาศร้อนเหมือนกัน แต่พวกเราก็ถ่ายภาพกันสนุกสนานเลยทีเดียว เราไปสุดทางที่วัดถ้ำผาแบ่นหรือไงเนี่ยครับ ข้างในถ้ำมีอะไรอยู่บ้างผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะไปถึงแล้วไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลยสักคน แต่ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงลองคลิ๊กดูวิดีโอได้ครับ
คิดว่าถ้าพกไฟฉายมาก็คงจะเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำได้เหมือนกัน |
(read more » )
20/08/2007 03:55
จริงๆ แล้ววันแรกผมกะจะพักผ่อนให้เต็มที่เรย แล้วค่อยออกซิ่งทีเดียวสามวันรวด แต่ก็มาเจออ. คนนึง แกคุยกับสาวฝรั่งเศสได้คล่องปร๋อ แถมพาฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวอีกต่างหาก พวกเราเลยอดไม่ได้ที่จะไปเที่ยวบ้าง โปรแกรมช่วงบ่ายของวันแรกของพวกเราก้อคือ เช่ามอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวแก่งคุดคู้กับภูท่อกกัน สนุกครับ แดดร้อนตัวดำนิดหน่อย แต่เมื่อคิดว่ามันนำมาใช้แลกกับประสบการณ์ที่ผมคงไม่มีวันลืมแล้ว มันคุ้มครับ

แก่งคุดคู้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงคาน ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ห่างจากเมืองประมาณสามหมาหอนกะอีกสองแมวหง่าว แก่งนี้มีตำนานเล่าขานมานานเพียงแต่ว่าจะฟังตำนานให้สนุก คุณต้องรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในแถบนี้ให้หมดเสียก่อน โดยฤดูที่เหมาะจะมาเที่ยวแก่งคุดคู้นั้นก็ควรจะเป็นช่วงหน้าแล้ง เพราะถ้าหากเป็นหน้าน้ำแล้วเราจะไม่เห็นแก่งคุดคู้เลย นอกจากจะมาเที่ยว นั่งกินอาหารและเดินเล่นริมโขง

และถ้าหากว่าเราขี่มอเตอร์ไซค์มาหล่ะก้อ ผมแนะนำให้ลองขึ้นไปเที่ยวบนภูทอกดู (รถยนต์ขึ้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นเขตขององค์การโทรศัพท์) ลองถามทางคนแถวนั้นดูครับ ทิวทัศน์สวยงามมาก แต่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ต้องแรงพอสมควรนะครับ เพราะว่าทางขึ้นนั้นชันมากๆ ถึงมากที่สุด ดูจากวิดีโอได้จะเห็นได้ว่าผมขี่มอเตอร์ไซค์แค่ช้าๆ (ไม่งั้นเดี๋ยวจะแหกโค้งได้)
หลังจากที่เราขึ้นไปชมภูทอกแล้วเราก็เดินทางกลับที่พักกัน…
| บริเวณริมฝั่งโขงเราจะเห็นภาพชีวิตมากมาย บางทีเขาก็เขินเวลาถูกถ่ายภาพ บางทีไปถ่ายภาพเขา เขาก็พูดเอาเล่นเอาผมหงายหลังเหมือนกัน แต่ผมก็เข้าใจเสมอว่า “ชีวิตที่เรียบง่าย นั้นต้องการอะไร” ก็เหมือนกันกับคนทุกคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอ่ะแหล่ะครับ คนเรายิ่งมีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งจะเรียบง่ายเท่านั้น จะมีใครบ้างที่ชอบให้คนมายุ่งกับชีวิต โดยตัวเองไม่มีผลประโยชน์อะไร |
|
|
ช่างภาพหรือนักท่องเที่ยวบางคนแม้แต่กระทั่งเกียรติ์ก็ไม่เคยให้กับตัวแบบเลย
แต่ตัวเองอยากได้ภาพเขา เขาไม่ให้ถ่ายก็ด่าเขาลับหลัง เฮ๊อะ
 |
 |
หลังจากกลับมาถึงที่พักเราก็ออกไปที่ตลาดเพื่อหาอะไรกินนิดหน่อย ที่เชียงคานนี่เขาชอบทานหวานกันครับ ของหวานนี่จะหวานไปหมด คนที่ไม่ชอบทานอะไรหวานๆ หากซื้อมากินเยอะๆ ก็อาจจะทานไม่หมดก็ได้ ว่าแต่ที่ตลาดนี่ มีหนังไก่ทอดเจ้าหนึ่งอร่อยมากๆ ตั้งแต่เกิดมารู้สึกว่าเจ้านี้แหล่ะ อร่อยที่สุดในประเทศ (เวอร์ไปไหม๊เนี่ย) ขนาดว่าจะไปเชียงคานอีกก็เพื่อทานหนังไก่นี่แหล่ะครับ |
(read more » )
18/08/2007 13:23
ถึงแล้ว ‘คาน’ อ้อ “เชียงคาน” สิครับ ผมเล่นมุขนี้แล้วใครจะกล้าไปเที่ยวเชียงคานกันหล่ะเนี่ย อิอิ หลังจากลงจากรถทัวร์เป็นที่เรียบร้อย เราก็มาถึงเชียงคานแล้ว ความรู้สึกเมื่อผมเหยียบพื้นเมืองเชียงคานเป็นครั้งแรกนั้น ผมรู้สึกไม่ต่างกับการที่ตนเองได้ค้นพบสิ่งใหม่เป็นคนแรกของโลกเลยทีเดียวเชียว (ไม่รู้ว่าจะรู้สึกเหมือนตอนที่นีล อาร์มสตรองเหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรกหรือเปล่านะ แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของอีตาเป็ดมากๆ เรย) แต่ขั้นแรกผมแนะนำให้นักศึกษาวิชาทหารทุกท่านกรุณาดาวน์โหลดแผนที่ข้างล่างไว้ดูเล่นก่อน (ไฟล์ขนาด 1.2 MB)

ดาวน์โหลดแผนที่สำหรับปริ๊นท์ได้ที่นี่
จุดที่เราลงรถก็คือตลาด เมื่อไปถึงมันจะเป็นช่วงเช้ามากๆ เลย เดินไปนิดนึงมะหมาก็จะเห่ากันเสียงขรม เดินไปอีกนิดนึงมะหมาก็จะออกมาเห่ากันเสียงขรมอีก ดังนั้นหากเป็นผู้หญิงมาก้อเรียกรถสามล้อไปเถอะครับ (เดินไกลด้วย) แต่จริงๆ ตอนเช้าๆ นี่ที่เชียงคานสวยมาก เพราะมีการประดับไฟตามเสาไฟฟ้าและอาคารบ้านเรือน ใครชอบถ่ายภาพก็เอาขาตั้งมาด้วยแล้วกัน จากตลาดให้เดินไปทางถนนชายโขง ที่นั่นจะมีที่พักที่ผมชอบๆ และแนะนำสามที่ด้วยกัน
คืนแรก พวกเราทะเลาะกันตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ว่าจะน่อน นอน น๊อนกันที่ไหนดี สุดท้ายก็มาลงที่เชียงคานเกสต์เฮาส์ก่อน ซึ่งใจจริงแล้วผมอยากนอนเรือนแฮมลูกไม้นะครับแต่พอดีวันแรกเค้าปิด พอจะมานอนโฮมสเตย์ป้าศรีพรรณบ้านป้าก็ยังไม่เปิด สุดท้ายพวกเราเลยค้างที่เชียงคานเกสต์เฮาสต์เป็นที่แรก
ที่เชียงคานเกสต์เฮาส์ที่นี่แขกส่วนมากจะเป็นชาวต่างประเทศ มีน้องแมว กะน้องหมามาเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาได้เป็นอย่างดีเลย ที่สำคัญที่นี่มีระเบียงสำหรับนั่งกินลมด้วยอีกต่างหาก ห้องพักก็ถือว่าดีครับ สะอาด ไม่อับชื้น ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ห้องน้ำสะอาด บรรยากาศเป็นกันเองครับ ค่าห้องพักเท่าที่ผมเห็นก็มีตั้งแต่ 150-300 บาท ชิลๆ
(read more » )
17/08/2007 11:12
ผมออกจากบ้านตั้งแต่บ่าย 3 โมงครึ่งเนื่องจากโดนเพื่อนร่วมทางอำไว้ว่า รถออก 6 โมงเย็น ผมก็เลยรีบ ด้วยความรีบ และก็รีบ พอเดินออกมาหน้าปากซอยบ้านของผมก็จะมีคิวรถตู้ไปหมอชิตจอดอยู่พอดี ผมมองผ่านๆ ก็เห็นว่าคนกำลังจะเต็มรถแล้ว จึงรีบก้าวขึ้นไปบนรถอย่างเร็วรี่เพราะกลัวจะไปเจอรถติดจนไปไม่ทัน
“ห้าสิบบาท” คนขับบอก ผมทำหน้าตกใจเล็กน้อย แต่เอาน่าขึ้นรถมันแล้ว ก็ได้แต่บ่นในใจ ตอนแม่ผมสาวๆ นี่ก๋วยเตี๋ยวชามละไม่ถึงสลึงเลยนะเนี่ย นี่ผมฟ้องสคบ. ได้นะเนี่ย นึกเสร็จผมก็ไถตัวไปนั่งเบาะหน้าสุดหลังคนขับเพราะมันเหลือสองที่สุดท้ายแล้ว ข้างๆ ผมพอผมเข้าไปคุณยายที่นั่งอยู่ก่อน และพอผมนั่งคุณยายก็กระแอมขึ้นมาทันที “แฮ่มๆ” ประมาณว่า ‘อย่ามาแหยมยายนะเฟ้ย’ สักพักก็มีไอ้หนุ่มหน้ามนเดินขึ้นตามผมมาทันที ตัวก็คุยโทรศัพท์มือถือไม่เลิกรา สักพัก ไอ้ห้าสิบบาทที่ผมเสียไปก็เริ่มอยากได้คืนขึ้นมาเสียแล้ว ทำไมอ่ะเหรอ? ใช่ครับ รถมันเต็มแล้วแต่มีคนมาอีกสองคน พี่คนขับก็แสนจะใจดี ให้สองคนที่มาใหม่นั้นขึ้นมาเบียดกับคนบนรถจนแน่นไปหมด คุณคิดดู คนไปหมอชิตจะเอาอะไรติดตัวกันมาบ้าง~!!
แต่ผมก็เฉยๆ เอาน่าจะลงตอนนี้ก็สายเสียแล้ว รถก็ออกสตาร์ทแล้วด้วย ตอนนี้นอกจากเป้ของผมที่วางบนพื้นแล้ว ผมยังมีกระเป๋ากล้องใบใหญ่อีกใบหนึ่ง พอผมขยับตัวปุ๊บ คุณยายก็จะกระแอมปั๊บ เอาหล่ะสิกูแถวนี้นั่งกันตั้งสี่คน สัมภาระก็อย่างเพียบเลย สักพักรถกำลังจะขึ้นทางด่วนพี่หนุ่มหน้ามนก็เลิกคุยโทรศัพท์พอดี และเริ่มรู้ตัวว่า ตนเองกำลังอยู่ในโพสิชั่นที่ไม่ดี ก็เลยรีบบิดตัวไปมาเพื่อหาที่ว่างเพิ่ม…
(read more » )
16/08/2007 14:01
ผมไปมาเมื่อราวๆ ต้นเดือนที่ผ่านมา เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักมากๆ ผู้คนอัธยาศัยดี ชีวิตเรียบง่ายไม่วุ่นวายอะไร ผมก็มีความสุขดี เสียอย่างเดียวดันไปเจอ “เกรียน” เข้าให้ ผมขี่จักรยานผ่านดันมองหน้าแถมถุยน้ำลายใส่ซะงั้น (สงสัยหมั่นไส้ในความหล่อของผม) ขอบอกชาวเชียงคานไว้ด้วย เป็นเด็กประมาณม. ปลายสูงประมาณ 170 ซม. ขาว ตี้ นี่ไว้คราวหน้าจะจัดทริปไป “ตบเกรียน” แทนไปเที่ยวแระ (ล้างแค้น, คิดดูขนาดไปมาครึ่งเดือนแล้วยังไม่หายเคือง 555)

เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเลย มีหลายคนเปรียบเทียบว่าเป็นเมืองที่เหมือนกับ ‘ปาย’ เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ผมไม่ชอบการเปรียบเทียบเลย เพราะยังไงเชียงคานก็คือเชียงคานครับ การไปเที่ยวเชียงคานนั้นผมแนะนำให้มีเวลาสักสอง-สามวันเป็นอย่างน้อย ยกเว้นถ้าจะไปพักผ่อน ค่าใช้จ่ายก็ไม่มีอะไรมาก ที่พักก็ราคาแสนจะถูก แต่ถ้าจะเช่ามอเตอร์ไซค์เที่ยวก็ไม่ถูก ไม่แพง ค่าเช่ารถประมาณ 200 บาทต่อวัน สถานที่เที่ยวใกล้ๆ เชียงคานก็มีไม่มากนัก แต่ถ้าจะเอาให้ครบที่เด็ดๆ มีเวลาแค่สอง-สามวันก็เที่ยวไม่หมดเหมือนกัน

คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นผมไปสี่วัน-สามคืน ก็ใช้เงินไปราวๆ เกือบๆ สามพันบาท ก็ถือว่าไม่แพง เพราะแค่ค่ารถก็พันเศษๆ แล้ว นอกนั้นค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้นอย่างที่ว่าไป สบายๆ ไม่ลำบาก กินอิ่ม นอนหลับทุกวัน
จากกรุงเทพฯ จะมีรถไปเชียงคานวันละสองรอบ ผมแนะนำให้ออกเดินทางเย็นวันศุกร์จากขนส่งหมอชิต ค่ารถผมจำไม่ได้แล้วรู้สึกว่าจะราวๆ 500 บาท รถเที่ยวที่ผมไปออกทุ่มครึ่ง ไปถึงที่นั่นก็ราวๆ ตีสี่-ตีห้า ส่วนขากลับก็มีรถสองเที่ยว เช้ากับเย็น เย็นรถออกประมาณ 6 โมงเย็นครับ มาถึงก็เช้าพอดีไปทำงานต่อผมว่าทันนะ ส่วนผมไปเที่ยวไหน อย่างไรบ้างไว้จะเล่าให้ฟังตอนหน้าครับ
15/08/2007 09:29
เมืองโกตาคินาบาลู เป็นเมืองท่า (โกตา, kota = เมืองท่า) อย่างที่ระบุไว้ ทริปนี้ผมจะมาพิชิตคินาบาลูยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับแก๊งค์สีรุ้ง แต่ก่อนจะมาต้องมาแวะที่นี่ก่อน ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ เป็นเมืองแห่งหนึ่งที่เวลาผมจะหนีหนี้ใครแล้วหล่ะก้อ เมืองนี้จะติดอันดับต้นๆ ในการย้ายภูมิลำเนาของผมเลยทีเดียว

ปัจจุบันได้ยินว่าไม่มีเที่ยวบินตรงมาสู่โกตาคินาบาลูแล้ว ต้องต่อเครื่องมาจาก KL หรือไม่ก็ต้องรอช่วงที่คนเขามาเที่ยวสิปาดันกัน (ฮึ ใช่สิ ดำน้ำมันทั้งสวย ทั้งสบายนี่นิ)

ที่นี่คนส่วนมากที่ผมเห็นจะเป็นคนเชื้อสายมลายู จีนและอินเดีย อาหารการกินที่นี่ก็เลยค่อนข้างจะหลากหลายเรยทีเดียว ส่วนรายละเอียดของเมืองโกตา ผมแนะนำให้ไปอ่านใน Wikipedia เรยนะ เพราะผมคงไม่ลงลึกขนาดนั้น (ไม่ได้ทำ Encyclopedia นะเนี่ย)
บรรยากาศเมืองนี่ค่อนข้างจะเงียบเหงาทั้งกลางวัน และกลางคืน มีร้านสำหรับนั่งชิลๆ ด้วย นักร้องร้องเพลงเพราะ น่าร๊าก เบียร์กระป๋องละร้อยมั้งครับ แต่บางร้านไม่ขายนะ เพราะว่าเคร่งศาสนา เวลาถามต้องระวังเหมือนกัน

อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอานิ้วชี้อะไรนะ ที่นี่เขาเคือง ผมอ่ะ พลาดทุกทีเรย อย่างน้าโป้ในรูปก้อโดนผมหลอกให้ชี้นิ้วซะ อิอิ จริงๆ แล้วที่นี่ถ้าจะเอาอะไรต้องชี้โดยหุบนิ้วชี้เข้ามา กึ่งๆ เหมือนกับว่ากำมืออ่ะครับ แต่ให้นิ้วโป้งทับอยู่บนนิ้วชี้และใช้นิ้วโป้งนี่แหล่ะเป็นตัวชี้สิ่งที่จะเอา เช่น ผมจะกินอันนี้อ่ะ (ชี้)
| ที่โกตา เมืองเค้าจะค่อนข้างเป็นระเบียบและเรียบง่าย อย่างตึกนี่ก้อมีแต่ตึกเตี้ยๆ ถนนก็ไม่ค่อยจะมีรถรา หรือผู้คนสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงกะว่าจะเป็นเมืองผีสิงนะครับ ผมว่าน่าอยู่ออก ถ้าเทียบกับบ้านเรา และขี้เมา ขี้เม้าท์ประจำซอยทั้งหลาย ไหนจะคนจิตสารพัดอีก พูดแล้วปวดหัว อยากไปเป็นผีตองเหลือง, ซาไก? ยังไงก็ไม่พ้นพวกนี้หรอก เท่าที่ฟังๆ มานะ |
|
|
เยอะหน่อยนะฮะ เพราะที่นี่เป็นที่ๆ ถูกใจผมจริงๆ แต่ยังไม่หมดนะครับ ยังมีอีก…
(read more » )