26/04/2007 00:49
และแล้วก็ถึงเวลาเช้าที่รอคอย ผมอยากเห็นภาพที่ได้เคยเห็นในอีเมล์ที่ส่งมาหาผมเหลือเกิน… มันเป็นภาพหมอกจางๆ บนผิวน้ำ ถึงช่วงที่ผมมาเที่ยวเป็นช่วงต้นพฤศจิกายนซึ่งอากาศจะยังไม่หนาวสักเท่าไหร่ แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะออกไปดูว่าสายหมอกในยามนี้ จะมีความสวยงามเป็นอย่างไร…

ช่วงที่ผมไปนั้นไม่ค่อยจะมีผู้คนนัก เนื่องจากเป็นช่วงกลางสัปดาห์ จะมีคนมาเที่ยวเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทำให้ผมมีเวลาละเมียดละไมกับการถ่ายภาพอยู่พอสมควรทีเดียว…
เช้าวันนั้นไม่ได้เป็นเช้าที่เหมาะกับการถ่ายภาพอะไรนัก แต่ก็พอที่จะทำให้ผมได้ภาพดีๆ ติดกล้องกลับมาบ้างเหมือนกัน ผมก็ถ่ายมาทั้งฟิล์มและดิจิตอลคอมแพค วันนี้ก็ตรัสรู้แระ… เอา D-SLR เลยดีก่า อิอิ
 |
 |
Tip: การถ่ายภาพทิวทัศน์นั้นมืออาชีพถือว่าช่วงเวลาเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้วราวๆ 1-2 ชม. จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพทิวทัศน์ (ส่วนกลางวันๆ นั้นก็ถ่ายได้สวยเหมือนกันนะ อย่าได้ไปยึดติด) ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นนี้ ลำแสงจากดวงอาทิตย์จะส่องมาเป็นแนวเฉียง ทำให้ได้ภาพที่ดูมีทิศทาง ทำให้ภาพดูมีมิติ และนอกจากนั้นอุณภูมิของแสงที่เป็นแสงทอง หรือสีอุ่นๆ ของแสงพระอาทิตย์ยามนั้น ก็ยังน่ามองยิ่งนัก สาวๆ และหนุ่มๆ หลายคน มักจะไม่พลาดที่จะถ่ายภาพบุคคลกันในเวลานี้ เพราะแสงจะทำให้ตัวแบบดูสวยหล่อกว่าความเป็นจริงมาก อิอิ
|
ภาพช่วงพระอาทิตย์ขึ้นนั้น ถ้าเป็นในฤดูหนาว ความสวยงามของมันจะถูกเติมแต่งด้วยอากาศเย็นๆ หมอกจางๆ หรือถ้าอยู่ในที่สูงเราก็จะสามารถเห็นทะเลหมอกได้ หากเราเลือกถ่ายภาพในเวลานี้ ถึงจะต้องลำบากลุกขึ้นมาเดินทางไปถ่ายภาพตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่ผมก็รู้สึกสุขใจทุกครั้งที่ได้ภาพถ่ายดีๆ ติดมือกลับไป…
(read more » )
20/04/2007 15:12
ผมไม่เข้าใจเลยว่า ‘ทำไมใครๆ ก็อยากไปปางอุ๋ง’ ส่วนตัวแล้วผมเห็นรูปในอีเมล์แล้วก็รู้สึกว่า อืม สวยดีนะ อยากไปมั่งเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไขว่คว้าหาโอกาสไปนัก ตอนแรกยังนึกว่าปางอุ๋งคืออุทยานแห่งชาติเลย (จุ๊จุ๊ อย่าเอาไปบอกใครนะครับ ผมอายเขา) จนได้มีโอกาสมาแม่ฮ่องสอนและเจอกับลุงสังวาลย์คนนำเที่ยวที่มาถามผมว่า “ไปปางอุ๋งไหม๊?” ครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปเสียหน่อยก็ดี ปรากฎว่าการตัดสินใจครั้งนั้น เป็นการตัดสินใจที่ดี ที่ประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลย

ทางขึ้นปางอุ๋งนั้นเป็นถนนลาดยาง ค่อนข้างจะเดินทางได้ลำบากเพราะทางชัน โดยเฉพาะเมื่อเลยหมู่บ้านรักไทยมาแล้ว ถึงลุงแกจะใช้รถใหม่มาก ผมก็ยังระแวงๆ อยู่ เนื่องจากทางขึ้นปางอุ๋งนั้นคดเคี้ยวไม่แพ้ทางมาแม่ฮ่องสอนเลย ผมว่าปีนี้จะลองขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปดูก็ยังคิดแล้วคิดอีกเลย (คิดไม่ตกสักที)
แต่จริงๆ แล้วจากแม่ฮ่องสอน ที่ตลาดตอนเช้าก็มีรถสองแถวมาปางอุ๋งนะครับ ผมว่าผมอาจจะเลือกวิธีนี้ แต่ถ้าขึ้นสองแถวก็ไม่มีโอกาสได้แวะที่อื่นนะ
ก่อนถึงปางอุ๋ง เราจะต้องผ่านที่หมู่บ้านรวมไทยก่อน ที่ปากทางหมู่บ้านเราก็จะพบกับ ‘บ้านลุงปาละ’ ที่เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อนเป็นบ้านแรก พอเข้าไปที่บ้านลุงปุ๊บผมก็พบว่าที่นี่แหล่ะ ใช่เลย!! หลังจากปลดเป้แล้วผมก็ออกเดินทางไปเที่ยวปางอุ๋งเสียหน่อย เดินไม่ไกลหรอกครับแค่พอเรียกเหงื่อได้บ้าง
ระหว่างทางนั้นถ้าเราใช้วิธีเดินเท้าก็มีอะไรๆ ให้ชม เพลินๆ มากมาย หลังจากออกมาจากบ้านลุงปาละนี่ผมหมดฟิล์มไปเป็นม้วนๆ เลยทีเดียว เสียดายทีไม่ได้เอากระเป๋ากล้องออกไปด้วย เนื่องจากนึกว่าไม่มีอะไร

มีบริการล่องแพด้วย…

นอกจากนี้ยังมีที่พักริมน้ำอีกด้วย ซึ่งผมก็ยังไม่เคยมาพักนะ…
(read more » )
15/04/2007 22:38
อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากนัก ส่วนตัวแล้วผมไม่รู้จักที่นี่มาก่อนเลย ได้ลุงสังวาลย์เป็นคนพามาเที่ยวนี่แหล่ะครับ ก็นับว่าที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ประทับใจผมอย่างมากแห่งหนึ่ง
ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าผมเข้าไปยัง “น้ำตกผาเสื่อ” ยังไง (ขออภัยจริงๆ ครับ พอดีมันยังเช้าๆ อยู่ รถก็ไม่ได้ขับเอง อิอิ, อ้อ ป๋มไถ่โทษแล้วนะ ด้วยการไปหาข้อมูลจากหนังสือมา ลง แต่อยู่ในส่วนของ comment นะ) น้ำก็คิดว่าพอจะลงเล่นได้ ส่วนมุมสำหรับถ่ายภาพก็มีอยู่บ้างพอสมควร แต่ไม่ได้เป็นน้ำตกที่ใหญ่สักเท่าไหร่ ซึ่งผมคิดว่าเหมาะสำหรับแวะมาพักเหมือนกัน (เอ… แวะหรือเปล่านะ น้าชักงง) ตัวน้ำตกลงไปจากลานจอดรถแค่แว๊บเดียวครับ

ชื่อน้ำตกผาเสื่อนั้นผมก็ยังไม่ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงที่มา แต่เดาๆ ได้ว่าเป็นเพราะที่ภูเขาตรงที่ทำการอุทยานจะมีผาหินปูนอยู่ด้านหน้า มีลักษณะเป็นผืนเหมือนกันกับเสื่อ คงทำให้คนเรียกที่นี่ว่าน้ำตกผาเสื่อกระมังครับ
ส่วนตัวที่ทำการอุทยานอยู่ติดถนนใหญ่ จะมีทางเดินเข้าสู่ถ้ำปลา ถ้าผมจำไม่ผิดจะอยู่เลยทางขึ้นปางอุ๋งมาไม่ไกลนัก โดยถ้ามาจากแม่ฮ่องสอน อุทยานแห่งนี้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองราวๆ 25 กิโลเมตร คิดว่าพอที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาเที่ยวได้นะ ถ้าแวะมาก็น่าจะเที่ยวให้ครบทั้งถ้ำปลา และน้ำตกครับ
“ถ้ำปลา” อยู่ลึกเข้าไปจากปากทางอุทยานไม่ไกลเท่าใดนัก เดินเข้าไปใช้เวลาไม่กี่นาที หากชอบเราก็สามารถซื้ออาหารไปให้ปลาทานในระหว่างการเดินทางก็ได้ ที่นี่มีปลาเยอะมากทีเดียว ถ้าชอบให้อาหารปลาแนะนำให้ซื้อกันมาเยอะๆ ครับ เพราะแรกๆ ที่เราเดินเข้าไปเราจะพบแต่ปลาตัวเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าใดนัก แต่พอเดินเข้าไปสักระยะหนึ่งปลามันก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น สุดท้ายนี่ตัวใหญ่เป็นเมตร!! นี่ผมไม่ได้พูดเล่นนะ! เอาไปเทียบกับตรงปากทางนี่มันแค่ปลาตัวกะปิ๊ดเดียวเอง
 |
 |
ก่อนจะถึงถ้ำปลาจะมีจุดหนึ่งที่ทางอุทยานจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาหาความรู้และถ่ายภาพกัน ก็คือ เครื่องตำข้าวพลังน้ำ และบ้านไทใหญ่
บนบ้านไทใหญ่นั้นเราสามารถขึ้นไปชมได้ตามอัธยาศัย บอกตรงๆ ว่าข้างบนเป็นยังไงผมก็จำไม่ได้แล้วหล่ะ เพราะมัวแต่เปลี่ยนฟิล์มอยู่ แถมอยากให้อาหารปลามั่กๆ เรย อิอิ |
|
จากจุดนี้เดินไปนิดเดียวก็จะถึงถ้ำปลาแล้วหล่ะครับ…

เมื่อมาถึงสุดทางก็จะเป็นถ้ำปลา ถ้าปลาเป็นถ้ำเล็กๆ ที่มีน้ำลอดออกมาจากทางใต้ถ้ำ ภายในถ้ำจะมีรูปฤาษีอยู่ ที่น่าแปลกก็คือ พวกปลาพวกนี้นั้นมาจากไหนกัน? ผมก็สงสัยเหมือนกัน เท่าที่สอบถามดูเขาก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับปลาพลวงเท่าใดนัก รู้แต่ว่าเสพย์ติดตาย เอ๊ย!! กินแล้วมีพิษถึงตาย (มิน่ามันถึงได้รอดมาได้ ไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน อิอิ)
จริงๆ ผมก็ลืมบอกไปนะว่า ที่ผมประทับใจ นอกจากบรรดาปลาที่น่ารักๆ ทั้งหลายแล้ว อาหารปลาที่นี่ก็ยังน่ากิน เอ๊ย!! ยังน่าสนับสนุนด้วย เพราะเป็นอาหารปลาแบบธรรมชาติจริงๆ เป็นพวกผักและผลไม้ ถึงจะไม่เป็นอาหารตามธรรมชาติของปลาก็จริง แต่ก็รู้สึกดีกว่าอาหารปลาแบบเม็ดมากๆ เลยครับ

และถ้าหากเรามาเที่ยวที่นี่เสร็จแล้วจะตรงขึ้นปางอุ๋งเลย ผมก็แนะนำว่าไปแวะทานอาหารที่หมู่บ้านรักไทยดีกว่า อร่อยมาก (แต่ระวังหลงหาไม่เจอนะ เดี๋ยวจะฮา ผมก็จำทางไม่ได้เหมือนกัน, ตอนผมไปครั้งนั้นผมทานหน้าอุทยานฯ แล้วขึ้นไปต่อขาหมูที่หมู่บ้านรักไทย เล่นเอาจุกเลย) แต่ถ้าจะไปที่อื่นต่อ ทานอาหารที่หน้าอุทยานนี่เลยก็ดีเหมือนกันครับ
14/04/2007 21:49
อิอิ ก็ลืมเรื่องแม่ฮ่องสอน - เชียงใหม่ไปเสียนาน เรามาต่อกันดีกว่า…
 |
|
หลังจากที่ลุงสังวาลย์พาผมไปเที่ยวหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว (บ้านห้วยเสือเฒ่า) ไปแล้ว เราก็เดินทางบ่ายหน้าสู่จุดมุ่งหมายที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในโปรแกรมมาเที่ยววงกลมแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ของผม ก็คือ ‘ปางอุ๋ง’ แต่ก่อนจะถึงปางอุ๋ง ลุงก็พาเราแวะไปเที่ยวหมู่บ้านรักไทยก่อน ตอนแรกก็ไม่อยากกินเหมือนกันนะ เพราะตอนนั้นผมปวดฟันอยู่ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ลองสั่งขาหมูยูนานที่ขึ้นชื่อลือชามาดู โอ้โห!! มันน่ากินมากๆ ครับ ขาหมูนั้นรสชาติดีมากๆ เนื้ออาจจะเหมือนขาหมูทั่วไป แต่หนังนั้นน่ากินมากๆ เพราะว่าทานแล้วไม่รู้สึกว่ามัน หรือเลี่ยนเหมือนกับขาหมูธรรมดา เรียกว่าซัดเกือบหมด (ทั้งๆ ที่ผมปวดฟันอย่างเรง)
|
หมั่นโถวก็น่ากินครับ ขาวอวบ จะแถมฟรีมาให้กับขาหมูเลย (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ผมลองกินทั้งแบบ กินกับข้าว และกินร่วมกับหมั่นโถวก็แปลกไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน มื้อนี่ว่ากันไม่ถึงสองร้อย ฟรีน้ำเปล่า

ที่นี่ก็พอจะมีวิถีชีวิตที่แปลกตา น่าสนใจมาก โดยเฉพาะบ้านที่ทำจากดิน นอกจากนั้นจุดนี้ ยังเป็นจุดที่ใกล้ชายแดนพม่า ขนาดว่าสามารถมองเห็นทหารพม่าในระยะไกลๆ ได้เลยทีเดียว ใครอยากเห็นทหารพม่าหล่ะก้อ ลองซื้อกล้องส่องทางไกลจากร้านแถวนี้เพื่อส่องดูนะครับ เผื่อว่าเค้าจะเล็งปืนมาทางเรา อิอิ
และนอกจากนี้ที่นี่ก็ยังมีอะไรๆ ให้เราได้ชอปปิ้งกันบ้างเล็กน้อย เช่น ขนม, ชา, หรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการดื่มชา เหมาะสำหรับเป็นจุดแวะพักก่อนขึ้นปางอุ๋งอีกแห่งหนึ่ง เช่นเดียวกันกับ ‘อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา’ ซึ่งผมต้องขออภัยจริงๆ ที่ผมลืมไป จริงๆ แล้วถ้ำปลาต้องมาถึงก่อนหมู่บ้านรักไทยครับ
(read more » )
13/04/2007 14:45
Posted by
hotduckz in
Blog
* บล็อคระบายอารมณ์ กรุณาดูแต่รูปแล้วลงชื่อ อิอิ
ผมหล่ะชอบวันสงกรานต์จริงๆ เลย เพราะผมเป็นคนไม่ยอมทำงาน วันธรรมดาผมก็จะออกท่องเที่ยวถ่ายภาพ เพราะบ้านผมอยู่ใน ‘สลัม’ จริงๆ มันก็ไม่สลัมหรอก แต่คนแถวนี้นิสัยเหมือนคนใน ‘สลัม’ ชอบทำอะไรรบกวนคนอื่น พอตกดึกผมกลับจากถ่ายภาพนี่ทำภาพต่อไม่ได้นะครับ เพราะว่าสมาธิมันไม่ดี จะเปิดเพลงกลบซะ ไอ้เราก็ดันเล่นดนตรีมาก่อน ก็เผลอที่จะเพลิดเพลินไปกับมันไม่ได้ ก็เลยต้องรอหลังเที่ยงคืนถึงจะทำงานได้ และวิธีที่จะทำให้คนพวกนี้หยุดได้คือ “ใช้กำลัง” ซึ่งมันนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังเสียอารมณ์อีกด้วย (และบางทีอาจจะเสียเงิน เนื่องจากเจ็บตัว)

วันนี้หมัก หมม สะสมงานไว้เยอะแยะเลย เพราะพอตีหนึ่ง ตีสองผมก็จะเริ่มง่วง งานวันนั้นไม่เสร็จแล้วก็มากองรวมกันเต็มไปหมด ทำให้ปวดหัวพอสมควร วันนี้ เงียบๆ ว่างๆ ก็จะทำงานต่อ โอ้โห โทษนะครับ ‘ไอ้ water monitor’ พวกนี้เอาอีกแล้ว ไอ้นี่ก็เปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อน ไอ้โน่นก็เปิดวิทยุดังๆ (ไม่ได้ฉลองปีใหม่ เสียงก็ไม่ดี เพลงก็ไม่เพราะ, ‘ไอ้ป๊อด’ ‘อีพร’ อ่ะไปซื้อกันมาซะนะ) ทิ้งไว้อีก โถ่… ไอ้เราก็หลงดีใจนึกว่าท่านๆ จะกลับภูมิลำเนากันหมดแล้วนะเนี่ย!!
สิ่งที่ผมทำจริงๆ มันก็ไม่ใช่งานหรอก แต่ผมเห็นคนอื่นทำแล้วมันดูสร้างภาพยังไงก็ไม่รู้ คงนึกว่าตัวเองเก่งเป็นเทวดามั้ง (แต่จริงๆ แล้วถ้าไปเข็กกะโหลกคนพวกนี้ก็จะได้ยินเสียงดังว่า ‘ทึบ ทึบ’, คือ หัวตันรู้มาก แต่เอามาใช้พัฒนาอะไรไม่ได้) ผมเลยอยู่ร่วมกับเขาไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นเทวะอะไรสักกะหน่อย ก็เลยมาลองทำเอง พูดไปอาจจะไม่เข้าใจนี่มันเรื่องอะไร จริงๆ มันก็เกี่ยวกับการถ่ายภาพนี่แหล่ะครับ ก่อนหน้านี้ผมพยายามทำในสิ่งนี้อยู่ แต่ไม่มีใครช่วยแถมยังซ้ำเติมผมอีก หมดค่าฟิล์มไปเป็นแสนยังไม่ได้อะไรกลับมา เพราะข้อจำกัดทางด้านอุปกรณ์นั้นค่อนข้างจะเยอะ
ผมก็เลยต้องเปลี่ยนมาใช้ดิจิตอลแล้ว หลังจากเจ็บตัว เจ็บใจ แค้นอย่างแรงมานาน ที่ประเทศนี้ไม่มีใครที่ช่วยอะไรผมได้สักเท่าไหร่ (นอกจากจะโชว์พาวว่า “ไม่มี ‘มึง’ กูก็ทำได้” โธ่ ไอ้พวกนี้นี่มันแก่กะโหลกกะลาชัดๆ ฮ่าฮ่าฮ่า, จริงๆ ไม่อยากจะใส่ใจหรอกนะ แต่ต้องพิมพ์เก็บไว้เป็นหลักฐานสักหน่อย ว่านี่ผมใช้เวลามากี่ปีแล้ว รุ่นเดียวกันกับผม รุ่นน้องผมที่จับดิจิตอลแต่แรกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว ในต้นทุนที่ต่ำกว่าอีกด้วย!!)
และที่สงกรานต์นี้ผมไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยก็เพราะอย่างนี้นี่แหล่ะ โดนกล้องดิจิตอลไป แต่ไม่เจ็บใจเท่าเสียเงินซื้อฟิล์มไปฟรีๆ เสียเวลาไปเปล่าๆ สักนิดนึงเลย…
จริงๆ เรื่องเซ่อๆ ของคนซื่อๆ ไม่รู้จักหาความรู้เพิ่มเติมแล้วยังมายุ่งเรื่องของคนอื่นจนทำให้เขาขาดทุนและทำมาหากินไม่ได้นี่ยังมีอีกเยอะแต่ผมขี้เกียจฟื้นฝอยแระ ยิ่งคิดยิ่งเครียด เพราะพวกนี้ทำยังไงก็ยากที่จะฉลาดขึ้น นอกจากเราจะไปเข็น ซึ่งบางครั้งกะอีแค่คนคนเดียวต้องใช้คนช่วยกันเข็นกันหลายคน คิดดู เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก เพื่อคนที่ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติหรือสังคมส่วนรวมหน่ะ ทำไปเพื่ออะไร??? มันได้อะไร? ผมก็ช่วยเหลือแบบพอเพียงแล้วกัน หุหุหุ
ปล. ภาพทั้งหมดนี่เป็นภาพถ่ายเพื่อทดสอบกล้องและเลนส์ครับ
02/04/2007 14:10
Posted by
hotduckz in
Blog
ช่วงนี้ที่ห่างหายไปนาน ก็เพราะว่าจะซื้อกล้องใหม่นี่แหล่ะครับ ก็เลือกอยู่นานทีเดียว กะว่าจะไม่ให้พลาดเหมือนคราวที่แล้ว ที่ดันไปเอากล้องคอมแพคมา พอผมส่งงานกลับโดนตีกลับจนเหนื่อยเลย จาก 600 รูป นั้นโดนตีกลับถึง 300 รูป กว่า 100 รูปที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ (noise, contrast, incorrect color ฯลฯ) และอีกหลายสิบรูปที่ผมคิดว่าเป็นรูปที่ดีมาก แต่ถ่ายไม่ได้เพราะข้อจำกัดของระบบการทำงานของกล้อง
ตอนแรกก็ว่าจะเอา D40 ธรรมดา เพราะคุณภาพนั้นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ลองเป็น D-SLR รุ่นใหม่ๆ เนี่ย คุณภาพใช้ได้ทั้งหมดหล่ะครับ แต่ก็ลังเลอยู่เพราะว่าก็อยากได้พิคเซลเยอะๆ เนื่องจากภาพใหญ่ๆ จะได้ราคาดีกว่า อิอิ จน D40X ออกมานี่แหล่ะ ผมถึงได้ตัดสินใจได้เพราะมันเป็นกล้องสิบล้าน แต่สิบล้านใช่ว่าจะดีกว่าหกล้านนะครับ สิบล้านนี่ไฟล์ใหญ่กว่าหกล้านถึงเท่าตัว ทำให้การ์ดเต็มไวกว่า และก็ทำให้คอมช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
เมื่อวานก็ได้เอา D40X ไปลองที่จัตุจักรมา…
D40 นี่ใช้งานได้ง่ายเลย ผมว่ามีเลนส์คิทที่เค้าแถมให้มา กับเลนส์ 55-200 หรือ 70-300 อีกตัวก็สนุกกับการถ่ายภาพได้แล้ว แถมยังดีกว่ากล้องคอมแพคอีกด้วย อ้อ แต่มันก็แพงกว่า และเป็นภาระในการเดินทางมากกว่านะ
ส่วนตัวผมไม่ได้ใช้ 18-55 ที่เค้าแถมมาให้ เพราะเป็นคนขี้เกียจ ก็เลยซื้อ 18-200VR มาเลย ทำให้ใช้แฟลชในกล้องไม่ได้ เพราะถ่ายภาพแล้วมันจะติดขอบ และภาพก็คมชัดสู้ 18-55 ไม่ได้เลยด้วย หุหุหุ
แต่รวมๆ แล้วชอบใจ ก็เพราะเป็นคนขี้เกียจเปลี่ยนเลนส์ครับ อิอิ
ปล. ผมไม่ได้ช่วยเค้าขายกล้องนะ ก็แค่อยากเห็นคนไทยมีคุณภาพมากขึ้น… อิอิ