06/05/2008 00:01
บนภูกระดึงนั้น นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวเลียบหน้าผาที่ไปยังผาหล่มสัก และเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกแล้ว ยังมีอีกจุดนึงที่เรียกว่าเป็นที่ๆ น่าเข้าไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน แต่จะเปิดให้เที่ยวในบางช่วงเท่านั้นก็คือ “ป่าปิด” ซึ่งจะมีเส้นทางให้เราได้เข้าชมสองแห่ง แต่ปัจจุบันคงจะเหลืออยู่เส้นทางเดียวแล้วมั้ง ก็คือ เส้นทางน้ำตกหงส์ทอง-น้ำตกขุนพอง-หินสามเส้า-หินจานดาวเทียม
การเดินทางเข้าไปนั้นไม่ยาก แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่นำเข้าไป เพื่อไม่ให้หลงทางและเกิดอันตรายได้ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่าย โดยถ้าหารกันกับเพื่อนร่วมเที่ยวคนอื่นๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้มาก แต่ถ้าจะรวมไปกับคนอื่นๆ ผมแนะนำว่าให้จัดเวลาไว้วันนึงเลย เผื่อว่าเดินไม่อึด หรือว่าเดินไม่ไหว
โดยถ้าเรารวมรวมสมาชิกไปเที่ยวป่าปิดได้เยอะๆ ก้อจะทำให้ประหยัดค่าเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น
ซึ่งโดยค่าตัวเจ้าหน้าที่นั้นตก 400 บาทต่อเจ้าหน้าที่หนึ่งคนครับ
29/04/2008 03:11
“ทาก” เป็นสัตว์ที่โดนฆ่าตายอย่างอนาถบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา ส่วนมาก ตอนก่อนมันตาย จะได้ยินเสียงสาปแช่งระงมก่อนแทบจะทุกครั้งเลยทีเดียว เพราะทากเป็นสัตว์ที่ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ หัว ไหล่ ตูด อยู่ตรงไหน? ทีแรกอาจจะไม่เห็น ต้องมองกันนานๆ หน่อย ถึงจะรู้ว่าหัว ไหล่ ตูดของน้องทากนั้นอยู่ตรงไหนกัน? นั่นก็เป็นเพราะทากนั้นเป็นสัตว์ตัวยาวๆ เหมือนกันกับตัวหนอน
ซึ่งจริงๆ ก็มีหนอนกินแมลงชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับทาก แต่ไม่ใช่ ระวังอย่าฆ่าผิดตัวนะครับ - -”
แต่จริงๆ ผมก็ไม่สนับสนุนการฆ่าสักเท่าไหร่ ยังไงเมืองไทยเราก็เป็นเมืองพุทธ…

ส่วนมากที่ทุกคนเกลียดทาก ไม่ชอบทาก ไม่ใช่เพราะทากโกงกินบ้านเมือง แต่ทากก็ชอบทำตัวแบบนั้นก็คือ “ชอบดูดเลือด” โดยเฉพาะเลือดของสัตว์อื่นๆ ดีที่เลือกดูดแต่สัตว์ที่ตัวใหญ่กว่า ทากเลยยังไม่เป็นที่น่ารังเกียจเท่าใดนัก
ปรกติแล้วผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ทราบจริงๆ ว่า ทากเป็นสัตว์ตระกูลไหน? อะไร? ยังไง? แต่ทากจะคลานกระดึ๊บๆ ไปได้เรื่อยๆ ทากในบ้านเรา เท่าที่ผมได้ยินมาเขาว่ากันว่ามันมีอยู่สองชนิด คือ ชนิดที่มันกระดึ๊บไปเรื่อยๆ กับชนิดที่ดีดตัวได้ ตัวในภาพนั้นผมถ่ายได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเป็นทากธรรมดาที่ชอบกระดึ๊บ กระดึ๊บ ไม่ใช่ทากกระโดด
ส่วนทากที่ดีดตัวมาหาเราได้นั้นจะเป็นทากสีเขียว เขาเรียกกันว่า “ทากตอง” จะพบได้บางที่ที่มีทากเท่านั้น ทากตองนี่อันตราย เพราะว่าถึงเราจะแต่งตัวท่อนล่างรัดกุมเพียงใด พี่เขาก็สามารถโดดมาเกาะคอเราได้ กึ๋ยๆ โดยทากตองนี้จะพบได้ในแถบภาคใต้เท่านั้น ดังนั้นเวลาเราไปเที่ยวภาคอื่นก็ไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะเจอทากกระโดดใส่นะครับ
โดยอุปกรณ์สำหรับป้องกันมิให้ทากมากัดเราได้นั้น ก็มีแค่ “ถุงกันทาก” เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ต้องซื้อแพงๆ นะ ของผมซื้อมาสี่ร้อยใช้ได้แค่สองปีก็ขาดแล้ว ที่สำคัญเวลาเราเอาไปลุยมากๆ ถุงกันทากมันจะเลอะเทอะ และไม่สามารถทำความสะอาดได้ ดังนั้นผมจึงแนะนำแบบที่เขาใช้กันตามอุทยานจะดีกว่า ใช้แบบหรูๆ นอกจากจะแพงแล้ว บางทียังต้องมาคอยปวดเศียร เวียนเกล้ากับพวกปากกรรไกรอีกด้วย ผมว่าพวกนี้เป็นสัตว์อันตราย และน่ารำคาญกว่าทากเสียอีก :P
อ้อ เวลาเราใส่ถุงกันทากนั้น ให้ใส่กับกางเกงขายาวนิดนึงนะครับ แล้วใส่ให้ถุงกันทากมันคลุมกางเกงให้หมด ยิ่งพวกชอบใส่ขาสั้น ผมพูดตรงๆ ว่ามันไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แถมจะเป็นการนำทางให้ทากเข้าสู่จุดศูนย์กลางของประเทศของท่านได้โดยง่ายอีกด้วย
แล้วถ้าเราโดนทากกัดก็อย่าได้ไปวิตกอะไร ไม่ต้องไปดึงออกก็ได้ ปล่อยให้มันกินเลือดเราจนอิ่มแล้วมันก็จะหลุดไปเอง ปัจจุบันผมยังไม่เคยได้ยินรายงานข่าวเกี่ยวกับพิษ หรือว่าสิ่งแปลกปลอมที่มาจากการที่เราโดนทากกัดเลย แต่เวลาเราโดนทากกัดแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ทาก เราจะคันบริเวณที่โดนกัดไปนาจนบางทีก็นานเป็นเดือนเลยทีเดียวครับ ^^
17/04/2008 17:06
เกาะสีชังเป็นเกาะไม่เล็ก ใหญ่พอตัว อยู่ในจังหวัดชลบุรี การเดินทางไปยังที่นี่นั้นไม่ยากลำบากนัก เพราะว่าเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถ้าขับรถไปเองก็เลยหนองมนไปแป๊บเดียว แต่ถ้าไปรถโดยสารคุณก็สามารถเดินทางจากเอกมัย ไปลงยังโรบินสันศรีราชา และต่อสามล้อไปท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือไปยังเกาะสีชังได้เลย ค่าเดินทางไปกลับไม่เกิน 400 บาท ผมก็เลือกเดินทางทางนี้เพราะบ้านยากจน

เกาะสีชัง มีสัญลักษณ์ประจำเกาะก็คือ “กระรอกขาว” ซึ่งจะหาดูได้ตามป้ายถนน ทุกๆ ป้ายถนนจะมีกระรอกขาวเกาะอยู่ เพราะเขาทำไว้เป็นสัญลักษณ์ แต่ถ้าใครอยากดูกระรอกขาวจริงๆ ที่สีชังนี่ก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่เขาจะออกมาให้เราเห็นเป็นเวลาก็คือ เวลาหกโมงเช้า และหกโมงเย็น ส่วนสถานที่ ที่พบกระรอกขาวได้ง่ายก็คือระหว่างทางไปแหลมงู เลยท่ายายทิมไปหน่อยนึง เขาจะมีอาหารมาวางล่อเจ้ากระรอกขาวนี้อยู่เป็นประจำ ช่วยกันดูแลด้วยนะครับ
ที่เกาะสีชังนี้ ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีไม่มากนัก แต่ก็น่าสนใจไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ ดังนี้ :-
- พระราชวัง สมััยรัชกาลที่ 5 มาแล้วอย่าลืมแวะครับ เชื่อผม
- ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ คือ จุดที่ผมถ่ายภาพพานอรามามา
- ช่องเขาขาด จุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยมที่สุดบนเกาะ
- แหลมงู จะเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด (ในความคิดของผม) แต่ไกลที่สุดบนเกาะ
- หาดถ้ำพัง เป็นหาดเดียวที่สามารถลงเล่นน้ำได้ บรรยากาศเหมือนบางแสน, ชะอำ แต่น้ำสะอาด ใส มีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นหลายอย่าง ตกเย็นสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย
ที่นี่ถ้ามีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว
โดยบนเกาะ ผมแนะนำให้เรียกรถสกายแลปเอาจะสะดวกที่สุด แต่บนเกาะก็มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย ชม.ละ 80 บาท เหมาทั้งวัน 250 บาท ค้างคืน 300 บาท ผมว่าขี่มอเตอร์ไซค์นี่ก็โอเคนะ ถ้ามากันแค่คน-สองคน ถ้ามาเยอะกว่านี้สกายแลปดีกว่า
ส่วนสถานที่พัก เราสามารถหาที่พักได้มากมายหลายที่ สนนราคาก็ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป การกางเต๊นท์เราสามารถกางเต๊นท์นอนได้ที่ช่องเขาขาด ซึ่งผมไม่แนะนำเพราะว่าจะมีคนมาตกปลาประจำ รับรองไม่ได้นอน อิอิ หรือจะกางตรงหาดถ้ำพังก็ได้ แต่ที่นีผมยังไม่เคยไปกางเหมือนกัน
ส่วนอาหารการกิน ถ้าจะประหยัด และจะเอาอร่อยด้วย ผมแนะนำร้านขายอาหารตามสั่งข้างซอยวัฒนา (อยู่ใกล้ๆ ท่าเรือเลยครับ) เมนูมีไม่กี่อย่าง เท่าที่นึกออกจะมี ข้าวขาหมู, หมึกผัดไข่เค็ม อ้อ หมึกผัดไข่เค็มอร่อยมากๆ ขอบอก, ปลาอินทรีย์ผัดฉ่า อันนี้ก็อร่อย แต่แนะนำให้สั่งราดข้าวมาดีกว่า ผมกินอยู่สองวัน วันสุดท้ายสั่งเป็นกับข้าวมา ทำไมรสชาติไม่เหมือนเดิมก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ
เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลาไม่มาก แต่อยากติดเกาะ ที่สีชังนี่ถือว่าเป็นที่ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ
15/04/2008 06:50
จริงๆ การขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนั้นไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมอยู่ว่างๆ เลยอยากจะบ่นออกมาบ้าง ก็แค่นั้นเอง อิอิ แต่จริงๆ ผมว่ามันก็น่าจะช่วยให้การปฎิบัติจริงนั้นง่าย และสนุกขึ้นนะเออ
การขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกๆ ผมแนะนำสถานที่ยอดฮิตกันก่อนเลย ก็คือที่ “ปาย” ทำไมถึงต้องเป็นที่ปาย? ก็เพราะว่าที่ปายนั้นทางค่อนข้างจะสะดวก และสถานที่เที่ยวในแต่ละที่นั้นก็ไม่ไกล เช่น วัดน้ำฮู, น้ำตกหมอแปง (เดี๋ยวนี้คงกลายเป็นน้ำตก “หมอไม่ได้แปลง” แล้ว เพราะมีการสร้างอะไรขึ้นมากั้นน้ำก็ไม่รู้ ดูไม่สวยเลย จากเดิมที่ไม่สวยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้แย่ขึ้นไปอีก…) พอขี่จนคล่องแล้ว ผมว่าที่อื่นก็จะง่ายขึ้น หากเราไปขี่ที่ยากๆ ก่อน คราวนี้แหล่ะ บางทีจะเข็ดไปเลย ไม่อยากขี่อีกแล้วเพราะมันไม่สนุก…
จริงๆ ผมอยากแนะนำให้ไปขี่ที่เชียงของก่อนนะ เพราะว่าเป็นทางเรียบ ที่พักก็ถูกมากๆ เพียงแต่ว่าที่นี่ไม่ค่อยต้อนรับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ อย่างมอเตอร์ไซค์นี่เขาก็ดุเหมือนไม่ค่อยอยากให้คนไทยเช่า เหมือนบางร้านที่เชียงใหม่เลย เพราะว่าเคยมีเหตุลักรถเกิดขึ้นบ่อยๆ
ระดับต่อไปที่น่าจะไปขี่กันก็คือ เกาะสีชัง, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่ ฯลฯ เชียงใหม่นี่โหดสุด เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละที่นอกเมืองนั้นไกลมาก ผมไม่แนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวนอกเมืองเลย เดี๋ยวจะดำกันหมด ส่วนในเมืองก็รถราควั่กไขว่ และแนะนำว่าถ้าเจอรถแดงอยู่ข้างหน้าให้รีบชะลอ อย่าจี้เด็ดขาด เพราะเขาขับรถกันแบบไม่สนใจอะไรสักเท่าไหร่ครับ ส่วนแม่ฮ่องสอนนั้นก็ขี่สบายเลย ที่เที่ยวแต่ละที่ไกลเหมือนกัน แต่ว่ารถค่อนข้างน้อย ทางชันมีบ้างแต่ไม่ยาก และถ้าจะหัดขี่ขึ้นลงทางชัน หัดที่เกาะสีชังเลยครับ ขี่ได้รอบเกาะแบบสบายๆ แล้วหล่ะก้อ ทางชันที่ไหนก็ไม่ทำให้เราหวาดเสียวได้หรอก
พอผ่านสถานที่ดังกล่าวไปแล้ว ผมแนะนำที่นี่เลย…
ปางอุ๋งครับ ทางค่อนข้างจะชัน และยากเป็นบางช่วง แต่ถ้าผ่านที่นี่ไปแล้ว ก็ถือว่าคุณเป็นสุดยอดเด็กแว๊นซ์คนหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าใครไม่ชัวร์กลัวไม่รอด ก็ลองขี่ขึ้นพระธาตุดอยสุเทพฯ ก่อน ถ้าที่นี่สบายๆ ไม่มีอะไรทำให้การขี่ติดขัดหล่ะก้อ ปางอุ๋งนี่สบาย
อืม… แต่ถ้าใครชอบขี่รถลุยโคลน ผมแนะนำให้ลองไปนอนที่ปายสักสองคืน และเช่าบ้านที่ CountrySide ที่นี่ช่วงหน้าฝนทางดินจะแฉะมาก ถ้าไม่ชำนาญ รับรองกลิ้งแน่นอน แต่ผมรับประกันความมันส์ อิอิ
ส่วนระดับโหดหิน ที่ว่ามือใหม่ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์ที่นั่นเลยก็คือ “เกาะเต่า” ที่นี่ทางโหดร้ายมาก ทั้งชัน และทางหลายที่เป็นทางทราย ทรายครับ ไม่ใช่ลูกรัง เบรคยังไงก็ไม่อยู่ ต้องเบรคแบบค่อยๆ เบรค และถ้าเป็นคนตื่นเต้น-ตกใจง่าย ผมว่าต้องมีกลิ้งกันบ้าง อย่างผมไปขี่มาหลายที่แล้ว ก็เพิ่งจะมาล้มที่นี่เป็นครั้งแรก แผลยังไม่หายสนิทเลยนะเนี่ย!! ที่เกาะเต่านั้นสุดยอดจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้ขี่ ATV เลย แต่ค่าเช่าจะแพงจนน่าตกใจเลยหล่ะครับ
09/04/2008 22:55
เกาะนางยวน เป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นลูกเกาะของ “เกาะเต่า” ซึ่งถือว่าเป็นเกาะแห่งหนึ่งที่สวยไม่แพ้เกาะอื่นๆ ในประเทศไทยทั้งในอ่าวไทย และเกาะในฝั่งอันดามัน ส่วนเกาะนางยวนนั้น ถือว่าเป็นเกาะที่สวยไม่แพ้ใครในโลก เพราะว่าได้รับการยอมรับจากชาวต่างประเทศว่าเป็นเกาะที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกอยู่บ่อยๆ
การเดินทางไปเกาะนางยวนนั้น เราสามารถซื้อทัวร์ไปลงที่เกาะเลยก็ได้ แต่ถ้าจะไปนอนค้างที่เกาะนางยวน ค่าใช้จ่ายจะสูง ผมก็เลยเลือกที่จะไปนอนที่เกาะเต่า แล้วเหมาเรือรอบเกาะเพื่อไปขึ้นที่เกาะนางยวนในตอนเย็นๆ และเดินทางกลับมาค้างที่เกาะเต่าเหมือนเดิม ค่าเรือนั้นไม่แพงครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกเรือแบบใดเพื่อเดินทางไปสู่เกาะนางยวน ถ้าจากเกาะเต่าก็ประมาณ 150 บาทขึ้นไป (ต่อเที่ยว)

ที่เกาะนี้จะเป็นเกาะที่มีหาดเชื่อมต่อกันสามจุด จึงเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่ดูสวยงามมีเสน่ห์น่าหลงไหลเป็นอย่างมาก จุดชมวิวนี้เราสามารถขึ้นชมได้เพียงทางเดียว เพราะอีกทางนึงจะปิดไว้สำหรับแขกที่มาพักในรีสอร์ทของทางเกาะเท่านั้น
จุดชมวิว เราเดินขึ้นไปไม่ไกลครับ ไม่ถึงกับทำให้เหนื่อย เดินกันสบายๆ หากชมวิวทิวทัศน์เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถลงมาเดินเล่นที่หาดทรายบนเกาะได้ เกาะแห่งนี้หาดทรายเป็นทรายปะการัง มีแต่เศษปะการังเต็มหาดไปหมด นอกจากนี้น้ำที่นี่ยังน่าเล่น และคุณยังสามารถเลือกดำน้ำที่นี่ได้อีกด้วย
(ใช้หน้ากากได้ แต่ไม่อนุญาติให้ใช้ฟิน)
08/04/2008 23:36
หลังจากผมได้แนะนำเรื่อง “การเสียเงินขี่มอเตอร์ไซค์” ไปในตอนที่แล้วแล้ว ก็มาดูวิธีขี่มอเตอร์ไซค์กันบ้าง
อันดับแรกเรื่องการเตรียมตัว
- สุขภาพ ควรนอนให้เต็มอิ่ม เพราะการขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ นั้นอาจจะทำให้เราเบื่อ ง่วงและหลับในได้ ใครอยากจะลองหลับในระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ก็ลองดูครับ สนุกดีเหมือนกัน อิอิ
- เสื้อผ้า จริงๆ แล้วควรจะแต่งกายให้มิดชิด ไ่ม่ใช่ว่าผมไม่ชอบจะดูสาวๆ นุ่งสั้นนะครับ แต่ถ้าคุณขี่มอเตอร์ไซค์เป็นระยะทางไกลๆ นั้น คุณจะกลายเป็นคุณ “ดำลง” พุฒตาลได้ ดังนั้น เราควรจะแต่งกายให้มิดชิดสักหน่อย กางเกงจริงๆ ผมแนะนำว่าให้ใส่กางเกงยีนส์ ไม่งั้นเวลาขาไปโดนส่วนที่ร้อน อย่างท่อไอเสีย หรือว่าขี่รถล้ม รับรองครับว่าขาของคุณจะต้องหมดสวยแน่นอนถ้าไม่มีกางเกงยีนส์
- อื่นๆ จริงๆ ผมมีแว่นกระแดะ เอ๊ย!! แว่นกันแดด กับเสื้อแจ็คเกตกันลมด้วย แต่สองสิ่งนี้ไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ อีกอย่างก็คือ ถ้าเราต้องเข้าพื้นที่วิบาก หรือทางลูกรังบ่อยๆ ก็ควรใส่รองเท้าผ้าใบกันแตกฮีน (ตีนแหก)
อันดับที่สองวิธีขี่มอเตอร์ไซค์ขั้นพื้นฐาน
มือใหม่ผมแนะนำให้ขี่รถเกียร์ออโต้ครับ เพราะว่าขี่ง่าย ไม่คว่ำเพราะเปลี่ยนเกียร์ผิดแล้วอย่างนึงแน่นอน แต่ถ้าอยากขี่รถเกียร์มือ ก้อ กลับไปดูบทความเก่า ส่วนรถเกียร์ออโต้นั้นขับง่ายๆ บิดอย่างเดียว มันจะเปลี่ยนเกียร์ให้เองตามความเร็วของรถ เบรคทางซ้ายมือคือเบรคหลัง เบรคทางขวามือนั้นก็คือเบรคหน้า เวลาใช้เน้นเบรคหลังก่อน แล้วค่อยกดเบรคหน้าจะได้ไม่หกคะเมนตีลังกา ภาษานักแข่งก็ 60:40, 70:30 คือ ใช้เบรคหลังสัก 60-70% นอกนั้นก็ใช้เบรคหน้า
และรถเกียร์ออโต้ส่วนใหญ่จะต้องยกขาตั้งขึ้น และกำเบรคไว้จึงจะสามารถสตาร์ทได้
อันดับที่สามการเตรียมตัวก่อนออกสตาร์ท
เช็คคน ว่าพร้อมหรือเปล่า?
เช็ครถ ว่ามีปัญหาหรือไม่ เช่น คันเร่งค้างไหม? ติดมือไหม๊? ไฟเบรคติดหรือเปล่า? ไฟเลี้ยวหล่ะ? คอรถตรงไหม๊? เสียศูนย์หรือเปล่า? แรงดีหรือเปล่า? เช็คจากที่ร้านเลยนะครับ เพราะถ้ารถมีปัญหาอะไร บางทีอาจจะทำให้เราลำบากได้ พอเช็คเสร็จก่อนออกรถก็ตั้งกระจกมองหลังไว้ให้เรียบร้อย และควรตั้งกระจกในพื้นที่ราบนะครับ อย่าไปตั้งบนเนิน ไม่งั้นพอมาวิ่งทางราบอาจจะต้องปรับกระจกกันใหม่ (แล้วตอนแรกจะปรับไปทำไม?)
หลังจากนั้น หลายที่เราจะต้องเติมน้ำมันเอง ให้เรานำรถไปเติมน้ำมันที่ปั้มก่อนเป็นอันดับแรก น้ำมันมักจะให้เติมเบนซิน 91 ทุกอย่างเด็กปั้มทำให้ได้หมด เติมผิดเติมถูกก็ไม่เป็นไร ไม่เอาน้ำมันดีเซลมาเติมรถมอเตอร์ไซค์เป็นใช้ได้ แต่ถ้าไม่เติม 91 คุณก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด
อันดับที่สี่การให้สัญญาณ
รถนั้นจะมีไฟเลี้ยวไว้ให้ใช้ ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และต้องการบอกคันหลังว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า และไม่สามารถหยุดรถได้ ก็ให้เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาสลับกันไปมา รถข้างหลังจะได้ไม่ผลีผลามเร่งเครื่องแซงเราจนเกิดอุบัติเหตุ
และระหว่างวิ่งอยู่ หากเราต้องการให้รถคันหลังแซง ก็ให้ชิดซ้ายและเปิดไฟเลี้ยวซ้าย แต่ถ้าทางข้างหน้าอันตรายก็ให้เปิดไฟเลี้ยวขวา เพื่อป้องกันไม่ให้รถคันหลังเร่งแซงเราขึ้นไปครับ
อันดับที่ห้าการขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นและลงเขา
การขี่รถขึ้นลงเขาถ้าเราใช้เกรียนออโต้ เอ๊ย รถเกียร์ออโต้มันก็ง่ายมากๆ แต่ถ้าเป็นรถเกียร์ธรรมดาจะยากสักหน่อย เราต้องใช้เกียร์ต่ำเสมอเมื่อเจอทางชัน ส่วนเวลาลง สำหรับมือใหม่ผมแนะนำเลยว่า “ใส่เกียร์ 1 ลงโลด” เพราะรถจะมีแรงจากเบรคเครื่องยนต์เพื่อช่วยในการชะลอความเร็วในการลงเขา และระวังเรื่องการเปลี่ยนเกียร์ระหว่างขึ้นและลงเขาให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นแล้วเครื่องอาจจะดับ หรือเสียจังหวะจนคว่ำได้
ส่วนเบรค เวลาขึ้นให้เน้นเบรคหน้าเป็นหลัก ส่วนเวลาลง ให้ใช้เบรคหลังเป็นหลัก และใช้เบรคหน้าเพียงเบาๆ เอาแค่แตะๆ อย่ากดแรงมาก ไม่งั้นกลิ้งแน่นอนรับประกันเลย อิอิ
จบแค่นี้แหล่ะครับ
29/03/2008 06:34
อุทยานแห่งชาติหาดวนกร เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมเพิ่งไปมาเมื่อราวๆ กลางเดือนนี่เอง ที่นี่เป็นที่ที่มีความสงบเงียบมาก แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมก็ตามที ผมเจอเด็กๆ แค่สองกลุ่มเอง (แต่ก็ปวดประสาทเหมือนกัน)
พวกเราออกเดินทางกันโดยรถไฟสายใต้ จะขึ้นจากบางกอกน้อยก็ได้ แต่ผมเลือกขึ้นที่ศาลายาซึ่งคนเยอะหน่อย วันนั้นก็โชคดีที่ได้นั่ง พอไปถึงก็จ้างรถเจ้าหน้าที่จากสถานีรถไฟไปยังตัวอุทยาน ซึ่งหากมากันแค่คน หรือสองคน เราก็สามารถเรียกรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงคนละ 50 บาทเท่านั้นเอง ส่วนขากลับพวกเราก็จ้างรถเจ้าหน้าที่ออกจากตัวอุทยาน เพื่อกลับทางรถทัวร์ครับ
อุทยานแห่งนี้จะมีที่ให้กางเต๊นท์ริมหาดด้วย บรรยากาศดีมาก ห้องน้ำเกือบดีครับ ส่วนบ้านพักนั้นถือว่าดีเลย ผมอยากจะลองไปพักดูเหมือนกัน ที่นี่มีร้านอาหารที่เดียว วันหยุดเปิดถึงสามทุ่ม แต่ถ้าเป็นวันธรรมดานั้นเปิดแค่ 6 โมงเย็นก็ปิดแล้วครับ หากใครไม่ได้นำเสบียงไปด้วยต้องระวังให้ดีนะ เพราะผมก็ต้องรีบนอนเนื่องจากหิวมาแล้ว หุหุหุ

ส่วนกิจกรรมที่ทางอุทยานนั้นมีให้ก็จะมีการไปดำน้ำที่เกาะใกล้ๆ กับตัวอุทยาน ผมจำชื่อไม่ได้แล้วหล่ะ เพราะว่าไม่ได้ไป ค่าใช้จ่ายนั้นก็ไม่แพงครับ คนละห้าร้อย นอกจากนั้นก็ยังมีจักรยานให้เช่าวันละสองร้อยบาท และถ้าใครนำยานพาหนะมาเอง ก็สามารถไปเที่ยวน้ำตกห้วยยางที่อยุ่ใกล้ๆ กันได้อีกด้วยครับ
ส่วนตัวผมเองก็ไปพักผ่อน ไม่ได้เที่ยวอะไรเลย เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยจะดี - -”
10/03/2008 02:54
หลายคนอ่านหัวข้อแล้วก็อาจจะนึกว่า เออ น้าเป็ดนี่เอาอีกแล้ว เผาตัวเองอีกแล้วสิน้า เปล่านา… น้าไม่ได้เผาตัวเองสักหน่อย เพราะเมื่อสักสองอาทิตย์ก่อน น้าเป็ดได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านน้าตุ้ยที่ปราจีนบุรีมา ก็ทราบข่าวมาจากเจ๊ตุ๋มว่าบ้านน้าตุ้ยนั้นจะมีการช่วยกันลงแขก เอ๊ย!! ช่วยกันจับปลาในนา ไอ้เราก็ International Geographic เลยต้องขอไปดูสักหน่อย จากที่จะไปเที่ยวน้ำตกกัน ปรากฎว่าแก๊งค์สีรุ้งเลยต้องเปลี่ยนมาจับปลากันแทน
ทีแรกไอ้ผมก็อุตส่าห์เตรียมเครื่องแบบหรูๆ กะว่าไม่ให้ใครเรียกลงบ่อแล้วเชียว แต่ก็ทนปากไอ้เ… เอ๊ย!! ต้นคุงไม่ได้ ต้องลงไปจับปลากกับเขาสักหน่อย วันแรกผมยังไม่ได้ลงบ่อกับเขาหรอก เพราะว่าอยากถ่ายภาพมากกว่า แต่พอมาวันที่สองนี่สิ ไม่ไหวแล้วเจ้าค่า ลงไปเล่นกับเขาเป็นที่สนุกสนานทีเดียวเลย
ส่วนมากปลาที่จับได้จะเป็นปลากระดี่, ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาสลิด และปลาช่อน ถามว่าจับปลาอะไรสนุกที่สุด ก็คงจะเป็นปลาช่อนครับ เพราะว่าไอ้ช่อนมันไม่ยัก หลายคนอาจจะด่าผมในใจ ปลามันไม่ยัก ไม่ยักอะไร? ไม่ยักก็คือ มันไม่สามารถทำร้ายเราได้หน่ะเอง ปลาที่ยัก หรือทำร้ายเราได้จะมีอยู่สองชนิดครับ คือ ปลาหมอและปลาดุก ปลาสองชนิดนี้ต้องระวังกันไว้ให้มากทีเดียว เพราะโดนเข้าไปนี่ เจ็บกันนานเลย แต่ผมไม่โดนหรอกนะ เพราะถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ปล่อยมันไปดิ่ อิอิ
เจ๊ยยย ล้อเล่นนะครับ ถ้าเห็นเป็นปลาหมอ หรือปลาดุกก็ให้ระวังๆ กันหน่อย
หลังจากจับปลาเป็นที่สนุกสนานกันแล้ว พวกเราก็มีเรื่องต้องลำบากก็คือ ต้องมานั่งซักผ้าหน่ะเอง ไม่น่าเชื่อว่าโคลนเลนนี่จะเป็นอะไรที่หนึบมากๆ เลยทีเดียว อย่างกางเกงตัวที่ผมใส่ ผมต้องแช่ไว้เป็นอาทิตย์ (เปลี่ยนน้ำทุกวัน) ดิน และกลิ่นแปลกๆ ที่ติดกางเกงนั้นถึงจะหายไปหมด แต่ก็คุ้มครับ สำหรับประสบการณ์ที่ได้กลับไปในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง ไหนพอจับเสร็จจะได้กินปลาที่จับมาสดๆ อีกด้วย อร่อยอย่าบอกใครเชียวครับ
ดูภาพได้ที่นี่
04/03/2008 04:33
เอาหล่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงแล้ว
| เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้ว เราจะไปถึงกันตอนเย็น และที่สำคัญเราต้องเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนค้างบนนั้นด้วย เนื่องจากที่นี่สูงมาก จนเดินกันวันเดียวไม่ถึง ต้องเดินไปพักตอนเย็น และค่อยออกเดินทางต่อในตอนตีสอง
ส่วนค่าลูกหาบนั้นผมจำไม่ได้แล้ว จำได้ลางๆ ว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ อยากให้เมืองไทยขึ้นค่าลูกหาบเหมือนกัน คนจะได้ไม่แห่กันไปช่วยทำลายธรรมชาติ โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา นอกจาก “กูมีความสุขว้อย” ไรเงี้ยะ :P
|
|
|
พวกเราออกสตาร์ทกันแปดโมงเช้า มีไกด์ร่วมเดินทางด้วยสองคน คนแรกจะเป็นคนนำ ส่วนอีกคนจะคอยเดินปิดท้าย รับประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เราแต่ละคนก็มีสัมภาระติดกันไปคนละนิด ละหน่อย มีแต่ผมนี่แหล่ะครับ ที่แบกกระเป๋ากล้องหนักเกือบสิบกิโลขึ้นไป ทั้งๆ ที่กดชัตเตอร์ระหว่างทางไปแค่ราวๆ สิบกว่าภาพ เพราะฟิล์มมันแพง…
ตอนแรกผมเดินไป ร้องเพลงไป พลันสายหมอกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เมื่อบรรยากาศพาไป เจ้าน้ำตาก้อร่วง แหมะๆ เพราะเหตุอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่น่าจะลืมไปแล้ว เช่น การถูกผู้หญิงหลอกว่ารัก แต่ถึงเวลาเจอสิ่งที่ดีกว่า เขาก็ทิ้งเราไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง นี่แหล่ะสันดานมนุษย์ที่ยังไม่เจริญ มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์กูชิ่ง เห็นเราเป็นเปลือกท็อฟฟี่หรือแค่ขวดน้ำพลาสติก ทานเสร็จแล้วก็ขยี้ทิ้งข้างทาง… ส่วนอีกใจนึงของผมก็นึกไปว่า ‘กรูตายแน่ เพราะแค่เริ่มเดินมันก็รู้สึกว่าลำบากแล้ว’ แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทาง แม้แค่เป็นเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้ผมลืมฝันร้ายในครั้งนั้นไปได้ และจากวันนั้นผมก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นเลยตลอดจนวันนี้ก็ตาม…
ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไม ใครๆ ก็บอกว่า ไปภูกระดึง ถ้ายังไม่มีแฟนก็จะได้แฟนกลับมา…
แต่ผมไม่ได้แฟนกลับมาหรอกนะ หุหุหุ

เป็นไงภาพนี้ฟิล์มไดนามิคเร้นจ์ดีมากไหม๊???
ที่นี่ ระหว่างทางจะมีศาลาพักใจ เขาจะเรียกว่า “พอนด็อค” ในภาพที่เห็นคือ Pondok Paka อยู่สูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือเกือบจะถึงยอดดอยอินท์แระ ว่าแต่เคยไปนอนยอดดอยอินท์กันยัง อิจฉาผมป่าว โดยตรงยอดดอยอินทนนท์นี่เขาเป็นพื้นที่ทหารนะครับ ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปนะ อิอิ
พอเดินมาถึงความสูงระดับนี้ได้ ก็เริ่มจะสบายแล้ว เพราะทางไม่ค่อยชันสักเท่าไหร่ แต่ต้องเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ที่นี่มีนกที่หาดูได้ยากในบ้านเราหลายชนิดเลย แล้วก็่ไม่ต้องเอากล้องส่องทางไกลมาให้หนักนะครับ เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ในแถบนี้ไม่กลัวคนเลยแถมยังชอบออกมาเสนอหน้าด้วยอีกต่างหาก ถ้าเราไม่เดินแหกปากโวยวายอ่ะนะ มาอยู่ใกล้ๆ เราถึงขนาดว่าถ่ายภาพได้เต็มๆ เฟรมเลย แต่พอดีผมใช้กล้องฟิล์มเลยไม่ได้ถ่ายมา
อ้อ เวลามาปีนคินาบาลูนี่ เขาจะให้บัตรห้อยคอมาด้วย มีหมายเลขประจำกลุ่มและประจำตัว เอาไว้เช็คว่ามากันครบหรือเปล่า? และต้องนำติดตัวไปตอนขึ้นยอดด้วย เพราะจะมีการเช็คชื่อที่ด่าน Sayat Sayat ซึ่งเป็นจุดตรวจสุดท้าย ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้เช็คชื่อที่นี่ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใบประกาศจากทางอุทยานนะครับ
ปล. ขอบคุณภาพถ่ายโดยกล้อง Canon A510 ของนู๋แนน และฝีมือน้าแซคครับ ยกเว้นภาพ Pondok Paka ใช้เลนส์ Nikon AF 20 mm. f/2.8 กล้อง Nikon FM2 ฟิล์มสไลด์ Kodak E100VS
03/03/2008 00:10
เมื่อวานเล่าถึงที่พวกเรามาพักบ้านพักที่อช. คินาบาลูแล้ว โดยเราเลือกขึ้นคินาบาลูทางทิโปฮอร์นกัน โดยเราจะค้างที่นี่กันสองคืน โดยแต่ละเช้าที่เราตื่นขึ้นมานั้น เราจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ ณ. ที่ใดในโลก ดังภาพนี้

ครับ ตื่นขึ้นมาก็เห็นไอ้นี่อยู่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จนผมอยากจะกลับไปอยู่ตรงนั้น ไปแต่งงานกันบนยอด… เอ๊ย!! อยากกลับไปเอากล้องดิจิตอลไปทำในสิ่งที่กล้องฟิล์มไม่สามารถทำได้อีกหลายร้อยภาพ แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสอีกหรือเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ชีวิตคนเราเลือกได้ซะที่ไหนกัน
วันแรกหลังจากถึงเราก็เริ่มเอาอาหารทะเลออกมาชำแหล่ะกันเลย ต้นคุงนั้นซื้อหอยแครงมาตัวเบ้อเร้อ เห็นบ้านเราเรียกหอยแบบนี้กันแบบเมื่อได้ฟังแล้วต้องรู้สึกสยิวกิ้วว่า “หอยคราง” ไอ้เราได้ยินก็อยากถามว่า ที่หอยมันครางอ่ะ หอยมันครางแบบไหน? หอยมันครางกระเส่าหรือเปล่าพี่ แต่ก็เกรงใจ กลัวจะต้องเจอกับหอยบินพิฆาตเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน
แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่า “เห็น…” เอ๊ย!! “หอยเหม็น” นะครับ…
(read more » )
—
Next Page »