20/10/2006 03:56
“น้าเป็ด ไปเที่ยวน่านกันไหม๊” เป็นคำถามที่ออกมาจากปาก ‘เจ๊ตุ๋ม’ เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานเสียจนผมจำไม่ได้แล้วหล่ะว่าเมื่อไหร่?
แต่จะว่าไปแล้วน่านเนี่ยผมก็เคยไปกับ ‘ท่านประธาน’ มาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เลยบ่นนัก บ่นหนาว่าอยากจะไปเที่ยวน่านอีกสักครั้งหนึ่งเหลือเกิน เพราะคราวที่ไปครั้งนั้นผมยังไม่ได้ไปถ่ายดอกชมพูภูคาเก็บเอาไว้เลย ยิ่งมีกิ๊กมาชวนไปเที่ยวอย่างนี้ ยิ่งทำให้ผมหลงคิดไปเองว่าเพื่อนๆ จะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยภูคาอย่างเป็นตุเป็นตะ และก็ไม่ได้โทร. ไปถามใครด้วย
โอเค ไปถึงน่านแล้วหล่ะ
“ไปเที่ยวไหนมั่งอ่ะตุ๋ม” ผมถาม “ก็คงเที่ยวในเมืองหล่ะน้าเป็ด” ตุ๋มตอบ แน่หล่ะครับ ผมนี่เหงื่อกาฬแตกซ่านขึ้นมาทันที เนื่องจากจัดอาวุธในการถ่ายภาพมาเพื่อถ่ายดอกชมพูภูคาเท่านั้น นี่แหล่ะ มืออาชีพ… (เวง)
‘ตุ๋ม’ กับพี่กานต์ น่านทัวร์ริ่งก็พาพวกผมเที่ยวไปซะทั่วเมืองน่านเลย ไปกันหลายคนครับ และผมก็ต้องตกใจอีกครั้ง เมื่อตุ๋มบอกว่า “อืม… เราจะไปนอนโฮมสเตย์กันนะ” เอาหล่ะสิ ไม่เห็นมีใครบอกตรูเลย (จริงๆ ผมนั่นแหล่ะที่ไม่ยอมถามใครเลย) แต่คงจะไม่เป็นไรอ้ะมั้ง…

เป็นสิครับ…
โฮมสเตย์ที่นั่น มันไม่มีห้องอาบน้ำครับ พวกเราจึงตัดสินใจจะไปเล่นน้ำกันที่ต้นลำน้ำน่าน ตอนนั้นผมก็ถึงกับ อึกๆ อักๆ ไอ่หยา อาตือ แล้วตูจะเล่นยังไงดี เพราะว่าเตรียมเครื่องนุ่งห่มมาแบบลุยป่า (ขั้นเวอร์ๆ) มาโดยเฉพาะเลย แถมงานนี้ยังมีสาวน้อยที่ชื่อ ‘น้องแนน’ ติดตามมาเล่นน้ำด้วยเสียนี่ แต่ระหว่างทางก่อนจะไปถึงจุดที่เราคิดว่าจะลงเล่นกัน เราก็เจอลุงกับหลานคู่หนึ่ง หลานกำลังยืนเก้งๆ กังๆ กันอยู่ ส่วนลุงนั้นก็ลงไปว่ายน้ำอยู่ในลำน้ำน่าน พวกเราเลยถามออกไปว่าลุงกำลังทำอะไร? ลุงก็ตอบมาว่า

“ลุงกำลังงมขวัญให้หลานอยู่” นั่นเป็นความประทับใจอย่างหนึ่งที่ผมมีต่อวัฒนธรรมไทย เอ… ว่าแต่มัยที่บ้านตูไม่เคยทำอย่างนี้บ้างนะ ผู้ใหญ่ขาดความอบอุ่นอย่างผมบ่นพึมพัม… ว่าแล้วพวกเราก็เดินต่อไปเพื่อหาจุดเล่นน้ำ
“ต๋อม แต๋ม ต๋อม แต๋ม” พวกเราทุกคนลงไปอยู่ในน้ำแล้ว แต่ผมยังแหย๋งๆ อยู่ เอาไงดีวะ ชุดก็มีอยู่ในจำนวนจำกัด (เพราะคิดว่าจะมาเที่ยวป่า) ผมก็เลยทำอะไรไม่ได้ต้องนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวนี่แหล่ะแล้วลงเล่นน้ำมันเสียเลย
“กรี๊ดๆๆ” จะใครซะหล่ะครับ ก็เสียงหนูแนนหน่ะเอง ไม่เคยเห็นผู้ชายแก้ผ้าเล่นน้ำหรือไงน้อง!!
…หัวผมเปียกเพราะเล่นน้ำมา “มาพี่เป็ด หนูเช็ดให้” หนู๋แนนนี่ชักยังไงเนี่ย สงสัยชอบเล่นหัวผู้ใหญ่ แต่เอาเหอะนะ คนดีๆ อย่างเป็ดไม่เคยปฎิเสธใครอยู่แล้ว “เอาสิ” ว่าแล้วน้าเป็ดของหนู๋แนนก็แทรกตัวไปอยู่ด้านหน้าของหนู๋แนนพร้อมกับทำหน้าหื่นกามอยู่ในใจ สักพักผู้ใหญ่บ้านก็แวะมาพูดคุย เนื้อหาใจความผมจับอะไรได้ไม่มากนัก แต่ที่แน่ๆ กระเหรี่ยงมีเมียได้สี่คน… นอกนั้นเป็นเรื่องมีสาระผมละไป ขี้เกียจพิมพ์ จำไม่ค่อยได้ด้วย แต่ที่จำได้แน่ๆ แม่นๆ เลย คือ ตอนนั้นผมแทบจะตะโกนออกมาว่า…
“อยากไปเป็นกระเหรี่ยงจังเลยว๊อย!!”
ก่อนผู้ใหญ่บ้านจะจากไป อาหารก็มาพร้อมกับขันโตก การได้กินอาหารแบบไทยๆ ในบรรยากาศไทยๆ นั้นแสนจะสุดประทับใจจนไม่มีคำใดๆ จะบรรยายได้ และที่นอนนั้นก็ยังเป็นแบบไทยโบราณ (เรื่องเล่ามาจากผู้ใหญ่บ้านว่า ปัจจุบันไม่มีใครอยู่เรือนแบบนี้แล้ว น่าเสียดายจังเลยครับ…) ที่ยิ่งประทับใจไปกว่านั้นก็คือ คำทักทายของหนู๋แนนก่อนจะหลับตาลงว่า “พี่เป็ด! อย่ามาสะกิดสิ” อ่าว!! ป่าวนะ ขามันไปเอง… ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย
ก่อนกลับผมก็มีแวะซื้อของฝากเหมือนกัน เป็นพวงกุญแจที่ประทับคำว่า “NAN” กลับมาเหมือนกันคนละอัน อ๊ะ!! ก็บอกแล้วว่าผมไม่ได้คิดอะไรจริงๆ…
(read more » )
19/10/2006 02:47
“หมีพูห์” เสียงคนตะโกนเรียกผู้หญิงคนหนึ่งที่ถักผมเปียกสองข้าง คนอะไรวะถักเปียสองข้างมาเที่ยวป่าแถมยังชื่อ ‘หมีพูห์’ ช่างเป็นชื่อที่แสนจะตลบแตลง เอ๊ะ หรือว่าจะใช้คำว่า ‘ตอแหล’ ที่สุดในโลกดี นั่นเป็นความคิดของผมก่อนจะหันไปเห็นหน้าผู้หญิงเหล็กตัวเล็กๆ ที่ชื่อหมีพูห์อย่างเต็มๆ แล้วถึงกับร้องในใจว่า “ช่ายเลยยย โดนใจฉันเลยยยย” (พูดออกเสียงไม่ได้ เพราะถ้าหากมีคนแถวนั้นได้ยิน ผมอาจจะต้องเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน ด้วยเหตุอันไม่พึงประสงค์)

อืม… ข้ามๆ เรื่องนี้ข้ามดีกว่า, วันนั้นอยู่บนภูสอยดาว ประมาณต้นเดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2547 ไม่นึกเลยว่าอีกหนึ่งปีต่อมา ผมจะได้มีโอกาสได้ขึ้นมาเที่ยวภูสอยดาวกับ ‘หมีพูห์’ อีกครั้งหนึ่ง
บรรยากาศ บนภูสอยดาวปีนี้ (บล็อคนี้จริงๆ ผมพิมพ์เมื่อปี 48 แต่ลบทิ้งเพราะคิดว่าขายเพื่อน แต่… เอาน่าขายเพื่อนก็สนุกดีนะ ถึงไม่ได้เงินก็เหอะ แหะๆ) ช่างแตกต่างกันกับปีก่อนหน้าที่เคยมา ปีนี้พายุเข้าทำให้ต้นสนบนภูสอยดาวล้มกันระเน ระนาดถึง 400 ต้น แต่เรื่องเปียกๆ บนภูสอยดาวก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ซึ่งปีที่แล้วไอ้เรื่องเปียกๆ เนี่ย ก็ทำให้ผมได้เจอกับ ‘เจ๊ตุ๋ม’ บนภูสอยดาวเมื่อปี 47 คือแบบว่านะ มีอยู่วันหนึ่งอากาศบนแสนจะชื้นและฝนที่ตกบ่อยๆ บนภูสอยดาวเริ่มจะออกฤทธิ์ น้ำมันเริ่มจะเจิ่งนองเข้ามาในเต๊นท์ผมก็เลยต้องหาทางออก ก่อนที่จะต้องนอนในน้ำทั้งคืน “เช่าผ้านวมมานอนก็ได้นะ จะได้ไม่หนาว” เสียงใครก็ไม่รู้มากระทบเข้าหู ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นป๋าชาตรี..
โทษนะ พักเดี๋ยวตัดเล็บก่อน พิมพ์ไม่ค่อยจะถนัดเลย… แป๊ก… แป๊ก… แป๊ก… (เสียงตัดเล็บ)

โอเค เสร็จแล้ว ต่อ! แน่นอนหล่ะ ใครจะยอมให้เสื้อหนาวอันสุดแสนจะไฮโซของผมต้องมาแช่น้ำ ผมก็เลยเดินรี่ไปยังบ้านพักเจ้าหน้าที่ฯ ทันที แต่ที่ห้องนอนเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครอยู่ “ตายห่านแล้ว!!” คืนนี้ไอ้ ‘เป็ด’ จะนอนยังไงเนี่ย ยังวิตกจริตไม่เสร็จดีทันใดนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงมาจากในครัว ล้งเล้ง ล้งเล้ง ปรี่ครับ กลัวว่าเดี๋ยวคืนนี้จะไม่ได้นอน ผมก็พรวดเข้าไปในครัวทันที
ภาพแรกที่ตาผมเห็น เธอเป็นสาว (เหลือ) น้อยกำลังทำกับข้าวอยู่กับเตาถ่านในครัวบ้านพักเจ้าหน้าที่ฯ “พี่ครับ ขอผ้านวมสองผืน” สาวน้อยท่านนี้ใส่ชุดสาวต่างจังหวัดเสียเต็มยศจนทำให้ผมคิดในใจทันทีนี่คงเป็น ‘เมียเจ้าหน้าที่ฯ’ ชัวร์!!
“ไงหล่ะมึง เนียนไหม๊หล่ะ เนียนไหม๊!!” เสียง เจ๊ตุ๋มตะโกนลั่นด้วยความโมโหพร้อมปาปลาหมึกน้อยๆ ที่อยู่ในมือใส่จานดังพลั่วะ อ่านะ แต่งตัวอย่างนี้ใครๆ ก็นึกว่าเป็นเมียเจ้าหน้าที่ฯ เป็นธรรมดา ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นมา ผมกับ ‘เจ๊ตุ๋ม’ ก็กลายเป็นกิ๊กกัน (เหอๆ)
17/10/2006 22:24
ขายเพื่อนจะดีไหม๊น้อ…

ผมก็นั่งคิด นอนคิดมาหลายวัน เพราะจริงๆ แล้วผมเป็นคนชอบขายเพื่อน แต่ขายแบบไร้เดียงสาอะคิขุ เนื่องจากพูดไปโดยไม่รู้ตัว หลายต่อหลายครั้ง ผมก็เคยเอาเรื่องของแก๊งค์สีรุ้งมาตีแผ่ให้ชาวโลกได้ประจักษ์ แต่ผมก็ลบไปหมดรวมทั้งต้นฉบับด้วย เพราะเวลามานั่งนึกดู อืม… นี่เราำกำลังขายเพื่อนอยู่นี่นะ ว่าไปแล้วทำอย่างนี้เรียกว่าขายเพื่อนแบบ professional ได้เลยนะเนี่ย ฮาฮา
แต่… เรื่องราวของพวกเรา ผมพิจารณาแล้วนะ ว่าหากว่าโลกได้รับรู้เรื่องราวของแก๊งค์ของเรามันจะทำให้โลกนี้มีสีสรรขึ้นมาก ถ้าเพื่อนๆ จะโมโห หรือว่าโกรธผมที่นำเรื่องของเพื่อนๆ มาขาย (อีกแล้ว) ก้อให้ตบ (ด้วยจมูกเข้าที่แก้มของผม) หรือว่าตี (ด้วยแก้มเข้าที่จมูกผม) เป็นการล้างแค้นก็แล้วกัน แต่ถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายแล้ว ผมขอที่จะถูกเตะต่อยแทนจะดีกว่า เพราะข้าน้อยคงทนยอมรับการตบตีจากเพื่อนชายมิได้…
ว่าแล้วเอาเพื่อนคนไหนขึ้นเขียงก่อนดีนะ…
04/10/2006 22:40
ถ่ายจากกล้องถ่ายภาพมือถือหน่ะครับ ตอนที่เขาเปิดให้เข้าไปถ่ายภาพประกวด (นานแระหล่ะ ที่มีเงินรางวัลล้านนึงอ่ะครับ) ไม่เสียดายที่ไม่ได้รางวัลหรอกครับ แต่เสียดายที่ทำการบ้านมาน้อยไปหน่อย เลยได้มุมภาพจากสนามบินในฟิล์มเพียงไม่กี่มุม ภาพจากมือถือผมก็ว่าได้แค่แปลกนะ ลองดูกันได้
ส่วนภาพจากฟิล์มผมยังไม่ได้แสกนเลย ติดไว้ก่อนนะ เอ… หรือบางคนอาจจะไม่ยอมให้ติด เพราะผมถ่ายภาพไม่สวยก็ได้นิ เอิ๊กๆๆ จริงๆ ผมเดินรอบสนามบินเลยนะ เห็นมุมที่เขาได้รางวัลชนะเลิศก็เสียดายเหมือนกัน เพราะวันที่ได้มีโอกาสไปตอนเย็นผมเดินไม่ถึงตรงนั้น (มืดซะก่อน) ผมว่ามุมนั้นแสดงความเป็นสุวรรณภูมิได้ดี แล้วก้อไม่ค่อยโหลด้วย เพราะมันเดินไกล
อืม… ถ้ามีโอกาสอยากลงไปเดินเล่นในลานบินอีกสักหนนะ อิอิ
03/10/2006 19:27
Posted by
hotduckz in
Blog
เขียนเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
เมื่อวานนี้ถึงกับสะดุ้งโหยง ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วมือถือมันบอกว่าแปดโมงแว้ว
ก็ไม่ได้นัดใครไว้ที่ไหนหรอกครับ แต่ตั้งใจไว้ว่าจะไปทำ ‘passport’ ก็เป็นครั้งแรกของผมที่จะได้ไปต่างประเทศ ผมก็ต้องตื่นเต้นเล็กน้อยถึงปานกลาง น้ำในตุ่มมีคลื่นเล็กน้อย
ว่าแล้ว ก็ออกเดินทางจากบ้านตอนเก้าโมงเช้า หลังจากเสริมหล่ออยู่นาน แหม… ใครเล่าอยากจะให้พาสปอร์ตของตัวเองมีรูปที่หล่อไม่เสร็จติดอยู่บ้าง 
ไปถึงเซนทรัลปิ่นเกล้าก็สิบเอ็ดโมงครึ่งเข้าไปแล้ว เพราะผมมัวแต่แวะโน่น แวะนี่ กินข้าวบ้างหล่ะ เดินเล่นบ้างหล่ะ โชคดีนะที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายภาพไปด้วย หุหุ ไม่งั้นเมื่อวานไม่ได้พาสปอร์ตแน่นอน หลังจากได้รับบัตรคิวแล้วก็มีพี่แถวนั้นบอกว่า ‘น้อง มาซะป่านนี้ ไปดูหนังก่อนสักเรื่องก็ได้นะ’ ซึ่งตอนแรกผมก็ลังเล แต่พอดูเลขบนบัตรคิวแล้ว โอ้ว… 779 ตอนนั้นคิวล่าสุดเพิ่งอยู่ที่ 300 เอง ผมเลยลองออกไปหาหนังดูสักเรื่อง
ก็เห็นเรื่องนี้แหล่ะ ชื่อเหมาะกับผมดี ‘หล่อน่ากลัว กับ ยัยตัวน่ารัก’
ก็สนุกดีครับ ดูแล้วไม่รู้สึกเสียดายตัง ไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องสคบ. ครับ หนังเริ่มตอน 12:40 จบเอาก็ราวๆ 14:30 แต่เชื่อป่าว พอผมกลับไปดูคิว ยังอยู่ที่ 500 กว่าๆ อยู่เลย ผมก็เลยต้องลงไปเดินเล่นอีกราวๆ ชม. เศษๆ สัก 15:30 ได้ ผมจึงกลับไปนั่งรอคิวตามเดิม
16:30 ผมก็ทำพาสปอร์ตเสร็จเรียบร้อย ไม่นานเลยใช่ป่าว 
คำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวไปทำพาสปอร์ต
- ตื่นแต่เช้า ได้คิวแรกๆ รอเพียงแค่ชม. เดียว (เพื่อนบอกมาแต่ตื่นไม่ทัน
)
- เอกสาร ถ้าเป็นคนไทยแต๊ๆ เอาไปแค่บัตรประชาชน
- ทุกวันนี้พาสปอร์ตยังเป็นแบบ 5 ปี เพราะฉะนั้น หน้าของคุณบนพาสปอร์ตนั้น จะคงอยู่บนพาสปอร์ตไปอีก 5 ปี
- ชื่อภาษาอังกฤษในพาสปอร์ตควรจะตรงกับชื่อในบัญชีธนาคาร + บัตรเครดิต หรือจะว่ากันง่ายๆ ให้ตรงกันหมด จะไม่มีปัญหาในอนาคต
- ใช้เงิน 1,000 บาทในการทำพาสปอร์ต
- ทำแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ต้องทำใหม่อย่างเดียว (เสียเงินอีกรอบ)
- เดี๋ยวนี้พาสปอตเป็นระบบ e-passport ต้องแสกนนิ้วชี้สองข้าง ใครมีนิ้วชี้พันแผลอยู่ไม่ต้องไป 
- เห็นว่าที่กงศุลมีบูตรับทำพาสปอร์ต 70 ที่ ที่ปิ่นเกล้ามีแค่ 20 กว่าๆ เลยช้ากว่า เจ้าหน้าที่ว่ามาอย่างนี้ครับ ซึ่งผมว่าถ้าไปแต่เช้าก็น่าไปกงศุล แต่ถ้าสายแล้วมาปิ่นเกล้าครับ มาถึงไม่เกินเที่ยงได้พาสปอร์ตแน่นอนแต่รอนาน ไปดูหนังก่อนได้ แต่ถ้ามาบ่ายคิวอาจจะเต็มแว้ว 
- พาสปอร์ตทำสองวันได้ (ไม่นับวันหยุด)
- ถ้าจะให้ส่งพาสปอร์ตไปที่บ้าน ไม่ไปรับเอง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า กรอกเอกสาร และเสียเงิน 35 บาทสำหรับค่าส่ง EMS (จ่ายพร้อมค่าพาสปอร์ต)