มาชวนไปเที่ยวเชคกันต่อครับ ตามลิ้งค์มากันเลย
http://www.oknation.net/blog/hooknoi/2007/07/25/entry-1/comment#read
ไปเที่ยวเชคกันครับ
21/08/2007 09:59
Posted by
hooknoi in
Blog
มาชวนไปเที่ยวเชคกันต่อครับ ตามลิ้งค์มากันเลย http://www.oknation.net/blog/hooknoi/2007/07/25/entry-1/comment#read
สูงสุดเมืองเบียร์
14/07/2007 00:03
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
มาชวนไปเที่ยวกันต่อครับ คราวนี้จะพาไปเที่ยวไกลถึงใต้สุดของประเทศเยอรมัน เราจะขึ้นไปกันที่ยอดเขาที่สูงสุดของเยอรมันกันเลยครับ……
21 เมษายน 2550 หลังจากร่ำลาสมาชิกร่วมเดินทางที่กลับเมืองไทยกันไปหมดแล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เสาร์นี้ก็มาถึงคราวของพี่สาวผมเองที่จะเดินทางมาสมทบ หรือจะเรียกว่ามาเที่ยวนั่นแหละ โดยเรามีเวลาไปเที่ยวด้วยกันแค่ช่วงเวลาเสาร์อาทิตย์ ส่วนวันอื่นก็ตัวใครตัวมันเพราะผมต้องทำหน้าที่หลักที่เดินทางมาที่นี่ นั่นคือเข้าอบรมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยผมวางแผนไว้สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไว้ที่ยอดเขา Zugspitze ยอดเขาที่สูงที่สุดในเยอรมัน และเป็นจุดแบ่งเขตแดนระหว่างเยอรมันกับออสเตรียด้วย การขึ้นยอด Zugspitze นี้จะต้องไปยังเมือง Gamisch-Partenkirchen เมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ใต้สุดของเยอรมัน ซึ่งเป็นจุดที่สามารถนั่งรถไฟสาย Zugspitze Bahn ต่อขึ้นไปยังยอดเขาแห่งนี้ได้
เรามาเจอกันแต่เช้าที่สนามบิน Frankfurt แล้วจึงต่อรถไฟ ไปยังเมือง Gamisch-Partenkirchen แต่ด้วยว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ใต้สุดของเยอรมัน การเดินทางไปถึงจึงต้องใช้เวลาถึง 7 ชั่วโมง ด้วยเพราะความประหยัด เราเลือกซื้อตั๋วแบบเหมาจ่ายทั้งวัน(Weekend Ticket) เลยนั่งได้แต่รถชั้นสอง ดังนั้นเลยช้าหน่อย แล้วก็ต้องเปลี่ยนรถมากถึงสี่เที่ยว แรกๆนั่งรถดูวิวก็สนุกดี พอนานเข้าก็เริ่มเอียน หัวเริ่มมึนจนต้องของีบดีกว่า กว่าจะไปถึง Garmisch-Partenkirchen ก็เย็นแล้ว แต่ยังดีที่ช่วงนี้กว่าฟ้าจะมืดก็สองทุ่มกว่าๆ เมือง Garmisch-Partenkirchen ที่เราไปถึงเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยโรงแรมและที่พักมากมาย จริงๆ Garmisch-Partenkirchen เกิดจากการรวมสองเมืองเข้าด้วยกัน คือ Garmisch กับ Partenkirchen เลยกลายเป็น Garmisch-Partenkirchen ดั่งที่เห็น
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไปถึงคือ หาทางไปยังบ้านพักที่จองเอาไว้ ทางโรงแรมไม่ได้ส่งแผนที่มาให้ แต่อธิบายวิธีเดินไปบ้านพักไว้ในอีเมลล์ โดยบอกว่าใช้เวลาประมาณสิบห้านาที แต่ก็แอบส่งท้ายไว้ว่าให้นั่งแท็กซี่มาดีกว่า แต่อย่างเราหรือจะนั่งแท็กซี่ เก็บตังส์ไว้เที่ยวดีกว่า เลยต้องเดินเอา แต่กว่าจะไปถึงก็ต้องหลงแล้วหลงอีก ถามคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยกว่าจะถึง บ้านพักที่จองไว้เป็นบ้านเก่ากว่าร้อยปีที่แบ่งเป็นห้องๆให้พัก ห้องที่เราได้เป็นห้องชั้นล่าง สภาพทั่วไปสะอาดสะอ้าน ตกแต่งอย่างน่ารักตามสไตล์ชนบทและที่สำคัญที่เจ้าของบ้านพักภูมิใจเสนอมากคือที่หน้าต่างห้องนี้สามารถมองเห็นยอดเขา Zugspitze ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ลิบๆเลย
พอเก็บของล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ได้เวลาออกไปเดินเล่นกับหาของกินกัน เนื่องจาก Gamisch-Partenkirchen เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก ดังนั้นพอ 6 โมงเย็น ร้านรวงก็ปิดหมดแล้วยกเว้นร้านอาหารกับฟาร์ทฟู๊ด ก็เลยได้แต่เดินดูจากกระจกหน้าร้านแทน เดินสำรวจของกินสำหรับมื้อเย็นนี้ สุดท้ายก็มาจบที่แมคโดนัลเพราะประหยัดงบดี ทริปเพิ่งเริ่มต้น เก็บเงินไว้เที่ยวก่อนดีกว่า กินเสร็จก็ตัดสินใจกลับที่พักดีกว่าเพราะถึงแม้ว่าฟ้ายังสว่างอยู่ แต่ก็เกือบสองทุ่มเข้าไปแล้ว กลับไปอาบน้ำนอนเอาแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้เหนื่อยกับการนั่งรถไฟมาทั้งวันแล้ว
22 เมษายน 2550
ตื่นเช้ามารีบเปิดหน้าต่างไปสำรวจสภาพอากาศว่ามีเมฆหรือเปล่า เพราะถ้ามีเมฆก็เรียกว่าจบกันเพราะขึ้นไปก็เสี่ยงที่จะไม่เห็นอะไร แต่วันนี้โชคดีที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆหมอกเลย แม่บ้านที่ดูแลที่พักมาเตรียมอาหารเช้าให้แต่เช้าตรู่ วันนี้ได้กินข้าวเช้าท่ามกลางบรรยากาศแบบบ้านในชนบท อีกทั้งอาหารก็อร่อย แต่ก็นั่งอ้อยอิ่งได้ไม่นานเพราะต้องรีบไปขึ้นรถไฟสาย Zugspitze Bahn ให้ทันตอน 9.15 น. เรากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปจนถึงสถานีเพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ก็ทันเวลาพอดี
รถไฟสาย Zugspitze Bahn พาเราผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ก่อนที่จะไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความสูงของเทือกเขาแอลป์และสุดท้ายก็ลอดเข้าไปยังอุโมงค์ยาวเหยียด ก่อนทะลุออกไปยังสถานีที่สามารถออกไปย่ำหิมะเล่นได้ ภายนอกอาคารสถานีปรากฏทิวทัศน์ทิวเขากว้างไกล ขาวโพลนไปหมด เราเดินเล่นกันซักพักก็ต่อรถกระเช้าขึ้นไปยังยอดสูงสุด ภาพที่เห็นตรงหน้าเมื่อไปถึงคือเทือกเขาสลับซับซ้อน เรียงรายกันสุดลูกหูลูกตา โดยถ้ามองไปทางฝั่งที่เป็น ออสเตรีย หรือ สวิสเซอร์แลนด์ จะเป็นเทือกเขาสูงมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอด แต่ทางด้านเยอรมันจะแตกต่างไป คือจะเป็นเทือกเขาที่ไม่สูงมาก เลยไม่มีหิมะปกคลุมบนยอดเหมือนอีกด้านนึง
อากาศบนยอด Zugspitze แห่งนี้ช่างแตกต่างจากอากาศด้านล่างสิ้นเชิง จากที่อุ่นๆเมื่ออยู่ในเมือง ตอนนี้อากาศหนาวจนมือแข็งไปหมดอีกทั้งลมแรงยิ่งช่วยเพิ่มความหนาวเย็นเข้าไปอีก ด้านบนนี้จะเป็นลานให้ชมวิวได้โดยรอบ โดยด้านฝั่งออสเตรียจะมีรถกระเช้าที่สามารถนั่งลงไปยังออสเตรียได้ แต่ช่วงนี้ไม่เปิดให้บริการมีเพียงฝั่งเยอรมันที่เราขึ้นมาเท่านั้นที่เปิดอยู่ ด้านบนมีร้านขายโปสการ์ตและของที่ระลึก เราเลยได้โอกาสนั่งเขียนโปสการ์ตท่ามกลางความหนาวเย็น นึกไปก็สงสารคนอ่านเหมือนกันเพราะลายมือตอนนั้นขยุกขยิกไปหมดเพราะมือแข็งจนเขียนอะไรไม่ค่อยเป็นตัวหนังสือเลย
อยู่ด้านบนได้ซักพักก็ได้เวลาลงแล้ว โดยเราสามารถลงมาด้านล่างได้ครึ่งทางโดยใช้รถกระเช้าแทนรถไฟ แล้วค่อยต่อรถไฟเข้าเมือง วิธีนี้ทำให้ประหยัดเวลาและสามารถแวะชมทะเลสาบที่อยู่ตรงสถานีรถกระเช้าได้ก่อนที่จะต่อรถไฟเข้าเมือง Garmisch-Partenkirchen พอถึงเมือง Garmisch-Partenkirchen ก็ต้องรีบไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่สถานีก่อนจะต่อรถไฟรอบถัดไปที่กำลังจะมาถึง
วันนี้เรามีเวลาสองชั่วโมงกว่า ในการต่อรถไฟที่มิวนิค เลยตัดสินใจว่าแทนที่จะนั่งรออยู่ที่สถานี ไปเดินเล่นกันดีกว่า เราเดินเข้าเดินออกโบสถ์ต่างๆในเมืองมิวนิคจนจำไม่ได้ว่าเข้าไปที่ไหนบ้าง มิวนิควันอาทิตย์อย่างนี้คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวเดินกันพลุกพล่าน ถึงแม้ว่าร้านรวงส่วนใหญ่จะปิดกัน แต่ก็ทดแทนด้วยการแสดงต่างๆ ตามลานกลางเมืองที่เรียกเสียงปรบมือได้เป็นระยะๆ
หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินทางไกลเพื่อกลับ Karlsruhe กันต่อ ทริปนี้เรียกว่านั่งรถไฟกันจนเอียนไปเลย แต่ก็แลกมาด้วยภาพความทรงจำของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพพาโรนามาที่ยากที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่ายได้ เรากลับถึง Karlsruhe ก็แทบสลบแต่พรุ่งนี้ก็ยังต้องอบรมต่ออีก
สำหรับอาทิตย์ถัดไปเป็นวันหยุดยาวอีกแล้ว…เย้ คราวนี้วางแผนไปไกลหน่อย คือเราจะไปออสเตรียกับสาธารณรัฐเชคกันครับ แล้วคอยติดตามตอนต่อไป.. มิวนิค ศูนย์กลางแห่งแคว้นบาวาเรีย
17/06/2007 01:11
Posted by
hooknoi in
Blog
15 เมษายน 2550
พอได้เวลาสิบโมงตรง ก็ได้เวลาของ Residence หรือก็คือ พระราชวังของกษัตริย์แห่งบาวาเรีย ที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม โดยภายในจัดแสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงค์บาวาเรีย และเปิดให้ชมห้องต่างๆ ภายในพระราชวัง โดยห้องที่เป็นไฮไลด์คือ Hall of Antiquities เป็นห้องหลังคาโค้งที่ประดับตกแต่งไปด้วยภาพเขียนสี และรูปปั้นเรียงรายรอบห้อง โดยห้องแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างมากจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้รับการบูรณะให้สวยงามดังเดิมหลังจากสงครามสงบลง โดยด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ มีส่วนแสดงรายละเอียดการบูรณะ สภาพห้องที่ถล่มลงมาหลังถูกระเบิด และภาพถ่ายเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน กับสภาพก่อนได้รับความเสียหาย
หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินเล่นรอบๆ Residence ที่เต็มไปด้วยอาคารสำคัญๆที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของแคว้นบาวาเรียในอดีต ก่อนที่จะนั่งรถรางไปยัง พระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์บาวาเรีย หรือที่เรียกกันว่า Nymphenburg โดยพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1663 ประกอบด้วยตัวอาคารที่เป็นศิลปะแบบบารอค และส่วนที่เป็นสวนขนาดใหญ่ จากสถานีรถรางสามารถมองเห็นตัวอาคารของพระราชวัง ตั้งเด่นสง่าอยู่โดยมีสวนและสระน้ำอยู่ด้านหน้า ดังนั้นกว่าผมจะเดินไปถึงตัวอาคารก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน จ่ายเงินค่าตั๋วแล้วก็ได้เวลาเดินชมภายในตัวอาคารกัน การตกแต่งภายในพระราชวังแห่งนี้ก็จะคล้ายๆกับ Residence เนื่องจากได้รับการตกแต่ร่วมสมัยเดียวกัน แต่ที่เป็นจุดเด่นของ Nymphenburg คือ Gallery of beauties หรือห้องที่รวบรวมภาพวาดของสาวงามที่ขึ้นชื่อว่าเลอโฉม ที่พระเจ้าลุควิคที่1 โปรดให้วาดขึ้น
ผมใช้เวลาเรื่อยเปื่อยอยู่ในอาคารนานพอสมควร โดยเฉพาะ Gallery of beauties ภาพแต่ละภาพ ที่รายล้อมห้องนี้ดูมีชีวิตชีวา ยิ่งประกอบกับการได้รับที่มาที่ไปของสาวงามแต่ละคนแล้วยิ่งทำให้ห้องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก แต่พอดูเวลาแล้วก็ต้องรีบออกมาเพราะตอนซื้อตั๋วดันซื้อแบบว่าเหมาหมดทุกอย่าง คือรวมห้องหับต่างๆที่อยู่ภายในสวนด้านหลังด้วย ซื้งแต่ละที่ห่างกันเรียกว่าเป็นกิโลๆเลย แรกๆก็เดินเรื่อยเปื่อย แต่พอเดินหลายๆที่ชักเริ่มเหนื่อยเหมือนกัน วันนี้อากาศเป็นใจไร้เมฆหมอกสองข้างทางที่เดินก็เป็นสวนป่ากับทะเลสาบ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติ ทั้งคนเยอรมันเอง มาเที่ยวกันหนาตา ผมอยู่ที่นี่จนเกือบสี่โมงก็ได้เวลากลับไปสถานีรถไฟ เพราะเกือบถึงเวลากลับ Karlsruhe แล้ว ไม่ได้กลัวว่าจะตกรถไฟแล้วไม่มีรถไฟกลับ แต่เพราะตั๋วที่ซื้อมาเป็นแบบราคาถูก คือถ้าไม่ขึ้นรอบที่ระบุ ก็ซื้อใหม่ได้เลย วันนี้ต้องใช้เวลาเดินทางกลับอีกเกือบสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงที่พัก เป็นอันหมดไปอีกทริปสำหรับอาทิตย์นี้ พรุ่งนี้ได้เวลาอบรมต่อ แล้วค่อยกลับมาเที่ยวใหม่อาทิตย์หน้าแต่จะเป็นที่ไหนก็ติดตามได้ครับ แวะเวียนปราสาทเทพนิยาย
02/06/2007 01:13
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
13 เมษายน 50 หลงอีกแล้วครับท่าน กว่าจะไปถึง Fussen ก็ร่วมสี่ทุ่ม ข้อมูลโฮสเทลที่จองไว้ ก็มีแค่วิธีเดินไปยังโฮสเทล ไม่มีแผนที่มาด้วย แ่ต่ก็พยายามเดินตามคำบอกไปเรื่อยๆท่ามกลางความมืด แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไม่มีเค้าของโรงแรมที่เราจะไปเลย เดินไปจนเจอตึกคล้ายๆสนามกีฬา พอดีเหลือบไปเห็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มใหญ่เดินมา ท่าทางเป็นนักกีฬา เลยเดินเข้าไปจะถาม แต่ทั้งกลุ่มแข่งกันตะโกนมาว่า “โคนิชิวะ ๆๆ” สงสัยฝรั่งคงแยกคนเอเชียไม่ออกมั้ง ลองถามน้องๆเค้าถึงโฮสเทลที่จะไปพัก แต่ไม่มีใครรู้ัจักเลย สุดท้ายน้องๆแกค่อยบอกว่าไม่ได้เป็นคนที่นี่ แต่มาจากสวิสเซอร์แลนด์ เลยช่วยอะไรไม่ได้เลย คิดว่าเดินต่อไปคงไม่มีหวัง เลยโทรศัพท์ไปหาโฮสเทล คนรับที่เป็นเจ้าของโฮสเทลเลยขับรถมารับ โดยมีสมาชิกตามมารับกันด้วย แล้วถึงรู้ว่าเราเดินเตลิดออกนอกเส้นทางจนจะออกนอกเมืองอยู่แล้ว ที่พักวันนี้เป็นบ้านเล็กๆที่เิปิดเป็นห้องให้พัก อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก แต่ตอนขามาผมดันเดินเลี้ยวผิดแยก เลยหลงไปไหนต่อไหน
14 เมษายน 50 สำหรับปราสาทแรกที่ไปคือ Hohenschwangau ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับจุดขายตั๋ว เป็นปราสาทที่แรกสร้างตั้งแต่ยุคกลางและสืบทอดมาจนเมื่อปี 1832 กษัตริย์แมกซิมิเลียนที่ 2 แห่งบาวาเรีย ได้รับสั่งให้ปรับปรุงปราสาทขึ้นใหม่ในรูปแบบ Neo-Gothic การเข้าชมปราสาทแห่งนี้จะมีการแบ่งเป็นรอบๆในการเข้าชม ภายในประกอบด้วยภาพวาดต่างๆ แต่ที่สะดุดสายตาทุกคนคือทิวทัศน์ที่มองออกไปจากหน้าต่างของปราสาท ซึ่งสามารถมองเห็นทะเลสาบเบื้องล่างสีน้ำเงินเข้มตัดกับทิวเขาขาวโพลนด้านหลัง ช่างเหมือนภาพวาดมากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่เห็นด้วยตาจริงๆเลย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงเลือกตำแหน่งนี้ในการสร้างปราสาท Hohenschwangau
สำหรับปราสาท Hohenschwangau แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ ที่พระเจ้าลุควิคที่ 2 พระโอรสของกษัตริย์แมกซิมิเลียที่ 2 ทรงใช้ชีวิตในขณะที่ทรงพระเยาว์ และเมื่อทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลุควิคที่ 2 แห่งบาวาเรีย ก็ได้ทรงดำริให้สร้างปราสาทที่เรียกว่าเป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือปราสาท Neuschwanstein ทีุ่้ตั้งอยู่ห่างขึ้นไปด้านบน จากปราสาท Hohenschwangau ไปยังปราสาท Newschwanstein สามารถเดินหรือนั่งรถม้าขึ้นไป สำหรับทัวร์งบจำกัดอย่างพวกเราก็รู้คำตอบกันเองคือ เดินขึ้นแน่นอน โดยมีข้ออ้างคือจะได้ชื่นชมกับบรรยากาศสองข้างทางได้อย่างเต็มอิ่ม เราใช้เวลาในการเดินไปตามถนนลาดยางอย่างดีประมาณสิบห้านาทีก็ไปถึงประตูทางเข้าปราสาท ซึ่งต้องรอรอบในการเข้าชมตามตั๋วที่เราซื้อมา สำหรับภายในปราสาทก็เช่นเคยคือ ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป การเดินชมจะมีไกด์นำทางในการชม การตกแต่งภายในจะคล้ายๆกับปราสาท Hohenschwangau ปราสาทแห่งนี้ พระเจ้าลุควิคที่ 2 แห่งบาวาเรีย ดำริให้สร้างในปี 1869-1886 ไกด์นำพาเราวนไปภายในปราสาทเพื่อเที่ยวชมห้องต่างๆ สุดท้ายมาจบที่ Singers’s Hall ซึ่งตอนแรกผมก็รู้สึกว่าทำไมห้องนี้คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นห้องอย่างนี้มาก่อน พอฟังคำอธิบายก็ต้องร้องอ๋อ เพราะปราสาทแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปราสาท Wartburg ที่เคยไปมานั่นเอง
พอออกจากปราสาทมา จะมีทางเดินไปยังสะพานข้ามน้ำตกที่อยู่อีกด้านของหุบเขา จากกลางสะพานจะสามารถมองเห็นปราสาทตั้งเด่นสง่าอยู่บนยอดเขาสูง เป็นมุมที่ผู้มาเยือนที่นี่มักไม่พลาดที่จะเดินมาเก็บภาพแห่งความทรงจำเอาไว้ จากสะพาน เราเดินลงไปยังน้ำตกแล้วเดินลัดเลาะลำธารกลับไปยังสถานที่ขายตั๋วเพื่อนั่งรถบัสกลับไปยังเมือง Fussen พอถึงเมือง Fussen เช็คเวลารถไฟก็ได้ความว่าเรามีเวลาสิบห้านาทีก่อนที่รถไฟจะออก ซึ่งตอนนั้นก็บ่ายแก่แล้วแต่ข้าวกลางวันยังไม่ได้ตกถึงท้องเลย ดังนั้นจึงต้องแบ่งหน้าที่กันอีกแล้ว โดยกลุ่มหนึ่งไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ อีกกลุ่มไปซึ้ออาหารกลางวันเพื่อไปกินกันบนรถไฟ กว่าจะกลับมาเจอกันที่สถานีรถไฟ ก็เฉียดฉิวกับเวลารถไฟออกเช่นเคย
เรามาถึงมิวนิคเอาเย็นๆ วันนี้ที่พักเราเป็นแบบประหยัดสุดๆ คือเป็นห้องรวม 40 เตียง ดังนั้นเวลาจะทำอะไรก็เลยต้องค่อยๆย่อง เพราะเกรงใจคนที่นอนอยู่ ค่ำนี้เป็นเวลาดีที่จะได้ตระเวนชมมิวนิคในยามค่ำคืน ซึ่งให้บรรยากาศขรึมขลังสมกับเป็นศูนย์กลางของแคว้นบาวาเรียมาแต่โบราณ
เดินท่องมิวนิคยามค่ำจนเมื่อยกันแล้วก็มาถึงเวลาหาอะไรกินกัน คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของสมาชิกของเราเพราะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางกลับกันแล้ว เลยว่าจะหาอะไรอร่อยๆกินกันหน่อย เราเดินเลือกร้านกันไปมาเกือบชั่วโมง สุดท้ายก็ต้องกลับมายังร้านที่เห็นตั้งแต่ตอนแรก สาเหตุคืออยากกินขาหมูเยอรมัน แต่ก็ต้องแห้วเพราะดันใช้เวลาในการเลือกร้านนานไปหน่อย ขาหมูก็เลยหมด มีแต่ลูกหมูย่าง คล้ายๆหมูหันมาแทน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย อาหารรสชาติเยี่ยมบวกกับเบียร์รสชาติกลมกล่อมทำให้มื้อนี้เรียกว่าเป็นมื้อที่อร่อยมื้อหนึ่ีงของทริปนี้เลย แล้วจะมาต่อสำหรับการเดินทางวันรุ่งขึ้นครับ สวิส ภาคอำลา
19/05/2007 20:42
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
8 เมษายน 2550
มองดูรอบๆข้างพวกเรา มีแต่คนที่มาเล่นสกีกันทั้งนั้น โดยระหว่างทางก็จะมีเส้นทางสกีเต็มไปหมด พอไปถึงยอดเลยสามารถเดินถ่ายรูปชมวิวได้สบายๆ เพราะคนอื่นลงไปเล่นสกีกันหมด พวกเราอยู่บนสถานี Gornergrat กันเกือบสองชั่วโมง ตอนแรกกะว่าจะลองเดินลงเขาซักหนึ่งสถานี โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่เราต้องนั่งรถไฟลงไปสถานี Rotenboden แล้วค่อยเดินลงไปสถานีถัดไป แต่พอไปถึงก็เหลือบเห็นว่ามีรถเลื่อนให้เช่า ก็เลยต้องลองซะหน่อย ไม่ได้เล่นสกีได้เล่นรถเลื่อนก็ยังดี ตอนแรกนึกว่าจะง่ายๆ เพราะเห็นเด็กตัวเล็กๆก็ยังเล่นกัน แต่พอเล่นแล้วมันเสียวกว่าที่คิดเยอะ เพราะเส้นทางทั้งชันทั้งโค้ง สองสาวเราส่งเสียงกรี๊ดลั่นภูเขาจนคนที่เล่นสกีอยู่แถวนั้นหยุดมองกันหมด เส้นทาง 2.5 กิโลเมตรเราใช้เวลาไม่กี่นาที่ในการไปถึงเพราะรถเลื่อนวิ่งเร็วมากเมื่ออยู่บนหิมะ ต่างคนต่างแหกโค้งจนกลิ้งกันไปคนละทาง ที่จริงอยากเล่นต่อแต่เวลาเราไม่อำนวยเลยต้องบอกลา Matterhorn แล้วเดินทางลงไปยังเมือง Zermatt เราเดินเที่ยวเมือง Zermatt ได้ซักพัก ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยัง Luzern เพราะวันนี้เราจะพักที่เมืองนี้กัน รถไฟออกจาก Zermatt ได้ไม่เท่าไหร่ก็วิ่งเข้าอุโมงค์ที่เจาะทะลุเทือกเขา แต่แล้วอยู่ๆรถไฟก็หยุด แล้วเสียงเครื่องก็เงียบลงตามมาด้วยเสียงประกาศบางอย่างซึ่งเราเดากันว่าน่าจะมีปัญหาอะไรกับรถไฟแน่ๆ นึกอยู่ในใจว่าจะเสียทั้งทีทำไมต้องมาเสียในอุโมงค์ด้วย เกิดมีอะไรขึ้นก็ไม่ทีทางหนีพอดี หรือคิดอีกทางคือ จะลงไปเดินเล่นก็ลงไม่ได้ เรานั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงกว่ารถไฟจะเคลื่อนที่ต่อไปผ่านเทือกเขาสูงเช่นเคย แต่ตอนนี้ต่่างคนต่างหมดแรงกันแล้วเลยของีบเอาแรงกันก่อน รถไฟพาเราไปถึงเมือง Luzern เมืองใหญ่ริมทะเลสาบ ที่มีสัญลักษณ์ของเมืองคือสะพานไม้โบราณที่มีภาพเขียนสีประดับอยู่
พอฟ้าเริ่มมืดอากาศก็เริ่มเย็นยะเยือก เราเดินหาอะไรกินเป็นชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปด้วยว่างบประมาณจำกัด เราเดินกันจนร้านอาหารต่างๆเริ่มปิด สุดท้ายก็ต้องมาลงที่เคบับ อาหารตุรกีที่คล้ายๆแซนวิท มีใส้เป็นไก่ย่างฝานเป็นแผ่นๆ กับผักสดต่างๆ
เราเลือกทริปแบบ 2 ชั่วโมงเพราะคิดว่ากำลังพอดีไม่น้อยไม่มากเกินไปนัก เพราะกลัวว่าถ้าล่องนานๆ อาจเบื่อหรือถึงขั้นหลับได้ บนเรือมีอาหารให้บริการ แต่พวกเราหอบเอาอาหารกลางวัน ที่ประกอบด้วยฮอทดอกกับขนมขึ้นไปกินกันบนเรือเพราะประหยัดดี ตอนแรกก็ดีใจว่าทำำไมหัวเรือชั้นสองไม่มีคนนั่งเลย เรานั่งกันอย่างสบายจนพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาถึงได้รู้ว่าตรงนี้เป็นที่ของชั้น 1 ถ้าใช้สวิสพาสอย่างเรา ต้องไปอยู่ชั้นล่าง รวมกับคนหมู่มากนะครับ
การเดินทางของเรายังไม่สิ้นสุดครับ เพราะเราต้องเดินทางกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เจอกัน นั่นคือ Zurich กว่าจะไปถึงก็ทุ่มนึงแล้ว แต่ว่าที่นี่ฟ้ายังไม่มืดจนกว่าจะสองทุ่ม เลยเป็นโอกาสของสมาชิกที่ขามาไม่ได้เที่ยวเมือง Zurichจะได้เดินชมเมือง Zurich ก่อนฟ้ามืด แต่จะเรียกว่าเดินก็ไม่ถููกนักเพราะต้องทำเวลาก่อนฟ้ามืด เลยเป็นการกึ่งเดินกึ่งวิ่งกันไปตามจุดสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ หรือ ลาน Lindenhof เพื่อชมภาพเืมือง Zurich ในมุมสูง ก่อนที่จะลากสังขารกลับมายังสถานีรถไฟเพื่อเตรียมตัวเดินทางกันต่อไป โดยผมต้องขอตัวกลับ Karlsruhe เพื่อไปอบรมต่อในวันรุ่งขึ้น ส่วนสมาชิกที่เหลือต้องเดินทางต่อไปยังออสเตรีย แต่เรายังมีนัดกันต่อในวันเสาร์อาทิตย์ ว่าจะมาเจอกันที่เยอรมัน โดยจะไปปราสาท Neuschwanstein หรือที่รู้กันว่าเป็นปราสาทที่เป็นต้นแบบของปราสาทในดีสนีย์แลนด์ ถ้ายังไม่เบื่อก็คอยติดตามชมครับ สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่1
10/05/2007 00:33
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
คุณเคยมีเมืองในฝันที่คิดว่าซักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเยือนซักครั้งไหมครับ คำตอบที่ได้อาจมากมายจนนับไมุุ่ถ้วน แต่คำตอบของผม หนึ่งในนั้นคือสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ ดินแดนที่หลายๆคนฝันถึง ก่อนหน้านี้ผมก็ได้แต่นึกฝันไปวันๆ ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังว่าจะได้เิดินทางไปยังดินแดนแห่งนี้ เนื่องด้วยราคาที่ต้องจ่ายช่างสูงจนไม่กล้าที่จะคิด ก็เลยคิดว่าจะไปแค่เนปาลหรือสิขิมเพราะคิดว่ายังไงก็ขอไปดูภูเขาหิมะหน่อยก็แล้วกัน ว่าจะน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหน แต่ด้วยโอกาสที่มาถึง ที่ต้องมาอบรมที่เยอรมันถึง 2 เดือน แล้วเมืองที่มาอยู่ก็ไม่ไกลจากสวิสเซอร์แลนด์นัก นั่งรถไฟสามชั่วโมงก็ุถึง Zurich อีกอย่างคือช่วงที่มาอบรมก็มีวันหยุดยาวสี่วันถึงสองช่วง คือวันอีสเตอร์ กับวันแรงงาน สวิสเซอร์แลนด์จึงเป็นเป้าหมายสำหรับวันหยุดอีสเตอร์นี้ โดยคราวนี้ไม่ได้ไปคนเดียว แต่ชวนสมาชิกจากเมืองไทยที่ปกติจะเจอกันเฉพาะเวลาเดินป่า คราวนี้เลยนัดกันมาแบกเป้เที่ยวกันที่ยุโรป โดยรวบรวมสมาชิกได้สามคนรวมผมก็สี่พอดี แผนของเราคือสมาชิกจากเมืองไทยจะบินมาถึงมิวนิค ประเทศเยอรมัน แล้วนั่งรถไฟไป Zurich ส่วนผมก็นั่งรถไฟไปเจอกันที่ Zurich เราจะเที่ยวกันที่สวิตเซอร์แลนด์สี่วันเต็ม หลังจากนั้นก็แยกย้าย โดยผมต้องกลับมาอบรมต่อ แต่สมาชิกที่เหลือจะไปต่อกันที่ออสเตรีย แล้วมาเจอกันอีกทีวันเสาร์อาทิตย์หน้าที่เยอรมัน 6 เมษายน 2550 ผมขึ้นรถไฟจาก Karlsruhe ตั้งแต่เช้าตรู่ ภายในเป้มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด กับกล้องถ่ายรูปคู่กาย หลับๆตื่นๆมาตลอดทาง ไม่ถึงสองชั่วโมงดีก็ถึงป้ายสุดท้ายที่อยู่ในเขตเยอรมันแล้ว พอรถไฟออกตัวเพื่อเดินทางต่อไปก็มีตำรวจสวิสขึ้นมาตรวจพาสปอร์ต ถึงตอนนี้ชักเสียวๆว่าจะมีปัญหาหรือเปล่า เพราะคุณตำรวจรับพาสปอร์ตไปดูซักพัก แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรแล้วก็บอกหมายเลยอะไรบางอย่างจากเชงเก้นวีซ่าของผม แต่ซักพักก็ประทับตราผ่านให้ ค่อยโล่งอกไปที นึกว่าจะต้องนั่งรถกลับซะแล้ว
กลับมาถึงฝั่งแล้วยังมีเวลาเหลือเลยเดินเที่ยวต่อในตัวเมือง Zurich เดินไปเดินมาทำไมทางที่เดินเริ่มเหมือนกับลาดชันขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็มาโผล่ที่ลาน Lindenhof ซึ่งเป็นสวนสาธารณะเล็กๆกลางเมือง โดยจุดนี้สามารถมองเห็นเมือง Zurich ในมุมสูงได้ อีกทั้งอากาศก็ร่มรื่นน่าพักผ่อน ก็เลยนั่งๆนอนๆรอเอาแถวนั้นได้ซักพักใหญ่ๆ แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาบ่ายสามซักที สุดท้ายเลยไปเดินช้อปปิ้งที่สถานีรถไฟซะเลย ถึงแม้ร้านค้าส่วนใหญ่ในเมืองจะปิด แต่ร้านค้าที่สถานีรถไฟยังเปิดปกติ โดยส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร กับร้านขายของที่ระลึก สังเกตดูว่าที่สวิสเซอร์แลนด์จะมีของที่ระลึกน่ารักๆ ให้เลือกมากมาย (ถ้าเที่ยบกับที่เยอรมัน) ส่วนของฝากยอดนิยมอีกอย่างคือมีดพกที่มีขายอยู่ทุกร้าน สำหรับผมได้แค่เล็งๆไว้ก่อนเพราะเพิ่งมาถึง กะว่าเดี๋ยวไว้ใกล้ๆกลับแล้วค่อยซื้อ และแล้วก็ได้เวลาที่สมาชิกที่เหลือมาถึง เราพบกันตรงชานชาลาได้ไม่กี่นาทีก็ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งตรงไปเมืองเบิร์น แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมไป activate ตั๋วสวิสพาสก่อน เราใข้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงเมืองเบิร์น เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นเมืองเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เมืองเบิร์นวันนี้ดูคึกคักถึงแม้ว่าร้านค้าจะปิด แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ จนบางครั้งรู้สึกวุ่นวายพอสมควร จุดเด่นของเมืองจะอยู่ที่หอนาฬิกาที่อยู่ตามทางเข้าเมืองด้านต่างๆ อีกทั้งยังมีน้ำพุกระจายอยู่ต่ามจุดต่างๆ เราใช้เวลาเดินเที่ยวอยู่เืกือบสองชั่วโมง ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่เป็นที่พักของเราในวันนี้ คือเมือง Interlaken เมืองที่เสมือนเป็นจุดต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
จากเมืองเบิร์น รถไฟพาเราเข้าไปยังเขตชนบทของสวิสเซอร์แลนด์ ทิวทัศน์ยามเย็นสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป จากมุมไกลเริ่มปรากฏเทือกเขาสูง พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่เพราะเพิ่งเคยเห็นภูเขาหิมะกันครั้งแรก วิ่งไปวิ่งมาบนรถไฟเพื่อพยายามถ่ายภาพให้ได้แต่ค่อนข้างลำบากเพราะแสงเริ่มน้อยลงแล้ว คนสวิสที่นั่งรถไฟอยู่คงคิดว่าพวกนี้ไม่เคยเห็นภูเขาหรือยังไง รถไฟวิ่งมาซักพักก็เริ่มวิ่งเลียบทะเลสาบ Thunersee ทะเลสาบใหญ่ยามพระอาทิตย์ใกล้ตกอย่างนี้ช่างงดงามจนบรรยายไม่ถูก ด้วยฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบปรากฏเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ยิ่งเวลารถไฟวิ่งลัดเลาะริมทะเลสาบจึงเกิดเป็นภาพของเทือกเขาในมุมต่างๆทาบทอกับแสงอาทิตย์ที่ใกล้ลับฟ้าเต็มที เกิดเป็นภาพที่ต้องจดจำไปอีกนาน เรามาถึงเมือง Interlaken เอาทุ่มกว่าแต่ฟ้าก็ยังไม่มืดซะทีเดียว ทำการเช็คอิน Hostel แล้วจึงออกมาเดินหาอะไรกินกัน แต่เดินไปเดินมาก็ยังไม่ได้ข้อสรุปซะที เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่จะเกินกว่างบที่เราคิดไว้ สุดท้ายเลยต้องกลับมากินที่ Hostel เพราะชั้นล่างของที่นี่เค้าเปิดเป็นร้านอาหารกึ่งผับ มีที่นั่งทั้งในร้านและนอกร้าน แต่เราเลือกนั่งข้างนอกทั้งๆที่ไม่มีใครนั่งเลย เพราะอยากจะสัมผัสอากาศภายนอก อีกทั้งข้างในก็มีแต่กลิ่นบุหรี่ ตอนบอกพนักงานว่าจะนั่งข้างนอก น้องแกทำหน้าไม่เชื่อแล้วยังถามอีกว่าแน่ใจหรือ เพราะมันหนาวนะ แต่สมาชิกที่เพิ่งหนีร้อนมาจากเมืองไทยอยากลองอากาศหนาวๆ ก็ยังยืนยันที่จะนั่งข้างนอก เลยต้องตามใจหน่อย วันนี้เราลองสั่งอาหารที่ใครๆบอกว่ามาสวิสแล้วต้องลอง นั่นคือ ฟองดู โดยที่นี่มีฟองดูแบบเดียว คือฟองดูชีส โดยมาเป็นชีสข้นๆอยู่ในหม้อ แล้วมีขนมปังหั่นเป็นชิ้นๆให้จิ้ม ชิ้นแรกๆที่ลองดูก็อร่อยดี แต่พอถึงชิ้นที่สี่ ห้า เริ่มออกอาการเลี่ยน แต่สุดท้ายก็ต้องทนกินกันให้หมดเพราะเสียดาย
สำหรับห้องพักของเราเป็นแบบหกเตียง ดังนั้นจึงต้องนอนร่วมกับคนอื่นอีกสองคน ตอนกลับเข้าห้องจึงต้องใช้วิธีย่องๆเอาเพราะทั้งสองคนหลับกันหมดแล้ว คืนนี้กว่าจะนอนก็เที่ยงคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นอีกเพราะจะนั่งรถไฟรอบหกโมงเช้า สรุปคือนอนน้อยกว่าวันทำงานอีก 7 เมษายน 2550
รถไฟออกได้ซักพัก ทิวทัศน์สองข้างทางก็ทำให้ผมแทบตะลึงในความสวยงามของทิวทัศน์ ภาพบ้านแบบสวิสเรียงรายตามเนินเขาเขียวขจี ด้านหลังเป็นเทือกเขาหิมะสูงตระหง่าน รถไฟลัดเลาะไปตามเทือกเขาแล้วจึงเริ่มไต่ระดับขึ้นสูง ข้อดีของรถไฟที่สวิสคือหน้าต่างสามารถเลื่อนเปิดได้ ดังนั้นก็จะสะดวกในการถ่ายรูปมากกว่าการต้องถ่ายผ่านกระจกแล้วเสื่ยงกับการเกิดภาพสะท้อนขึ้นมา
เราเปลี่ยนรถไฟหลายรอบจนสุดท้ายรถไฟก็พาเราขึ้นมาบนเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะทั้งหมด ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ แสงอาทิตย์จึงสาดส่องเทือกเขาสูงเกิดเป็นเงาสะท้อนสีทอง ซัักพักรถไฟก็เข้ามาอยู่ในอุโมงค์ที่เจาะลึกเข้าไปในเทือกเขา จอทีวีที่ตัวรถเริ่มฉายประวัติการสร้างรถไฟสายนี้ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสิบหกปีกว่าจะสำเร็จ ระหว่างนั้นรถไฟจะจอดให้ชมวิวระหว่างทางสองจุด จุดละห้านาที โดยแต่ละจุดเป็นห้องกรุกระจกที่สามารถมองออกไปเห็นเทือกเขาสูงได้ชัดเจน
ในที่สุดเราก็มาถึงยอดเขายุงฟราว ปรากฏว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่จะมาเล่นสกีกัน มีเพียงส่วนน้อยที่มาเที่ยวชมยอดเขา ดังนั้นจุดชมวิวต่างๆเลยค่อยข้างปลอดคน เราไปยังจุดชมวิวที่เรียกว่าสฟิงค์ เนื่องด้วยตัวอาคารมีลักษณะเหมือนสฟิงค์และที่จุดนี้สามารถชมวิวได้ 360 องศารวมถึงธารน้ำแข็งด้วย เทอร์โมมิเตอร์ที่ตัวอาคารแสดงหมายเลข -7.8 องศา ขนาดว่าตอนนั้นเรายืนอยู่ใต้พระอาทิตย์ตรงๆ แต่ยังหนาวจนมือแข็งไปหมด แต่ภาพที่ปรากฏก็ทำเอาพูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะแค่ธารน้ำแข็งก็ทำเราตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของมัน ภาพของธารน้ำแข็งที่เป็นทางยาวขนาบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนสองข้างทำเอาอึ้งกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
ลงมาจากสฟิงค์เราสามารถเดินออกนอกอาคารเพื่อมาสัมผัสกับหิมะจริงๆได้ มองลงไปเบื้องล่างจะเห็นคนจำนวนมากกำลังเล่นสกีลัดเลาะไปตามเนินต่างๆ เห็นอย่างนี้แล้วเกิดอยากเล่นสกีขึ้นมาทันทีแต่คงไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเนินแถบนี้แต่ละเนินชันๆทั้งนั้น
เราตัดสินใจที่จะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ มีร้านอาหารให้เลือกหลายแบบ ทั้งเป็น Restaurant หรือเป็นแบบช่วยตนเองซึ่งจะถูกกว่า ก็แน่นอนว่าเราต้องเลือกที่ถูกที่สุด แต่ก็ยังถือว่าแพงจังสำหรับเรา โต๊ะอาหารที่นี่จะวางเรียงรายอยู่รอบๆอาคารที่กรุกระจกที่สามารถมองเห็นภาพเทือกเขาสูงด้านนอกได้ชัดเจน เรียกว่ากินไปชมวิวไปจนอิ่มเลย ก่อนลงจากที่นี่เราก็ไม่ลืมที่จะเขียนโปสการ์ดกัน เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในยุโรปทีเดียว
ขาลงเราเลือกลงอีกทาง คือไปทางเมือง Lauterbrunnen เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ สำหรับเส้นทางนี้ทิวทัศน์ก็ต่างไปอีกแบบ คือจะเลียบเทือกเขามากกว่า จึงดูอลังการไปอีกแบบและที่เป็นจุดเด่นของที่นี่คือภาพของน้ำตกที่ไหลผ่านเทือกเขาสูงสู่หมู่บ้านกลางหุบเขา ช่างเหมือนภาพในหนังมากกว่าจะเป็นภาพจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
แผนการต่อไปของเราคือนั่งรถไฟไปที่เมือง Spiez เพื่อนั่งรถไฟสาย GoldenPass Line เป็นรถไฟท่องเที่ยวที่วิ่งผ่านกลางประเทศจาก Luzern ไปสิ้นสุดที่ Montreux แต่เราจะตัดแค่ครึ่งหลัง คือเริ่มจาก Spiez ไปสิ้นสุดที่ Montreux แทน เนื่องจากรถไฟสายนี้เป็นรถไฟสายท่องเที่ยว เลยมีผู้โดยสารเต็มคันรถส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมานั่งรถไฟชมวิว ช่างต่างกับรถไฟสายอื่นๆที่นั่งมาที่มักไม่ค่อยมีผู้โดยสารเท่าไหร่ บางครั้งเราเป็นเพียงกลุ่มเดียวในโบกี้ก็มี ทิวทัศน์สองข้างทางมีทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจี หมู่บ้านบนเนินเขา พอใกล้ถึงเมือง Montreux เส้นทางจะคดเคี้ยวกลางเทือกเขาจนกระทั่งมองเห็นทะเลสาบเจนีวา อยู่เบื้องล่างโดยมีเืทือกเขาสูงตระหง่านอยู่ด้านหลัง Montreux ที่เรามาถึงเป็นเมืองใหญ่กว่่าที่คิดเอาไว้เยอะ ด้วยว่าเป็นเมืองตากอากาศสำคัญที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบเจนีวาเป็นจุดดึงดูด พอลงจากสถานีรถไฟแล้วเราก็เดินเลียบไปตามทะเลสาบเพื่อไปยัง ปราสาท Chillion ปราสาทริมทะเลสาบที่แสนจะโรแมนติก ทั้งๆที่รู้ว่าไม่สามารถเข้าชมภายในไ้ด้เพราะได้เวลาปิดแล้ว แต่ยังไงก็ขอเดินดูรอบนอกก็ยังดี แต่ด้วยว่าไม่ได้ฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟ กว่าจะเดินไปถึงปราสาทก็หมดแรงไปตามๆกัน ก็ขอนั่งนานๆหน่อย รอจนพระอาทิตย์ตกเอาตรงนั้นเลย
วันนี้ริมทะเลสาบมีการเปิดร้านขายของเนื่องในเทศกาลอีสเตอร์ เลยได้โอกาสเข้าไปหาอะไรกินกัน มีทั้งพิซซ่าที่คนทำเป็นคนอิตาลี อาหารจีน อาหารจากชาติใดไม่ทราบแต่ออกมาเป็นเหมือนยำบ้านเราเลย การเดินทางสำหรับวันนี้ยังไม่หมดครับ เพราะเราต้องนั่งรถไฟไปค้างที่เมือง Sion เพราะไม่สามารถหาที่พักราคาถูกที่ Zermatt ได้กว่าจะถึงก็ห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องออกแต่เช้าตรู่อีก เลยไม่ได้เห็นเมือง Sion ว่าเป็นยังไงเลย
สวัสดีเมืองไทย
06/05/2007 22:18
Posted by
hooknoi in
เรื่อยเปื่อย
สวัสดีชาวบล็อกทุกๆคน เพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อบ่ายวันนี้เอง (6 พฤษภา) หลังจากหายไปสองเดือนครึ่ง ช่วงที่อยู่เยอรมันก็พยายามอัพเดทบล็อกเท่าที่ทำได้ แต่ช่วงหลังๆชักหายหน้าไปเพราะยุ่งๆกับเรื่องเตรียมตัวกลับ กับมัวแต่ตะเวนเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทย เดี๋ยวอีกสองสามวันจะพยามเอาเรื่องราวต่างๆที่บันทึกไว้มาลงต่อ แล้วคอยติดตามกันนะครับ ปารีส ภาค2 มาเยี่ยมโมนาลิซา
12/04/2007 01:14
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
วันนี้เรามีเวลาเที่ยวกันถึงประมาณเที่ยง เพราะต้องมาขึ้นรถกลับกันเวลาเที่ยงสี่สิบห้า แผนการวันนี้คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟ ซึ่งเป็นความพอดีคือ ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนจะเปิดให้เข้าชมฟรี โดยออกจากโรงแรมแ่ต่เช้้า นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Concorde อย่าเพิ่งนึกว่าจะไปดูเครื่องบิน Concorde แต่อย่างใด แต่ Concorde หรือชื่อเต็มๆเรียกกันว่า Place de la Concorde เป็นจัตุรัสกลางเมืองปารีส เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญๆหลายเหตุการณ์เกิดขึ้้นที่นี้ ที่สำคัญคือการปฏิวัติ เมื่อปี 1793 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ถูกประหารที่นี่ รวมถึงพระนางแมรี อังตัวแน็ตท์ และผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 1300 คน ที่จัตุรัสแห่งนี้สามารถมองเห็นสิ่งก่อสร้างสำคัญๆต่างๆรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นประตูชัย โบสถ์แมเดลลีน ที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมกรีก รวมถึง เสาหินจากอียิปต์อายุกว่าสามพันปี ที่ตั้งตระหง่านกลางจัตุรัส
ถ้าใครมาปารีสก็อย่าลืมหาโอกาสมายังจัตุรัสแห่งนี้โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ จะเห็นว่ามองไปด้านไหนก็สวยไปหมด หลังจากเดินเที่ยวกันตรงจัตุรัสแล้วก็ตรงดิ่งกันไปที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟ โดยเช้าๆอย่างนี้คนก็เริ่มเยอะแล้วแต่ยังพอไหลๆไปได้ เพราะวันนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าฟรี คนคงเลยเยอะกว่าปกติ เราเดินเข้าไปภายในซึ่งรายล้อมไปด้วยภาพวาดทั้งสองด้าน เสียดายว่าถ้ามีเวลาคงอยู่ที่นี่ได้เป็นวันๆเลยทีเดียว หลังจากเดินตามผู้คนไปเรื่อยๆก็มาถึงห้องสำคัญคือภาพวาดโมนาลิซา ภายในห้องที่จัดแสดงที่เรียกว่าใหญ่แล้วกลายเป็นคับแคบเนื่องจากผู้คนจำนวนมากต่างเข้ามารอชม สำหรับผมแล้วอยู่ได้ไม่นานก็ขอปลีกตัวดีกว่า พยายามหามุมสงบๆกับภาพวาดอื่นๆที่เรียกว่ามีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันเลย จุดหมายต่อมาคือรูปปั้นวีนัส ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงสมุดวาดรูปสมัยก่อนที่หน้าปกจะต้องเป็นรูปปั้นวีนัส ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เค้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแล้วหรือยัง ที่จุดนี้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ คนเลยมุงกันถ่ายภาพกันใหญ่ ต่อมาเป็นห้องแสดงมงกุฎของกษัตริย์ ซึ่งในห้องนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ซึ่งน่าเสียดายคือการตกแต่งภายในห้องนี้เรียกว่าอลังการมาก เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ลูฟ เคยเป็นพระราชวังมาก่อน การตกแต่งเลยดูหรูหราอลังการตามแบบศิลปะเรเนซองส์ พอเดินถัดมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นส่วนแสดงศิลปะอียิปต์ ที่มีทั้งรูปสลัก เครื่องประดับต่างๆ แต่ด้วยว่าต่างคนต่างเดินกันเลยปรากฏว่าหลงทางกัน กรุ๊ปอินเดียเดินไปทาง ส่วนสองคนไทยกับเวียดนามกลับเดินไปอีกทาง เลยหลงกันจนหายังไงก็ไม่เจอเพราะคนเยอะมากๆ และสถานที่ก็ซับซ้อนมาก
เลยตัดสินใจเดินออกดีกว่าเผื่อมาเจอกันข้างนอก และแล้วก็เดินตามป้ายที่บอกว่าเป็นทางออก แต่ป้ายที่ว่าพาเราเดินวกไปวนมาจนเกือบครึ่งชั่วโมง สุดท้ายก็มาออกที่ปิรามิตกลางพิพิธภัณฑ์ลูฟ แต่ดูแล้วก็ไม่มีวี่แววของสมาชิกที่เหลือเลย สุดท้ายเลยตัดสินใจว่า เดี๋ยวก็คงไปเจอกันที่จุดขึ้นรถกลับแหละ เพราะต่างรู้เวลาที่ต้องขึ้นรถกลับ และเราก็ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณเืกือบสองชั่วโมง เลยเดินเล่นถ่ายรูปกันสองไทย-เวียด โดยภายแค่ภายนอกของตัวพิพิธภัณฑ์ ก็เรียกว่าอลังการงานสร้างแล้ว หลังจากนั้นจึงเดินเลียบแม่น้ำเซนท์ไปเรื่อยๆ จนมาถึงทางไปนอสเตอร์ดาม เลยเดินไปถ่ายรูปอีกซักหน่อย เพราะวันนี้อากาศแจ่มใส น่าจะได้รูปที่สวยกว่าเมื่อวานที่ฟ้าครึ้มทั้งวัน ว่าแล้วก็เดินกันไปนอสเตอร์ดามอีกครั้ง หน้าโบสถ์ก็ยังมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหนาแน่นเหมือนเดิม ถ่ายรูปได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้เวลาที่ต้องรีบกลับไปยังจุดนัดหมายแล้ว
พอไปถึงจุดขึ้นรถกลับได้ไม่เท่าไหร่ ก็เจอสมาชิกที่เหลือกลับมาสมทบพร้อมคำบ่นยาวเหยียดว่าเราหายไปไหนกันมา เพราะต่างคนต่างตามหากัน จริงๆเอาไว้คราวหน้าเวลาไปไหนคงต้องตกลงกันไว้ก่อนว่าถ้าหลงกันจริงๆ ให้ไปพบกันที่ไหนเมื่อไหร่ จะได้ไม่ต้องคอยพะวักพะวงว่าจะหากันไม่เจอ
พอได้เวลาบ่ายโมงก็ได้เวลาขึ้นรถเดินทางกลับซะที นึกแล้วก็เสียดายขึ้นมาเล็กน้อยว่ายังเที่ยวได้ไม่เท่าไหร่เลยต้องกลับแล้ว ไม่รู้จะมีโอกาสได้มาซ่อมอีกมั้ยนะ
ปารีส ภาค1
06/04/2007 01:02
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
ปารีส เมืองที่เมื่อเอ่ยชื่อแล้วคนไทยส่วนใหญ่คงรู้จักดี ด้วยว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปเที่ยวในอันดับต้นๆ ด้วยว่าปารีสขึ้นชื่อเรื่องช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมสำคัญๆไม่ว่าจะเป็น มหาวิหารนอสเตอร์ดาม ประตูชัยแห่งปารีส พิพิธภัณฑ์ลูฟอันเลื่องชื่อ และที่พลาดไม่ได้คือ หอคอยไอเฟล ที่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว สำหรับผมเอง ปาีรีสไม่ได้อยู่ในแผนการตั้งแต่แรก เนื่องจากโดยส่วนตัวสนใจสวิทเซอร์แลนด์ ออสเตรีย แล้วก็ สาธารณรัฐเชค มากกว่า แต่ด้วยว่ามาอยู่ที่ Karlsruhe ซึ่งติดชายแดนฝรั่งเศส แล้วก็ด้วยเพื่อนๆที่มาอบรมด้วยกันชวนไป ก็เลยตกลงไป โดยเลือกไปในวันเสาร์อาทิตย์ธรรมดา ทั้งๆที่รู้ว่าเที่ยวปารีสแค่สองวันยังไงก็ไม่ทั่ว แต่ด้วยว่าจะเก็บวันหยุดยาวไว้ไปที่อื่นเลยก็ต้องเลือกเอา พวกเราเลือกไปโดยซื้อแพกเกจทัวร์จาก Karlsruhe เดินทางโดยรถบัสคืนวันศุกร์ ไปถึงปารีสวันเสาร์เช้า เดินทางกลับวันอาทิตย์เที่ยง มาถึง Karlsruhe พอดีสามทุ่ม เบ็ดเสร็จ 109 ยูโร หรือประมาณ 5100 บาท ราคานี้รวมโรงแรมหนึ่งคืนแ่ล้วก็นั่งรถพาทัวร์รอบเมืองสามชั่วโมงด้วย คิดแล้วก็ถูกกว่าซื้อตั๋วรถไฟไปเองก็เลยตกลงไปโดยวิธีนี้ แต่ก็ต้องทำใจว่ามีเวลาเที่ยวเองแต่ หลังเที่ยงวันเสาร์ ถึง เที่ยงวันอาทิตย์เท่านั้น
สมาชิกรอบนี้มีอยู่ห้าคน สามคนจากอินเดีย หนึ่งหน่อจากเวียดนาม และอีกหนึ่งคือกระผมเอง เรามารอรถออกกันตอนห้าทุ่ม กว่ารถจะมา กว่าจะขึ้นรถแล้วก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า รถทัวร์ก็พอใช้ได้สมกับราคาประหยัด คือเบาะสามารถเอนได้นิดหน่อย พอๆกับรถทัวร์ชั้นสองบ้านเรานั่นแหละครับ แต่ที่แจ๊กพอตสุดๆคือว่า พวกเรามีกันห้าคนดังนั้นจะมีคนหนึ่งต้องไปนั่งคู่กับคนอื่น ซึ่งคนหนึ่งคนนั้นคือกระผมนั่นเอง แล้วหลังจากนั่งลุ้นอยู่นานว่าจะมีคนมานั่งด้วยหรือเปล่าหรือเราจะได้ครองสองเบาะเลย ปรากฏว่าก่อนที่รถจะออกเล็กน้อย เจ้าของที่นั่งก็ขึ้นมา โดยเป็นชายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าพี่แกอาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คือว่ากลิ่นนี่สุดๆ ต้องนั่งหันหน้าออกหน้าต่างตลอดเวลา
หลับๆตื่นๆอยู่บนรถจนเข้าใกล้ปารีส บ้านเมืองเริ่มหนาแน่น ยิ่งพอเข้าในตัวเมืองเริ่มสังเกตเห็นว่าอาคารบ้านเรือนในปารีสดูโอ่อ่าอลังการ ยิ่งเวลาผ่านโบสถ์ หรืออนุสาวรีย์ต่างๆ ทุกอย่างดูแปลกหูแปลกตาไปหมด รถบัสนำเรามาส่งที่สถานีรถไฟเพื่อพักกินข้าวเช้าตามอัธยาศัย (เพราะราคานี้ไม่ได้รวมค่าอาหาร) พวกเราเลือกจิบกาแฟร้อนๆแก้หนาวกันคนละแก้วก่อนที่จะขึ้นรถเพื่อไปทัวร์รอบเมืองกันหนึ่งรอบ รถบัสพาเราผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ลูฟ หอคอยไอเฟล จัตุรัส Concorde ประตูชัยปารีส ซึ่งทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจไปหมด ด้วยว่าความใหญ่โต โอ่อ่าของสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในปารีส ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปารีสจึงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก หน้าที่ผมขณะที่อยู่บนรถนอกจากชมวิวไปเรื่อยก็คือคอย ดูแผนที่เทียบกับทิศทางที่รถบัสพาไปว่าที่ไหนบ้างสมควรที่จะไปหลังจากเสร็จจากทัวร์รอบเมืองแล้ว
ก่อนจบรายการทัวร์รอบเมือง รถทัวร์พาเรามาหยุดที่อาคารสมัยใหม่อาคารหนึ่ง ซึ่งสามารถซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวเมืองปารีสได้รอบเมือง แต่จากข้อมูลที่ถามๆกันมา ถ้าคิดว่าจะขึ้นไปหอไอเฟลแล้ว วิวข้างบนก็เหมือนกัน เลยไม่ได้ขึ้นไป เก็บเงินเอาไว้ไปขึ้นไอเฟลดีกว่า กว่ารถจะพาเรามาส่งที่โรงแรมเพื่อเช็คอินก็สิบเอ็ดโมงกว่าแต่โรงแรมดันบอกว่ายังไม่พร้อมให้เข้าห้องต้องรออีกสองชั่วโมง เลยต้องทำเวลากันโดยออกไปเที่ยวกันก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาอีกที สำหรับวันเสาร์นี้มีจุดหมายที่ตั้งใจไว้สองจุดคือ มหาปราสาทนอสเึตอร์ดาม กับ หอไอเฟล เราใช้รถไฟฟ้าใต้ดินหรือที่นี่เรียกกันว่า metro ในการเดินทางไปตามจุดต่างๆ ซึ่งระบบ metro พอลงไปแล้วจะรู้สึกเหมือนกับอยู่ในรังปลวก เพราะมีอุโมงค์ซับซ้อนไปหมด ต้องคอยดูป้ายดีๆ อีกทั้งยังต้องคอยระวังกระเป๋าอีกด้วยเพราะมีแต่คนบอกว่าให้ระวังพวกล้วงกระเป๋า ที่มักมีเป้าหมายมาที่นักท่องเที่ยว
หลังจากงงอยู่กับเส้นทางรถไฟ ในที่สุดเราก็หาทางนั่งรถไฟใต้ดินมาถึง มหาวิหารนอสเตอร์ดามจนได้ ตอนแรกที่เห็นนักท่องเที่ยวที่ยืนกันอยู่หน้าลานแล้วก็ต้องตะลึงว่าทำไมเยอะอย่างนี้ เวลาไปเที่ยวที่เยอรมันไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวเยอะอย่างนี้เลย กว่าจะเข้าไปยังวิหารได้ก็ต้องเข้าคิวรอนานพอสมควร ภายในวิหารก็อลังการตามแบบโบสถ์แบบโกถิก แต่ด้วยว่าภายในไม่ให้ใช้ขาตั้งกล้องถ่ายภาพเลยได้รูปมาไม่เยอะเท่าไหร่ อีกทั้งคนก็เยอะด้วย เลยต้องเบียดๆไหลๆกันเข้าไป จุดสำคัญภายในอยู่ที่การประดับหน้าต่างกระจกสีบานใหญ่ ความโอ่อ่าของตัวอาคาร และ พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาสมบัติมีค่าของวิหารแห่งนี้ ส่วนภายนอกจะมีทางขึ้่นไปยังหอคอยคู่เพื่อชมวิวด้านบน แต่ดูจากคิวแล้วถ้ารอคงต้องรออีกกว่าชั่วโมงเลยขอผ่านไปก่อนละกัน ชื่นชมข้างในเสร็จก็ต้องออกมาชื่นชมภายนอกกัน โดยในแต่ละมุมของวิหารจะให้ความสวยงามไปคนละแบบเลย แต่จุดสำคัญคือต้องข้ามสะพานมาอีกฝั่งแล้วมองกลับไปจะเห็นความสวยงามของวิหารที่ตั้งอยู่ริมน้ำอย่างเต็มๆ
มาถึงตรงนี้ก็หิวข้าวกันแล้ว อีกอย่างฝนก็เริ่มโปรยปราย เลยหาข้าวเที่ยงกินกันแถวๆนั้น แล้วค่อยกลับโรงแรมเพื่ออาบน้ำ เตรียมตัวไปหอไอเฟล ซึ่งกะว่าจะไปเย็นๆเพื่อรอดูไฟตอนกลางคืนทีเดียวเลย เรามาถึงจุดขายตั๋วตอนห้าโมงเย็น กะจะถามเพื่อนที่มาด้วยว่าจะขึ้นไปจริงๆหรือ เพราะว่าคิวที่รอซื้อตั๋วนั้นยาวมากๆ กว่าจะรอจนได้ขึ้นไปชั้นบนของหอไอเฟลก็หกโมงเข้าแล้ว ตอนนั้นมีฝนตกพรำๆ อากาศเลยค่อนข้างหนาว ยิ่งขึ้นไปด้านบนเจอลมแรงๆเรียกว่าหน้าชาไปหมดเลย
สำหรับตั๋วในการขึ้นไปยังหอไอเฟลจะมีอยู่สามราคาคือขึ้นอยู่กับความสูงที่เราจะขึ้นไปชม ว่าจะไปที่ชั้นที่หนึ่ง สอง หรือสามที่อยู่สูงสุด สำหรับผมเลือกแบบชั้นสามคือขึ้นไปสูงสุด คนละ 11.5 ยูโรครับ เราสามารถซื้อตั่วแล้วเดินขึ้นไปเองตามบันได หรือรอลิฟต์ก็ได้ ซึ่งอากาศหนาวๆอย่างนี้เลือกใช้ลิฟต์ดีกว่าไปเดินฝ่าลมหนาวให้ทรมาน สำหรับชั้นสามซึ่งเป็นจุดสูงสุดสามารถมองเห็นเมืองปารีสได้สุดลูกหูลูกตา แล้วก็ทำให้รู้ว่า ปารีสเป็นเมืองที่ใหญ่มากๆ มองไปมีแต่อาคารบ้านเืรือนรอบด้าน จากจุดนี้สามารถมองเห็นสิ่งก่อสร้างสำคัญๆในปารีสได้หมด ไม่ว่าจะเป็นประตูชัย พิพิธภัณฑ์ลูฟ หรือ มหาวิหารนอสเตอร์ดาม
เราฝ่าลมหนา่วอยู่บนชั้นสาม ชื่นชมปารีสยามเย็นในขณะเดียวกันก็อดทึ่งไม่ได้ว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรได้สูงใหญ่ปานนี้ ยืนตากลมหนาวได้ไม่เท่าไหร่เริ่มไม่ไหวเลยลงลิฟท์มาชั้นที่สอง ซึ่งที่ชั้นนี้จะมีร้านอาหารอยู่ด้วย ตอนนี้เลยขอแซนวิทแก้หิวก่อนดีกว่า ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืดลง มองลงมาด้านล่างเริ่มปรากฏแสงไฟขึ้นตามจุดต่างๆ แต่เนื่องจากวันนี้มีเมฆหมอกมากเลยมองไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ เลยตัดสินใจลงกันดีกว่า
พอลงมาถึงด้านล่างยังไม่ทันเดินออกไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ได้เวลาที่คนที่มาเที่ยวต่างรอคอย คือการเปิดไฟกะพริบที่ตัวหอไอเฟล ดูระยิบระยับไปหมด โดยไฟนี้จะเปิดแค่ประมาณสิบนาทีเท่านั้น ไฟกระพริบทำให้บริเวณใกล้เคียงดูสว่างไสวไปหมด หลังจากนั้นจึงเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเซนท์มาอีกฝั่งเพื่อเก็บรูปของหอไอเฟลยามค่ำคืนให้เต็มๆ ก่อนที่จะนั่งรถไฟไปหาอะไรกินกันแถวๆที่พัก คืนนี้เราปิดท้ายด้วยอาหารอินเดียกัน เพราะมีสมาชิกเป็นอินเดียถึงสามคนเลยตามใจหน่อย อาหารอินเดียก็ได้ ดีกว่าอาหารฝรั่งเพราะเลี่ยนเหลือเกิน กลับถึงโรงแรมพอหัวถึงหมอนก็หลับยาวเลยเพราะวันนี้เหนื่อยมากๆ อีกทั้งเมื่อวานยังนอนไม่ค่อยหลับอีกต่างหาก
ยามหิมะโปรยปราย
02/04/2007 20:32
Posted by
hooknoi in
นักแรมทาง
Konstantz
ตั้งแต่วันพฤหัสที่ผ่านมาอากาศทั่วทั้งยุโรปค่อนข้างแปรปรวน คืออยู่ๆก็หนาวขึ้นมาอีก ถึงขนาดมีหิมะตกทั่วบริเวณประเทศเยอรมันเลยทีเดียว ซึ่งที่ Karlsruhe ก็ไม่เว้น บางวันตื่นมามองดูข้างนอกขาวโพลนไปหมด วันแรกๆก็ตื่นเต้นดี แต่ไปๆมาๆมันก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากเหมือนกันคือต้องใส่แจ๊กเก็ต อย่างน้อยสองตัวถึงจะเอาอยู่ แต่ข่าวดีคืออากาศจะหนาวอย่างนี้แค่ช่วงอาทิตย์นี้ หลังจากนั้นก็จะอุ่นขึ้นเพราะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว เนื่องจากอากาศขมุกขมัวทั้งวัน พอถามเพื่อนแต่ละคนว่าเสาร์อาทิตย์นี้มีแผนไปไหนกันหรือเปล่า ต่างคนต่างส่ายหัว บอกว่าอยู่ Karlsruhe ดีกว่า เสาร์อาทิตย์นี้เลยต้องบินเดี่ยวอีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนดีเพราะจุดหมายใกล้ๆก็ไปหมดแล้ว ไปไกลก็กลัวว่าอากาศแบบนี้ไปแล้วคงไม่สวยเท่าไหร่คิดไปคิดมาก็เลยมานึกถึงดินแดน Lake Constance หรือบางทีจะเรียกว่า Bodensee เป็นดินแดนใต้สุดของเยอรมันที่ติดกับชายแดน สวิตเซอร์แลนด์ และ ออสเตรีย โดยล้อมรอบด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่ สำหรับเมืองที่จะไปก็คือ Konstantz เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ มีพื้นที่ติดกับทะเลสาบซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนเยอรมันกับสวิตเซอร์แลนด์ด้วย ที่สำคัญคือสามารถใช้ตั๋วรถไฟของแคว้นบาเด้น 18 ยูโร เดินทางได้ทั้งวัน ประหยัดดี การเดินทางจะใช้รถไฟซึ่งวิ่งตรงจาก Karlsruhe ผ่ากลาง Black Forrest แล้วไปสุดที่ Konstantz ใช้เวลาร่วมสามชั่วโมงครึ่งที่เดียว ความตั้งใจในวันนี้จริงๆไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับตัวเมือง Konstantz แต่ที่อยากรู้คือภายใต้อากาศที่หิมะโปรยปรายอย่างนี้ แล้ว Black Forrest มีสภาพเป็นอย่างไร เพราะว่าเสียเวลากับการเดินทางมาก เลยต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้ไปให้ทันรถไฟรอบแปดโมง ซื้อตั๋วปุ๊บก็ขึ้นไปจองที่นั่งริมหน้าต่างทันที วันนี้ผู้โดยสารมีไม่เยอะเท่าไหร่อาจเพราะเป็นรถรอบเช้า พอรถไฟออกไปได้ไม่เท่าไหร่ หิมะก็เริ่มโปรยปรายหนักขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางที่เคยเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวก็เริ่มปกคลุมไปด้วยหิมะประปราย แต่พอเริ่มเข้าเขต Black Forrest บรรยากาศสองข้างทางก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน ป่าสนที่เคยเห็นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ภาพที่เห็นเหมือนกับที่เคยเห็นในหนังหรือตามโปสการ์ดจนไม่ค่อยอยากเชื่อว่าเป็นของจริงหรือนี่ แต่ปัญหาคือการถ่ายภาพขณะอยู่บนรถไฟให้ได้ตามที่ต้องการนั้นทำได้ยากมากๆ เพราะวิวต่างๆผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีหิมะโปรยปรายเกาะกระจกเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ละความพยายาม โดยต้องเปิดกล้องทิ้งไว้ พอเห็นท่าว่ารถไฟจะวิ่งผ่านหุบเขาก็ต้องยกกล้องเตรียมทันทีเลย แต่ภาพที่ได้ก็ยังไม่เท่ากับที่เห็นจริงๆ แต่ก็คิดว่าดีที่สุดที่ทำได้แล้วหละ ไปถึงเมือง Konstantz ก็เกือบเที่ยง หิมะที่โปรยปรายมาตลอดทางเริ่มหยุดแต่ท้องฟ้ายังขมุกขมัวอยู่ไม่รู้ว่าฝนจะตกหรือเปล่า แต่ก็ภาวนาว่าอย่าตกมาเลย จากสถานีรถไฟจะเห็นว่าสถานีนี้เป็นสถานีสุดท้ายที่อยู่ในเขตเยอรมันแล้ว ถ้าไปสถานีถัดไปก็จะเข้าสวิตเซอร์แลนด์ แต่วันนี้มาแค่นี้ก็พอ เมือง Konstantz เป็นเมืองไม่ใหญ่มาก มีพื้นที่ติดกับทะเลสาบกว้างใหญ่ มองไปสุดลูกหูลูกตา ก่อนอื่นก็มองหา tourist information ว่าอยู่ที่ไหน แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะดันปิดเอาซะนี่ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดี ก็เลยต้องใช้มุขเดิมคือไปเที่ยวโบสถ์ใหญ่ประจำเมืองก่อนละกัน แค่เดิินข้ามถนนจากสถานีรถไฟก็จะเข้าเขตตัวเมืองเก่า ซึ่งมีร้านขายของกันคึกคักเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ ผู้คนออกมาเดินกันขวักไขว่ ผมเดินไปยังโบสถ์กลางเมือง จ่ายสองยูโรเพื่อขึ้นไปยังหอคอย เผื่อว่าจะเห็นอะไรบ้างแล้วก็จะได้รู้ว่าจะเดินต่อไปทางทิศไหนดี จากหอคอยสามารถมองเห็นตัวเมืองได้โดยรอบ ด้านหนึ่งจะเป็นทะเลสาบสุดสายตา อีกด้านที่เป็นสวิตเซอร์แลนด์จะเห็นเป็นเนินเขาปกคลุมด้วยหิมะอยู่ลิบๆ อากาศเิริ่มดีขึ้นคือฟ้าเริ่มเปิด ค่อยมีแสงอาทิตย์คอยส่องให้หายหนาวหน่อย ลงมาจากหอคอยโบสถ์ก็กะว่าจะเดินเล่นในเมืองนิดหน่อยแล้วค่อยไปเดินเล่นริมทะเลสาบดีกว่า สังเกตดูว่าบ้านเรือนในเมืองนี้จะมีการวาดภาพต่างๆไว้ตามผนัง ส่วนใหญ่เป็นรูปทางศาสนาดูสวยดี เดินเล่นในเมืองจนเหนื่อยแล้วก็มาสะดุดกับร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองเก่า ยืนดูเมนูอยู่ซักพักก็ตัดสินใจเอาก็เอา มื้อนี้ลงทุนหน่อยอยากกินอาหารไทยแบบไทยๆจริงๆบ้าง เข้าไปก็สั่งข้าวผัดขี้เมากับพี่เจ้าของร้าน ถามพี่เค้าเกี่ยวกับที่เที่ยวที่นี่ว่ามีที่ไหนอีก แต่ก็ไ้ม่ได้คำตอบอะไรนักเพราะปกติแกอยู่ที่อังกฤษ วันนี้มาเผ้าร้านแทนน้องสาว แกบอกเพียงว่าที่นี่ก็เมืองเล็กๆไม่ค่อยมีอะไร ฟังแล้วก็อึ้งๆเหมือนกันว่าเรามันบ้าหรือเปล่าเนี่ยะ นั่งรถไฟมาเที่ยวถึงที่นี่ พี่แกหายไปซักพักก็กลับมาพร้อมกับข้าวผัดขี้เมาจานโต ถ้าอยู่เมืองไทยคงแบ่งได้สามจานพอดี รสชาติเหมือนผัดขี้เมาอย่างไรอย่างนั้น ระหว่างที่กินก็นั่งฟังเพลงลูกทุ่งที่เปิดในร้าน ฟ้งแล้วโอ้โห…คิดถึงบ้านสุดๆจนน้ำตาแทบไหลเลย กินอิ่มจ่ายตังค์เสร็จก็ได้เวลาเดินต่อ คราวนี้มุ่งหน้าไปยังริมทะเลสาบ ที่นี่เค้าทำทางเดินเลียบทะเลสาบไ้ว้สำหรับเดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกาย ขนาดเป็นช่วงบ่ายๆ ยังมีคนมาเดินกันขวักไขว่ ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ออกมาเดินออกกำลังกาย หรือออกมานั่งเล่น บางคนก็มาให้อาหารนกเป็นน้ำที่อยู่ในทะเลสาบ เิดินไปนั่งเล่นไป ปล่อยอารมณ์ไปตามเรื่อง มาคนเดียวอย่างนี้มันก็เหงาๆแต่ก็มีข้อดีคือได้อยู่กับความคิดของตัวเอง อีกทั้งอยากเดินไปไหนก็ไป อยากหยุดที่ไหนก็หยุด วันนี้อยู่จนเย็นไม่ได้เพราะต้องใช้เวลาอีกสามชั่วโมงครึ่งในการเดินทางกลับ เลยจับรถไฟรอบสามโมงครึ่งกลับ Karlsruhe จริงๆกลับบ่ายๆก็ดีเพราะจะได้ผ่าน Black Forrest ไม่เย็นไปนัก จะได้มีโอกาสถ่ายรูปได้อีกรอบ ซึ่งในขากลับก็ดีหน่อยที่ทั้งฝนทั้งหิมะหยุดลงแล้ว ดังนั้นก็จะถ่ายรูปได้ง่ายขึ้นนิดนึง ทริปสำหรับวันนี้ก็ถือว่าเป็นการนั่งรถไฟดูหิมะก็แล้วกัน แต่กว่าจะถึงห้องก็มึนเหมือนกันเพราะนั่งรถไฟคดเคี้ยวผ่านลัดเลาะอยู่หลายชั่วโมง
|
|