07/03/2010 12:32
ตอนแรกที่ผมอยากได้มันเพราะเห็นว่ามันถูกมาก เพราะว่าผมเป็นคนเล่นกล้อง และเวลาเราเช็ดกล้องนั้น สำหรับคนรักกล้องทุกคนแล้วจะหลีกเลี่ยงผ้าธรรมดา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมและเป็นกันทุกคนเสียด้วย นอกจากผ้าหนังชามัวร์แล้วก็จะมีผ้าไมโครไฟเบอร์นี่แหล่ะที่เป็นตัวเลือกของนักถ่ายภาพผู้รักกล้อง
ผืนหนึ่งมันก็ร้อยกว่าบาทแล้วสำหรับผ้าเช็ดกล้อง ขนาดก็เล็กเท่าผ้าเช็ดหน้า
ตอนแรกนอกจากอยากได้เพราะเห็นว่ามันถูกจัง แล้วก็เกิดความสงสัยหลายอย่าง เช่น เขามักจะโฆษณาว่ามันแห้งเร็ว, ซับน้ำได้ดี, พันผมแล้วแห้งไว และอีกอย่างก็คือเวลาเช็ดแล้วมันจะรู้สึกยังไง? - -
สุดท้ายก็ซื้อมาลองสองผืน เป็นไซส์ขนาดผ้าเช็ดตัว
จากประสบการณ์ที่ลองใช้ก็ดีตามคำโฆษณาครับ เรื่องแห้งเร็ว มันก็แห้งเร็วจริงๆ แต่ก็ต้องผึ่งด้วยนะ ไม่ใช่ใช้เสร็จแล้วเอาไปหมกไว้ในกระเป๋า ยกตัวอย่าก็ถ้าซักเครื่องปั่นแห้งผมเอามันมาตากในร่ม ในบ้านมืดๆ ตอนกลางคืน ไม่เปิดพัดลม, แอร์ พอเช้ามาก็แห้งแล้ว เรียกว่ามันเหมาะกับนักเดินทางแบกเป้จริงๆ เพราะถ้าเราแบกเป้ เรามักจะพักแต่โรงแรมราคาถูก ซึ่งโรงแรมเหล่านี้นั้นมักจะใช้ผ้าเช็ดตัวสิบชาติ (สิบชาติเปลี่ยนที) ถ้าให้พูดให้ฮาก็ลงอาคมมาหลายอาจารย์, ใช่ การพกผ้าเช็ดตัวไปเองดูท่าจะดีกว่า
เรื่องการซับน้ำนั้นผ้าไมโครไฟเบอร์ก็ทำได้ดี เวลาเอามาห่อหัวแล้วผมก็แห้งเร็วขึ้น การเช็ดผมให้แห้งนั้นเป็นเรื่องที่สนุกขึ้นมาสำหรับคนที่ไว้ผมยาวถึงกลางหลังอย่างผมมาก นอกนั้นผมไม่เคยเอาผ้าไปใช้ซับน้ำ หรือเอาไปเช็ดอะไรเปียกๆ แหม คุณไม่ใช่ผ้าผืนละร้อยสองร้อยนะครับ
จุดด้อยของมันก็มี สัมผัสของมันไม่ค่อยดีนักในความรู้สึกของผม ผ้ามันนิ่มครับแต่เพราะความที่มันเป็นไอ้ ‘ผ้ามหาดูด’ ดังนั้นเวลาคุณเช็ดคุณจะรู้สึกหนึบๆ ซึ่งผมก็ขอแนะนำว่าสำหรับส่วนที่ผิวพรรณบอบบาง เช่น ใบหน้า เราควรจะใช้ผ้าซ้อนกันสองชั้นในกันเช็ด ชั้นแรกโปะไปบนหน้าหรือส่วนที่ต้องการเช็ดแล้วใช้ชั้นที่สองเช็ดซ้ำบนผ้าอีกที อันนี้จะทำให้เราได้สัมผัสทีดีขึ้น
(อ่านแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ ให้ซื้อมาลอง ถ้าไม่ชอบก็ส่งมาให้ผม อิอิ)
ข้อเสีย? ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าข้อเสียหรือเปล่า? เพราะผมรู้สึกว่ามันติดกลิ่นได้ง่าย เตือนว่าอย่าเอาไปเช็ดอะไรที่มีกลิ่น รวมถึงสิ่งที่จะทำให้เกิดกลิ่นในภายหลัง เช่น เหงื่อของคุณหรือคนอื่น และถ้าหากใช้ติดต่อกันหลายวัน ผ้านั้นมันอาจจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ดังนั้นถ้าหากไปทริปที่เดินทางเป็นสัปดาห์ก็ควรหาโอกาสในการซักมันบ้างครับ อย่างไรก็ดีสำหรับผ้าแบบนี้ผมให้มัน 4 ดาว จาก 5 ดาว
มันทำให้ผมเกือบลืม ‘ผ้าขาวม้า’ ไปเลย
25/01/2010 21:33
ตอนผมขึ้นคินาบาลูก็ไม่ได้คิดเองหรอกว่าจะมายังไง?

ก็ได้หน่อยกับแนนสองสาวในภาพนั่นหล่ะมั้งเป็นคนคิดทาง คือ เขาว่ากันว่าทางเมอซิเลานั้นสวยมากๆ ซึ่งก็จริงครับ มันสุดยอดไปเลย แต่ทางนี้ก็ค่อนข้างยาวไกลและมีอุปสรรคมากกว่าทางทิมโปฮอน แต่มันก็สวยจริงๆ ดังนั้น เพื่อเก็บให้ครบ พวกเราจึงเลือกเดินขึ้นทางทิมโปฮอร์นแต่ลงทางเมอซิเลา
10/01/2010 11:39
“พี่ผมคนกรุงเทพฯ นะ”
ผมพูดหลังจากที่ไปขอถ่ายมะเฟืองที่วางขายอยู่ที่ซำแฮก แล้วพี่คนขายเขาบ่นว่า “ไม่เคยเห็นหรือไง?” เคย อ่ะเคยสิครับ แต่แถวบ้านผมเขาไม่มีเยอะเป็นตับๆ เหมือนร้านพี่สักหน่อย ขายหมดนี่รวยเลยนะ

ผมก็ไม่รู้ว่าเอาภาพนั้นไปไหนแล้ว แต่ดูภาพนี้แทนแล้วกัน
ภาพนี้สีมันหม่นๆ หน่อย คือ แสกนมาจากฟิล์มสไลด์
ฟิล์มผมล้าง Pro Color Lab ที่เป็นร้านเดียวในประเทศไทยที่ได้ E6 Certificated จาก Kodak
ส่วนแสกนเนอร์ผมใช้ Epson Perfection 4180 PHOTO ราคาเครื่องประมาณสองหมื่น
มะเฟืองผมว่าถ้าทานเวลาเหนื่อยๆ มันช่วยอะไรๆ ได้มาก
มันทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว รสชาติของมันส่วนมากจะออกไปทางเปรี๊ยว แต่จิ้มเกลือสักหน่อย อร่อยถูกใจ ทานน้ำตามด้วยนิดหน่อยจะทำให้ชุ่มคอและเหนื่อยช้าลงครับ
03/01/2010 11:59
พงสาลี เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศลาว ผมเพิ่งจะไปมาก่อนปีใหม่ บอกได้เลยว่า “พงสาลี หนาวมาก” เรียกว่า คิดถึงถุงนอนอุ่นๆ และเสี้อหนาวที่ลืมเอาไปด้วยเลย :P
พงสาลีเป็นเมืองเล็กๆ ถ้าเป็นคนแข็งแรงและมีเวลาสักวัน-สองวัน เฉพาะในตัวเมืองคุณก็สามารถเดินได้ทั่วทั้งเมืองแล้ว ที่เดินลำบากก็เห็นจะมีแต่พระธาตุภูสี (พูสี) ที่ค่อนข้างจะสูงมากเรียกว่าเดินกันจนเหนื่อย แต่ถ้าจะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไป ผมก็ว่าทางมันค่อนข้างจะทุรกันดาร เป็นหินกรวดและชัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และที่พูสีนี้ เมื่อถึงกลางทางเขาก็จะมีด่านเก็บค่าขึ้นด้วย ค่ากล้อง และค่ารถนั้นจะคิดต่างหาก ดังนั้นผมว่าเดินขึ้นไปก็โอเคกว่าครับ (จะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาครึ่งทางก่อนก็ได้)

อาหารการกินที่เมืองนี้มีอะไรไม่มากนัก ร้านส่วนมากจะขาย ‘เฝอ’ ซึ่งผมบอกตรงๆ ว่ากินจนเบื่อ ขนาดว่ามีเนื้อทอดและข้าวเหนียวที่ซื้อจากตลาดมาช่วยชีวิตบ้างแล้วสองมื้อ รวมทั้งมีร้านหนึ่งที่ขายข้าวผัดแสนอร่อยมาแก้ขัดแล้วนะ (ร้านหน้าตาตามภาพด้านบน)
ที่นี่จะมีที่ให้ขี่มอเตอร์ไซค์เล่นอยู่บ้าง นอกจากพูสี รอบเมืองก็แปลกตาดี อีกที่ที่น่าจะไปก็คือ “ไร่ชา” และต้นชาอายุกว่า 400 ปี แต่ค่าเช่ารถค่อนข้างจะแพงนะครับ 150,000 กีบ สำหรับการเช่ารถขี่ในเมือง และ 180,000 กีบ สำหรับการเช่ารถเพื่อขี่ไปนอกเมือง ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 600-700 บาท ซึ่งก็นับว่าแพงมาก (ค่าน้ำมันต่างหาก) แต่ถ้าเป็นการเที่ยวแบบอื่นแล้วค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านี้อีก เช่น การเทรคกิ้งไปยังหมู่บ้านชาวเขานั้นค่าใช้จ่ายจะตกคนละ 300,000 กีบ (1,200 บาท)
ถ้าคุณเป็นช่างภาพ หรือชอบถ่ายภาพ เมืองเก่าที่นี่ก็มีอะไรที่น่าสนใจมากมาย
ไม่ก็ต้องออกไปถึงนอกเมือง หรือไปบุนใต้ก็น่าสนใจ…
09/04/2009 14:26
สีชังอีกแล้ว จะเรียกว่าสิ้นคิดก็ว่าได้ เพราะตอนแรกกะว่าจะไปหลวงพระบาง สุดท้ายติดอะไรหลายอย่างก็เลยทำให้พลาดการไปหลวงพระบางจริงๆ ครั้งแรกไป แต่ช่างเถอะ ชีวิตยังอีกยาวไกล…
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสจองที่พักผ่านทางโทรศัพท์ เพราะกลัวว่าที่พักจะเต็ม เนื่องจากปีที่แล้วก็ไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วก็เจอปัญหาที่พักเต็ม แต่ปีที่แล้วผมเตรียมเต๊นท์ไปนอนเต๊นท์ที่ช่องเขาขาด แต่ก็นอนได้คืนเดียว เพราะว่ามีคนนไปตกปลาหมึกตลอดคืน ไหนจะเจอวัยรุ่นกวนประสาทอีกต่างหาก สุดท้ายก็เลยหาบ้านพัก แล้วก็ไปได้ที่ทิวไผ่ที่มีคนจองแล้วไม่มา ซึ่งเป็นบ้านพักแบบบังกะโลว์แต่ไม่ติดทะเล ปีนี้พอผมจะไปผมเลยนึกถึงที่นี่ได้เป็นที่แรก
พอโทร. ไปก็จอห้องเป็นที่เรียบร้อย ทางนั้นมีการให้โอนเงินเข้าไปมัดจำก่อน 700 บาทเป็นค่าห้องแอร์สำหรับ 1 คืน ก็ไม่ถูก ไม่แพงอะไรนักสำหรับการติดเกาะครั้งนี้ เช่ามอเตอร์ไซค์อีกวันละ 300 บาทก็ตกค่ามีชีวิตอย่างต่ำวันละพันบาท ว่าแล้ว กลับมาจะเอาภาพมาโพสต์ให้ดู
07/04/2009 05:47
จริงๆ มันมีจุดหวาดเสียวหลายที่ แต่เวลาเราเดินขึ้น จะขึ้นตอนกลางคืน ทำให้ไม่เห็นจุดหวาดเสียวต่างๆ เหล่านั้นเลย ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป แล้วถ้าคุณเดินแบบทอดน่อง พุงป่องท้องสองเดือน ขากลับก็จะเจอเมฆหมอก ที่ทำให้คุณไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

นั่นแหล่ะครับ จะทำให้คุณเดินได้อย่างสบายๆ คินาบาลูนั้นไม่มีอะไรลำบาก นอกจากคนที่เป็น attitude sickness (อย่างที่ผมเป็น) ก็เท่านั้นแหล่ะ ^^
ปล. บล็อคนี้เห็นไม่ได้โพสต์นานเลยมาอัพสักหน่อยนึง
18/02/2009 08:56
ที่ยอดคินาบาลูนี้ผมได้รับคำแนะนำว่าเมื่อถึงเวลา 8-9 โมงก็ให้รีบลงได้แล้ว ซึ่งก็จริงครับ เพราะพอสายๆ เมฆมันก็จะออกมาปกคลุมยอดเขาทำให้มองไม่เห็นอะไรและอาจจะเป็นปัญหากับการเดินทางได้ พวกเราก็ไม่ได้รีบลงกันนัก เพราะว่ายังค้างกันที่นี่อีกคืนหนึ่งครับ

เมื่อหมอกเริ่มปกคลุม St’ John peak ก็จะเป็นดังภาพ

ทางเดินก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทาง เพราะว่าที่นี่นั้นมีเชือกคอยนำทางอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราอย่าเดินออกไปนอกเส้นทางนักเท่านั้น หมอกนี้จะหนาตรงช่วงยอดไปจนถึงด่านซายัด ซายัด ที่ถ้าลงช้าเจ้าหน้าที่เขาก็จะเผ่นกันหมดแล้วหล่ะ
ดังนั้นถ้าเป็นอะไร ก็ต้องหวังเพิ่งพี่ไกด์ที่คอยเดินติดตามเราเท่านั้นครับ
15/02/2009 04:46
ยอดสูงสุดที่เราต้องไปถึงก็คือ Low’s peak ที่ Mr. Huge Low นักสำรวจชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้ขึ้นไปถึงยอดนี้เป็นคนแรกของโลก ในปี 1895 ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ นะครับ ขนาดว่าผมมาตอนที่ปัจจุบันนี้ถือว่าเจริญมากแล้วยังต้องใช้ความอดทนทางด้านร่างกายอยู่พอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าที่นี่สวยมากๆ
ตอนผมเห็นยอด Low’s peak ถึงกับร้องเลยว่า “นี่กูต้องไปให้ถึงให้ได้”
แต่สักพักด้วยความที่หนูแนนเริ่มจะเดินไม่ไหวแล้ว ประกอบกับผมปวดท้องคลี่อย่างรุนแรง จึงทำให้ผมทิ้งหนูแนนไว้แล้วรีบเดินขึ้นยอดอย่างไม่รั้งรอ (แมนมากกรู) ขึ้นไปถึงก็พบกับน้าโป้นั่งยิ้มรออยู่บนยอดแล้ว…

นี่เป็นการขึ้นมาถึงยอดที่ผมบอกตรงๆ ว่าไม่ประทับใจสักเท่าไหร่…
ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำอะไรผิดพลาดไป…
อย่างหนึ่ง…
และกลับแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว…
นี่เป็นบทเรียนอีกหนึ่งบทในชีวิตของผม…
เพราะสุดท้าย ทุกคนก็ขึ้นมาถึงยอดเหมือนกัน รวมทั้งแนนด้วย…
14/02/2009 05:49
หลังจากผ่านด่านสุดท้ายมาได้ระยะหนึ่ง พระอาทิตย์ก็เริ่มจะขึ้นมาจากขอบฟ้าแล้ว แต่ระยะทางก็ยังอีกไกลกว่าจะถึงจุดสูงสุดของคินาบาลู แต่จุดแรกที่เขานิยมถ่ายภาพกันก่อนจะเดินไปสู่ยอดก็คือ South peak มาถึงตรงนี้ เจ๊หน่อยที่อ๊วกแตกตั้งแต่เริ่มเดินก็บอกว่าไม่ไหว ขอตัวลงแล้ว
แต่ก่อนจะแยกทาง เราสามคน เจ๊หน่อยก็มีปัญหาคาใจที่ต้องกล่าวออกมา
“หนูแนน เอาธงชาติมาหรือเปล่า?” เจ๊หน่อยถาม
“เอามาสิ” แนนตอบ

พอเห็นธงนี่เล่นเอาผมอึ้งเล็กน้อย, โอ้ว อันเบ้อเร้อ อิอิ
ไม่เป็นไร, คนน่ารัก ทำอะไรก็รับได้ :)
หลังจากตรงนี้ ผมกับแนนก็ต้องเดินไปกันเพียงสองคนแล้ว เพราะว่าหน่อยไปไม่ไหว ซึ่งตอนนี้เพื่อนๆ ผมก็เดินกลับมาจาก Low’s peak จุดสูงสุดกันแล้ว ถามได้ใจความว่า จาก South peak ก็อีกราวๆ หนึ่งชม.!!
ฟังแล้วมันช่างน่าท้อใจ เพราะผมกำลังปวดคลี่อย่างแรง แถมยังแพ้ความสูงอีกด้วย ซึ่งพอเราแพ้ความสูงก็จะทำให้เรามีอาการปั่นป่วนในร่างกายมากมาย เช่น ปวดหัว, ปวดท้อง, คลื่นไส้ ทำให้รีบเดินไม่ได้ แต่ใจผมก็อยากรีบเดินให้มันถึงๆ สักที เพราะว่าผมปวดท้องเต็มที่ และถวิลหาห้องน้ำอย่างแรงแล้ว…
นั่นมันทำให้เกิดวลีเด็ดประจำทริปนี้ คือ
“เดินเร็วก็ปวดหัว เดินช้าก็ปวดขี้”
ว่าแล้ว ผมกับแนนก็เริ่มเดินกระดึ๊บกันต่อไป…
ปล. คิดถึงหนูแนนจัง, อยากย้อนเวลาได้จังเลย…
12/02/2009 02:24
ตอนตีสองที่ Gunting นี่วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง มีแต่คนเชื่อสายจีนพูดกันโหวกเหวก โวยวาย กันอยู่นั่น จนผมต้องลุกตื่นขึ้นมาจนได้ (แต่ถ้าไม่ตื่นตอนนี้ก็ไม่ต้องขึ้นยอดกันหล่ะ) ยังเพลียๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้เพื่อนๆ ผมที่ผมคิดว่าเพี้ยนไปแล้ว ลุกมาทำอาหารการกินกันเรียบร้อยแล้ว ผมซัดมาม่าเข้าไปสองคำ เล่นเอาแทบอ๊วก กระเดือกไม่ลง คิดว่าเป็นเพราะเพลียและแพ้ความสูงด้วย (Attitude sickness) พอเร่งมากๆ เข้า ก่อนจะขึ้น ผมต้องยัดขนมปังเข้าไปชิ้นนึง ถึงกับวิ่งไปจะอ๊วกที่ห้องน้ำ
ประมาณตีสามได้ เราเริ่มออกเดินทาง เพราะว่าไม่อยากขึ้นไปชนกับพวกที่ขึ้นไปก่อนหน้า ซึ่งคนเยอะมาก อาจจะทำให้ไม่ได้รูปสวยๆ ได้ เราเดินขึ้นไประหว่างทางก็เห็นทางช้างเผือกทอดตัวยาวบนท้องฟ้า พูดแล้วยังเสียดายไม่หายเพราะว่าผมไม่ได้เอาขาตั้งขึ้นไป ระหว่างทางป้าหน่อยเพื่อนร่วมทางก็อ๊วกแตกเสียแล้ว โอ๊กกกก โอ๊กกกก เสียงช้างน้ำ ระหว่างที่ผมนั่งชมทางช้างเผือกไปพลางมันช่างน่าประทับใจอะไรเช่นนี้ (ข่าวแว่วมาว่าทริปนี้พวกเราอ๊วกแตกกันไปสาม) ส่วนผมนั้นเริ่มจะปวดหัวอย่างแรงแล้วเหตุก็เพราะแพ้ความสูง และเริ่มรู้สึกปวดคลี่เป็นระยะๆ เสียด้วย

เดินไปจนถึงด่านสุดท้าย คือ Sayat Sayat ที่นี่จะมีที่บ้าน เมื่อก่อนเปิดให้นอนพักด้วย แต่ปัจจุบันปิดไป และมีห้องน้ำซึ่งผมคิดว่าเป็นห้องน้ำที่อยู่สูงที่สูดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ผมก็เริ่มเล็งไว้แล้วแหล่ะ แต่ตอนนี้ท่าจะไม่ไหว เดินขึ้นยอดก่อนดีกว่า
อ้อ ที่ซายัด ซายัดนั้นจะมีให้นักเดินทางเช็คชื่อด้วยนะครับว่าใครผ่านมาบ้าง เพื่อที่จะได้ให้ใบประกาศกับนักเดินทางได้อย่างถูกต้องว่าคุณสามารถพิชิตยอดคินาบาลูได้ รวมทั้งเป็นการตรวจเช็คเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เพราะที่นี่นั้นถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก หากหลงออกนอกเส้นทาง หรือว่าติดอยู่ข้างบน คุณอาจจะเสียชีวิตได้
ว่าแล้วก็เดินต่อ ‘สองกิโลครึ่งทำไมมันไกลอย่างนี้’ ผมคิดในใจ เมื่อเดินทางผ่านจุดตรวจ Sayat Sayat ไปแล้ว แต่ก็ยังอดทนเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มสาง ตอนนี้กล้องฟิล์มบุโรทั่งของผมเริ่มจะถ่ายภาพได้แล้ว เนื่องจากมีแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็เอาเลนส์ 2.8 ไป แต่หันไปดูข้างๆ แกกดกล้องดิจิตอลกันฉับๆ ตั้งแต่ผมวัดแสงได้ที่ 2.8 หนึ่งวินาที ช่างน่าอิจฉาเสียจริง หุหุ

ทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าที่ไหน ที่เคยไปมาเลย…
แต่นี่ยังอีกไกลกว่าจะถึงยอด…
—
Next Page »