03/05/2007 12:45
Posted by
hanalai in
Blog
เห็นบอร์ดสะพายเป้สีชมพูสดใสของ ทีเคทีแล้ว ออกจะเศร้าใจ ในแต่ละหน้าจะมีคนมาเปิดประเด็น ของคนๆ คนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร เอ้า…ป้าใบ้ให้สักห้าข้อก็ได้ รับรองคุณต้องรู้
1. คนที่มีเวปเป็นของตัวเอง แต่ยังเข้ามาโพสในบอร์ดทีเคที เพื่อประชาสัมพันธ์งานของตัวเอง…(เวปตัวเองคนมันไม่ค่อยเข้าละมั้ง…อันนี้ป้าเดาเอา…เพราะป้าก็ไม่เข้าเหมือนกัน อิๆๆๆ )
2. ให้ข้อมูลละเอียดยิบ ในเรื่องที่ตัวเอง (คิดว่า) รู้ดี…(ใครจะมาบอกว่าเป็นนักเรียนทุนประเทศนั้นประเทศนี้ ก็ไม่สน นี่…มั่นใจตัวเองแบบสุดๆ ไปเลย )
3. ส่วนมากใช้คำพูดตอบโต้ ในเชิงไม่สร้างสรรค์ ชอบว่าคนอื่น ส่อเสียด จิก กัดไปเรื่อย ใครอย่าแพลมเข้าไปเชียวนะ ถ้าไม่อยากเปลืองตัว และหัวเสีย แต่ถ้าเชียร์เขาก็ไม่เป็นไร….อันนี้ชอบๆ
4. ตอนนี้ออกหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเป็นราว แต่ยอดขายเท่าไหร่ไม่ทราบเหมือนกัน
5. ชื่อเขาขึ้นต้นด้วย ตัว ว.
ทีนี้เรามาคุยกันว่าจะทำยังไงกับคนแบบนี้….
ใครๆ ก็ว่าคนนี้จบมาทางด้านประชาสัมพันธ์ เป็นครูบาอาจารย์ ก็เพราะว่าเขาจบมาทางด้านประชาสัมพันธ์น่ะซิ…เขาถึงได้เข้าใจจิตวิทยาในการโปรโมทตัวเอง…(แม้แต่ในด้านลบๆ ก็ตาม) ยิ่งคุณไปตั้งกระทู้ว่าเขาเท่าไหร่ คนก็จะตามค้นตามดูเขามากขึ้น เหมือนประชาสัมพันธ์ในเขานั่นแหละ คนใหม่ๆ ที่ไม่รู้จัก ก็จะรู้จักจากการตั้งกระทู้ของคุณนี่แหละ อุปมาดังน้องสาหร่าย แต่ก่อนป้าก็ไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร พอเธอปล่อยสาหร่าย ตะไคร่น้ำประจำตัวของเธอ ให้ออกมาเพ่นพ่าน แล้วมีภาพ ที่สื่อมาประชาสัมพันธ์ให้เธอ โดยเธอไม่ต้องเสียเงิน คนก็เลยรู้จักเธอมากขึ้น เกือบทั่วประเทศ แต่ทำให้ป้าไม่อยากกินสาหร่ายต้มจืดไปหลายวัน…แหม…เล่นก็เล่นเปรียบเทียบซะ
คราวนี้มาดูกันว่าทำยังไงจะไม่ตกหลุม(พราง)
*** งดตั้งกระทู้เกี่ยวกับตัวเขาซะ….เขาจะโพสอะไรมันก็เรื่องของเขา จะผิดจะถูก คนนำข้อมูลของเขาไปใช้ก็จะรู้เองเมื่อเดินทาง อีกหน่อยก็จะเลิกใช้ข้อมูลเขาไปเองแหละ…..แล้วป้าก็เชื่อว่า…ยังมีกระทู้ของคนอื่นอีกเยอะแยะที่ถูกต้อง เวลาเราเดินทางคงไม่อาศัยข้อมูลเพียงแหล่งเดียว..มันเสี่ยงเกินไป
*** ไม่ต้องเข้าไปในกระทู้ของเขาเพื่อออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าอยากได้ข้อมูลของเขา ก็ก๊อปไปใช้ แต่ไม่ต้องซื้อหนังสือ ดีออกที่แกมาตั้งกระทู้ ไม่เปลืองตังค์ซื้อหนังสือ ยิ่งละเอียดยิ่งดี น้ำเยอะก็ตัดทิ้งๆ เอาแต่เนื้อ…ถ้าซื้อหนังสือเขา ต้องซื้อทั้งเล่มนะ…ไปขอตัดออกบางหน้า ร้านหนังสือมันจะได้ตะเพิดเอาน่ะซิ
***แล้วก็ เลิกกังวลว่า เขาทำมาหากินเอาเปรียบเวปมาสเตอร์ซะที….เวปของเขาน่ะ….คนดูแลเขาก็รู้ปัญหา แต่ไม่แก้ไขก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ และถ้าคิดในอีกแง่หนึ่ง เวปมาสเตอร์อาจจะชอบก็ได้ เพื่อให้บอร์ดมีสีสัน เพราะสังคมเราเดียวนี้ชอบอะไรๆ ที่มันทำลายล้าง…จะให้มาสมัครสมานสามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัย พี่คะ น้องขา มันอาจจะเลี่ยน สู้ประการสงครามด่าคนละกระทู้สองกระทู้ไม่ได้ สะใจดี
*** และอย่าไปถามหาไอ้คำว่า….”จิตสำนึก” บางคนสะกดยังไม่เป็นเลย เขาไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยเป็นแบบนี้ เป็นมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ด้าน ไม่ทน ไม่อุเบกขาจริงๆ ละก้อ ถอดใจกลับไปเลี้ยงหลาน ( เขามีหรือยังก็ไม่ทราบ) ไปแล้ว เพราะว่า เขาเริ่มเที่ยวกะคนอื่นก็แล้ว หัดเดินป่าก็แล้ว มันไม่รุ่งไม่มีใครคบยั่งยืน จนต้องเที่ยวสองคนกับภรรยาเนี่ยแหละ เพราะอย่างนั้นอย่าไปถามหาจิตสำนึกให้มากความ
สรุปรวมๆ แล้ว…บอยคอต สองคำสั้นๆ แล้วจะดีเองจ้า….
21/04/2007 16:50
Posted by
hanalai in
Blog
สงกรานต์ที่ผ่านมาป้าแอบไปประเทศอินโดนีเซีย หรือที่เขาเรียกเกาะชวา (Java) และเกาะบาหลี (Bali) ป้าจะเล่าแบบรวบรัดเอาแค่หนุกๆ ถึงบรรยกาศของอินโดให้ฟัง
เกาะชวาหรืออินโดนีเซีย ป้าไปชมโบราณสถานโบโรพุทโธ (Borobudur) ซึ่งเป็นของชาวพุทธเรานี่แหละ ศาสนาพุทธรุ่งเรืองก่อนจะถูกอิสลามเข้ามายึดครอง มันสะท้อนถึงสภาพประเทศเราตอนนี้นะ เหมือนยังไงก็ไปคิดๆ กันเอาเอง เดี๋ยว blog ป้าถล่ม มีคนเคือง…
ประชาชนบนเกาะชวาส่วนใหญ่นับถืออิสลามนะจ๊ะ นอกจากโบโรพุทโธแล้ว ป้ายังได้ดูประสาทของพรหมณ์ คือ Prammanan ซึ่งเขาสร้างถวายตรีมูรติทั้งสามองค์ คือ พระศิวะ พระพรหมและพระนารายณ์
บนเกาะชวามีภูเขาไฟเยอะ ทั้งที่ยังครุกรุ่นอยู่และดับไปแล้ว วิวภูเขาไฟแปลกตาดีเหมือนกัน ก็เป็นเขาสูงๆ แต่ว่าข้างบนจะเป็นปล่องลึกลงไปใต้พิภพ อย่างตอนไปดูภูเขาไฟโบรโม ก็ยังได้เห็นเขาพระสุเมร ในชื่อไทยๆ พ่นควันปุ๋งๆ ออกมา
ส่วนที่บาหลี ส่วนมากเขานับถือศาสนาฮินดูจ้ะ ก็มีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้ากันไป ทุกเช้า จะเห็นชาวบาหลี บูชาเทพเจ้ากันเยอะมากๆ เขาทำเป็นกระทงใบมะพร้าวใบเล็ก ๆ ใส่ข้าวสุก ขนมดอกไม้ แล้วเอาไปวางไว้ตามที่ต่างๆ
นอกจากนี้ยังได้ไปดูวัดสวยๆ ที่บาหลีซึ่งเป็นวัดฮินดูอีกหลายวัด ทริปนี้ออกแนวทัวร์วัด มีวัดดังๆ อยู่ที่บาหลี เช่น วัดทานาลอต วัดเบซากีส์
มีโอกาสก็ไปเที่ยวดูกัน…..มีตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านให้เราเห็น…อยากให้ประเทศเราเป็นยังไงก็เอามาปรับปรุงกัน…ตอนนี้ป้ารู้สึกว่า…ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราหาคนดีไม่ได้ โกงกันทุกคน โกงมากโกงน้อย ก็ว่ากันไป แล้วประชาชนตัวเล็กๆ อย่างเราจะหันหน้าไปพึงใครได้ …..ก็เลยหันไปฝากความหวังไว้กับ องค์จตุรคามรามเทพ…ไปตามเรื่อง เอวังก็เป็นประการฉะนี้แล……
06/04/2007 19:06
Posted by
hanalai in
Blog
พักหลังๆ ไม่ค่อยได้เข้ากระดานข่าว สะพายเป้ หรือท่องไปตามใจฝัน แต่จะไปเข้าบอร์ดซื้อขายเป็นส่วนมาก พอเข้าอีกที…โห….มีทะเลาะเบาแว้งกัน ไปอ่านผ่านๆ สรุปข้อใหญ่ใจความว่า…..ตอนนี้สังคมท่องเที่ยวของเรา เปี๋ยนไป๋
เราเริ่มใช้คำพูดไม่สร้างสรรค์ ไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน……
คนเราอิจฉาเนี่ย..ไม่ใช่เรื่องแปลก คนอื่นทำได้ในสิ่งที่เราทำไม่ได้ เราก็อิจฉา แต่อิจฉาอย่างไรให้สร้างสรรค์
หรือว่า….เราไม่เห็นด้วย ก็ไม่แปลก แต่จะนำเสนอความคิดเห็นของเราอย่างไรให้เขารับฟัง อันนี้เป็นโจทย์ที่ต้องการคำตอบ
ในบอร์ดท่องเที่ยวของทีเคทีสมัยก่อน….(ตอนเรายังสาวๆ อ่ะนะ) ไม่ค่อยรู้จักหน้าค่าตากันหรอก แต่เขาเอื้อเฟื้อข้อมูลกัน ไปเที่ยวมา ก็อุตส่าห์มีน้ำใจ นั่งเรียบเรียงเรื่องราว คัดเลือกรูป ลดขนาดไฟล์รูปภาพ หาเวลามานั่งโพสข้อมูล เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าได้มีข้อมูลประกอบการเดินทาง จะได้ไม่ต้องไปแปลหรือหาซื้อ โลนลี่เพลนเนท ให้เสียดุลย์การค้า
รูปก็คัดมาอย่างสวย ภูเขาเป็นภูเขา หิมะเป็นหิมะ ดอกไม้งามบานสะพรั่ง นานน๊าน จะมีแพลมรูปตัวเองติดมาสักไฟล์นึ่ง ซึ่งก็หมายความว่าเขาหารูปสถานที่นั้นไม่ได้จริงๆ
แต่เดียวนี้นะเร๊อะ….ดูแล้วเสียรมณ์ รูปวิวมีรูปคุณเธอมากันซะเต็มบานเลย…โห…หนูเอ๊ย…ป้าอยากจะดูวิว ป้าไม่ได้อยากจะดูรูปหนูนะจ๊ะ….(ใจจริงป้าจะบอกว่า รูปหนูทำให้วิวมันหมองมั๊กๆ เลยจ้ะ) เหมือนหนูจะโชว์ว่า…หนูไปมาจริงๆ ไม่ได้โม้….
ข้อมูลก็ไม่ค่อยจะมีหรอก….มีแต่รูปเธอ และพวกของเธอ และพวกของเธอ….พวกเธอกิน พวกเธอนอน พวกเธอกระโดด พวกเธอฯลฯ
ดูจนจบกระทู้ (ซึ่งมักจะมีประมาณ 3 หน้า) แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะไปยังไง จะติดต่อกับใคร ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง งบประมาณเท่าไหร่….วุ้ยกลุ้ม
บางกระทู้จะไปเจอ น้องตุ๊กตาหมีน้อย หมาน้อย อยู่ในเฟรมด้วย นัยว่าพกไปด้วยระหว่างเดินป่า และท่องเที่ยว เหมื่อนเป็นตัวโชคลางว่า….ถ้าไม่พกไปจะหลงป่า ผีจะหลอกหลอน หรือเที่ยวไม่หนุก….ก็เลยต้องพกไปด้วย (แต่ของส่วนตัวให้เจ้าหน้าทีหรือเพื่อนคนอื่นแบกหรือป่าวหว่า อิๆๆๆ )
ถ้าเจอกระทู้แบบนี้….ก็จะไม่เข้าไปดูว่าเธอไปไหนกัน เพราะดูจบก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไรให้ตัวเอง แต่ก็ไม่เข้าไปวีนแตก เพราะถือเป็นสิทธิของเธอที่จะอวด ที่จะโพส
ทีนี้…หลายๆ คน ณ เวลานี้ ไม่เป็นอย่างนั้น หมั่นไส้แล้วต้องเขาไปกระแนะกระแหนสักหน่อย ว่าสักนิด…ก็เลยกลายเป็นประเด็น ส่วนป้าเนี่ย…หมั่นไส้ต้องแอบมาแนะแนในบล๊อก เผื่อใครมาอ่านจบจะได้เม้นท์ด่าเป็นการส่วนตัวไป สร้างสรรค์กว่าไปด่าในกระทู้เยอะเลย จริงมะ….
21/01/2007 11:10
Posted by
hanalai in
Blog
ได้มีโอกาสไปช่วยเพื่อนในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มปันน้ำใจให้เด็กไทยในชนบท” ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 สาระสำคัญที่จะเขียน blog ไม่ได้จะบอกกล่าวว่าฉันไปจัดทำห้องสมุดแต่จะพูดถึงเรื่องหนังสือและการบริจาค
ทางโรงเรียนได้ขอมาเรื่องการจัดทำห้องสมุด สำหรับเด็กในโรงเรียนระดับอนุบาล และประถม 1-6 ทางกลุ่มขอรับบริจาคหนังสือและอุปกรณ์การเรียน รวมถึงเสื้อผ้าต่างๆ ตรงนี้ก็คงเหมือนกับการจัดทำโครงการทั่วๆ ไป
แต่ปัญหามันอยู่ตรงหนังสือนี่ซิ…. ในตลาดหนังสือที่ไปหากันมานั้น คณะทำงานพบว่าหนังสือดีๆ แพงมากๆ ยิ่งเป็นหนังสือสำหรับเด็กซึ่งน่าจะราคาถูก ประเภทที่เป็นนิทานประกอบภาพ วรรณคดีฉบับการ์ตูน ราคาน่าตื่นตะลึงเสียนี่กระไร เล่มบางเฉียบราคาเฉียดร้อย บางเล่มร้อยกว่า ยังไม่นับรวมถึงพจนานุกรรม Dictionary สารานุกรมไทย ฉันไม่รู้ถึงเหตุผลของราคาที่ต้องแพงระยับขนาดนั้น
พยายามหาเหตุผลของความแพง น่าจะมาจากคุณภาพหนังสือ เนื้อหาไม่ต้องพูดถึง ก็เป็นเรื่องของเด็กๆ ซึ่งเนื้อหาตรงนี้เราว่ามันก็เหมือนๆ คล้ายๆ กัน คงแพงที่วัสดุ รูปเล่มที่ออกแบบ เนื้อกระดาษอาร์ตอย่างดี สีสรรสดใส เหมาะกับเด็กที่ชอบสีเขียวๆ แดงๆ ไอ้ชนิดที่ตัวหนังสือเต็มผืดตลอดหน้านั้น เด็กๆ คงได้แต่มองแล้วร้องว่า
“หนังสือจ๋า ไปไหนมา เดินเป็นแถวๆ กินข้าวแล้วหรือยัง”
บ่นให้ฟังข้างต้นน่ะ เป็นหนังสือเด็กเล็ก คราวนี้มาดูหนังสือเด็กพอโตแล้วกันบ้าง ….
อันนี้เราเน้นเป็นสองแบบคือ หนังสืออ่านนอกเวลา เน้น….นอกเวลา แต่ไม่ใช่เรื่อง “ล่าปลาวาฬ” หรือ เรื่อง”คุณตาคุณยายยังเด็ก”
แต่เป็นหนังสือนอกเวลาจริงๆ นะ …เอาไว้อ่านนอกเวลาเรียน นอกตำราเรียน เพื่อสร้างจินตนาการให้เด็กๆ อันนี้หาไม่ยาก หาจากร้านขายหนังสือมือสอง หรือร้านขายหนังสือทั่วไป
อีกแบบคือหนังสือ เสริมการเรียนรู้และทักษะต่างๆ ไว้สำหรับให้เด็กได้ค้นคว้านอกเหนือจากที่อยู่ในตำราเรียน
ฉันว่าเด็กไทยเราขาดหนังสืออีกเยอะ ต้องช่วยกันพัฒนานิสัยเรื่องรักการอ่านให้มากขึ้น สาเหตุหนึ่งก็คือราคาหนังสือมีสาระ เป็นเรื่องเป็นราวราคาแพง และหายากในต่างจังหวัด
เมื่อเราอยู่ในเมืองหลวงพร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมมูลด้วยข่าวสารและสิ่งพิมพ์จนดูเหมือนเราจะเสพสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่ในชนบทท่ามกลางไร่มัน ที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นดินแดงยามที่รถวิ่งหรือสายลมพัดผ่าน
หนังสือดูจะหายากและมีค่าน้อยสำหรับชีวิตน้อยๆ …เราหวังเพียงแต่ว่า…หนังสือที่เราซื้อให้ไปนั้น อาจจุดประกายให้เด็กสองหรือสามคนในโรงเรียน ได้เดินออกมาจากไร่มัน และกลับไปพัฒนาไร่มันของเขาได้ในอนาคต…เท่านั้นก็ชื่นใจ

สภาพห้องสมุดก่อนซึ่งต้องไปจัดการ
ทางโรงเรียนดัดแปลงห้องเรียนหนังห้องมาทำเป็นห้องสมุด

ขูดสีเก่าออกก่อนทาทับสีใหม่ลงไป
จะได้มีห้องสีขาวสะอาดๆ

ปูเสื่อน้ำมันให้น่านั่งอ่านซะหน่อย
ติดรูปตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาให้เหมาะสำหรับน้องๆ

นำชั้นวางหนังสือมาจัดวาง….แล้วจัดหนังสือ
ตู้ตรงกลางสีดำซึ่งเป็นหนังสือใหม่
ตู้ด้านซ้ายในรูปเป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กอนุบาล
เป็นยังไง……คราวนี้น่าเข้าไปนั่งอ่านหรือยังจ๊ะ

16/01/2007 16:50
Posted by
hanalai in
Blog
วันเสาร์ที่ 13 ที่ผ่านมาเป็นวันเด็กแห่งชาติ การจัดงานให้เด็กๆ เป็นไปตามปกติ ท่ามกลางการระแวดระวังของผู้เกี่ยวข้อง
เป็นวันที่ใครๆ ก็พูดถึงแต่เด็ก ว่าเราควรจะทำอะไรเพื่อเด็ก เด็กเป็นอนาคต เป็นกำลังสำคัญ เป็นอะไรต่อมิอะไร แต่ที่เป็นทั้งหมดคือ “เป็นความหวัง”
มีเด็กๆ หลายกลุ่มที่ขาดโอกาสในสังคม แต่ก็ยังมีคนพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น เด็กจรจัด เด็กตามแหล่งเสื่อมโทรม เด็กติดเชื้อเอดส์ แต่มีเด็กอยู่กลุ่มนึงที่สังคมไทยมองข้าม โดยที่เขาเหล่านั้นอยู่คู่สังคมไทยมาแต่โบราณกาล
ในสมัยโบราณ เขาเหล่านั้น คือต้นแบบของเด็กดี มีคุณธรรม จิตใจงดงาม มีระเบียบวินัย….เอ้า…ลองเดาดู
ว่าเราหมายถึง เด็กกลุ่มไหน….
เด็กวัด คือกลุ่มเด็กในสังคมที่น้อยวัดนักจะมีการจัดวันเด็กให้พวกเขา เราได้มีโอกาสไปที่วัดแห่งหนึ่งในวันเด็กที่ผ่านมา เขาจัด
วันสามเณร….ดูกิ๊บเก๋มากๆ …มีการแสดงนิทรรศการ การเรียนการสอนของสามเณร มีการประกวดเรียงความ การวาดภาพ แข่งขันเล่านิทาน และอีกหลายๆ อย่าง เราไม่ได้ไปสัมภาษณ์สามเณรหรอกนะว่า…
ท่านอยากถ่ายรูปกับเครื่องบิน F16 หรือเปล่า
ท่ายอยากทดลองนั่งเก้าอี้ พณ.ท่านนายกหรือเปล่า
ดูท่านก็น่ารัก น่าเอ็นดูในความรู้สึกของเรา….
สามเณร ไม่ใช่เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่เด็กยากจนจึงต้องมาบวชเป็นสามเณร เราอยากให้สังคมทำความเข้าใจตรงนี้เสียใหม่ ในระบบการศึกษาของสามเณร เป็นการเปิดโอกาสให้เขาอยู่ในสังคมที่ดี และได้รับการศึกษา ต่อไปเขาอาจจะเป็นพระที่ดี สืบต่อพุทธศาสนา หรือไม่เมื่อสึกออกมาก็ยังเป็นคนดีในสังคม มีระเบียบวินัย มีศีลธรรม
สังคมเวลานี้สอนให้คนเอาชนะกัน …ทุกวิชาสร้างเสริมประสบการณ์การชนะ การเป็นที่หนึ่ง การแข่งขัน
ไม่มีการสอนวิชาแพ้….วิชาแพ้ คือวิชาศีลธรรม
สังคมเรามีคนเก่งมากพอแล้ว แต่มีคนดีน้อยเหลือเกิน
ด้วยรัก …ฮานาเล
08/01/2007 17:45
Posted by
hanalai in
Blog
เจอหน้าใคร ก็ทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดีปีใหม่” ปีใหม่สำคัญยังไงเนี่ย… ก็ว่าเป็นปีที่เรา (ตั้งใจ) ทำอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ซึ่งจะเป็นอย่างนี้มาตลอดชีวิต คือเริ่มจากการตั้งใจ สามเดือนให้หลัง ก็เหมือนๆ เดิม
คือทำเหมือนๆ เดิม …
เคยเที่ยว ก็เที่ยวเหมือนเดิม
เคยขี้เกียจ ก็ขี้เกียจเหมือนเดิม
เคยกินเยอะ (ไม่อยากบอกว่ากินจุ) ก็กินเยอะเหมือนเดิม
ฯลฯ
อย่างนี้ปีใหม่ ต้องหัดคิดใหม่ แต่จะทำใหม่ได้อย่างที่คิดหรือเปล่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
ปีใหม่นี้เราคิดที่จะเป็นศัตรูกับตัวเอง คือต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ ในสิ่งที่ไม่ดี ตั้งใจๆ ที่จะทำอะไรจริงๆ จังๆ สำหรับชีวิตตลอดปี 50
ยังไงก็แล้วแต่ เราก็ยังส่งความปรารถนาดี มาให้ทุกคนนะ….อยากให้โลกนี้มีแต่สันติสุข เปลี่ยนเสียงระเบิดเป็นเสียงพลุไฟจะดีกว่ามั้ย…..
แต่เราว่า ไม่จุดอะไรเลยดีกว่า…เพราะหมาบ้านเรามันกลัวเสียงปังๆ นะซี้
ด้วยรัก….ฮานาเล
11/10/2006 09:44
Posted by
hanalai in
Blog
กระแสน้ำตกใหม่ในอุ้มผางกำลังมาแรงแซงทางโค้ง เพื่อให้ไม่ตกเทรนด์ เราก็ไปเดินเล่นๆ กับเขาซะหน่อย ตอนนี้น้ำกำลังเยอะพอใช้ได้ ข่าวว่าจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อ.อุ้มผาง

น้ำตกเป๊ะโต๊ะ หรือปิ๊ตุลอซู ก็เรียกกันไป แต่คงยังไม่ได้สรุปแน่นอนว่าจะเรียกอะไร เอาเป็นว่า มันเป็นน้ำตกที่สูงๆ อีกน้ำตกหนึ่งของ อ.อุ้มผาง ส่วนที่ว่าจะฮิตติดชาร์ทเหมือนทีลอซูหรือไม่นั้น คิดว่าคงยาก เพราะทางเข้าถึง คงจะเป็นความนิยมเฉพาะกลุ่มของคนเดินป่า ออกแนวถึกนิดๆ และตัวน้ำตกเองก็ไม่ได้มีน้ำตลอดปีเหมือนทีลอซู เอาเป็นว่ามาดูรูปน้ำตกและวิธีการเดินทางกันดีกว่า เผื่อใครอยากไป
เมื่อได้รับคำชักชวนจากผู้ก่อการดี ว่าอยู่ว่างๆ ไม่ได้ไปไหนก็ไปกันซักหน่อยมั้ย พี่เค้ามีน้ำใจเสนอมาเราจะไม่สนองตอบก็กระไรอยู่ เลยเก็บเป้ตามเค้าไป จาก กรุงเทพถึงอุ้มผาง ด้วยรถตู้ของพี่เจี๊ยบพลขับที่ใจดี นอกจากคุณได้บริการรถตู้ ที่คนขับไม่อารมณ์เสีย รู้เส้นทางแล้ว ยังมีบริการพิเศษหลังการเช่า เช่น คนช่วยแบกของและพ่อครัว แบบ 3 in 1 แต่ทริปนี้พี่เค้าขอตัว ขอรอที่อุ้มผางดีกว่า เพราะเห็นท่าว่าต้องเข้าไปไกล จึงขอตัวไปรับจ๊อบเป็นสต๊าฟพายเรือยาง กับตีกบภูเขาแถวๆ อุ้มผางแทน
จากอุ้มผางเราต้องไปตามเส้นทางไปบ้างเปิ่งเคลิ่ง จริงๆ มีรถสองแถวบริการราคา 120 บาทไปถึงบ้านเปิ่งเคลิ่ง แต่พี่เจี๊ยบพยายามเอารถเข้าไปส่ง เนื่องจากได้รับรายงานว่ารถตู้เข้าไปได้ สบายมั่กๆ แต่ปรากฏว่าไปได้สักพัก…เกิดอาการหมดสิทธิ์เนื่องจากถนนเสียหายขนาดหนัก พี่พนธ์คนไม่สำคัญ หัวหน้าทริปคนเก่งต้องเกาะมอเตอร์ไซด์ชาวบ้านออกมาหาจ้างรถสองแถวประจำทาง เสียเวลาไปนานอักโขอยู่
ถนนเส้นนี้เสียหายเป็นช่วงๆ ที่ไม่ถึงกับเป็นโคลนเละ ก็เป็นหลุมบ่อ น่าสงสารชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น ส่วนมากเป็นพวกกระเหรี่ยงและมีค่ายอพยพที่บ้านนุโพ ความเจริญเข้าไปแค่ทางเข้าน้ำตกทีลอซู ส่วนชาวบ้านก็ยังเหมือนเดิมๆ คนนำทางและลูกหาบของเราเป็นคนบ้านกุยเลอตอ เราไปกัน 10 คน เราใช้คนนำทาง 1 คน ลูกหาบ 1 คน สำหรับช่วยแบกอาหารเท่านั้น ส่วนสัมภาระส่วนตัวแบกกันเอง

เราเริ่มเดินกันประมาณบ่ายสองโมง เริ่มเดินตั้งแต่หมู่บ้านกุยเลอตอ ไปตามถนนเรื่อย สักพักจึงเดินเข้าไปตามที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นไร่ข้าวของชาวกระเหรี่ยง ผ่านสวนกล้วย ป่าไผ่ ประมาณสองชั่วโมงจึงจะได้เข้าป่าจริงๆ ทางเดินขึ้นเขาไปสบายๆ มีจุดชันบ้าง เดินตามไหล่เขาไปเรื่อย หกโมงครึ่งเราจึงแคมป์ของคืนแรก

จากแคมป์คืนแรก จะมองเห็นตัวน้ำตก แต่ถ้าต้องการเข้าไปใกล้ๆ ต้องเดินลงไปอีกนิดหน่อย ตอนเช้าเราจึงเริ่มเดินไปดูน้ำตกแบบใกล้ชิด สายน้ำตกเป็นสองสายใหญ่ๆ ไหลมาบรรจบกันเป็นรูปหัวใจ สวยงามมาก น้ำแรง ผืนป่าเขียวชอุ่ม

จากที่พักคืนแรกเดินอีกไม่นานประมาณสองชั่วโมงจะถึงที่พักคืนที่สอง จากจุดนี้สามารถเดินไปที่ยอดดอยสามหมื่นได้ ใช้เวลาไม่นาน สรุปว่าการไปเที่ยวน้ำตกปิ๊ตุลอซู สำหรับคนเดินป่าเป็นทางเดินแบบสบายๆ ไม่เหนื่อยมาก วิวภูเขาสวย ต้นไม้เขียวๆ น้ำตกใสๆ สรุปว่า…น่าไปเยือนสักครั้ง

24/08/2006 16:33
Posted by
hanalai in
Blog
เมื่อพูดถึง ต.คลองวาฬ หลายคนอาจคุ้นๆ ว่าเคยได้ยิน แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน ต.คลองวาฬ อยู่ใน อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตรงข้ามกับวัดคลองวาฬ แล้วที่นี่มีอะไรน่าสนใจ ?

จ. ประจวบฯ เมือง สามอ่าว มีอ่าวสวยๆ เยอะแยะ สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่คราวนี้ได้มีโอกาสไปสถานที่หนึ่งที่หลายๆ คนอาจมองข้ามไป นั่นคือ ศูนย์พัฒนาและวิจัยประมงชายฝั่ง ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่มีการวิจัยและทดลองเพาะพันธุ์หอยมือเสือในบ่อซ๊เมนต์ เพื่อเศรษฐกิจ ซึ่งประสบความสำเร็จ ซึ่งต่อไปกรมประมงจะเสนอให้ตัด “หอยมือเสือ” ออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์
นอกจากนี้ยังมีการทดลองเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนในบ่อซีเมนต์ ฉันเห็นมันว่ายดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ในบ่อซีเมนต์ ท่านใดไปเที่ยวประจวบฯ อย่าลืมพาเด็กๆ ไปดูปลาการ์ตูนที่นี่ ซึ่งน่ารักกว่านีโม่ในการ์ตูนอีกค่ะ รวมทั้งได้ศึกษาวงจรชีวิตของหอยมือเสือ ซึ่งกว่ามันจะโต ใช้เวลานานมากๆ
ยังมีดอกไม้ทะเลสวยๆ ที่ขึ้นติดอยู่กับบ่อซีเมนต์ เพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้านีโม่ตัวน้อยๆ สำหรับว่ายฉวัดเฉวียนไปมา ท่านใดสนใจก็สอบถามรายละเอียดได้ข้างล่างนี้ เผื่อว่าวันว่างๆ ของการเที่ยวอ่าวประจวบฯ ของคุณจะมีอะไรพิเศษเพิ่มขึ้นค่ะ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ. ประจวบคีรีขันธ์ 77000 โทร.0 -3266 -1133 โทรสาร 0 -3266- 1398ที่มา : เกษตร - สิ่งแวดล้อม นสพ.แนวหน้า 6 ก.ค.47
www. naewna.com

20/08/2006 15:59
Posted by
hanalai in
Blog
ฉันมีพี่สาวกับเขาอยู่คนหนึ่ง โดยสภาพทั่วไปเป็นคนแข็งแรงดี แต่เนื่องจากเค้าเป็นคนผิวขาวมีเชื้อสายโล้เรือสำเภามาจากโพ้นทะล จึงดูออกแนวคุณหนูๆ ไปหน่อย เธอเข้าข่ายเป็นสาวออฟฟิส และมีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่นไมเกรน กระเพาอาหาร หอบ หืด เป็นต้น ฉันอยากชวนเธอไปเที่ยวปีนเขา หรืออย่างน้อยไปเดินขึ้นน้ำตกอะไรก็ได้ ที่มันจะไม่หนักมาสำหรับเธอ เพื่อให้เธอได้ออกกำลังกาย สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งสาวออฟฟิสตัวขาวมันจะไม่ค่อยได้พบพาน แต่มักจะได้รับคำตอบเสมอว่า เธอไม่สามารถปีนขึ้นที่สูงๆ ได้ เธอจะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใจสั่น คล้ายๆ กับคนที่ระบบหัวใจผิดปกติ เธอเคยไปตรวจระบบการเต้นของหัวใจ คุณหมอบอกว่าปกติดี แต่เธอบอกฉันว่า เธอจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง จนไม่อยากเดินขึ้นที่สูงๆ แม้แต่บันไดหรือสะพานลอย
ฉันนั่งดูเธอออกกำลังกายโดยการเล่นแบดมินตัน สังเกตได้ว่า เธอสามารถออกกำลังกายหนักๆ ได้ตามปกติ ซึ่งคนเป็นโรคหัวใจจะไม่สามารถทำได้ ฉันไม่ใช่หมอ แต่พอจะทราบอาการมาบ้าง จึงพอสรุปได้ว่า เธอน่าจะเป็นโรคแพนิค
หลายๆ คนอยากจะเดินป่า อยากเที่ยวที่ต้องออกกำลังกายเยอะ แต่ไม่กล้า อยากจะบอกว่าให้ลองดู ใจคนเรานั้นเป็นใหญ่ เป็นประธาน อย่าถอดใจเมื่อเดินป่า รับรองคุณจะประสบความสำเร็จสามารถไปได้จนถึงจุดสูงสุด…
อย่างไรก็ตาม การพบแพทย์และตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ตรวจและให้แพทย์วินิจฉัยโรคให้ถูกต้องจะดีกว่า ที่นี้เราลองมาดูอาการโรคนี้กันสักนิด……
โรคแพนิค ( Panic Disorder)
นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
http://www.infomental.com/
โรคแพนิคเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันมากและเป็นกันมานานแล้วแต่ประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จักและยังไม่มีชื่อโรคอย่างเป็นทางการในภาษาไทย บางคนอาจเรียกโรคนี้ว่า “หัวใจอ่อน” หรือ ” ประสาทลงหัวใจ” แต่จริงๆแล้วโรคนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่หัวใจและ ไม่มีอันตราย เวลามีอาการผู้ป่วย จะรู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทันหรือหายไม่เต็มอิ่ม ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนหรือมึนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน ขณะมีอาการผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวด้วย โดยที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะกลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย กลัวเป็นโรคหัวใจ บางคนกลัวว่าตนกำลังจะเสียสติหรือเป็นบ้า อาการต่างๆมักเกิดขึ้นทันทีและค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนเต็มที่ในเวลาประมาณ 10 นาที คงอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วค่อยๆทุเลาลง อาการมักจะหายหรือเกือบหายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากอาการแพนิคหายผู้ป่วยมักจะเพลีย และในช่วงที่ไม่มีอาการผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเป็นอีก
อาการแพนิคจะเกิดที่ไหนเมื่อไรก็ได้และคาดเดาได้ยากแต่ผู้ป่วยมักพยายามสังเกตุและเชื่อมโยงหาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการเพื่อที่ตนจะได้หลีกเลี่ยงและรู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้บ้าง เช่นผู้ป่วยบางราย ไปเกิดอาการขณะขับรถก็จะไม่กล้าขับรถ บางรายเกิดอาการขณะกำลังเดินข้ามสะพานลอยก็จะไม่กล้าขึ้นสะพานลอย ผู้ป่วยบางรายไม่กล้าไปไหนคนเดียวหรือไม่กล้าอยู่คนเดียวเพราะกลัวว่าถ้าเกิดอาการขึ้นมาอีกจะไม่มีใครช่วย ในบางรายอาจมีเหตุกระตุ้นจริงๆบางอย่างได้ เช่น การออกกำลังหนักๆ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำโคล่า ในกรณีแบบนี้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้
ขณะเกิดอาการผู้ป่วยมักกลัวและรีบไปโรงพยาบาลซึ่งแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินมักตรวจไม่พบความผิดปกติและมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก ซึ่งผู้ป่วยก็มักยอมรับไม่ได้และปฏิเสธว่าไม่ได้เครียด เมื่อเกิดอาการอีกในครั้งต่อมาผู้ป่วยก็จะไปโรงพยาบาลอื่นและมักได้คำตอบแบบเดียวกัน ผู้ป่วยหลายๆ รายไปปรึกษาแพทย์เพื่อเช็คสุขภาพโดยเฉพาะหัวใจซึ่งก็มักได้รับการตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดและไม่พบความผิดปกติอะไรที่สามารถอธิบายอาการดังกล่าวได้ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยกังวลมากขึ้นไปอีก อาการต่างๆที่เกิดขึ้นเรียกว่า อาการแพนิค (panic attack) ซึ่งแปลว่า “ตื่นตระหนก” เราจะสังเกตุได้ว่าอาการต่างๆจะคล้ายกับอาการของคนที่กำลังตื่นตระหนก ในโรคแพนิคผู้ป่วยจะเกิดอาการแพนิคนี้ขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุกระตุ้น และ คาดเดาไม่ถูก ว่าเมื่อไรจะเป็นเมื่อไรจะไม่เป็น การไม่รู้ว่าตนกำลังเป็นอะไรจะยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้น อาการแพนิค ไม่มีอันตราย อาการนี้ทำให้เกิดความไม่สบายเท่านั้นแต่ ไม่มีอันตราย สังเกตุได้จากการที่ผู้ป่วยมักจะ มีอาการมานาน บางคนเป็นมาหลายปี เกิดอาการแพนิคมาเป็นร้อยครั้ง แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักที บางคนเป็นทีไรต้องรีบไปโรงพยาบาล “แทบไม่ทัน” แต่ไม่ว่ารถจะติดอย่างไรก็ไป “ทัน” ทุกครั้งเพราะอาการ แพนิค ไม่มีอันตราย
ในปัจจุบันเราพอจะทราบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคมีปัญหาในการทำงานของสมองส่วนที่ทำให้เกิดอาการ “ตื่นตระหนก” โดยเป็น ความผิดปกติของสารสื่อนำประสาท บางอย่าง เราจึงสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยา ยาที่ใช้รักษาโรคนี้จะมี 2 กลุ่มคือ
1. ยาป้องกัน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ปรับยาครั้งหนึ่งต้องรอ 2-3 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลคืออาการแพนิคจะห่างลง และเมื่อเป็นขึ้นมาอาการก็จะเบาลงด้วย เมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นเลย ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางตัว เช่น เล็กซาโปร (lexapro) โปรแซก (prozac) โซลอฟ (zoloft) ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย ในการรักษาด้วยยาเราจะจ่ายทั้งยาป้องกันและยาแก้ เพราะในช่วงแรกๆยาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะยังมีอาการจึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่ เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลงเอง แพทย์จะค่อยๆเพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย “หายสนิท” คือไม่มีอาการเลย แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆหยุดยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อลดยาลง ในกรณีแบบนี้เราจะเพิ่มยากลับขึ้นไปใหม่แล้วค่อยๆลดยาลงช้าๆ
2. ยาแก้ เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้เฉพาะเมื่อเกิดอาการขึ้นมา เป็นทีกินที กินแล้วหายเร็ว ได้แก่ยาที่คนทั่วไปรู้จักกันในนามของยา “กล่อมประสาท” หรือยา “คลายกังวล” เช่น แวเลี่ยม (valium) แซแนก (xanax) อะติแวน (ativan) ยาประเภทนี้มีความปลอดภัยสูง (แปลว่าไม่มีพิษ ไม่ทำลายตับ ไม่ทำลายไต) แต่ถ้ารับประทาน ติดต่อกันนานๆ (2-3 สัปดาห์ขึ้นไป) จะเกิดการติดยาและเลิกยากและเมื่อหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา ซึ่งจะมีอาการเหมือนอาการแพนิค ทำให้แยกแยะไม่ได้ว่าหายหรือยัง ดังนั้นแพทย์จะเน้นกับผู้ป่วยว่าให้กินเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น ยังไม่เป็นห้ามกิน รอให้เริ่มมีอาการแล้วค่อยกินก็ทันเพราะมันออกฤทธิ์เร็ว
link ที่น่าสนใจ:
http://www.apa.org/pubinfo/panic.html
http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=961
http://bangkokhealth.com/consult_htdoc/question.asp?gid=12944

17/08/2006 20:22
Posted by
hanalai in
Blog
นายโอ๊ตเป็นคนทับสะแก จ. ประจวบ ภาษาเด็กแนว (ไหนไม่รู้) เค้าเรียกว่า “เด็กทับแก” น้องเค้าคงมองเขาหลวง อยู่หลายรอบ อย่างหมายมั่นปั้นมือว่าสักวันจะขึ้นไปฝากรอยเท้าไว้บนยอดเขาหลวง
ละแล้ว…วันดีเดย์ก็มาถึง ชักชวนเพื่อนเก่าและ (หลอก) หวานใจ ได้สมาชิกครบ 5 คน ขับรถมุ่งหน้าจากเมืองฟ้าอมร สู่บ้านเกิด….เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 11 ส.ค.49
ฝ่าการจราจรที่จะจลาจล ติดขนาดหนัก อันเนื่องมาจากมีวันหยุดติดต่อกันสามวัน ผู้คนหลั่งไหลออกไปเยี่ยมญาติพี่น้อง พ่อแม่ บางคนก็ออกเที่ยว แต่สำหรับเจ้าโอ๊ต เจ้านี่มันทูอินวัน กลับไปหาแม่พร้อมกับไปเที่ยวด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยว พวกเราถึงทับสะแกตอนตีหนึ่งได้นอนพักเอาแรงกันซะก่อน
ตื่นเช้ามาก็กินเอาแรงอีกเช่นเคย จัดของสำหรับลุยเขาหลวง…อาหารสำหรับการเดินป่าครั้งนี้ได้รับการอนุเคราะห์จากเซียนทั้งหลาย ส่วนจะชื่ออะไรบ้างนั้น ไม่อาจทราบได้ เป็นไก่และหมูรวนเค็ม อันเหลือสืบเนื่องมากจากเทศกาลสารทจีน …งานนี้เรามีอาหารเซียนกิน ไม่มีแรงเดินป่าก็ให้มันรู้ไป
ทริปนี้มีน้องๆ จากบางสะพาน และทับสะแก มาร่วมขบวนการอีกสามคน สองหนุ่มและหนึ่งสาวน้อยน่ารักที่มีคุณพ่อรู้ใจพามาส่งถึง อช.ห้วยยาง
เราเริ่มเดินตอนเก้าโมงเช้า เดินขึ้นทางน้ำตกห้วยยาง เดินไปเรื่อยๆ มีน้องปาน เจ้าหน้าที่ของอุทยานนำทางหนึ่งคน สรุปทริปเรามีสมาชิกทั้งหมด 9 คน เห็นมั้ย…เลขสวยซะด้วยนา เดินเก้าโมงเช้า สมาชิก 9 คน
อันคำว่า “หลวง” นั้น หมายถึง ใหญ่ สำคัญ หรืออะไรๆ ที่มันเป็นสุดๆ นั่นแหละ ฉะนั้น “เขาหลวง”ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น เขาหลวงนครฯ เขาหลวงสุโขทัย ดอยหลวงเชียงดาว….เป็นอันแน่แช่แป้งได้เลยว่า….จะขึ้นชื่อเรื่องความชัน เขาหลวงประจวบก็ไม่หนีคำจำกัดความอันนี้ …..ทางเดินชันตลอด มีชันมากกับชันน้อย ทางราบไม่ค่อยเห็นมี ฝนไม่ตกแต่ฟ้าครึ้มและลมแรงเหมือนมีพายุ พัดยอดไม้เหมือนมีมือยังมาสั่นป่า เสียงลั่นสนั่น เราว่า…ถ้าหลงป่าอยู่คนเดียวตอนนี้ เราต้องขวัญกระเจิงแน่ พอลมมาที ป่าลั่นกราว ยอดไม้ใหญ่ๆ สนั่นหวั่นไหว น้องปานก็หยุดเดินทีนั้น คงกลัวกิ่งไม้หล่นใส่พวกเราละมั้ง….
บ่ายสามโมงเราถึงที่พัก …เดินบ้างพักบ้างไปตามเรื่อง ริมหน้าผาก่อนถึงแคมป์มีต้นกระเจียวขึ้นอยู่ แต่ยังไม่มีดอก ได้แต่จินตนาการว่าถ้ากระเจียวบานแล้วบรรยากาศจะเป็นยังไง คงสวย….ใครคิดจะไปเดินก็รอเวลาอีกสักครึ่งเดือน มันอาจจะบานหรือใครเคยไปแล้วตรงกับมันบาน ก็เอารูปมาเผื่อแผ่กันบ้างอยากเห็น
ตอนเช้าไปดูที่หน้าผา หมอกยังหนาอยู่เช่นเคย…..ท้องฟ้าปิด ไม่เห็นฝั่งอ่าวไทย แต่ไม่เป็นไร การทำตัวให้คุ้นเคยกับความผิดหวัง เป็นสิ่งที่จัดการได้ยากที่สุดของคนเรา…..ไว้คราวหน้า ถ้ายังมีโอกาสได้มาอีกครั้ง….





—
Next Page »